เมื่อฉันโดนเรียกไปปรับทัศนคติ…

เมื่อวานกับวันนี้เป็นวันที่มีจำนวนคนเข้าชมบล็อกเราสูงกว่าปกติมากๆ

ต้องขอบคุณจริงๆที่ช่วยเอาไปแชร์ใน twitter, facebook เราแอบส่องอยู่ กลัวเค้ารีทวิตไปด่า 555+

และที่เป็นปลื้มมากก็คือ เราชอบวง BNK48 เวลาดูรายการ BNK48 Show เราจะเจอไอดอลภาษาญี่ปุ่นของเราในนั้น ท่าด้าาาา… พี่บก. เรโกะนั่นเอง

จะบอกว่า “นอกจากโอชิน้องมิวสิค ดูๆไปก็จะโอชิพี่เรโกะนี่แหละค่ะ”

เราแอบปลื้มพี่เค้าอยู่เงียบๆ แล้วพอไปแอบส่องทวิตที่มีคนเอาบล็อกเราไปแชร์ ก็เห็นพี่บก. เรโกะมากดไลค์ อ่านหรือไม่อ่านไม่รู้แหละ พี่เค้าอาจจะมือลั่น แต่นี่ปลื้มอกปลื้มใจใหญ่เลย 555+

คือพี่เค้าสวยไง เก่งภาษาญี่ปุ่นด้วย ทำงานเป็นมืออาชีพมากๆด้วย อยากเป็นให้ได้แบบนั้น หรือได้สักครึ่งนึงก็ยังดี

แล้วก็ดีใจค่ะที่ได้เห็นคอมเม้นท์ของเพื่อนร่วมอาชีพ มีคนบอกว่าอ่านบล็อกเราแล้วรู้สึกดีขึ้นรู้สึกมีเพื่อนร่วมทุกข์ 5555

แค่นั้นก็ดีใจแล้วค่ะ นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ ในวันที่รู้สึกแย่มากๆ แค่อยากให้ใครสักคนเข้าใจยังดี แต่พอโตแล้ว ทำงาน มันไม่สามารถเรียกร้องให้ใครมาเข้าใจเราได้ มีแค่ต้องปรับอารมณ์ตัวเองให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์  พอพยายามมากไป บางทีก็รู้สึกเศร้า

หลายๆครั้งเราก็ได้คอมเม้นท์จากในบล็อกนี่แหละค่ะช่วยเอาไว้

งานเขียนคือสิ่งที่เรารัก การมีคนมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่สุดแล้ว

 

กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า อาทิตย์ที่แล้วเราโดนเมเนเจอร์เรียกไปปรับทัศนคติมา

เล่า background ก่อนแล้วกัน คืออาทิตย์ที่แล้ว บริษัทเรามีอีเว้นต์ใหญ่ที่สุดของปีนี้ตอนวันพฤหัสที่ผ่านมา

แล้วโปรเจคมันใหญ่มาก ทุกคนก็พยายามทำงานแข่งกับเวลาอย่างเต็มที่ เราเองก็กดดันที่ต้องแปลโปรเจคใหญ่ขนาดนี้ แต่เอกสารยังไม่ชัดเจน

เวลาซ้อมทาง Top Management ก็กดดัน คือวันก่อนวันจริงเราไปแปลทั้งที่หน้างานและในห้องประชุม ตั้งแต่ 8:00-11:45 คือโดนตะโกนใส่หูเยอะมากๆ เค้ากดดันคนทำงานเพราะอยากให้งานออกมาดี แน่นอนว่าล่ามรับอารมณ์นั้นไปเต็มๆ

เราไม่โกรธเค้านะ เราเข้าใจว่าบทบาทหน้าที่ของเค้า มันเป็นสไตล์การบริหารของเค้า เราก็พยายามตอบสนองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปีที่แล้วตอนเค้ามาประจำที่ไทยใหม่ๆ เราโดนด่าว่า “ล่ามแปลผิดสินะ” “นี่ก็ล่ามแปลผิดอีกแล้วใช่มั้ย” จนเราร้องไห้อ่ะ

ไม่นับที่โดนกดดันว่า “พรุ่งนี้ใครแปล เธอใช่มั้ย ให้แปลให้ดี คือคนไทยตอบยังไงผมไม่รู้อ่ะ แต่เนื้อหาที่ต้องตอบมันต้องตอบแบบนี้”

คือตอนนั้นก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้บริหารคนนี้พูด ในใจก็ค้าน ก็เค้าไม่ได้พูดอ่ะ จะให้แปลโกหกเหรอ แล้วแปลไปทั้งๆที่คนพูดไม่ได้พูด ถ้ามีคนแย้งขึ้นมาว่าไม่ได้พูดแบบนี้ทำไมล่ามแปลแบบนี้นี่เราจบเห่เลยนะ

แต่พี่ล่ามก็สอนว่า “ที่เค้าพูดแบบนี้ เค้าไม่ได้มีเจตนาจะกดดันเราหรอก เค้าเองก็กดดัน อยากให้งานมันออกมาดี เค้าเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานที่ไทย เราเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเค้า มันก็ต้องปรับกันทั้งสองฝ่าย”

เราเจ็บแล้วจำ เรียนรู้จากประสบการณ์ ผ่านมา 1 ปี เราว่าเราก็คงเอาตัวรอดได้ดีขึ้น

เกือบสี่ชั่วโมงที่เราแปลแบบกึ่งๆโดจิ รันยาวววว แถมอารมณ์มาเต็ม เราทำหน้าที่ของล่ามได้แบบที่เค้าไม่หันมาด่าล่ามอ่ะ เค้าก็ด่าในงานไป

แล้วเค้าก็คงเหนื่อยที่ต้องแสดงอารมณ์โกรธ มีจังหวะนึงเค้าก็คอมเม้นท์ว่า “คุณจะทำแบบนี้ก็ได้ ที่เหลือก็อยู่ที่ (ชื่อเรา) แล้วล่ะ ที่จะแปลออกมาให้ดี” – – – โอ้โห รีเพลย์ กดดันแบบเดิม เหมือนปีที่แล้วเปี๊ยบเลย ปีที่แล้วเราเครียด แต่ปีนี้เราหัวเราะออกมา ทำท่าเหมือนจะเอาหัวโขกโต๊ะแทน Orz โอ้มายก๊อดดด เข้าใจว่าอยากให้ทำอะไร แต่ไม่รู้วิธีการว่าจะทำยังให้ดี

พอเราออกมาจากห้องประชุม กินข้าว ประชุมต่อตอนบ่าย พอมีเวลาก็อยากเตรียมสคริปเอง เพราะรอสคริปจาก user คงไม่ทันแน่ๆ (วันจริงก็ตัง้ใจจะพูดตามที่ user พูดแหละ แต่พยายามเตรียมสคริปไว้จะได้ลดความตื่นเต้นน่ะ)

แต่ก็นะ เป็นล่ามไง จะทำงานก็โดนเรียกๆ เราก็เครียดกลัวจะไม่ทัน ก็ยอมรับว่าอารมณ์ไม่นิ่งเลย คือไม่ได้โกรธหรือเหวี่ยง แต่จะร้องไห้มากกว่า คือ สมองมันแบลงค์อ่ะ แปลยาวขนาดนั้น แถมเครียดขนาดนั้น มันรับอะไรไม่ไหวแล้ว – – user อีกคนก็พูดๆไป เราก็นิ่ง แล้วก็พูดเสียงเครือๆแบบจะร้องไห้ “พี่คะ ขอโทษนะคะ ขออีกรอบได้มั้ยคะ คือเหมือนสมองจะรับไม่ไหวแล้ว ตามเรื่องไม่ทันเลยค่ะ”

ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่เราตามเอกสาร แล้วพอตามแล้วเราก็โดน user เหวี่ยง หรือตอนประชุมวันจริงที่เตรียมไมค์ไม่พร้อม เรานั่งประจำที่แล้วเราแจกหูฟังเองไม่ได้เราก็บอกผู้รับผิดชอบ แล้วก็โดนเค้าเหวี่ยงใส่

คืองานมันเครียดอ่ะ เข้าใจว่าอารมณ์ใครๆก็มี เราก็พยายามนิ่งแล้ว แต่ถ้าเจอ user ที่ไม่ไหวจริงๆ ก็รู้สึกแย่นะ ก็มีสวนนิดหน่อย แต่พูดเรียบๆมากกว่า

สุดท้ายเราก็โดนเมเนเจอร์เรียกไปปรับทัศนคติ ว่าอารมณ์เรายังไม่นิ่งพอ ต้องควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้ งานเรามันงานบริการ บลาๆๆ

เมื่อก่อนหนักกว่านี้อีก จะประชุม 9 โมงแล้ว ตี 1 ยังนั่งทำเอกสารกันอยู่เลย ล่ามไม่เคยได้เอกสารก่อน ครั้งนี็โชคดีนะที่มันออกมาดี พี่เค้าก็ขอบคุณเราแหละ ที่งานมันออกมาดี ก็พูดมาเยอะอยู่ แต่ส่วนมากก็ซ้ำๆ เตือนเราเรื่องอารมณ์

บอกตรงๆเราไม่เห็นด้วยกับคำพูดเค้า แต่เรายอมรับที่ตัวเองผิด คือรับความกดดันได้ไม่มากพออย่างที่เค้าคาดหวัง ก็เข้าใจ และขอบคุณที่เค้าเรียกไปคุย ไปบอก

เค้าถาม Feedback เรา เราก็ตอบกลับไปว่า”ปกติแล้วเบื้องต้นเราก็ควรปฏิบัติงานตามมาตรฐานก่อน ถ้าล่ามได้เอกสารก่อนการประชุม มันก็เป็นสิ่งที่ดีใช่มั้ยคะ คือไม่ได้ซีเรียสว่าต้องได้แบบนี้ทุกการประชุม แต่อีเว้นต์นี้ที่เพิ่งผ่านไปมันเป็นโปรเจคใหญ่มาก ก็ต้องมีสคริปที่ค่อนข้างพร้อมอยู่แล้ว ก็ขอบคุณที่สุดท้ายแล้วพี่ก็มาซ้อมสคริปกับเรา ผลมันก็ออกมาดี จบงานแล้วเราก็จบ ไม่ได้ติดใจอะไร”

สุดท้ายแล้วเค้าก็คงประเมินว่าเราควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีพออยู่ดี – – – ก็แล้วแต่ แต่เราก็แจ้งปัญหาในการทำงานไป ว่าเราไม่ได้รับความร่วมมืออะไรจากลูกน้องเค้าบ้าง และอยากให้เค้าช่วยอะไรเรา

 

พอโดนเรียกไปปรับทัศนคติก็ Motivation ตกอีกแล้ว

คือมานั่งคิดเลยนะ ว่า User คาดหวังอะไรจากล่าม?

ล่ามคาดหวังอะไรจาก User?

แล้วทั้งสองฝ่ายตอบสนองความต้องการของกันและกันได้แค่ไหน, Gap คืออะไร?, ถ้าขจัด Gap นั้นได้ จะทำให้แฮปปี้ด้วยกันทั้งสองฝ่ายได้มั้ย (ซีเรียสเบอร์นี้เลย คือเราแปล QA เราเลยกลายเป็นคนยึดติดกับพวกระบบบริหารคุณภาพอ่ะ)

เรามาดีขึ้นหน่อยตรงที่เช้าวันถัดมา ลุงคนญี่ปุ่นที่เป็นหัวหน้าเราโดนตรง เอาแฮมเบอร์เกอร์ที่หยิบมาจากอาหารเช้าของเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์มาให้เรา คือลุงดีมากกกก หลายๆคัร้งที่รู้สึกจะไม่ไหว แต่ไปตอ่ได้เพราะได้หัวหน้าดีจริงๆนะ โดยส่วนใหญ่ในแผนกที่เราทำงานอยู่ User ก็ดี ถึงงานจะเยอะ แต่ถ้าเรื่องคนโอเคมันก็พอไหวอ่ะ – – เราพอใจกับงานปัจจุบันนะ ตอนที่เมเนเจอร์ปรับทัศนคติเรา ถึงทัศนคติเราจะไม่เปลี่ยนตามที่เค้าอยากให้เป็น แต่เราก็บอกไปว่าเราแฮปปี้กับงานอยู่

 

เรามาเปลี่ยนทัศนคติตอนคุยกับพี่ล่ามที่บริษัท พี่เค้าก็อายุมากแล้ว (โดนตบ!) มีประสบการณ์ทำงานมายาวนาน พี่เค้าก็สอนเราว่า “พี่เคยได้ยินมาจากที่ไหนก็ไม่รู้แหละ ว่า น้ำบริสุทธิ์เกินไป ปลาก็อยู่ไม่ได้นะ”

แปลว่า หัดยืดหยุ่นให้มากเข้าไว้ เพราะคนเรามันไม่เหมือนกันน่ะ อันนี้แม่เราก็สอนบ่อยๆ เราไม่รู้จักจำเอง คือโปรเจคนี้มันซีเรียสจริงๆ เราถูกกดดันมา เราก็กดดันตัวเอง เอาไปกดดันคนอื่นต่อด้วย เพราะอยากให้งานมันออกมาดี

“น้ำบริสุทธิ์เกินไป ปลาก็อยู่ไม่ได้นะ” แค่คำพูดนี้ประโยคเดียว เรายกมือไหว้ป้า เอ๊ย พี่เค้า แล้วบอกเค้าว่า “เข้าใจแล้วค่ะ”

เหมือนปลดล็อกความรู้สึกในใจตัวเองอ่ะ คือเราค่อนข้างได้ทำงานกับคนที่เนี้ยบ เราจะถูกสอนแบบกดดันมาตลอด แล้วก็ชินกับวิธีการแบบนั้น แต่บนโลกนี้มันก็มีอีกหลายร้อยหลายพันวิธี

เราคงต้องไปอ่านหนังสือเรื่อง “หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ” อย่างจริงจังแล้วล่ะ เพื่อเติบโตขึ้นและมีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น

เขียนไปก็ดูเป็นคนอ่อนไหวง่าย จิตใจไม่เข้มแข็งเอาซะเลย แต่ที่เขียนไว้เพราะอยากเตือนตัวเอง อยากจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม อยากเอาชนะตัวเองคนเมื่อวานให้ได้

ก็ดีที่มีโอกาสได้แปลโปรเจคนี้ คิดว่าหลังจากนี้ไปน่าจะรับมือกับความกดดันได้ดีกว่าเดิมมั้ง

ภาวนาขอให้ทุกวันเป็นวันดีๆ ใครๆก็อยากทำงานแบบมีความสุขทั้งนั้นแหละ

นี่เราก็พยายามยิ้มๆ นะ คือพอรู้ตัวว่าเครียดไปก็จะพยายามยิ้ม ยิ้มให้ตัวเองในกระจกก็มี (ใกล้จะบ้าแล้วล่ะ)

คือทำทุกทางจริงๆให้ตัวเองมีความสุขและไปต่อได้น่ะ

 

ずっと見てる夢は 私がもう一人いて

やりたいこと 好きなように 自由にできる夢

人生は紙飛行機 願い乗せて、飛んで行くよ

Advertisements

5 User ตัวร้ายที่ทำลาย Motivation ของล่าม

ส่วนใหญ่เราจะเขียนบล็อกแนวให้กำลังใจตัวเอง (อยากเผื่อแผ่ไปให้กำลังใจคนอื่นด้วย)

แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่ชีวิตคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบทุกวัน

เราตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้น ในวันที่เรารู้สึกแย่ที่สุดวันหนึ่งในชีวิตการทำงานเป็นล่ามมา

บทความนี้เขียนจากประสบการณ์ของตัวเองและคนรอบข้าง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่เราตัดสินใจรวบรวมความกล้าเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เราคิดหรือรู้สึกอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดเพราะเราเองก็ประสบการณ์น้อย เรายินดีรับฟังคำวิจารณ์ต่องานเขียนของเราและพร้อมจะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง

สารภาพตามตรงว่าเขียนไปด้วยความรู้สึกกลัวความคิดเห็นในเชิงลบ แต่เราต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง การเป็นนักเขียนคือความใฝ่ฝันของเรา เราเลยอยากขอลองเสี่ยงเพื่อให้ตัวเองเติบโตขึ้น

ในบทความเก่าๆที่เราเคยเขียนไว้เรื่องปากกาจับงาน เคยมีพี่พนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งเปิดให้ล่ามเค้าดูศัพท์ที่เราเขียน เราเลยคิดว่า “ก็มี user เสิร์ชมาเจอบล็อกของเราบ้างเหมือนกันนะ”

เราอยากจะสื่อสารไปยัง user หรือ HR ในโรงงาน ที่บังเอิญผ่านเข้ามา เราแค่อยากขอร้องจากใจจริงๆว่า อาชีพล่ามเป็นอาชีพที่มีความกดดันสูง และสูญเสีย motivation ในการทำงานได้ง่ายมากๆ แค่คำพูดคำเดียวอาจจะทำให้รู้สึกแย่ไปทั้งวันหรือนานเป็นสัปดาห์ และสภาพแบบนี้ที่เกิดขึ้นวนอยู่ซ้ำๆอาจจะทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้า เลยอยากให้ช่วยใจดีกับล่ามหน่อย รักน้อยๆแต่ขอให้รักนานๆ

เราเจอกระทู้น่าสนใจใน towaiwai ลองเข้าไปสัมผัสเสียงเล็กๆจากคนทำอาชีพล่ามได้ว่าเค้ารู้สึกยังไงเกี่ยวกับการทำงานบ้าง

ใครเคยเป็นคนร่าเริ่งแต่พอทำงานล่ามแล้วซึมเศร้าบ้างครับ

บริษัทเราถ้าเป็น Management จะมีสอบเลื่อนตำแหน่ง เราเรียกกันขำๆกับพี่ล่ามว่าสอบจอหงวน

ส่วนพี่ GM แผนกเรา เนื่องจากตำแหน่งสูงแล้ว เราเลยเรียกว่า สอบขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก

พี่เค้าได้รับการบ้านจาก TOP คนญี่ปุ่นว่า จะทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุข

สำหรับพนักงาน พี่ GM เรากำลังทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อหาวิธีทำให้พนักงานมีความสุข

เราเลยมามองย้อนกลับมาดูการทำงานของตัวเอง ว่าทำอย่างไรล่ามถึงจะ Happy เมื่อไม่มีใครมาคิดให้ว่าทำยังไงเราถึงจะมีความสุข เราก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ทำให้ตัวเองทำงานได้อย่างมีความสุขให้ได้

ก็เลยมองในมุมกลับดูว่า แล้วอะไรบ้างที่ทำให้ล่ามไม่ Happy

 

1.User หัวร้อน

ไม่รู้ว่าพี่เขาเสียหวยหรือเป็นเมนส์ แต่ User ประเภทนี้จะมีอาการหงุดหงิดหัวเสียอยู่ตลอดเวลา แปลให้อยู่ดีๆก็หันมาโทษล่ามซะงั้น หรือโมโหคู่สนทนาแบบใส่อารมณ์สุดๆ

ลำพังคนทำงานด้วยกัน พูดภาษาเดียวกัน ถ้ามีอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจก็เริ่มจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว

แล้วนี่พูดกันคนละภาษา โดยมีล่ามอยู่ตรงกลาง ยังจะมาทะเลาะกันอีก บอกตรงๆล่ามลำบากใจ ไม่รู้จะแปลยังไงดี

พอเริ่มทะเลาะกัน ทุกคนก็อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด โดยไม่มีใครยอมฟังใคร มีแต่คนพูดๆ ล่ามก็ได้แต่ยืนทำตาปริบๆ ไม่รู้จะแปลให้ใครก่อนดี พอล่ามเงียบทีนี้ล่ามก็จะซวยแล้ว อาจจะมีอาการตะคอกใส่ล่ามว่า “แปลสิ!” หรือ “บอกเค้าไปเลยนะว่าผมบอกว่า…” หรือคำหยาบคายต่างๆที่ตามมา ซึ่งมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในทำงานเล้ยยย มีแต่จะยิ่งแย่ลง

เจอแบบนี้บอกตรงๆล่ามได้แต่ยืนเพลียละเหี่ยใจ อยากจะเอานวมให้คนละคู่แล้วให้พี่ไปจัดกันเองให้สาแก่ใจ อย่าเอาฉันไปเกี่ยวววว

ยิ่งเจอแบบระเบิดอารมณ์ ขว้างปาข้าวของนี่แบบ… เอิ่มมม ทำไปทำไมอ่ะ?

 

2.User ไม่หยุดให้แปล พูดน้ำไหลไฟดับ ต่อให้กดปุ่ม pause พี่แกก็จะไม่หยุดพูด

อันนี้เจอบ่อยมาก เข้าใจดีเลยแหละว่าธรรมชาติของคนเรา ไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อพูดโดยมีล่ามแปล เราก็จะพูดๆๆๆไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะพอใจ

แต่ในการทำงานจริงที่เป็นการสื่อสารผ่านล่าม และไม่ได้มีเวลาในการประชุมมาบังคับให้ล่ามต้องโดจิ (แปลแบบพูดพร้อม) การเว้นจังหวะให้แปลจะทำให้ล่ามสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะมีเวลาในการตีความ ทำความเข้าใจว่าผู้พูดพูดแบบนี้ต้องการจะสื่ออะไร และสื่อสารเป็นอีกภาษาหนึ่งได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน

การพูดโดยไม่หยุดให้แปลทั้งๆที่ไม่มีเหตุจำเป็นเป็นการสร้างอุปสรรคในการทำงานให้ล่ามทำงานยากขึ้น เมื่อสภาพการทำงานบีบบังคับมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะสื่อสารผิดได้ง่ายขึ้น ขนาดเครื่องจักรผลิตงานยังต้องควบคุม condition ในการผลิตเลย ในการแปลก็เหมือนกัน

พูดเร็ว เสียงดัง สภาพแวดล้อมในการทำงานมีเสียงรบกวน พูดยาวไม่หยุดให้แปลจนล่ามจับใจความไม่ได้ก็ส่งผลกับการแปลทั้งนั้น

บางคนอาจจะโดนแบบที่เราเคยโดนคนญี่ปุ่นตะคอกใส่หน้ามาว่า “งั้นเธอก็จดซะสิ!”

อยากบอกจากใจว่าเราจดแล้ว เคยจดจนกระดาษ A4 ทั้งปึกที่ติดคลิปบอร์ดหมดก็ไม่มีใครหยุดพูด และจับประเด็นอะไรมาแปลไม่ได้เลย เป็นการทะเลาะกันของคน 4-5 คนเฉยๆ คือมันไม่ใช่การสื่อสารแล้วอ่ะ ไม่รู้จะแปลยังไงจริงๆ

ไม่ต้องถึงขนาดหยุดทีละประโยคให้แปลหรอกค่ะ ล่ามแต่ละคนก็มีจังหวะไม่เหมือนกัน มีความสามารถในการจับใจความ สรุปความได้แตกต่างกัน เราไม่ได้ขอให้เข้าใจเราขนาดนั้น อันนั้นเดี๋ยวเราพยายามแก้ไขปัญหาในหน้างานของเราเอง

แค่อยากให้เวลาพูด หันมามองหน้าล่ามบ้าง ว่าล่ามไหวมั้ย ล่ามเข้าใจมั้ย แปลได้รึเปล่า ถ้าล่ามดูไม่ไหว แปลไม่ทัน ไม่ได้จริงๆ อยากให้ช่วยพูดทวนซ้ำให้หน่อย หรืออธิบายช้าๆชัดๆให้เข้าใจง่ายขึ้น ล่ามคือคนมาแปลให้เฉยๆ ไม่มีทางเข้าใจเนื้อหางานได้ดีไปกว่าผู้ส่งสารหรอก ก็อยากขอให้ช่วยกันนิดหนึ่ง เพื่อการทำงานที่ราบรื่น

ล่ามทุกคนอยากแปลได้อยู่แล้ว เวลาแปลไม่ได้ทีไรก็กลับไปเศร้าเสียใจทุกที

 

3. User หนูด่วน ไม่ใช่ BTS/MRT แต่พี่แกด่วนทุกอย่าง

User ประเภทนี้จะชอบส่งเมลล์มาห้วนๆ เป็นประโยคคำสั่ง

แปลหน่อย!

แปลด่วน

แปลเอกสารให้หน่อยครับ ต้องใช้วันนี้

คือจะบอกว่าถ้ารีบขนาดนั้น Google translate เถอะค่ะ

ขนาดทำรายงานยังต้องใช้เวลาเลย เอกสารแปลก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลาในการทำงาน สั่งปุ๊บล่ามไม่สามารถเสกให้ได้ปั๊บ

แล้วเวลาปกติ ไม่ใช่จะได้นั่งโต๊ะแปลเอกสารสบายๆ คือต้องไปเข้าประชุม ไปแปลอยู่แทบจะตลอด พอเดินกลับมายังไม่ทันจะหย่อนก้นลงนั่ง เจอทวงว่า “เอกสารที่ให้แปลเสร็จรึยัง” โห…หมดอารมณ์

สำหรับเรา เราคิดว่าวิธีแก้ปัญหานี้ที่ดีที่สุดสำหรับทั้ง user และล่ามก็คือ เวลาขอให้แปลเอกสาร อยากให้บอก due date ที่ชัดเจนไม่ใช่บอกว่าแปลด่วน เพราะคำว่าด่วนของคนเรามันไม่เท่ากัน

เข้าใจแหละว่า user ต้องใช้ แล้วอ่านไม่ออก ไม่งั้นก็ไม่ขอให้แปลหรอก แต่เวลาร้องขอให้แปล ช่วยกำหนดเวลาหน่อยว่าควรจะเป็นเมื่อไหร่ดี ล่ามจะได้วางแผนในการทำงานได้ถูก หรือถ้ามันไม่ทันจริงๆ จะได้ปรึกษากันได้ว่าจะแก้ปัญหายังไงดี ไม่อยากให้กลายเป็นว่าสุดท้ายมาบอกว่าทำงานนี้ไม่สำเร็จเพราะล่ามแปลเอกสารไม่ทัน มันจะคล้ายๆหน่วยงานราชการหนึ่งของประเทศสารขัณฑ์มากเกินไป ที่บอกว่าออกหมายจับผู้ร้ายไม่ได้เพราะเอกสารยังไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ (ฮา)

 

4. “ว่างมั้ย?”

เคยเจออยู่บ่อยๆ “ว่างมั้ย? ช่วยไปแปล….ให้หน่อย ตอนนี้เลย”
คือถ้ามันเป็นประชุมด่วน เราเข้าใจเลยนะ และไปให้ด้วยความเต็มใจ

แต่ส่วนใหญ่แล้วประชุมมักจะถูกนัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า แต่กลับมีล่ามคนเดียวที่ไม่รู้ว่ามีประชุม (ก็ไม่มีใครบอกนี่นา) พอถึงเวลาต้องใช้ ก็ค่อยมาวิ่งหาล่ามเอา ซึ่งล่ามก็ลำบากใจเพราะแผนการทำงานที่วางไว้จะรวน (บางทีวางแผนจะแปลเอกสารเวลานี้ แต่ถูกเรียกประชุม เอกสารแปลก็ต้องแปล แล้วจะแยกร่างยังไง?)

ถ้าเป็นประชุมที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว บอกล่ามเถอะค่ะ มันไม่เสียหายอะไรหรอก ยิ่งแชร์ข้อมูลในการประชุมให้ล่ามก่อนได้มากแค่ไหน ล่ามก็จะได้เตรียมตัวและแปลให้ได้ดีขึ้นเท่านั้น

 

อันนี้ประสบการณ์ตรงเลย เมื่อเช้า สดๆร้อนๆ ต้นเหตุที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับการทำงานสุดๆในวันนี้คือพี่ user ในแผนกที่นั่งโต๊ะติดกับเราเลย (เวลาประชุมก็มักจะลืมเชิญเราเข้าประชุมเสมอ – หมายถึงเชิญในอีเมลล์นะ ไม่ใช่มากราบกรานอัญเชิญให้ไปแปล ไม่ขนาดนั้น)

คือนั่งโต๊ะติดกันเลยอ่ะ นั่งข้างๆเลยนะ แต่ประชุมนี้ที่ต้องออกไปประชุมที่ supplier อีเมลล์เชิญออกเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และไม่เชิญเรา บอกว่าลืม

พี่คะ…ขนาดนั่งข้างๆกันพี่ยังลืม เราควรไปนั่งตรงไหนดีคะ พี่ถึงจะไม่ลืมเรา คือเชิญคนญี่ปุ่นเข้าประชุมได้ ให้คนญี่ปุ่นเป็นประธานในการประชุม มันก็ต้องใช้ล่ามอยู่แล้ว แต่ลืมเราตลอด แปลว่าไม่เคยให้ความสำคัญกับเราเลย

แล้วก็มายิ้มกลบเกลื่อน แล้วก็พูดว่า “ว่างมั้ย พอดีมีประชุมที่ supplier อยากให้ช่วยไปแปลให้หน่อย ไม่ติดอะไรไม่ใช่เหรอ”

คือไม่ได้แปลพูดตลอดเวลาก็ไม่ใช่ไม่มีงานทำขนาดนั้น มันก็มีเอกสารที่ต้องแปลนะ แค่บอกก่อนล่วงหน้า มันคงไม่ลำบากอะไร

วันนี้เรายอมรับเลยว่าปรี๊ดแตกมากจริงๆ เพราะเดือนนี้เรางานยุ่งมาก เราพยายามวางแผนการทำงานทุกอย่างของตัวเองอย่างละเอียดเพื่อให้จัดการกับปริมาณงานทั้งหมดได้ แล้วอยู่ดีๆต้องออกไปแปลที่ supplier กะทันหัน ซึ่งจริงๆประชุมนี้ไม่ได้กะทันหันเลย user รู้ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ แล้วมันเป็นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันกระทบการทำงานของเราจนเราออกปากพูดว่า

ล่าม “พี่คะ ถ้าวันนี้เกิดไม่ว่างไปให้ขึ้นมาพี่จะทำยังไงคะ”

user “ผมก็คงต้องวิ่งหาล่ามคนอื่น แต่น้องไปให้ได้ใช่มั้ย (เออดี มากดดันกันอีกแน่ะ)”

เราหันไปจ้องหน้าเค้า จ้องนิ่งๆ แล้วพูดว่า “ไปให้ได้ค่ะ แต่อยากให้พี่รู้เอาไว้ว่าทำแบบนี้เราโกรธนะ โกรธมากๆเลย (พยายามพูดติดตลกให้มันไม่มาคุเกินไป) มันทำให้เราทำงานลำบากมาก”

ที่ลำบากคือไม่ได้ข้อมูลก่อนการประชุมนี่แหละ แล้วเป็น process ที่ supplier ที่เราไม่เคยเห็นเลย มันยากมากนะที่จะต้องแปลอะไรที่ไม่เคยเห็นน่ะ

สุดท้ายแล้วเค้าก็อธิบายเราก่อนไปแหละ เพราะเราพยายามทำให้ user รู้ตลอดว่ามาอธิบาย background เราก่อนนะ 5 นาทีก่อนประชุมก็ยังดี (แต่ล่ามหลายๆคนก็อาจจะไม่ได้โชคดีแบบเรา)

 

5. “พี่พูดอะไรก็แปลๆไปตามนั้นเถอะ” “มีหน้าที่แปลก็แปลไป”

T^T แง… เจอแบบนี้นี่หมดคำอธิบาย

คือทราบดีค่ะว่ามีหน้าที่ที่ต้องแปลก็แปลไป แต่พี่พูดไม่รู้เรื่องหนูแปลไม่ด้ายยยยย แล้วพี่จะให้แปลยังงายยยยย แงงงงง ฟ้องแม่ได้มั้ยยยยยย

 

สำหรับเราแล้ว เรามีเรื่องอยากขอร้อง 4 ข้อให้ user ช่วยเรานิดหน่อย เป็นเรื่องง่ายๆที่ใครก็ทำได้ เราอยากเห็นโลกของการทำงานที่มี 4 ข้อนี้เป็นกฎพื้นฐานในการใช้งานล่ามเลยด้วยซ้ำ มันอาาจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด อาจจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ แต่มันเป็นเรื่องง่ายๆที่เราคิดว่าถ้า user ช่วยทำให้ล่ามจะทำงานได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

 

1.ในการประชุมที่ทราบนัดหมายล่วงหน้า และต้องใช้ล่าม โปรดบอกล่ามล่วงหน้าด้วย เพื่อที่ล่ามจะได้เตรียมตัวสำหรับการประชุม

 

2.เวลาร้องขอให้แปลเอกสาร โปรดบอก due date ที่ต้องการที่ชัดเจน

ล่ามจะได้วางแผนในการแปลเอกสารให้ทันตามกำหนดที่ user ต้องการ ไม่จำเป็นจริงๆอย่าบอกว่าแปลด่วนเลย เพราะในการทำงานควรมี lead time แต่กรณีรีบจริงๆคุยกันเป็น case by case ได้

 

3.ก่อนการประชุมหรือพูดคุยเรื่องอะไร ควรมีเวลาสำหรับอธิบาย background ให้ล่ามเข้าใจคร่าวๆก่อน หรือหากไม่มีเวลาอธิบาย ให้เอกสารที่ใช้ในการประชุมให้ล่ามมาศึกษาก่อน หาคำศัพท์ที่ต้องใช้ก่อนก็ยังดี หากทำเอกสารไม่ทัน เอกสารที่ให้ล่ามเป็นแค่คร่าวๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารฉบับ final ล่ามแค่อยากรู้หัวข้อหลักๆที่จะคุยกัน จะได้ทำความเข้าใจและเตรียมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

 

4.หากไม่ใช่การประชุมที่มีเวลาจำกัด ไม่จำเป็นต้องแปลพร้อม โปรดเว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย

พูดยาวเกินไปล่ามอาจจะสรุปประเด็นสำคัญให้ไม่ได้ จับใจความได้ไม่ครบถ้วน ทำให้เรื่องที่ต้องการจะสื่อสารไม่ประสบผลสำเร็จ หรืออาจสื่อสารผิดได้ง่าย หากเป็นการประชุมที่เวลาจำกัด จำเป็นต้องแปลพูดพร้อม พยายาให้ข้อมูลกับล่ามก่อนเพื่อให้ล่ามได้เตรียมตัว และพูดให้กระชับ ตรงประเด็น ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

 

4 ข้อที่เราอยากขอร้องนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป อยากให้ลองเอาพิจารณาดู เพื่อการทำงานที่ happy ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งล่ามและ user

นอกจากจะเป็นล่ามแล้วเราสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย นักเรียนของเราก็พนักงานนี่แหละ มีผู้จัดการบ้าง เราก็พยายามสอดแทรกให้เค้าเข้าใจการทำงานของล่ามผ่านการพูดคุย หรือบางทีสอนแต่งประโยคยาวๆ ยิ่งประโยคยาว มันก็จะยิ่งสับสน นักเรียนจะบ่นว่าภาษาญี่ปุ่นยาก ก็จะอธิบายว่าเวลาแปลก็เหมือนกันค่ะ ประโยคยิ่งยาว ล่ามก็จะสับสนได้ง่าย ใจความสำคัญอาจจะถ่ายทอดให้ได้ไม่ครบถ้วน ดังนั้นอยากให้ช่วยอธิบายให้ชัดเจน เว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย พยายามแบ่งประโยคเป็นประโยคสั้นๆที่เข้าใจง่าย

 

เรารู้ว่าบางทีก็ไม่ได้เป็นที่ user อย่างเดียวหรอก ตัวล่ามเองก็เหมือนกัน ต้องหมั่นฝึกฝนหาความรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถทำงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือ user ได้

 

ของแถมนิดหน่อย ช่วยพี่ GM หาข้อมูลเกี่ยกวับความสุขในการทำงานมาก เราชอบคำว่า

生涯学習   しょうがいがくしゅう  การเรียนรู้ตลอดชีวิต

タイの働き方改革「Happy 8」に日本が学ぶべきものとは?

คู่มือความสุข 8 ประการในที่ทำงาน HAPPY WORK PLACE

ผู้ชายคนนั้นคือ User ในฝันของล่ามอย่างฉัน

จั่วหัวมาเหมือนชื่อภาพยนตร์ญี่ปุ่นเลย 555+

จริงๆเราไม่ค่อยได้ดูหนังบ่อยหรอก แค่รู้สึกเอาเองว่าชื่อหนังสือนิยายแจ่มใสกับหนังญี่ปุ่นมันชักจะไปไกล คือเราจำไม่ได้อ่ะ ไปดูหนังแล้วพูดชื่อผิดนี่อาจจะเด๋อได้

กลัวว่าวันหนึ่งมันจะเป็นแบบนี้

อยากรู้ชื่อสนุกๆของหนังญี่ปุ่น ไปตามดูกันได้ใน ทำไม “ชื่อเรื่อง” ละครญี่ปุ่น ถึงย้าวยาววววววว

นี่ก็เพิ่งรู้ชื่อเรื่องเต็มของ Biri Girl ถ้าข้อสอบออกมาว่าให้บอกชื่อเต็มของหนังเรื่องนี้ เราคงสอบตกอ่ะ

เป้าหมายในปีนี้คืออยากเขียนบล็อกอย่างน้อยเดือนละ 1 เรื่อง

แต่เดือนกันยายนก็เขียนไม่ทันซะแล้ว เลยมาวันหนึ่งหยวนๆน่า

เมื่อวานนี้ไปรับงานแปลครึ่งวัน 9:00-13:00 แถวๆบ้านนี่แหละ
เป็นการคุยอธิบายเนื้อหางานกับคนญี่ปุ่นที่จ้างเราก่อน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเข้าไปแปลประชุมกับลูกค้า (ประธานบริษัทคนไทย)

อยากจะบอกว่า 1 ชั่วโมงที่ได้คุยกับ MD คนญี่ปุ่น เป็น 1 ชั่วโมงที่มีค่ามาก สำหรับล่ามแล้ว MD คนนี้คือ user ในฝันที่สวรรค์ประทานมาเลย

เค้าเอาเอกสารเกี่ยวกับโปรเจคของเค้าทั้งหมดมากางให้เราดู อธิบายให้เราเข้าใจก่อน บอกว่าวันนี้อยากพูดเรื่องอะไร อยากถามเรื่องอะไร อยากคุยเรื่องอะไร ตอนนี้สถานการณ์ของโปรเจคเป็นยังไง ติดปัญหาตรงไหน มี Task อะไรที่ต้องทำในวันนี้

คือกรี๊ดมาก ตำแหน่งฮีคือ Managing Director แล้ว Management สำหรับการเจรจาธุรกิจคือโอเคเลย

ประโยคแรกที่เค้าบอกเราคือ “ผมไม่เคยใช้ล่ามมาก่อน ผมอยู่ไทยมายี่สิบปีได้ แต่ไม่ตั้งใจเรียนภาษาไทยเท่าไหร่ เวลาคุยก็ใช้ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ปนๆกันไป แต่ก็สื่อสารกันได้ไม่ค่อยดีนัก วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมจะใช้ล่าม ผมคงได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากคุณ วันนี้รบกวนด้วยนะครับ”

เราก็ตอบไปว่า “เราก็ใหม่สำหรับการแปลงานก่อสร้างเหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนจะถามนะคะ เราจะได้เรียนรู้ด้วย วันนี้ก็รบกวนด้วยเช่นกันนะคะ”

MD อ่านขาดขนาดบอกเราไว้ว่าบางทีตกลง Layout กันได้แล้ว แต่ฮวงจุ้ยไม่ได้ ซินแสไม่ยอม ก็ต้องเปลี่ยน สอนคำศัพท์เรา คำว่าฮวงจุ้ย ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 風水 ふうすい Feng Shui (Chinese Geomancy) แล้วพอเข้าไปแปลจริง ศัพท์คำนี้ก็ออกสอบจริงๆ เราเลยแปลได้เพราะ MD ติวมาให้ก่อน ประธานบริษัทคนไทยพูดว่า “บางทีคิดมาหมดแล้วแต่ซินแสไม่ยอมก็ไม่ได้ เค้าไม่ยอม ต้องให้ไลน์ Flow ตามเข็มนาฬิกา” แล้วก็ทำหน้าลำบากใจ

คนไทยทั้งประธานบริษัทและลูกน้องเค้าก็แปลกใจที่เราแปลได้ ถามว่าญี่ปุ่นเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยด้วยเหรอครับ

เราก็แปลให้ MD คนญี่ปุ่น ฮีก็ตอบแบบชิวๆเลยว่า “ผมทำงานกับบริษัทไต้หวันมาน่ะครับ ก็เลยพอจะรู้เรื่องนี้บ้าง”

การประชุมวันนี้มีหลายฝ่ายเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคนไทยที่มีประธานเป็นคนไทย
มีผู้บริหาร(เจ้าของ) บริษัทคนญี่ปุ่น 2 บริษัท ผู้รับผิดชอบงานคนไทยของบริษัทก่อสร้าง แล้วก็มีฝรั่ง 1 คน กับล่ามควบเลขาของเขา

ก็เลยได้ใช้ทั้งสามภาษา ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่นเลย พอเป็นคนเดียวที่สื่อสารได้ทั้ง 3 ภาษาในที่ประชุม เลยรู้สึกสวยขึ้นมาทันที 5555+ ยิ่งแปลคำว่าฮวงจุ้ยได้ขณะที่ล่ามอังกฤษแปลไม่ได้นี่สวยกว่าเดิมอีก 5555+ (อย่าหันมาถามตูนะว่าฮวงจุ้ยภาษาอังกฤษแปลว่าอะไร ตอนนั้นตูก็ไม่รู้เหมือนกัน)

อยากจะบอกว่าการที่ลูกค้าบรีฟให้เราก่อนเริ่มงานมันสำคัญมากจริงๆ มันช่วยให้การทำงานของล่ามราบรื่นขึ้นเยอะเลย เพระาล่ามมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการทำงานของผู้ว่าจ้าง แต่ถ้าผู้ว่าจ้างไม่ให้ข้อมูลล่ามเลย ล่ามก็ต้องงมเอาเอง แก้ปัญหาไปตามสถานการณ์เอาเอง ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง

เอาง่ายๆก็เหมือนเราไม่สบายแล้วไปหาหมอ ถ้าเราบอกอาการได้ละเอียด ถูกต้อง ชัดเจน หมอก็จะตรวจตรงจุดที่มีปัญหา วิเคราะห์ และสั่งจ่ายยาได้ตรงกับโรค การรักษาก็ได้ผล

แต่ถ้าเราพูดอธิบายไม่ชัดเจน วกไปวนมา ตอบ 50-50 ตลอด หมอก็อาจจะงง ไม่รู้จะวินิจฉัยโรคยังไงดี

โชคดีมากที่เราเจอ User ที่ดีมากๆ เลยทำให้การทำงานเมื่อวานเป็นไปอย่างราบรื่น ก็รู้สึกดีนะที่ทำงานได้ตามเป้าหมายของตัวเอง

จบแล้วล่ะเรื่องการทำงาน แต่เมื่อวานเป็นวันที่ทำหลายอย่างมาก ก็เลยอยากจะบันทึกเอาไว้

เราไปลงติวโทอิคฟรีเอาไว้ เพราะเราทำงานเป็นติวเตอร์สอนภาษาด้วย อยากไปฟังเทคนิคการสอนของคนอื่นน่ะ เลยกลับไปเป็นนักเรียนเตรียมสอบดูสักวัน เราชอบเรื่อง Biri Girl ด้วยแหละ ดูแล้วมีไฟในการอ่านหนังสือดี ถ้าใครเตรียมสอบอยู่ก็แนะนำให้ดูเลยล่ะ

จริงๆเวลาติวเริ่ม 13.00 แต่กว่าเราจะได้ออกจะบริษัทลูกค้าก็ประมาณ 13.10 ไม่อยากจะพูดถึงเลยว่าแว้นไปด้วยความเร็วเท่าไหร่ คือถ้าขับรถคงไม่แปลก แต่นี่มอไซไง (รถยนต์แบตหมด เป็นความง่าวของข้าพเจ้าเอง แบตหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จักจำ)

ถึงที่ติวโทอิคตอน 13.45 จริงๆไปไม่ถูกด้วยซ้ำ อาศัยติดไฟแดงแล้วถามคนขี่มอไซเหมือนกัน เค้าก็บอกว่าขับตามผมมาเลยครับ ผมก็ไปเหมือนกัน เลิศจ้าาาา

ตอนนี้เป้าหมายที่เราอยากจะทำหลังจากผ่อนบ้านหมดคือการเปิดโรงเรียนสอนภาษาของตัวเอง อันนี้คิดไว้ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มทำงานแล้ว

ตอนนี้โปรเจคนี้อยู่ในระหว่างยื่นเรื่องขอกู้เงินจากบริษัทเงินทุก มกอ.= แม่กูเอง

ย้อนไปตอนปิดเทอม ม.5 ขึ้นม.6 เราเรียนกวดวิชา 2 คอร์สคือ Eng Ent ของ Enconcept กับ Intensive ไทย-สังคมของดาว้องก์ (เรียนตามเพื่อนน่ะ) คอร์ส Eng Ent เรียนกับครูพี่แนน เริ่มเรียน 8:00-10:00 กว่าเราจะตื่นไปเรียนก็ 9 โมง กินมาม่าเสร็จก็หลับในห้อง ตื่นมาก็ 10 โมง เลิกเรียนพอดี อุบาทว์มาก เสียเงินเกือบ 5 พันเพื่อไปนั่งกินมาม่าและหลับไป แม่รู้แม่คงเสียใจ

แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เหอะ คำศัพท์ใน Memolody ที่ได้ยินกรอกหูตอนหลับ มันทำให้เราจำได้จริงๆ เราสอบเข้ามหาลัยรอบรับตรง โดยใช้วิชาภาษาอังกฤษวิชาเดียว โดยที่เราไปนั่งร้องเพลงแค่ 4 เพลงที่เราจำได้ แต่มันช่วยให้เราสอบติดที่ที่อยากได้จริงๆ

เลยปลื้มเทคนิคการทำข้อสอบของเค้าน่ะ ก็เลยไปลงติวโทอิคฟรี จ่ายค่าเอกสาร 300 เพื่อไปขโมยเทคนิคการสอนของคนอื่น แต่มันไม่ค่อยหนุกอ่ะ ขโมยอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ อีกอย่าง เสียงที่ถ่ายทอดสดมามันเบามาก เรียนไม่รู้เรื่องเลย

แต่ข้อดีก็มีนะ ได้ไปสำรวจห้องเรียน+อุปกรณ์เค้า ทีวีเล็กไปนะ คนนั่งข้างหลังมองไม่เห็นนะ เสียงเบาไป ไม่โอเคนะ ก็ได้การบ้านมาคิดต่อว่าถ้าเป็นโรงเรียนของเรา เราอยากให้มันเป็นแบบไหน อยากได้อะไรบ้าง (และสิ่งที่อยากได้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ จะคุ้มทุนมั้ย)

พอเลิกเรียนก็ไปซื้อโตเกียว(ชอบกินโตเกียวมาก) แล้วก็ไปขอโบรชัวร์คอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นของโรงเรียนกวดวิชาอื่นๆติดมือมา เอาไว้อ้างอิงราคากับคิดเนื้อหาคอร์ส (เล่นเป็นนักสืบนั่นเอง)

สำหรับเรา เราอยากเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้การเรียนภาษาง่ายขึ้น สะดวกทั้งกับผู้เรียนและผู้สอนมากขึ้น ไม่ต้องขับรถฝ่ารถติดเพื่อไปเรียน อยากให้เรียนที่ไหนก็ได้ ง่ายๆ และได้ผล เน้นสอนสดตัวต่อตัวแต่เป็นแบบออนไลน์ เลือกเวลาที่ทั้งผู้เรียนและผู้สอนสะดวก ก็จะลดต้นทุนค่าสถานที่ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายอื่นๆลงไป แต่ระบบอินเตอร์เน็ต ภาพ เสียง ต้องดีพอนะ กำลังศึกษาอยู่ว่าจะทำยังไงดี

คอร์สที่แล้วที่เราสอนที่โรงเรียนภาษา เป็นไพรเวทคลาสของพี่เมเนเจอร์บริษัทหนึ่ง ก็สอนมินนะนี่แหละ แต่เค้าเป็นเมเนเจอร์ อยากรู้อะไรเราก็สอนเพิ่ม สอนศัพท์ที่ใช้ในการทำงานเค้าให้ ก็ดูพี่เค้าชอบนะ มันได้เอาไปใช้จริง

อีกคลาสที่ไปสอนที่โรงงาน นักเรียนคอมเมนท์มาว่า “ตอนแรกเกือบจะถอดใจแล้ว มันยาก แต่พอเรียนไปเรื่อย ทำการบ้านมา เข้าใจมากขึ้น พอทำตามอย่างที่ครูสอนแล้วมันเข้าใจขึ้นจริงๆ ก็เลยอยากจะเรียนต่อ” จบคอร์สแล้วนักเรียนติดต่อมาหลังไมค์ อยากต่อคอร์สกับเราเอง เพราะของบริษัทคงทำต่อไม่ได้ คนเรียนไม่พอ

แต่เรายังไม่พร้อมด้านเวลาและสถานที่ เลยบอกไปตรงๆ ถ้านักเรียนรีบ เราแนะนำโรงเรียนสอนภาษาที่เราไปสอนอยู่ให้ได้

คือตอนนี้ที่อยากทำก็คือทำบ้านเป็นโรงเรียนเพื่อรองรับการสอนเป็นกลุ่มหรือแบบ face-to-face ด้วย และทำระบบที่เอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรองรับการสอนออนไลน์แบบตัวต่อตัวด้วย

เราได้ช่วยพี่ GM หาข้อมูล เรื่อง ความสุข 8 ประการในที่ทำงาน เราชอบคำว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” มาก และอยากทำให้มันกลายเป็นจริง ก็เลยอยากทำงานสอนด้วย

แต่เราเรื่องมากนะ มีพ่อแม่น้องคนนึง หาครูสอนภาษาอังกฤษให้ลูกชายคนโต คือคนนี้เรียนพิเศษเยอะมาก มาเรียนกับเราคือน้องไมไหวแล้ว เย็นวันศุกร์ ไม่มีสมาธิแล้ว เรก็พยายามช่วย หาลูกอมมาล่อ ให้นอนพัก 5 นาทีเดี๋ยวพี่ปลุก แต่คือเห็นหน้าน้องรู้เลยว่ามันฝืน

พอจบคอร์ส แม่น้องอยากให้ต่อ แต่เราปฏิเสธไปบอกว่าไม่สะดวกในเรื่องเวลา ผ่านไปเกือบ 2 ปี แม่น้องก็หาครูมาอีก คราวนี้จะให้สอนน้องชาย โรงเรียนก็มาถามเรา แต่เราปฏิเสธไป

เราอยากให้เด็กได้มีเวลาเล่นบ้างอ่ะ ไม่ใช่เราแต่เรียน เราเป็นเด็กที่เล่นเยอะ เล่นชิบหาย โตมาก็เป็นผู้ใหญ่ไม่รู้จักโต เอาแต่เล่น แต่เราชอบชีวิตแบบนี้ของตัวเองนะ เห็นเด็กที่ไม่มีโอกาสได้เล่นแล้วเราสงสารน่ะ

ขอบคุณแม่มาก ที่อิสระในการตัดสินใจกับเรา และรับฟังความคิดเห็นของเราเสมอ มันทำให้เราโตมาเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ การทำงานเป็นล่ามทำให้เราได้โอกาสเยอะมาก เคยได้แปลงานแถลงข่าวฟุตบอล นั่งข้างๆโค้ชแต๊ก ข้างคุณสุเชาว์ นุชนุ่ม กัปตันทีมชาติไทยในเวลานั้น ได้มีโอกาสแปลและฟังแนวคิดของผู้บริหาร ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก คือถ้าไม่เป็นล่าม ก็คงไม่ได้ม๊โอกาสขนาดนี้

วันนี้ตอนไปแปล MD คนญี่ปุ่นก็ถามว่า “ทำไมถึงเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น”
เรานิ่งไป ไม่รุ้จะตอบอะไรดี
คนญี่ปุ่นอีกคนก็พูดว่า “เช่น เรียนเพราะชอบดารา นักร้อง”
เรา “มีเพื่อนหลายคนเรียนเพราะชอบดารา นักร้อง หรือการ์ตูน ซึ่งมันก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดีในกาเรรียนภาษานะ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่ได้มีอะไรที่ชอบขนาดนั้น แค่คิดว่าเรียนภาษาไว้ จะช่วยสร้างโอกาสหลายๆอย่าง”
เค้าก็ย้อนถามว่า “แล้วได้อย่างที่หวังมั้ย”

ก็คิดว่าได้นะ อย่างตอนประชุม เรารู้ทั้งสามภาษา ก็จะได้ฟังมากกว่าใคร เอกสารจะมาเป็นภาษาอะไร เราก็อ่านออกได้ การก้าวข้ามกำแพงทางภาษา ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และมีโอกาสที่จะนำข้อมูลนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และการเป็นล่ามทำให้เราเข้าถึงตัวผู้บริหารหรือบุคคลที่ปกติเราจะไม่เจอเค้าได้ง่ายๆ

เราเลยชอบเป็นล่ามนะ สนุกดี เราชอบเรียนรู้จากสิ่งที่คนอื่นพูดและทำ
ตอนแรกเราคิดจะไปเรียนต่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ในเชิงเอกชน ธุรกิจ)
แต่พอได้อ่านบทความที่ EVP บริษัทเราเขียนผ่านการถูกร้องขอให้แปล อ่านจบนี้ล้มเลิกความคิดที่จะไปเรียนต่อเลย เพราะสิ่งที่เราอยากเรียน มันอยู่ในหัวผู้ชายคนนี้ที่เดินผ่านโต๊ะเราทุกวัน เป็นองค์ความรู้ที่เคลื่อนไหว ทันสมัย และเป็นปัจจุบัน สิ่งที่เราอยากจะรู้ อยู่ในหัวของผู้ชายคนนี้ เรามีโอกาสได้รู้ ผ่านการแปลให้เค้า ซึ่งเราไม่อาจจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือได้

ไปทำงาน+เรียนมาวันนี้ ได้รู้อะไรเยอะแยะเลย
และคิดว่าตัวเองควรจะศึกษากฎหมายกับจิตวิทยาเพิ่ม รวมถึงภาษาญี่ปุ่นง่อยๆก็ควรจะ level up ภาษาอังกฤษก็ควรจะพูดได้มั้ย เรียนมาหลายปี ได้แต่เทคนิคทำข้อสอบ หดหู่ใจจริงๆ

มีหลายอย่างที่ต้องทำจริงๆ

เมื่อวานไปปาร์ตี้เลี้ยงส่งน้องผู้ชายแผนก Inspection มา ขากลับติดรถพี่ TL กลับ เค้าชมเราว่า “เวลาผมฟังน้องแปลภาษาไทย เป็นภาษาที่ฟังแล้วมันเพราะอ่ะ ฟังแล้วมันลื่น มันสบายใจ มันดีมากๆ” พี่แกก็พูดเพราะเมาด้วยส่วนนึงแหละ แต่เราบ้ายอไง ยิ้มหน้าบานไปอีกกกกก จากหน้าที่บานอยู่แล้วยิ่งบานเป็นจานดาวเทียมเลย

มีเรื่องเล่านิดหน่อยที่ได้ฟังตอนทำงาน

เมื่อวานตอนระหว่างรอเข้าประชุม

MD คนญี่ปุ่นก็เล่าให้ฟัง ว่าอยู่ไทยมายี่สิบปี ก็ยังมีปัญหากับภาษาไทยอยู่ดี

MD “พ่ม ปาย ร้าน อาหาร ที่ปราจีนบุรี อยากกินเน๋มน่ะ ไทยซอสเซจน่ะคับ
พ่ม ก่อ สั่งว่า เอา เน๋ม คับ แต่ คุยกับพนักงานไม่รู้เรื่อง(ตรงนี้พูดญี่ปุ่น)

พนักงาน ก็ตอบว่า คุณอยากรู้ Name?? อยากรู้ชื่อผมเหรอ”

เรา “555+ จริงๆแล้วจะสั่งแหนมใช่มั้ยคะ”

MD “ช่ายยย แต่ว่า เขาไม่เข้าใจ ผม ผมพยายาม นานมากหนา ก็ไม่ได้กินเน๋มมม T^T”

โถ~ พ่อคุณ เลยไม่ได้กินแหนม แต่ได้รู้ชื่อพนักงานแทน 5555

Heart Made ทำด้วยหัวใจ สไตล์การทำงานที่เรายึดถือปฏิบัติ

heartmade logo

ตอนเราอยู่ม.ปลาย เรามีโปรเจคเล็กๆ ชื่อ Heart Made เป็นโครงการทำของขวัญวันเกิดให้เพื่อน
เป็นเสื้อยืดเพ้นท์เองบ้าง ของทำเองเล็กๆน้อยๆบ้าง เจตนาก็แค่อยากทำให้ด้วยหัวใจ อยากเห็นรอยยิ้มของผู้รับ

งานทุกชิ้นที่ทำไปตอนนั้น จะมีโลโก้แบบนี้อยู่ แล้วเพื่อนคนนึงก็ชอบ บอกว่าตัว M เหมือน”ตูดสีแดง”
หลังจากนั้นก็มีอะไรที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนคนนี้เยอะขึ้น ด้วยความชอบอะไรเหมือนๆกันก็เลยกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันจนถึงทุกวันนี้

ตอนเด็กๆเราก็คิดแบบเด็กๆ อยากเพ้นท์เสื้อแล้วไปขายตลาดนัด ออกแบบตามสั่งสำหรับเป็นของขวัญ แต่พอโตขึ้นเราก็เห็นว่า คนขายเสื้อเยอะแล้วแหละ ฝีมือเพ้นท์เสื้อกากๆแบบเราก็คงไม่มีใครเค้าซื้อหรอก ฮ่าๆ

ถึงแม้โปรเจคเพ้นท์เสื้อจะล่มไป แต่แนวคิดในการอยากทำอะไรให้ด้วยหัวใจ เพื่อให้คนรับยิ้มออกมายังเป็นแนวทางหลักในการดำเนินชีวิตของเรา

ไม่ว่าจะเป็นงานล่ามที่ทำในบริษัท เราจะพยายามเตรียมตัว เก็งข้อสอบล่วงหน้า เพื่อให้แปลได้ เพราะเรารู้ตัวเองอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ได้เก่งอะไรเลย ถ้าไม่เตรียมตัวนี่มีตายกลางอากาศ อ้าปากพะงาบๆเป็นปลาทองขาดออกซิเจนแน่นอน

ไปอ่านเจอมาว่า “ล่ามที่ดีต้องทำตัวเหมือนกระจกใส ได้ยินอะไรมาก็พูดไปอย่างนั้น” มันก็ถูกนะ
แต่สำหรับเราบางที ถ้าต้องนั่งฟังสารที่ไม่รู้เรื่องก็เข้าใจแหละว่ามันหงุดหงิด

เคยโดน TOP คนญี่ปุ่นบอกให้คนรายงานหยุดพูด แล้วหันไปถาม TOP คนไทย(ที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้)ว่าล่ามแปลถูกมั้ย เพราะที่ผมได้ยินมันเป็นแบบนี้… บลาๆๆ

เอาจริงๆแรงนะ นาทีนั้นเด๊ดแอร์มาก เรารู้สึกเหมือนเอาคอไปแขวนบนกิโยติน ได้ยินเสียงวิ้งๆในหูเลย พี่ TOP คนไทยก็รีบสละเรือ หัวเราะแหะๆบอกว่า “ไม่รู้ ผมไม่ได้ฟังภาษาญี่ปุ่น แต่เข้าใจ TOP คนญี่ปุ่นนะ เพราะว่าสิ่งที่เค้าได้ยินมีแค่ภาษาญี่ปุ่นจากปากล่ามเท่านั้น เค้าก็แค่อยาก make clear ว่ามันถูกต้องมั้ย

วันนั้นก็ใจหายใจคว่ำหมดเลย ทำใจดีสู้เสือแปลต่อไป สุดท้ายก็ได้คำพูดเหมือนปลดล็อคตัวเองมาว่า “ผมรู้แล้วล่ะว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ล่ามแปลหรอก แต่อยู่ที่คนพูดน่ะพูดไม่เข้าใจมากกว่า”
แทบถอนหายใจด้วยความโล่งอก  เกือบตายแล้วแหละ แต่ก็รอดหวุดหวิด

โดยเราชอบสไตล์ Interpreter มากกว่า Repeater เพราะเราถูกพี่ล่ามไอดอลสอนมาว่า “เข้าใจก่อนแล้วค่อยแปล”
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่กรณี ถ้าเป็นล่ามในศาล แน่นอนว่าการ keep ต้นฉบับเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ถ้าแปลในโรงงาน มันคือการทำให้ทั้งสองฝ่าย สื่อสารกันได้เข้าใจเพื่อให้ไปทำงานต่อได้ อย่างที่บอกว่าภาษามันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ก็ต้องเลือกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์

เวลาที่แปลตรงตัวเกินไปแล้วมันออกมาเป็นสารที่ฟังไม่รู้เรื่องเราก็รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกทำงานได้ไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าให้แบคกราวน์เรามาก่อน เราได้เตรียมคำศัพท์ก่อน เราก็อาจจะมีเปลี่ยนคำนิดหน่อย แต่ไม่ได้เปลี่ยนความหมาย อยากจะ “สื่อสาร” ออกไปให้ได้ดีๆ

หรือมีอีเมลล์มาถึงเราด้วย user ไม่ต้องสั่งเราก็แปลให้

ด้วยความที่แผนกที่เราทำมันเป็นแผนกรับประกันคุณภาพ ดังนั้นที่สิ่งที่เข้ามาทุกเรื่องมักจะเป็นปัญหา เป็นเรื่องด่วนหมด ต้องพยายามทำงานให้เร็วเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

เวลา user ร้องขออะไรมา เราก็จะคิดว่าเค้าต้องเอาไปทำอะไรต่อ ก็เลยเข้าใจความเร่งด่วนของเค้า พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้า user สั่งมางงๆ ให้แปลๆๆๆ เราก็จะมี feedback ถามกลับไปว่า เอาไปทำอะไร (ต้องแปลทุกหน้าเลยมั้ย) อยากรู้อะไร due date เมื่อไหร่ ทำได้ไม่ได้แค่ไหน

ต้องขอบคุณ Trainer Facilitator Course ของที่ทำงานเก่าที่สอนเรามาว่า “เวลาใครให้ทำอะไร ให้ make clear ก่อนว่าให้ทำอะไร และทำแค่ไหน ถ้า clear สองเรื่องนี้ไม่ได้อย่าเพิ่งทำ เดี๋ยวไม่ตรงวัตถุประสงค์ก็ต้องมาทำใหม่ เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย”

ทุกวันนี้ก็ยังทำได้ไม่ดีหรอก บางทีรีบแปลเกินไป ก็โดนรุ่นพี่ล่ามเตือนด้วยความรักบ่อย ๆ ว่า “แกจะเอาแต่ D(Delivery) แล้ว Q(Quality) หายไม่ได้นะ ดูด้วยตัวเองว่าแปลอะไรออกไป มันอ่านรู้เรื่องมั้ย บางทีแปลตรงตัวไปมันก็อ่านไม่เข้าใจนะแก คิดด้วย”

นอกเหนือจากงานแปลแล้วเรายังมีงานสอนภาษาญี่ปุ่น ทั้งสอนที๋โรงเรียนสอนภาษาแล้วก็ไปสอนที่บริษัทลูกค้าด้วย
คอร์สที่สอนที่บริษัทมีนักเรียนหลายคน แล้วคือเรียนหลังเลิกงาน เลิกสองทุ่ม ทำงานมาทั้งวันแล้วมันก็เหนื่อย จะให้อ่านหนังสือมาก่อนก็ไม่มีเวลา

สิ่งที่เราทำคือเรานั่งสรุปเนื้อหาในหนังสือลงสไลด์ สอน 2 ชั่วโมงแต่เราเตรียมสไลด์ไป 4 ชั่วโมง วันไหนคึกๆก็มีวาดภาพประกอบเองอีก

ทำไมถึงต้องทำขนาดนี้?

เพราะ Feedback จากนักเรียนว่าพอมีสไลด์ประกอบแล้วเข้าใจง่ายขึ้นเยอะ ไม่น่าเบื่อ แล้วพอสอนด้วยสไลด์มันไปได้เร็ว ทำให้มีเวลาฝึกพูดในห้องด้วย นักเรียน (ลูกค้า) ก็แฮปปี้

เวลาเห็นคนทำงานในไลน์ อายุมากแล้ว พยายามตั้งใจเรียน ทำคะแนนสอนให้ได้ดีๆ ทักไลน์มาคุย มาสอบถามเรื่องที่สงสัย เห็นนักเรียนกระตือรือร้นขนาดนี้ เราในฐานะที่เป็นครูก็ดีใจอ่ะ

ยินดีเอาเวลานอนมานั่งเตรียมสอน เพื่อให้ได้เนื้อหาที่สรุปมาอย่างดี เข้าใจง่ายสำหรับนักเรียน

เตรียมตัวเยอะไปก็ไม่ได้ค่าสนอเพิ่มหรอก ทำน้อยกว่านี้ก็ได้เงินเท่าเดิม แต่มันอยากทำ อยากให้นักเรียนเข้าใจมากที่สุดเท่าที่เราจะสามารถให้ได้

มีหลายๆครั้งที่หลับคาหนังสือ นอนไปทั้งๆที่ไม่ได้ปิดไฟ รู้สึกว่าทำร้ายสุขภาพตัวเองอยู่เหมือนกันกับการทุ่มเททำงานขนาดนี้ แต่เวลาได้ยินคำว่า “เข้าใจแล้ว” จากนักเรียน มันภูมิใจอ่ะ

หรือคลาสที่สอนไพรเวท นักเรียนจำได้ตามที่เราสอน ตอบคำถามได้ ทำข้อสอบได้ เออ มันดีใจ มันคุ้มค่าที่พยายามมานะ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของงานสอนคือนักเรียนเรามีหลากหลาย คนทำงานในโรงงาน Manager, Officer รวมถึงพนักงานในไลน์ พอมาเรียนภาษาตอนทำงานแล้วมันก็ยากแหละ เพราะเวลาทบทวนบทเรียนก็ไมไ่ด้มีเยอะเท่าตอนเป็นนักเรียน

เวลาสอนอ่านตัวเลข นักเรียนก็จะบ่นว่ายาก เราก็จะสอน หาเทคนิคการจำมาแนะนำ แล้วก็บอกให้เค้าเข้าใจว่า มันต้องคิดเวลาแปลตัวเลข เพราะหน่วยมันไม่ตรงกับภาษาไทย ดังนั้นไม่ต้องแปลใจที่เวลาเจอตัวเลขหลายๆหลักแล้วล่ามจะมีอาการเสียหลัก เลยอยากขอร้องว่าเวลาพูดให้แปล ตัวเลขมีความสำคัญ ช่วยพูดช้าๆให้หน่อยค่ะ ^^

คือประโยคยาวๆ มันจะแปลยากใช่มั้ยคะ ถ้าเมตตา ก็ช่วยพูดให้สั้นลง เว้นวรรค์ให้ล่ามแปลด้วย ล่ามก็จะทำงานง่ายขึ้น และสื่อสารได้ดีขึ้น งานก็จะราบรื่นขึ้น ก็วิน-วิน ใช่มั้ยคะ ^^

สิ่งต่างๆเหล่านี้ตอนเราเป็นล่าม เราไม่มีโอกาสได้ร้องขอ แต่พอเปลี่ยนบทบาทมาเป็นครู เราสอดแทรกเช้าไปในบทเรียน แม้จะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับล่ามของบริษัทลูกค้าก็ตาม

อีกงานที่เราทำก็คืองานเขียนบทความ ก็เริ่มทำแบบเบบี๋ๆนี่แหละ โชคดีที่เพื่อนตอนมหาลัยช่วยหางานให้ พอได้ทำงานเขียนที่ตัวเองชอบ (แบบได้ตังค์ด้วย) มันก็ดีใจนะ เพราะอย่างที่บอกอยู่เสมอๆ ว่าอยากเป็นนักเขียนมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยนใจเลย

คือทำหลายอย่าง และพยายามอยากทำให้ได้ดีทุกอย่าง เพื่อให้คนที่เป็นลูกค้าแฮปปี้

วันดีคืนดีก็มีคนมาจ้างให้วาดรูปด้วยล่ะ เราก็วาดไม่สวยหรอกนะ แต่ก็ดีใจเวลาคนชอบงานเรา

บล็อกที่เขียนนี่นอกจากให้กำลังใจตัวเองกับเขียนสนองนี้ดตัวเองแล้ว อีกวัตถุประสงค์หนึ่งก็คือ อยากแก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ล่าม” ด้วย คือมันมีเยอะนะ คนที่เข้าใจว่า “เป็นล่ามง่ายจะตาย ก็แค่แปลๆไป”

จากประสบการการณ์ทำงานประมาณ 5 ปีของเรา มันไม่เคยง่ายเลยสักวัน…

ตอนเราเขียนบทความแรกๆเรื่องปากกาจับงาน มี user ที่ปเ็นเอ็นจิเนีย เปิดบล็อกเราให้ล่ามบริษัทเค้าดูศัพท์คำนี้ เลยได้รู้ว่า นอกจากล่ามก็มี user อ่านบล็อกเรานะ ถ้า user กับล่ามเข้าใจกันมากขึ้น การทำงานมันคงง่ายขึ้น ถ้า user เข้าใจ process การทำงานของล่าม เค้าก็จะรู้ว่าล่ามจำเป็นต้องมีอะไรบ้างเพื่อที่จะ “แปลได้”

วันนี้ถึงแม้จะเป็นวันหยุด แต่เราก็ยังทำงาน ลูกค้าทักมา feedback ให้แก้บทความที่เขียนไป ซึ่งเรายินดีแก้ด้วยความเต็มใจเลย ยิ่งบรีฟละเอียดเรายิ่งชอบ เพื่อให้ได้งานที่ตรงใจลูกค้ามากที่สุด เรื่องเขียนบทความ (แบบได้ตังค์) เราก็ยังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ ส่วนบล็อกนี้ จริงๆก็เขียนสนองนี้ดตัวเองน่ะ แต่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมอาชีพมันก็สนุกดี เราดีใจเวลาเห็นคอมเม้นท์ รู้สึกหัวใจเต้นแรงทุกทีเลย สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ การได้ Feedback นี่เป็นอะไรที่น่าปลาบปลื้มใจที่สุดแล้ว

พี่ไอดอลสมัยม.ปลาย+มหาลัยทักมาว่ามีงานมาให้แปล แล้วก็บอกว่า “ทำไมพอนึกถึงงานแปลจะต้องนึกถึงแกทุกที” ฟังแล้วดีใจนะ เออ พี่เค้านึกถึงเราแฮะ

แน่นอนว่างานแปลเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ การเป็นคนเก่งก็เปิดโอกาสให้เรา “ได้งาน”

แต่การเป็นคนที่ลูกค้า “นึกถึง” ถึงแม้เราจะไม่เก่ง และไม่ค่อยมีประสบการณ์ มันก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจนะ

ยิ่งเค้าอุตส่าห์ให้ความไว้วางใจ ยิ่งอยากทำให้ดี

เอาจริงๆเราไม่ใช่คนเก่งอะไรเลย เรื่องภาษาก็กลางๆ ผิดพลาดก็บ่อย แต่เวลาทำงานเราพยายามทำตัวเองให้มีเซอร์วิสมายด์ และพยายามทุ่มเททำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้าพอใจ

บนโลกนี้มีคนเก่งกว่าเราตั้งมากมาย เราเองก็ต้องพยายามแข่งกับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไป

สิ่งหนึ่งที่เรายึดถือในการทำงาน ก็เหมือนกับเราทำของขวัญวันเกิดให้เพื่อน อยากให้เค้าแฮปปี้ ให้เค้าพอใจ ให้เค้ายิ้มได้ ทำด้วยหัวใจ แบบโปรเจคเราตอนม.ปลายนี่แหละ

อีกเรื่องที่กำลังทำและอยากจะทำต่อไป คือการทำอาหารที่ทำให้คนกินยิ้มได้

คุณลุงคนญี่ปุ่นหัวหน้าเราก็อายุมากพอๆกับแม่เรา แกชอบกินแกงกะหรี่ เวลากลับญี่ปุ่นก็จะซื้อก้อนแกงกะหรี่มาฝากให้เราช่วยทำให้ เพราะคุณลุงทำอาหารไม่เป็นเลย แค่ต้มไข่ก็ทำไข่ระเบิดใส่หม้อต้มน้ำร้อน

ทำให้ครั้งแรกลุงก็ดีอกดีใจใหญ่ ถ่ายรูปเอาไปอวดทุกคนใหญ่เลย

แล้วคือเราก็ไม่ได้ทำให้นานแล้วแหละ แต่ก้อนกะหรี่ที่คุณลุงซื้อมายังเหลืออยู่อีกกล่อง อาทิตย์ก่อนหน้านั้นคุณลุงก็บ่นอยากกินแกงกะหรี่ ไปกินแกงกะหรี่หมูทอดมาก็ส่งรูปมาให้เราดู บอกว่าร้านนี้อร่อย แล้วคือแม่ของคุณลุงไม่สบาย เข้าโรงพยาบาลอยู่ ลุงต้องบินกลับญี่ปุ่นไปคุยกับหมอเจ้าของไข้ถึงแนวทางการรักษา

ลุงก็บ่นๆเรื่องนี้ คงเป็นกังวลจริงๆ ดูเหมือนมีเรื่องในใจที่ต้องคิดหลายเรื่อง

ด้วยความอยากให้กำลังใจลุง อาทิตย์ก่อนลุงบินกลับญี่ปุ่น เราก็ทำแกงกะหรี่ให้ ทำจนถึงเกือบสี่ทุ่มแน่ะ คือเวลาเราทำเราจะคอยช้อนฟองออก มันเป็นงานที่ค่อนข้างลำบาก ต้องเฝ้า ร้อนด้วย แต่ก็อยากทำ เพราะจะได้ออกมาเป็นแกงกะหรี่ที่อร่อยๆ พอลุงได้แกงกะหรีก่็ดีใจใหญ่ ตอนกินก็ถ่ายรูปมาอวด ชมแล้วชมอีกว่าอร่อยมาก เอารูปไปอวดคนอื่นอีกแล้ว 555+

เอาจริงๆเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ใช่งานหรอก ทำไปก็ไม่ได้เงินเพิ่ม แต่ก็ไม่รู้สิ มันทำแล้วมีความสุขน่ะ ก็เลยอยากทำ ชอบเวลาใช้หัวใจทุ่มเททำอะไรสักอย่างแล้วผลออกมาดี ในทางกลับกัน ถ้าผลออกมาไม่ดีก็เสียใจเป็นเรื่องธรรมดา

20799266_1729477020410195_6558597421138647938_n

 

มีบทความของคุณเกตุวดีที่อ่านแล้วชอบมาก ก็เลยอยากแชร์ให้คนอื่นอ่านด้วย

 

สำหรับเรา ถ้าเราคิดจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ก็อยากทำให้ได้แบบนี้แหละ การใช้หัวใจ ทำงานเพื่อคนอื่น ทำให้ลูกค้ามีความสุขคือปรัชญาการทำงานที่เราหลงใหล

ตอนเราเรียนมหาลัย มีร้านสเต๊กร้านหนึ่งทำให้เรารู้สึกได้แบบนี้ ชื่อร้าน “Steak Chef Clint”

เป็นแฟนคลับร้านนี้มานาน สมัยเรียนนี่ไปบ่อย ช่วงที่ไปถี่ๆนี่คืออาทิตย์ละสามวัน

ไปนั่งอ่านหนังสือ แล้วก็ลิ้มรสสเต๊กเนื้อบดบาร์บีคิวจานโปรดช้าๆ

พอดีที่ร้านเค้าเปิดโอกาสให้เรียนทำอาหารในครัว 1 วัน

https://www.facebook.com/chefclintbkk

ก็อปข้อความมาจากเพจของร้านเลย

เ รี ย น ฟ รี ไ ม่ มี ค่ า ใ ช้ จ่ า ย
ทีมงานเชฟคลิ้นท์ #สอนทำอาหารนานาชาติฟรี!!!
เ ปิด โ อ ก า ส ใ ห้ สำ ห รั บ ทุ ก ค น
ร่วมเข้ามาทำงานจริงในครัว

#ผู้ที่สนใจเรียนทำอาหาร
#อยากทำอาหารเป็น
#อยากเป็นเชฟ
#อยากรู้ความลับในครัวร้านเชฟคลิ้นท์

ใครอยากเรียนทำอาหารฟรีๆ
ที่ไม่ต้องเสียเวลาเป็นเดือนเป็นปี
กับการฝึกลองผิดลองถูก
เราใช้เวลาเรียนแค่ 1 วัน
นำเมนูที่เรียนไปใช้ได้ทันที

เงื่อนไข
ร้านเชฟคลิ้นท์รับสอนเเค่วันละ 1 คน ต่อ 1 วัน เท่านั้นนะคะ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
087-052-7802 คุณฟ้า
098-549-0234 บริษัท เชฟคลิ้นท์ จำกัด

#chefclintbistro #เรียนทำอาหารฟรี #เชฟคลิ้นท์ #ช่วยกันแชร์นะครับให้โอกาสสำหรับทุกๆคนนะ #สอนทำอาหารอิตาเลี่ยน
#สอนทำอาหารยุโรป #chefclint #ร้านอาหารเเจ้งวัฒนะ

 

เราก็ไปเรียนมา และนี่ก็คือหน้าตาเมนูที่เราทำ ท่าด๊าาาาาาา “สเต๊กเนื้อบดบาร์บีคิว”

IMG20170812220307

น่ากินมั้ยล่าาา…

หนึ่งวันที่ได้รับโอกาสให้ไปเล่นในครัว และความรู้ที่ได้รับ มันทำให้เราหันกลับมามองชีวิตตัวเอง และค้นพบว่า เรามีความสุขนะ เวลาได้ทำอะไรให้คนอื่นมีความสุข

เราคิดถึงชีวิตตอนทำไบท์ที่ญี่ปุ่น ที่พี่พ่อครัวคนไทยจะสอนให้เรา “ใส่ใจ” ในการทำงาน

ก่อนยกจานอาหารไปเสิร์ฟให้เช็ดจานให้เรียบร้อย

เวลาทำอาหาร ก็ให้ตกแต่งให้สวยงาม ให้ลูกค้ามีความสุขในการกิน เพื่อให้ลูกค้ามีความสุข  วันที่มีแขกวีไอพีมาจองร้านจัดงานเลี้ยง พี่แกนั่งแกะหัวไชเท้านานหลายชั่วโมงเป็นโคมไฟใส่เทียนเข้าไปข้างใน สวยมากๆ

คือเราอยากทำงานแบบพี่พ่อครัวคนนี้อ่ะ คนที่ทุ่มเท ยอมเสียเวลามากมายให้ลูกค้าได้ “สิ่งที่ดีที่สุด”

ความเหมือนอย่างหนึง่ของพี่พ่อครัวคนไทย กับพี่เชฟคลิ้นท์แห่งร้านสเต๊กคือ ถ้าอาหารไม่ดี พี่แกไม่ออก ทำใหม่ ต่อให้ต้องเสียเวลาแค่ไหนก็ตาม มีพิซซ่าที่ทำมาแล้วไมไ่ด้คุณภาพตามที่เค้าต้องการ (คนทั่วไปกินก็ไม่รู้เรื่องหรอก) แต่พี่แกไม่ยอม บอกให้น้องพนักงานเอาไปเสิร์ฟ แต่ให้ย้ำกับลูกค้าว่า “อันนี้ไม่คิดเงิน กลัวว่าลูกค้าจะหิว ให้เอาไปทานรอก่อน กำลังทำถาดใหม่ให้ครับ”

วันนี้เขียนอะไรไม่รู้ยาวและเยอะแยะ เรียบเรียงได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนอื่านเลย 555+

แค่อยากแชร์ประสบการณ์ในช่วงเดือนนี้ของตัวเองน่ะ เพราะรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรเยอะมากในเดือนนี้ เลยมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะเลย มันก็จะออกมาเป็นแกงโฮะประมาณนี้แหละจ้า 5555

เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่อาจจะมีสักวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เรามักจะพูดอยู่เสมอว่า การเตรียมตัวก่อนแปลสำคัญมาก บางครั้งอาจจะเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายระหว่างการ “แปลได้” กับ “ตายอนาถ” เลยทีเดียว

เราให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวก่อนแปลมาก

การเตรียมตัวที่ว่านี้ไม่ใช่เพียงผิวเผินแค่รอ user เอาเอกสารที่จะใช้ฉบับ final มาให้ เพราะเรารู้ดีว่าถ้ามัวแต่รอแบบนั้น เราไม่มีทางได้มา ตอนทำงานที่ที่สอง เราได้รับการอบรมสั่งสอนแบบโหดๆหน่อยมาว่า “บ่อน้ำไม่เดินไปหาควาย ควายต่างหากที่ต้องเดินไปหาบ่อน้ำ” ใช่ เราเป็นควาย เราหิวน้ำ และเราต้องกินน้ำ

วิธีการของเราก็คือ…
ถ้ามีเวลา “พี่คะ ขอเอกสารหน่อยค่ะ ไม่ final ก็ได้” พอได้มาก็เอามาเตรียมศัพท์ก่อน สงสัยก็เดินไปถาม

ถ้าไม่มีเวลา “พี่อธิบายให้ฟังหน่อยค่ะ ว่า point ที่จะพูดวันนี้มีอะไรบ้าง”

ถ้าไม่มีเวลาแบบจะประชุมอยู่แล้ว ห้านาทีก่อนประชุมก็ยังดี “พี่บรีฟให้คร่าวๆหน่อยค่ะว่าวันนี้จะคุยเรื่องอะไร ตอนนี้ไม่มีอะไรในหัวเลยค่ะ”

ซึ่งส่วนมาก เราพอเอาตัวรอดได้ ถึงจะสีข้างถลอกเพราะการแถไปมากก็ตาม

เราทำแบบนี้จน user ที่ทำงานกับเราบ่อยๆรู้ แล้วก็เหมือนเค้าก็เข้าใจด้วยดีว่าเราต้องเตรียมตัว ส่วนมากแล้วถ้าเตรียมตัวดี ก็มักจะทำออกมาได้ค่อนข้างดี หรืออย่างน้อยก็เสมอตัว

แต่มันก็มีบางวัน ที่โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย…

วันนี้มีรายงาน business trip ผลการ audit process ของ supplier ในต่างประเทศ

พี่ที่ต้องเป็นคนรายงานส่งเอกสารให้เราเย็นๆเมื่อวาน ประชุมเช้านี้ 8โมง ก็ถือว่ากิริกิริ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้

เตรียมศัพท์ไปตามเอกสารเค้า เรื่องโรงงาน กระบวนการการผลิต เครื่องเทส

แต่พอเข้าไปแปลจริง Top management ไม่อยากฟังเรื่องนี้ อยากฟังเรื่อง cost เรื่อง sourcing มากกว่า ซึง่คนรายงานก็ไม่ได้เตรียมมา ไม่ทราบข้อมูลเบื้องหลังเพียงพอ ก็นั่งเอ๋อกันไป ทั้งล่ามทั้ง user แต่ก็โชคดี พี่ๆคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้เค้ามาช่วยกันแปล ช่วยกันฟัง แต่เรื่องมันยากจริงๆ

แล้ว Top ก็สอนเรื่องทองแดงกับอลูมิเนียม การถลุงทองแดง การได้มาซึ่งทองแดงและอลูมิเนียม ราคาทองแดงในตลาดโลกมีความผันผวนเพราะทรัพยากรเหลือน้อย และมีการสไตรค์ของคนงานในประเทศชิลีและอินโดนีเซีย

มีการคาดการณ์ว่าทองแดงจะใช้หมดใน 30 ปี ส่วนเหล็กกับอลูมิเนียมใช้ได้อีก 100 ปีขึ้นไป

อลูมิเนียมมันถูกกว่าเพราะหลอมเอามาจากชิ้นส่วนรีไซเคิลได้

คือเรื่องที่เค้าพูดๆมาเนี่ย คนธรรมดาอย่างเราไม่มีทางเข้าใจถ้าไม่ศึกษามาก่อน แล้วศัพท์คือญี่ปุ่นล้วน ไม่มีอังกฤษเลยสักคำ ขนาดรีไซเคิล ยังใช้คำว่า 再生 さいせい

ถามเราว่า แปลคำว่า まいぞうりょう(埋蔵量)ได้มั้ย

แน่นอนว่าแปลไม่ได้จ้าาา

ยอมแล้วทูนหัว ต่อให้มีผัวเป็นคนญี่ปุ่นก็แปลไม่ได้จ้า สวัสดีย์~

เดินออกมากบอกพี่ในแผนกว่า “ก็เตรียมตัวไปนะคะ แต่เก็งข้อสอบผิด เหมือนอ่านหนังสือผิดบทแล้วไปสอบอ่ะ”
พี่ “ผมก็เหมือนกัน ถ้าเป็นสอบผมก็สอบตกอ่ะ ไม่ใช่แค่อ่านผิดบท แต่ผิดวิชาเลย”

ออกจากห้องประชุมมาเรารีบหาเวลาไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเลย แต่ก็ยังไม่ค่อยเคลียร์สักเท่าไหร่ ใครมีเมตตาจะแชร์แหล่งความรู้หรือคำศัพท์เกี่ยวกับการถลุงเหล็ก โลหะ และทรัพยากรก็ช่วยชี้แนะเราด้วยจักเป็นพระคุณอย่างสูง

 

埋蔵量   まいぞうりょう

ในดิกแปลว่า reserves เราไปค้นวิกิเพิ่มมา เข้าใจเอาเองว่าเป็นปริมาณทรัพยากรในดิน

คือเค้าคุยเรื่องทรัพยากรในดินเนี่ย ถ้าถูกขุดขึ้นมาใช้ จะใช้หมดในกี่ปี บลาๆ คือไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีการคิดคำนวณอะไรแบบนี้ด้วย แล้วคือได้ยินครั้งแรกเป็นภาษาญี่ปุ่น ช็อคไปดิ แปลไม่ได้จริงๆ

มันยากนะการต้องตามความคิดคนที่อายุมากกว่าเรา ประสบการณ์มากกว่าเรา 30ปี up ให้ทันในเวลาไม่กี่วินาที ยิ่งต้องแปลให้ Top management บ่อยๆนี่คือประสาทต้องดี ภาษาดี ไหวพริบดี และมีจินตนาการอ่ะ มันทุกๆอย่างประกอบกัน แล้วมันไม่ใช่งานง่ายๆเลย

เพราะแบบนี้เราเลยนับถือคนที่เป็นล่ามฟรีแลนซ์หรือล่ามเซ็นเตอร์ที่ไปแปลแบบไม่เคยได้ข้อมูลก่อนแล้วแปลได้จากใจเลย คือเรายังทำไม่ได้ขนาดนั้น

โดยรวมก็รู้สึกสนุกแหละ วันนี้สอบตกก็ไม่เป็นไร เหมือนสอบวัดระดับแหละ สอบไปเรื่อยๆเปย์ไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ผ่าน จิตใจมันด้านชาาา~

เห็นเพื่อนแชร์ข่าวมาว่าประกาศผลสอบวัดระดับรอบกลางปีพรุ่งนี้เช้า ใครที่รอฟังผลอยู่ ก็ขอให้โชคดีทุกๆคนนะคะ ขอให้ได้ผลออกมาตามที่ตั้งใจไว้ค่ะ

Power of words: พลังแห่งการใช้ถ้อยคำ

“จับสองผัวเมีย ลักลอบตัดไม้”

“สุดเวทนา! ศาลสั่งจำคุก สองตายายเก็บเห็ด”

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ที่มีรายการข่าวช่องหนึ่งทำข่าวโดยเลือกใช้คำที่ดึงดราม่า

ข้อความสองข้อความนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่การเลือกใช้คำ ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ฟังแตกต่างกัน

และอารมณ์ที่ว่านั้นได้ขยายผลไปเป็นวงกว้างในสังคมไทย

 

ข้อเท็จจริงคือ คนที่ถูกจับอายุ 48 และ 51 ปี

และไม่ได้ถูกจับข้อหาเก็บเห็ดในป่าสงวน แต่เป็นข้อหาบุกรุกป่าสงวน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเลือกใช้คำในข่าวเพื่อดึงดราม่า ทำให้เกิดการเปรียบเทียบในสังคมว่า “ทำไมลูกคนรวยขับรถชนคนตายแค่รอลงอาญา หรือคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น”

 

คนเรามักจะเชื่อสิ่งแรกที่เราได้ยินได้ฟังมาเสมอ

เราเคยแปลอีเว้นต์ที่ TOP Management สอนผู้บริหารคนไทยนำเสนอว่า “เวลาจะอธิบายอะไร ให้คิดว่าคุณอธิบายได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น อย่างเช่นถ้าถูกภรรยาจับได้ว่านอกใจ จะโกหกก็ได้ แต่ต้องเลือกเหตุผลใหเหตุผลหนึ่งเท่านั้น เช่น ขอโทษครับ เพราะผมเหงามากจริงๆจนทนไม่ไหว เลยเผลอนอกใจไป แต่ถ้าครั้งแรกคุณอธิบายไปว่า เพราะผมเหงา แต่พอพูดอีกครั้งคุณบอกว่า เพราะผู้หญิงคนนั้นน่ารักมากจนอดใจไม่ไหว ถ้าพูดไม่ตรงกัน ภรรยาคุณก็จะคิดว่าที่พูดมาทั้งหมดโกหกทั้งเพ”

เรากรี๊ด TOP Management คนญี่ปุ่นคนนี้มาก รู้สึกเป็นคนความคิดดีอ่ะ เจ๋งมาก เวลาแปลให้แล้วรู้สึกได้ความรู้ดีมาก

เค้าสอนเรื่องการใช้สีให้มีความหมาย ไม่ใช่ใช่สะเปะสะปะ ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ๆ พิถีพิถันในการเลือกใช้คำให้กระชับ สื่อสารได้ดี มีความหมาย ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคำไปเรื่อยๆแต่พูดเรื่องเดียวกันวกไปวนมา

ที่สำคัญ… เป็นคนที่ทำ presentation สวยมากกกกก

สวยขนาดที่ว่าพี่ GM คนไทยแผนกเราที่เก่งเรื่องการเขียนแผนภาพอธิบายให้เข้าใจง่ายๆบอกเราว่า “ภายใน 2 ปีผมจะทำ present ให้ได้แบบ TOP คนนี้” พี่แกละเอียดถึงขั้นที่ว่าจำว่า TOP คนนี้ใช้ภาษาญี่ปุ่นฟอนต์อะไร ภาษาอังกฤษใช้ฟอนต์อะไร

เราทำงานกับคนที่พิถีพิถันขนาดนี้ ก็เลยซึมซับมาบ้าง สไตล์ของพี่ GM คนนี้คือจะทำเอกสารภาษาอังกฤษ แล้วให้เราแปล Keyword เป็นภาษาญี่ปุ่นกำกับ เพื่อเวลาเค้าอธิบาย คนญี่ปุ่นที่เป็นคนฟังจะได้ดู Keyword ในเอกสารได้เลย

ตอนแรกเราก็แค่แปลๆไปไม่เข้าใจความหมายที่เค้าต้องการจะสื่อ แต่พอทำงานกับเค้าเรื่อยๆ พอเริ่มคุ้นเคยกับงาน เราก็เริ่ม “คิด” มากขึ้นเวลาจะเลือกคำที่เป็น Keyword มาแปล รวมถึงใส่ใจในการเลือกใช้คำภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย เริ่มใช้ Dictionary JP-JP

พอทำแบบนี้ซ้ำๆ จนครบปี พี่  GM ก็พูดกับเราว่า “ผมว่า(ชื่อเรา)ทำงานที่นี่ดีมากเลยนะ ได้เรียนเรื่องการเลือกใช้คำเหมือนกับที่ผู้บริหารเรียนเลย ดีมากๆเลยนะ”

เราก็ตอบไปว่า “จริงค่ะพี่ จริงมากๆเลย เทียบกับปีที่แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเลยค่ะ คิดว่าดีขึ้นเยอะเลยค่ะ”

ช่วงนี้ที่บริษัทเข้าสู่ช่วงสอบจอหงวนอีกแล้ว เวลาหนึ่งปีนี่ผ่านไปเร็วจัง

(สอบจอหงวนเป็นชื่อเล่นที่เราเรียกการสอบเลื่อนตำแหน่งของคนที่จะเป็นผู้บริหาร ที่ต้องเข้ารับการ Coaching จากผู้บริหารคนญี่ปุ่นโดยตรง)

ปีนี้พี่ GM เราสอบเป็นท่านอ๋องในราชสำนัก ยากกว่าสอบจอหงวนหลายร้อยเท่า เห็นบ่นว่าเครียด นอนไม่หลับ คิดไม่ออกอยู่

เมื่อเช้าได้อีเมลล์จากพี่ GM เป็นงานสุดโหดคือให้แปล powerpoint จำนวน 30 หน้า จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ ขอภายในวันนี้

ถ้าเห็นแค่นี้ ก็อาจจะคิดว่า “จะบ้าเหรอ! ใครจะไปทำได้ ”

แต่เพราะเมลล์ที่พี่เค้าเขียนมาว่า “เอกสารนี้สำคัญสำหรับผมมาก ช่วยแปลให้หน่อยนะครับ ขอโทษครับที่ร้องขออย่างเร่งด่วน”

คือน่ารัก! ดีกว่าคนที่เมลล์มาสั่งแค่ “แปล” “แปลหน่อย” “แปลด่วน” เยอะเลย

เราเข้าใจสถานการณ์พี่ GM ด้วยแหละ ว่าทำไมถึงต้องขอให้แปลด่วน เข้าใจความจำเป็นของเค้า

เช้ามาตอนเดินไป Genba กับลุงก็รีบบอกลุงเลย “วันนี้มีเรื่องนึงอยากขอร้องค่ะ มีเอกสารด่วนต้องแปลให้พี่ GM 30 หน้า จาก JP>EN ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็น ช่วยอย่าเรียกนะคะ ขนาดทำโอทียังคิดว่าแปลไม่ทันเลยค่ะ (ยิ้มแหะๆ)”

ลุงก็เข้าใจด้วยดี

ก็เร่งแปลให้พี่ GM คนอื่นมากเรียกก็บอกว่า “ด่วนมั้ยคะ สำคัญมั้ยคะ พอดีทำงานให้พี่ GM อยู่ ถ้าทำอันนี้ไม่ทันจะบอกพี่ GM ว่าเพราะพี่นะคะ” ขู่แบบตลกๆแหละ ทุกคนก็ “อุ่ยย~” เพราะว่ากลัวพี่ GM กัน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆเราก็แปลให้นะ

แต่ถ้าเรื่องง่ายๆ คุยสั้นๆ ลุงก็พูดไทยเก่ง พี่ก็ช่วยเหลือตัวเองไปก่อนนะ 555+

ช่วงบ่ายจริงๆเรามีประชุมยาว แต่เราขอให้ไปหาล่ามคนอื่นแทนเรา 1 meeting เพราะไม่งั้นทำไม่ทันจริงๆ (พยายามจะเป็นล่ามที่มีมุมมองแบบ management อย่างน้อยก็ manage งานแปลตัวเอง จัดลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ถึก บึกบึนตะบี้ตะบันแปลแต่ user ไม่อ่านแบบเมื่อก่อน)

ก็มีแปลประชุมรายงาย KPI ไป 1.30 ชั่วโมง แล้วก็รีบมาปั่นงานแปลต่อ

19:20(เวลาเลิกโอที) เสร็จที่ 27/30 หน้า (มีภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ต้องแปลประมาณ 5 หน้า) นี่คือเร่งเครื่องเต็มสปีดแล้วจริงๆ ระหว่างทำก็ส่งหน้าแรกๆที่เป็น point ให้เค้าอ่านก่อน รายงาน progress เป็นระยะ

พอเลิกโอทีเราก็ต้องกลับรถรับส่ง เลยไปต่อรองกับพี่ GM ว่าเหลือ 3 หน้า ขอเป็นพรุ่งนี้นะคะ พี่เค้าก็โอเค

วันนี้รู้สึกเหมือนวิ่งมาสุดกำลัง งานมันยากนะ ยากจนคิดว่ายังไงตัวเองก็ทำไม่ได้ แต่พอทำได้เกือบเสร็จก็คิดว่า “เราว่าเราก็ perfect ในระดับนึงอ่ะ 5555+”  (ทำหน้าเหมือนโฟร์แป๊บ แต่ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังไม่เหมือน)

แต่จากเอกสารที่แปลมาในวันนี้ มันสอนให้เรารู้ว่าอย่าพอใจกับสภาพปัจจุบัน และให้ถ่อมตัวอยู่เสมอ รวมถึงเมลล์ของพี่ GM ด้วย ตำแหน่งพี่เค้าใหญ่โตขนาดนั้น แต่พี่เค้าก็ร้องขอให้เราแปลแบบสุภาพมากๆ

คือเราเครียดกับความยากของงานแน่ๆ เปิดไฟล์มาเห็นเนื้อหากับจำนวนหน้าในใจนี่ร้องโวยวาย

“ムリだ!”

แต่เพราะข้อความในอีเมลล์ของพี่ GM ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ มีค่ามากกว่าแค่เครื่องจักรแปลภาษา รู้สึกเห็นคุณค่าในงานของตัวเองเพิ่มมากขึ้น พอคิดแบบนี้แล้วก็อยากทำงานขึ้นมาเลย

 

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เราจริงจังกับความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน

ก็เลยมีงานอดิเรกคือการสะสมคำพูดเท่ๆ เอาไว้เป็นวัตถุดิบในการเขียนของตัวเอง (ก็เอาแนวคิดมาจากหนังสือ ขโมยให้ได้อย่างศิลปินนั่นแหละ) รวมถึงเรามาใช้ Motivate ตัวเองด้วย

เอกสารที่เราแปลวันนี้มีอะไรคุ้มค่าน่าขโมยเยอะแยะเลย

แล้วเราก็อยากเป็นโรบินฮู้ดด้วย เลยขโมยมาแบ่งปัน (ไม่เป็นไรหรอก มันเรื่องทั่วๆไป ไม่ใช่ confidential)

แปลกากๆโดยเราเอง ทั้งอังกฤษและไทย ถ้ามีใครแปลได้เจ๋งๆช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วยก็จักขอบคุณยิ่ง

 

– 「問題」こそ現場力のガソリン

เราแปลไปว่า Problem is the fuel to drive your shop floor ability

แล้วก็เก็บมาประยุกต์ใช้ บอกตัวเองว่า”ปัญหาคือเชื้อเพลิงที่ช่วยขับเคลื่อนให้เรามีความสามารถมากขึ้น”

 

– 自分に役に立つと認識しなければ、人から教えられても能力の発揮はできない

If you think you are useless, you can’t show your ability even other tells you are worth

ถ้าไม่ตระหนักว่าตัวเองมีประโยชน์ *ถ้าไม่ตระหนักว่าเป็นประโยชน์กับตัวเอง ต่อให้คนอื่นจะช่วยบอกให้แค่ไหนก็แสดงความสามารถออกมาไม่ได้

*edit ขอแก้ไขตามที่ได้รับคอมเม้นท์มานะคะ ขอบคุณที่ท้วงติงค่ะ

จะแก้ตัวว่าตอนนั้นรีบแปลเร็วเกินไปก็เลยพลาดก็ดูจะฟังไม่ขึ้นสักเท่าไหร่ ฮ่ะๆ เราอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ดีเองจริงๆด้วยค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยชี้แนะนะคะ

 

– STRETCH : Self Training and Education Toward Challenge (อันนี้เสิร์ชเจอจาก HRD ของเว็บโตโยต้าญี่ปุ่น) STRETCH ไม่ครบทุกตัวหรอก แต่เราว่ามันเท่ๆ คูลๆดี

 

– การคิดหาข้อแก้ตัวเป็นเรื่องเสียเวลา

– Skill คือการฝึกฝน ทำซ้ำๆ ทำซ้ำๆ จนร่างกายจดจำได้

– ให้คิดว่าสภาพปัจจุบันคือสิ่งที่แย่ที่สุด แล้วหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

– ไม่ต้องคิดหาเหตุผลว่าทำไมถึงทำไม่ได้ แต่ให้คิดว่า ต้องทำยังไงถึงจะทำได้

 

อะไรแบบนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เราชอบเป็นล่าม

การได้เจอคนเจ๋งๆที่น่าเรียนรู้ เจอข้อความหรือแนวคิดเด็ดๆที่เอามาเป็นวัตถุดิบในการเขียนของเราได้

เราชอบงานของตัวเองตอนนี้นะ รู้สึกแฮปปี้ มีความสุขที่ได้ทำ ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่ายุ่งและเหนื่อยมากๆก็ตาม

ถึงเหนื่อยแต่ก็สนุกดีนะ

อดทนเวลาที่ฝนพรำ… อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง

 

เห็นเราชอบเขียนอะไรสไตล์ให้กำลังใจแบบนี้ (จริงๆแล้วแค่พยายามให้กำลังใจตัวเอง) แต่มันก็ต้องมีบ้างแหละ วันที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่วันของเราเอาซะเลย

เชื่อว่าคนเป็นล่ามหลายๆคนก็คงเคยเจอ ทั้งวันที่ทำได้ดีมากๆจนภูมิใจในตัวเอง กับวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นไปอย่างใจ ถึงจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร

มันเกิดขึ้นง่ายมากเลยนะ ความรู้สึกที่ว่าอยากจะเดินหนีไป ไม่อยากเป็นล่ามแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว

เมื่อก่อนเราก็เป็น เป็นหนักมาก

มีบางวันนอนมองเพดาน มองหลอดไฟ แล้วก็คิดว่า “ที่ทำอยู่นี่ได้อะไรนอกจากเงิน?”

ความรู้สึกเป็นลบมันเกิดขึ้นได้ง่าย สิ่งที่ยากคือการพยายามใส่พลังบวกเข้าไปเอาชนะความรู้สึกแย่ๆต่างหากล่ะ

เราใช้ความพยายามอย่างมาก ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเอง “ไปต่อ” ได้

แรกๆเราก็ยึดเอาคำพูดพี่ล่ามไอดอลที่บอกว่า “ล่ามอย่างเราเลือก user ไม่ได้” พอคิดตามนี้ได้มันก็ปลงอ่ะ

เวลาเห็นคนอื่นบ่น ด้วยความหวังดีอยากจะให้กำลังใจเค้า ดันเจอบุคคลที่สามมาด่าว่า “ใครจะโลกสวยคิดว่าล่ามเลือก user ไม่ได้ก็ช่าง แต่สำหรับตัวเค้า เค้าจะเลือก เค้าไปทำงาน ไม่ได้ไปตอแหล” (เอ๊าาา ด่ากุเปล่าว้าาา คือเราไม่รู้จักกันอ่ะ ด่าทำไมอ่ะ งงนะ)

เลยรู้สึกว่าความรู้สึกแย่ๆ ความรู้สึกเป็นลบ พูดให้ชัดๆคือขยะอารมณ์มันมีอยู่รอบๆตัวเราเสมอ อยู่ที่เราว่าจะหยิบเอามาใส่ใจ หรือจะมองข้ามผ่านมันไป

ปกติคนดีเห็นขยะตกพื้นก็ต้องเก็บไปทิ้งลงถังใช่มั้ย?

แต่คำพูดแย่ๆ ไม่ต้องถึงกับจัดการเก็บกวาดเอาไปทิ้งก็ได้ มันแค่ลมปากอ่ะ ถ้าพูดออกมาแล้วไม่มีใครไปใส่ใจให้ราคา มันก็ไม่ต่างอะไรจากตด เหม็นเฉยๆแล้วก็หายไป อาจจะขมคอหน่อยตอนได้กลิ่น แต่มันก็ไม่ได้ทำลายชีวิตใครขนาดนั้นถ้าคนได้กลิ่นรีบเดินหนีไปหาอากาศบริสุทธิ์ แต่ถ้าเอาแต่พูดว่า “เหม็นๆๆๆ เชี่ยใครตดวะ เหม็นควายตาย กินอะไรเข้าไปถึงได้ตดอุบาทว์แบบนี้ ไอ้!@#$%^&*(” มีแต่คำพูดลบๆ ยิ่งพูดยิ่งเหม็น ทั้งๆที่กลิ่นตดที่แท้จริงอาจจะจางหายไปแล้วก็ได้ แต่เพราะพูดว่าเหม็น เลยยังรู้สึกเหม็นติดปลายจมูกอยู่

เคยทำงานกับพี่ล่ามผู้ชายคนหนึ่ง เป็นคนตลกมาก ไปคาราโอเกะแล้วสามารถแปลเพลงญี่ปุ่นออกมาเป็นภาษาไทยได้โคตรฮา แถมแร็พสดได้อีก เป็นคนที่มีมุมมองบวกดีนะ คือต้องประมาณนี้เลยถึงจะเป็นล่ามต่อไปได้ยาวๆแบบไม่ทรมานน่ะ

พี่เค้าเคยสอนเราไว้ว่าเวลามีปัญหาจบไม่ลง พี่แกก็จะตัดบทว่า “ผิดที่ล่ามครับ ผมแปลผิดเองครับ” แกก็เล่าให้ฟังขำๆว่าโทษล่ามได้เลยเพราะมันง่ายดี

เราว่าคิดแบบนี้ก็ดีนะ เป็นล่ามควรจะผิดให้เป็น (ไม่ได้บอกให้แปลมั่วนะ)

ขนาดเครื่องจักร set condition ทุกอย่าง เผื่อ safety margin ก็แล้ว ทำ daily check ก็แล้ว ยังเกิด error ได้เลย นับประสาอะไรกับคน

พอคิดแบบนี้แล้วก็ปลงขึ้นเยอะนะ

เมื่อก่อนเวลาเครียดเราจะบ่นๆๆ คิดได้แต่แง่ลบตลอด (เหม็นตดอ่ะ!) แต่เดี๋ยวนี้เราพยายามเอามุมมองของ management มาใช้ ว่ามีปัญหาแล้วจะต้องแก้ไขอย่างไร (ดมยาดมแทนมั้ย? หรือคิดซะว่า แค่ลมตด เดี๋ยวมันก็จางหายไป)

เช่น พรุ่งนี้ เรามีตารางประชุมตั้งแต่ 10:00-11:45 – พักกินข้าว – แล้วแปล 2 ประชุมติดกันตั้งแต่บ่ายโมงรันยาวถึงสี่โมงเย็นแบบนอนสต็อปสามช่าเลยทีเดียว (บางคนอาจจะคิดว่าแค่ 3 ประชุมเอง ชิวๆ แต่เราเคยแปลยาวๆแบบนี้แล้ว ไม่ชิวเลย เหนื่อยมาก แล้วแต่ละประชุมคือเป็นคนละเรื่อง ต้องสลับโหมดไปมา รู้สึกสมองแทบเอ๋อเหรอ รอดมาได้ก็บุญแล้ว)

เมื่อก่อนเราคงถึกทนกล้ำกลืนแปลไป แล้วพอทำออกมาได้ไม่ดีก็กลับมานอนร้องไห้ที่บ้าน ถามตัวเองว่าทำไมต้องอดทนขนาดนั้น

แต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่อ่ะ เรามองว่าปัญหาจะเกิด เราจะป้องกันยังไงดี ถ้าเอาประชุมตรงกลางตอน 13:00-14:00 ออกไปได้ เราจะไม่ต้องแปลติดต่อกันนานเกินไป (เรารู้ความสามารถตัวเอง ถ้าแปลติดกันนานๆเราจะโฟกัสได้ยากขึ้น คุณภาพในการแปลก็แย่ลงตาม)

ก็เลยปรึกษากับคนเซ็ตประชุม คนจัดตารางผู้บริหาร พี่เมเนเจอร์แผนกเรา advisor คนญี่ปุ่นหัวหน้าเรา ว่าจะทำยังไงดี ถ้าเลื่อนประชุมนี้ไปบ่ายวันศุกร์ (ที่ตารางผู้บริหารว่าง) ได้ก็จะขอบคุณมาก แต่พี่เมเนเจอร์ก็ไม่อยากเลื่อน กลัวเลื่อนประชุมแล้วจะกลายเป็นไม่ได้จัด สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้ด้วยการขอให้พี่ล่ามอีกคนมาแปลแทนเราในประชุมอันตรงกลาง ให้เราได้มีเวลาพักหายใจหายคอหน่อย ไม่ต้องพูดตลอด

มองว่ามันเหมือนการจัดการกำลังคน ถ้างานเยอะ ก็ต้องใส่คนเข้าไปเพิ่ม ถ้าไลน์ไหนคนน้อย ก็บาลานซ์คนไปช่วยไลน์ที่งานยุ่งแทน

ต้องขอบคุณลุง GM สุดโหดจากที่ทำงานเก่า ที่ย้ายเราไปทำงานที่ได้คลุกคลีกับ Genba มากขึ้น คอยด่าเราบ่อยๆ จนจิตใจเราเข้มแข็งและเอามุมมองในตอนนั้น (การ balance manpower, job allocation) มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหา ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหน้างานโดยตรง แต่วิธีคิดหลายอย่าง มันเอามาปรับใช้ได้

เดี๋ยวนี้เราอ่านหนังสือพวกการจัดการอุตสาหกรรมด้วยนะ ปกติเมื่อก่อนเห็นหนังสือแนวนี้นี่ไม่อ่านเลย อ่านแต่นิยาย

 

“เค้าจ้างมาทำงานให้มาแก้ปัญหา ไม่ใช่มาเพิ่มปัญหา”—- เคยมีคนบอกเอาไว้ เออ ก็ถูกของเค้านะ

การทำงานคือการแก้ปัญหาจริงๆ มันอาจจะมีมีบางวันที่ปัญหารุมเร้า อาจจะเป็นวันที่ฝนตกสำหรับเรา

แต่เชื่อสิ ฝนน่ะไม่ได้ตกทุกวันหรอก ฝนตก… ถ้าไม่อยากเปียกก็กางร่มเอา ร่มใหญ่หน่อยก็กันลมกันฝนได้ดีขึ้น ร่มเล็กก็เปียกเยอะหน่อย

พอสตรองขึ้น(ร่มใหญ่ขึ้น) มันก็จะเผชิญหน้ากับปัญหาได้ดีขึ้นไปเอง ประสบการณ์ก็เลยสำคัญไง ต้องควบคู่ไปกับความรู้

 

ประโยคให้กำลังใจตัวเองจากเพลงโปรด ชอบฟังเวลาเหนื่อยๆ หรือท้อแท้ ฟังแล้วฮึกเหิม อยากนุ่งโจงกระเบนแดงออกรบเลย

What doesn’t kill you make you stronger!

Stronger (What doesn’t kill you) – Kelly Clarkson