[ภาษาญี่ปุ่น]โรค…ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร รวมคำศัพท์เกี่ยวกับนานาสารพัดโรคที่ล่ามติดสตันท์

หลังจากเคยเขียนรวมคำศัพท์เกี่ยวกับการลาไปเมื่อหลายปีมากๆ วันนี้ฤกษ์งามยามดีมีฝุ่นเต็มบ้านเต็มเมือง เลยได้โอกาสมารวมคำศัพท์ เหตุผลประกอบการลาที่เคยเจอมา
เคยเป็นกันมั้ยคะ
พนักงานลาไปหาหมอ ป่วยเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (กระเพาะปัสสาวะนี่อะไรนะ จะแปลไปว่าไอ้ที่เอาไว้ฉี่ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ลุงยิ่งเป็นคนทะลึ่งๆอยู่)
แม่ยายพนักงานเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ต้องผ่าตัด (เอ้า…ถุงน้ำดีนี้อะไร ไม่ใช่ อี้มิซุแน่ๆ)
ลูกชายผู้จัดการป่วย ติดเชื้อแบคทีเรียมัยโคพลาสม่าลงปอด (ห๊ะ? แน่ใจนะว่าพี่กำลังพูดภาษาไทย)
ผู้ช่วยผู้จัดการไปตรวจมา เพราะมีอาการเหมือนจะเป็นโรคเงาตะกอนวุ้นตาและฟ้าแลบ (ห๊ะ?? ฟ้าแลบไปอีกกกก)
ลางานไปเฝ้าแฟนมาครับ แฟนป่วยเป็นโรคชิคุนกุนยา (ห๊ะ??? อะไรกันล่ะเนี่ย)
นี่คือสถานการณ์จริงที่เราต้องเผชิญและเคยติดสตันท์มาแล้ว
อย่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก มาค่ะ เขียนเอาไว้ วันหลังจะได้เสิร์ชง่ายๆ เพราะมันหายากเหลือเกิน
เวลาจะต้องใช้ที ได้แต่ยิ้มไฝแห้ง แล้วบอกลุงไปว่า เดี๋ยวขึ้นออฟฟิศไปจะบอกนะคะ ซึ่งมันไม่คูลเอาซะเลย

ด้วยความที่ลุงหัวหน้าเราเป็นคนสนใจเรื่องสุขภาพมาก ถามเรื่องสุขภาพทุกคนทุกวัน
ถามว่าเราวัดความดันรึเปล่า ความดันเท่าไหร่ เครื่องวัดความดันในไทยแพงมั้ย
ล่ามก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ แล้วตอบไปว่า “อายุเท่านี้ยังไม่ได้สนใจเรื่องวัดความดันเลยค่า”
ลุงก็ “เออเนอะ ยังอายุไม่เท่าผมนี่นา” 5555 ซิทคอมเบาๆ
เวลามีใครป่วยเป็นอะไรทีลุงก็จะสนใจใคร่รู้มาก แล้วพอเป็นล่ามที่แปลอะไรแบบนี้ไมได้ มันโคตรจะเฟล

จริงๆไม่ค่อยกล้าเขียนบทความแนวนี้เท่าไหร่ เพราะเราทำงานสายโรงงาน จะได้แปลแต่เรื่องเครื่องจักร ไม่ค่อยเก่งเรื่องสายโรงพยาบาลหรือสุขภาพเท่าไหร่ กลัวว่าแปลไปแล้วจะผิด แต่ถ้ามัวแต่กลัว ก็ไม่ได้เขียนสักที ก็ไม่รู้ว่าจะกลัวทำไม เขียนๆไปเถอะ ผิดก็ค่อยแก้แล้วกัน (เราเปิดคอมเม้นท์แล้วนะ จะพยายามขยันเข้ามาลบสแปม- -มันไม่โชว์หรอก แต่ไม่ชอบเวลาเห็นสแปมเยอะๆ หงุดหงิด)
นอกจากเรื่องสุขภาพแล้วยังมีเคสลิงเข้าโรงงาน จัดการด้วยการยิงปืนยาสลบ
เอ่อ… ปืนยาสลบนี่มันอิหยังวะ??
ลุงก็บอกให้ว่า 麻酔銃 ますいじゅう
麻酔 ますい ยาสลบ
吸入 きゅうにゅう สูดดม รมยาสลบ (เจอในบทสนทนา ไปผ่าตัดแล้วต้องดมยาสลบ)
ศัพท์หมวดนี้ค่อนข้างใกล้ตัวเรามาก เจอบ่อย ความถี่ประมาณอาทิตย์ละครั้งเลย ก็เลยอยากเตรียมตัวดีๆให้สามารถแปลได้ แต่มันมาเป็นข้อสอบอันซีน โผล่มาแบบไม่คาดคิดตลอดเลย ก็เลยติดสตันท์บ่อยๆ
ขอรวมไว้แบบรัวปืนกลแล้วกัน อาจจะไมได้จัดระเบียบเป็นหมวดหมู่เท่าไหร่ ไม่ทำเป็นตารางคำศัพท์ด้วยเพราะมันเสิร์ชไม่เจอ เขียนเป็นคำๆแบบนี้แหละ ง่ายต่อการเสิร์ชที่สุดแล้ว

炎症 えんしょう อักเสบ
幹線 かんせん ติดเชื้อ
点滴 てんてき ให้น้ำเกลือ
透析 とうせき ฟอกเลือก ฟอกไต
デング熱 でんぐねつ ไข้เลือดออก
チクングニア熱 ちくんぐにあねつ โรคชิคุนกุนยา
飛蚊症  ひぶんしょう เงาตะกอนน้ำวุ้นตา (เกินจากวุ้นในลูกตาเสื่อม) eye floaters
http://www.nichigan.or.jp/public/disease/hoka_hibun.jsp
網膜剥離 もうまくはくり จอประสาทตาลอก
白内障 はくないしょう ต้อกระจก
青内障 あおそこひ ต้อหิน
結膜炎 けつまくえん ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ
視野 しや สายตา การมองเห็น
近視 きんし สายตาสั้น
遠視 えんし  สายตายาว
乱視 らんし สายตาเอียง
斜視 しゃし ตาเข ตาเหล่
老眼 ろうがん สายตายาว (แก่แล้วเลยสายตายาว)
外眼筋 がいがんきん กล้ามเนื้อนอกลูกตา
結膜炎 けつまくえん ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ
耳鳴り みみなり หูอื้อ
メニエール น้ำในหูไม่เท่ากัน
筋肉 きんにく กล้ามเนื้อ
神経 しんけい เส้นประสาท
結石 けっせき ก้อนนิ่ว
尿路結石 にょうろけっせき นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
胆のうけっせき たんのうけっせき นิ่วในถุงน้ำดี
胆のう たんのう ถุงน้ำดี
急性胃炎 きゅうせいいえん กระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน
充血 じゅうけつ เลือดคั่ง
ポリープ เนื้องอก polyp
子宮腫瘍 しきゅうしゅよう เนื้องอกในมดลูก
子宮 しきゅう มดลูก
卵巣 らんそう รังไข่
いぼ หูด ติ่งเนื้อ
心臓 しんぞう หัวใจ
腎臓 じんぞう ไต
肝臓 かんぞう ตับ
肺 はい ปอด
**盲腸炎 もうちょうえん ไส้ติ่งอักเสบ
ヘルニア หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
糖尿病 とうにょうびょう เบาหวาน
消化性潰瘍 しょうかせいかいよう เป็นแผลในกระเพาะอาหาร
胃酸逆流 いさんぎゃくりゅう กรดไหลย้อน
胸焼け むねやけ จุกเสียด
ぴりぴり痛い ぴりぴりいたい ปวดแสบปวดร้อน
締め付け痛い しめつけいたい ปวดบิด
水部補充材 すいぶんひじゅうざい เกลือแร่
はれる บวม
捻挫 ねんざ ข้อเท้าแพลง ข้อเท้าพลิก
脳梗塞 のうこうそく เส้นเลือดในสมองตีบ
血圧 けつあつ ความดันโลหิต
低血圧 ていけつあつ ความดันโลหิตต่ำ
高血圧 こうけつあつ ความดันโลหิตสูง
化学療法 かがくりょうほう การทำคีโม การรักษาด้วยวิธี chemotherapy
抗がん剤 こうがんざい ยาต้านมะเร็ง
扁桃腺 へんとうせん ต่อมทอนซิล
へんとう炎 へんとうえん ทอนซิลอักเสบ
親知らず  おやしらず โรคไอ้ลูกเลวไม่รู้จักพ่อแม่!!!!!! บ้าเหรอ มันแปลว่าฟันคุด ผ่ามพามมมมม!
くらげに指された โดนแมงกระพรุน
肺炎 はいえん ปอดอักเสบ
マイコプラズマ感染症(かんせんしょう) マイコプラズマ肺炎(はいえん) ติดเชื้อแบคทีเรียมัยโคพลาสม่าลงปอด (มักพบในเด็ก ไอมีเสมหะแล้วเสมหะลงปอด จนติดเชื้อ)
痰 たん เสมหะ
頚動脈エコー けいどうみゃくえこー carotid duplex ultrasound ตรวจสมองจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูง
血便 けつべん ถ่ายเป็นเลือด
鎖骨が折れる さこつがおれる กระดูกไหปลาร้าหัก
うつ病 うつびょう โรคซึมเศร้า
躁うつ病 そううつびょう bipolar โรคอารมณ์สองขั้ว

卵巣 らんそう รังไข่

嚢胞 のうほう ซีสต์

ถ้ายังมีคนคิดว่าเป็นล่ามมันง่าย แค่แปลๆตามที่เค้าพูดก็ได้ตังค์แล้ว
เราก็จะตอบว่า สำหรับเรามันไม่เคยง่ายเลยค่ะ
นี่คือศัพท์ที่เราเจอใน “ชีวิตประจำวัน” ในช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา
อาศัยว่าคำไหนเจอบ่อยหรือเคยเจอมาก่อน ถ้าจำได้ก็จะดีใจหน่อยๆ
แต่ก็ไม่ได้จะบอกว่าเป็นล่ามไม่ดีนะ คือเราว่าทุกอาชีพมันก็มีความยาก ต้องดิ้นรน ต้องฝ่าฟันกันทั้งนั้นแหละ
ทีเราทำได้ก็แค่พยายามเรียนรู้ จากสิ่งที่เคยผิดพลาด ทำให้ความไม่รู้ กลายเป็น รู้ ขึ้นมาให้ได้
แต่มันก็เหมือนการพยายามว่ายน้ำ ท่ามกลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่นั่นแหละ เราไม่มีทางรู้เลยว่าวันๆเราจะเจออะไรบ้าง

Advertisements

[ภาษาญี่ปุ่น] ว่าด้วยระบบสุริยะ : มาจำคำศัพท์สนุกๆกัน!

เมื่อวันเสาร์เราไปสอบนิติที่ลงเรียนมสธ. เอาไว้มาค่ะ

พังเละเทะ! อ่านไปก็ไม่เข้าหัว แถมทุกคนในห้องสอบก็ดูมีคงามรู้ ดูมีความเป็นข้าราชการ ออร่าผู้ทรงคุณงุฒิที่แผ่ออหมาจากแต่ละคนในห้องทำเอาเรารู้สึกตัวเองแปลกแยก ไม่เข้าพวกยังไงก็ไม่รู้

ที่สำคัญคือเราพยายามท่องจำมาตราแล้ว แต่เราจำไม่ได้เลยจริงๆ เราเป็นคนเรียนแบบไม่เคยท่องอะไรเลยสักอย่างในชีวิต ถึงแม้ว่าจะเรียนภาษา แต่เราก็ไม่เคยท่องศัพท์เลย อาศัยว่าผ่านๆตาเอา ถ้าได้ใช้บ่อยๆ ก็จะจำได้ไปเอง

ช่วงนี้เราสนใจเรื่องดาราศาสตร์เป็นพิเศษ ถ้าว่างก็จะไปร่วมกิจกรรมดูดาว เมื่อปลายปีที่ผ่านมาก็เพิ่งไปร่วมกิจกรรมเปิดฟ้าตามหาดาวของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(NARIT) มา

อาจารย์ที่เป็นวิทยากรบรรยายได้สนุกมาก

เป็นคนที่วิทย์และศิลป์มาบรรจบกันได้อย่างลงตัว ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจอยากให้เราเขียนบทความนี้ อยากเล่าเรื่องให้สนุกเหมือนกับที่อาจารย์บรรยายให้ฟัง

วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังถึงคำศัพท์ที่เกี่ยวกับระบบสุริยะค่ะ

คือชื่อดาวต่างๆเนี่ย คนไทยเราก็ใช้ทับศัพท์ภาษาอังกฤษไปเยอะ จำง่ายเลย แต่ภาษาญี่ปุ่นมันไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิ มาเป็นคันจินาจาาา เท่โคตร! สร้างความกลำบากในชีวิตไปอี๊กกกกก…

ไหนๆก็กินไม่ได้แต่เท่แล้ว จะปล่อยให้เท่เฉยๆก็เสียเปล่า เรามาจำชื่อดาวในระบบสุริยะกันดีกว่า

ถามว่าจำไปแล้วเอาไปทำอะไรได้มั้ย

อ่อ… คือเราเป็นล่ามโรงงานค่ะ ดาวพุธคงไม่มีอิทธิพลกับเครื่อง Lathe แน่ๆ

แต่อาจจะมีประโยชน์เวลาดูดวงนะ

เคยอ่านทวิตเตอร์ดูดวงของญี่ปุ่น วันนั้นเขาบอกว่าไอเทมนำโชคของเราคืออาหารหมา

เอ่อ… ใครมันจะไปบ้าพกอาหารหมาใส่กระเป๋า

นั่นแหละเราไม่เชื่อ ซวยมาจนทุกวันนี้เลย!

พอๆ ช่างอาหารหมาเต๊อะ กลับมาเรื่องดาว เราชอบดวงดาว จารุจินดา ผิดๆ ท่ดๆ

เราชอบดวงดาวเพราะเราชอบอ่านตำนานกรีกน่ะ เป็นคนเพ้อฝัน เน้นหนักไปทางเพ้อเจ้อด้วย

ระบบสุริยะ ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 太陽系 たいようけい

วิธีการจำก็ง่ายๆ เริ่มจากวันในสัปดาห์ ตัดวันอาทิตย์ออกเพราะเป็นดวงอาทิตย์แล้ว ตัดวันจันทร์ออกไป ดวงจันทร์โคจรรอบโลก

แต่จะขอเรียงจากระยะห่างจากดวงอาทิตย์ ไล่จากน้อยไปมากนะ

เอาวันในสัปดาห์ มาเติมตัว 星 ほし ที่แปลว่าดาวเข้าไป แต่เปลี่ยนเสียงอ่านใหม่เป็น せい

ดาวดวงแรกก็คือ ดาวพุธ 水生 すいせい

วันพุธ 水曜日 すいようび เทพประจำดาวดวงนี้ชื่อเมอร์คิวรี เป็นเทพแห่งการสื่อสารและการพูด เพราะเดินทางได้เร็วมาก เพราะแบบนี้ไง ดาวพุธเลยโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ไวที่สุด ถ้าอยู่บนดาวพุธจะได้ฉลองปีใหม่บ่อยกว่าใครในระบบสุริยะเลยล่ะ (ก็แปลว่าแก่เร็วสุดน่ะสิ ไม่เอาหรอก!)

ถัดมาคือ ดาวศุกร์ 金星 きんせい

วันศุกร์ 金曜日 きんようび

วีนัสคนสวย เทพีแห่งความรักนั่นเอง สวยเริ่ดเชิดหยิ่ง ถ้าซูปเป็นคาสโนว่าตัวพ่อ วีนัสก็คาสโนวี่ตัวแม่ มีสามีอยู่แล้วคือเทพวัลแคน หรือเฮเฟทัส แต่ปั๋วไม่หล่อ เลยไปคบชู้กับเทพมาร์ส เทพสงครามหล่อล่ำกล้ามโตแทน ลูกชายนางชื่อคิวปิด ที่วันๆไม่ทำอะไร เอาแต่มายิงธนูเล่นจนคนเค้ารักกัน เกิดเป็นเรื่องวุ่นวายมากมายบนดาวเคราะห์สีฟ้าที่เรียกว่าโลกนี่แหละ

ไอ้คิววว บินกลับดาวศุกร์บ้านแม่เอ็งเลยไป๊!

ถัดไปคือ 地球 ちきゅう โลก บ้านเราเอง

ไม่พิมพ์เยอะ เมื่อยมือ! อันนี้หาอ่านเอง

วีนัสข้ามโลกไปหาชู้ ดาวดวงถัดไปคือดาวอังคาร 火星 かせい

ส่วนวันอังคารก็ 火曜日 かようび

พี่มาร์สหล่อล่ำกล้ามโต ขี้โมโห เทพสงคราม หวานใจเจ๊วีนัสเอง

ยิ่งเขียนยิ่งเพลิน ดาวดวงถัดไปคือดาวพฤหัส 木星 もくせい หรือจูปิเตอร์ เป็นดาวของเทพไม่มีแรง เพราะเข่าอ่อน มีเมียเด็กหลายคน เทพทรุด (ซูส!)

มุกแบบนี้ยังกล้าเล่นอีกเหรอ สิ้นหวังแล้วววว…

วันพฤหัสคือ 木曜日 もくようび

ดาวดวงถัดไปคือดาวเสาร์ เจ้าของวงแหวนน้ำแข็งแสนสวยที่กำลังหายไป 土星 どせい

วันเสาร์ 土曜日 どようび

เทพเจ้าแห่งดาวเสาร์ชื่อแซทเทิร์น หรือเทพโครนัส เป็นพ่อของเทพเข่าอ่อน (ยัง… ยังไม่เลิกเล่นอีก!) เทพโครนัสเป็นเทพประสาทหลอน กลัวลูกโค่นล้มบัลลังก์ขึ้นสมอง เลยจับลูกแดร๊กลงท้องให้หมด จนเมียโกรธมาก เอาหินห่อผ้าไปกินซะ!

เทพโครนัสก็โง้โง่ เมียยื่นให้ก็กลืนลงท้องไปเลย ถ้าเคี้ยวสักหน่อยอาจจะแค่ฟันหัก เพราะโครนัสกินมูมมาม ไม่ยอมเคี้ยวอาหารให้ดีก่อนกลืน

ลูกคงสุดท้องน้องเข่าอ่อนเลยรอดตาย ยึดอำนาจถีบพ่อตกบัลลังก์สวรรค์เฉยเลย

น่าสงสาร โดนยึดอำนาจเพราะไม่ยอมเคี้ยวแท้ๆ

จบวันในสัปดาห์ ไปต่อกันที่พ่อของโครนัส

ดาวยูเรนัส 天王星 てんおうせい ดูแค่คันจิก็เท่แล้ว ดาวของราชาแห่งฟากฟ้า ยูเนฝรนัสเป็นเทพแห่งท้องฟ้า ผู้โดนโครนัสลูกชายถีบตกบัลลังก์

ตระกูลนี้มันต้นกำเนิดลูกทรพีชัดๆ เนรคุณกันสามชั่วอายุเทพเลยทีเดียว ยิ่งกว่าเลือดข้นคนจาง

นี่ถ้าเราไปเที่ยวกรีซ เราจะโดนผีกรีกหลอกเอามั้ย เอาเทพเขามาเม้าท์มอยหอยสังข์ขนาดนี้

แต่โชคดีที่เราไม่มีเงิน แล้วผีกรีกก็คงไม่บินมาหลอกเราถึงไทย ดังนั้น เม้าท์ต่อได้!

ดาวเนปจูป 海王星 かいおうせい เท่ไม่แพ้ยูเรนัส เพราะคันจิแปลว่า ดาวของราชาแห่งท้องทะเล เนปจูน หรือโพเซดอนนั่นเองงง (ไม่ใช่อาบอบนวดเด้อ)

เทพองค์นี้เป็นพี่ชายของเทพเข่าอ่อน มีอำนาจปกครองท้องทะเล เพิ่งมีหนังเกี่ยวกับทายาทเทพองค์นี้ไป ก็คือเรื่อง aquaman

มาถึงท่านเทพองค์สุดท้าย เอ้ย ดาวดวงสุดท้ายของวันนี้

แปลกมั้ย ตอนแรกเขียนเรื่องดาว ทำไมออกทะเลไปเรื่องเทพกรีกได้

สงสัยเพราะตะกี้เราไปพูดถึงเทพแห่งท้องทะเลแน่เลย เลยออกทะเลไปไกลเลย (เกี่ยวมั้ยเนี่ย?)

ดาวพลูโต หรือ 冥王星 めいおうせい แปลตามคันจิได้ว่า ดวงดาวของราชาแห่งความมืด ซึ่งก็คือท่านเทพพลูโต หรืออีกนามนึงก็คือ ฮาเดส เจ้าแห่งนรก

พลูโตโดนเนรเทศออกนอกระบบสุริยะ เพราะว่าเล็กเกินไป กลายเป็นดาวเคราะห์แคระ

นายตัวเล็กอ่ะ นายออกแก๊งเราไป๊!

กลายเป็นที่มาของกระทู้พันทิป โรแมนติกแบบเหงาๆ เคยมีดาวพลูโตเป็นของตัวเองมั้ยครับ

แหม~ เป็นเอนทรี่ที่ยิ่งเขียนยิ่งมันส์ เขียนไปก็รู้สึกบาปไป นินทาทวยเทพใหญ่เลย

ขอแถมศัพท์อีกสองคำ

彗星 すいせい ดาวหาง

流れ星 ながれぼし ดาวตก

จบแล้ว เม้าท์เยอะ เจ็บมือ

บ๊ายบายยย สวัสดีก้าาาาา

จาก Takayanagi Akane ซังถึงมิวสิค BNK48

มิวสิคเขียนลง Instagram แล้วก็มีคนมาแปลให้ เป็นความจริงที่เพิ่งรู้เลย

ตอนนี้เป็นตอนที่ประทับใจมากเลยล่ะ ก็เลยเขียนบล็อกเกี่ยวกับตอนที่ฉันทุกข์ใจ

ซึ่งก็ได้มิวสิคนี่แหละช่วยเอาไว้

ถ้าหากไม่มี Thread (ข้อความในทวิตที่คุยต่อๆกัน)ที่ว่านี้

ก็อาจจะไม่พูดถึงเลยก็ได้

เป็นความรู้สึกที่ฉันเก็บเป็นความลับน่ะ

– แปลบล็อกพี่นกที่เขียนถึงมิวสิค –

เมื่อวานนี้ที่กรุงเทพ ประเทศไทย มีงานเลือกตั้ง BNK48 General Election

ตัวฉันเองก็ได้ดูด้วย

[Twitter Threads]

1. ตอนนี้ BNK48 กำลังมีเลือกตั้งเหรอ

มิวสิคของฉัน…

2. ได้ดูแล้วนะ

ฉันดูโมเม้นท์นั้นแล้ว

เพราะว่าฟังภาษาไทยไม่เข้าใจ

เลยรู้สึกเจ็บปวดกับกำแพงทางภาษา

แต่ตอนสุดท้ายพอได้ยินภาษาญี่ปุ่นที่พูดว่า “ขอบคุณ”

ก็…😢😢

หลังจากจบงานเลือกตั้งที่นาโกย่าเมื่อปีที่แล้ว

เจ้าเด็กคนที่มอบความเข้มแข็งให้กับฉันที่กำลังรู้สึกท้อแท้

ยินดีด้วยกับอันดับที่ 3 นะมิวสิค

มิวสิคที่รักของฉันได้ที่ 3 ล่ะ (*^^*)

เหตุผลที่ฉันชอบมิวสิคมากขนาดนี้ก็คือ
ตอนงานเลือกตั้งรวมปีที่แล้ว
มิวสิคเดินเข้ามาคุยด้วยรอยยิ้มที่ปราศจากความกังวลใดๆและพูดว่า
“โอชินะคะ! คามิโอชิเลยค่ะ!”
ตอนแรกเลย ฉันรู้สึกตกใจ
นี่เด็กจากวงในต่างประเทศรู้จักฉันด้วยเหรอ
แถมยังบอกว่าโอชิฉันอีก ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย
ดีใจมากๆเลย
แล้วหลังจากนั้นนะ ในตอนนั้น
ฉันคิดว่ามันอาจจะทำให้แฟนๆของฉันรู้สึกเจ็บปวดก็เลยไม่ได้พูดถึงน่ะ
พอจบงานเลือกตั้งปีที่แล้ว
ฉันก็ไปบอกมิวสิคที่เข้ามาติดอันดับ 72 ได้อย่างปลอดภัยว่า
“ยินดีด้วยนะ! ดีจังเลยนะ! ฉันเองก็ดีใจเหมือนกันนะ (*^o^*)”
พอมิวสิคได้ยินฉันบอกแบบนั้น มิวสิคก็พูดกับฉันทั้งน้ำตาว่า
“ขอบคุณค่ะ😭、、
เสียใจที่ชูริซังไม่ติดเซ็มบัตสึ”
ผลการเลือกตั้งที่ออกมาคือ SKE48 จบที่ ที่1 และ ที่ 2
และมีคนติดเซ็มบัตสึหลายคน
ฉันก็เจ็บใจที่ตัวเองไม่ติด
แต่ทำเต็มที่ที่สุดแล้วก็ไม่เสียใจทีหลังหรอก
ฉันคิดว่า “ฉันทำหน้าเศร้าไม่ได้หรอก!!!”
แต่จากก้นบึ้งของหัวใจแล้ว ใช่ ฉันเสียใจจริงๆ
อันดับที่ 18 อีกนิดเดียวก็จะเอื้อมถึงลำดับที่อยู่ตรงหน้าอยู่แล้ว
แต่ว่าแฟนๆก็พยายามกันอย่างเต็มที่
ต่อหน้าแฟนๆฉันพูดคำพูดแบบนั้นไม่ได้
ไม่อยากทำด้วย
ก็เลยเก็บซ่อนไว้จนถึงตอนนี้
ถ้อยคำนั้นมีแค่มิวสิคที่บอกกันฉัน
มิวสิคที่ช่วยบอกว่าเสียใจ
ฉันรู้สึกดีใจมากจริงๆ
การก้าวข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ มันเป็นเรื่องที่สุดยอดเลยใช่มั้ยล่ะ?
ไม่ได้รู้สึกเสียใจมากขึ้น
แต่กลับรู้สึกว่าจิตใจได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ 55
หลังจากนั้นเวลาเจออะไรหลายๆอย่าง
หรือว่าตอนที่ทุกข์ใจ
ทุกๆครั้งที่เจอมิวสิค
น้องจะดีใจ บอกว่าชอบ
ตอนที่ต้องบ๊ายบายกันก็ร้องไห้
ในตอนนั้นเองก็รู้สึกเหมือนได้ชำระล้างจิตใจ
รอยยิ้มก็สดใสเปล่งประกายราวกับปัดเป่าความทุกข์ให้ปลิวไป
ได้รับพลังมาอย่างมากมาย
น่ารักอย่างตรงไปตรงมา 55
แค่เพียงได้พบกับเด็กแบบนี้
ก็กลายเป็นพยายามขึ้นมาได้ ดีจังเลย
เพราะว่าเด็กคนนี้เลือกฉัน
ก็เลยคิดว่า ต่อจากนี้ต่อไป ฉันจะพยายาม
และแน่นอน! เพราะว่ามีแฟนๆของฉันทุกคนอยู่ด้วย
นี่เป็นเงื่อนไขหลักกกกกกกกกกกกเลยล่ะ!!!
อาจจะไม่บ่อยนักที่ฉันออกมาพูดอะไรตรงๆแบบนี้
แต่ฉันเชื่อใจทุกคน จากหัวใจเลย
ขอบคุณที่ให้ความสำคัญกับฉัน
เพราะว่ามีทุกๆคน ฉันก็เลยอยากพยายาม
สร้างความทรงจำที่สวยงามให้มากขึ้น แม้จะแค่อย่างเดียวก็ยังดี!!
แต่อย่างไรก็ตาม การได้ก้าวข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ
ได้พบกับมิวสิค เป็นเรื่องที่ดีจริงๆ
ถึงจะบอกว่าตอนที่รู้สึกเป็นทุกข์กับการเลือกตั้ง
ก็ได้รับการบรรเทาลงไปก็ตาม
แต่ถ้าไม่ใช่ World Senbatsu ก็คงไม่ได้เจอกัน
เรื่องราวในตอนนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
ต้องขอบคุณการเลือกตั้งทั้งหมดเลยนะ 55
ถึงจะเจ็บปวดก็เถอะ! 55
อยากเจออีกเร็วๆจัง
อยากไปกินราเม็งที่สัญญากันไว้
ต้องกินราเม็งเพื่อฉลองแล้วล่ะ(*^_^*)
(※ในบทความก่อนหน้าที่จะตอบคำถาม เดี๋ยวเริ่มตอบโพสท์หน้านะ)
หากมีความผิดพลาดประการใดในการแปล เรายินดีรับไว้แต่ผู้เดียวและหากช่วยชี้แนะเพื่อแก้ไขก็ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
จริงๆเราค่อนข้างกลัวเกี่ยวกับการแปล ถึงแม้ว่าจะทำงานที่ต้องแปลบ่อยๆก็ตาม
แต่บทความนี้ของพี่นก Takayanagi Akane ซัง เราอยากให้มันไปถึงมิวสิค และอยากให้ทุกคนได้อ่านจริงๆ เป็นเรื่องที่ดีงามและอบอุ่นหัวใจมากๆ แปลไปยังมีน้ำตาคลอเลย อันนี้พูดจริงๆ
ถ้าวันนี้ยังมีกำแพงทางภาษาอยู่ เราจะพยายามเป็นสะพานให้น้องก้าวไปหาโอชิของน้องให้ได้
อาจจะไม่ใช่สะพานที่สวยงามหรือดีที่สุด แต่นี่ก็เป็นหนึ่งในความรัก ที่แฟนคลับคนหนึ่ง จะมอบให้กับไอดอลที่เค้ารัก
พี่รักมิวสิคนะ
(บว้าาา เขินจังงงง!)

กำแพงที่สอง

ยุ่งมากกกกกกกกกก

แต่ถ้าไม่เขียนตอนนี้ ก็คงเขียนเรื่องนี้ไม่ได้อีก เพราะมันหมดไฟ ก็เลยต้องมานั่งเขียนทั้งๆที่อาทิตย์หน้าจะสอบนี่แหละ

มีคนเคยสอนเรามาว่า เรียนภาษาตอนแรกๆกราฟมันจะพุ่งทะยาน หลังจากนั้นจะเริ่มคงที่ เหมือนเรชนกำแพง จริงๆมันก็เพิ่มขึ้นแหละ แต่กราฟมันเพิ่มช้าๆ ไม่หวือหวาเหมือนตอนแรก ถ้าอดทนทำจนข้ามกำแพงได้ ทีนี้ไปโลดเลย

สำหรับเรา การสอบให้ผ่าน N1 คือกำแพงที่ว่านั้น

แต่กราฟเราดันไม่เป็นไปตามนั้นน่ะสิ พอข้ามกำแพง N1 ได้แล้วก็เริ่มเอื่อยเฉื่อย เหมือนไร้เป้าหมาย จริงๆก็พยายามตั้งเป้าหมายอยู่นะ แต่มันยังไม่ทรงพลังมากพอ ความพยายามมันก็เลยดูอ่อนแรง กะปลกกะเปลี้ยไปหน่อย พยายามหา passion ให้ตัวเองด้วยการหาอะไรอย่างอื่นทำเยอะๆ แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นความพยายามที่ค่อนข้างไร้ผลอยู่ดี

ในที่ทำงานถ้าวัดจากผลประเมินปลายปีนั้นถือว่าทำผลงานออกมาได้ค่อนข้างดี แต่มันก็เหมือนการเขียนบล็อกของเราปีที่แล้วแหละ มันดูประดิษฐ์ ดูพยายามมากไป ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ

ทั้งๆที่เคยดีใจกับข้อความที่มีคนเอาไปทวิต ว่าเราเขียนได้เป็นธรรมชาติแท้ๆ

นี่แหละกำแพงอันที่สองของเรา ไม่รู้ว่าควรไปต่อทางไหนดี เรื่องภาษาก็รู้ว่าต้องพัฒนาตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เอาจริงๆถ้าให้ประเมินระดับภาษาตัวเองในฐานะล่าม เรามองว่าตัวเองค่อนข้างแย่เลยด้วยซ้ำ

ทุกวันนี้ก็เลยพยายามหาอ่านภาษาญี่ปุ่นให้มากขึ้น ใช้ดิค JP-JP ถ้าใครมีเทคนิคดีๆหรือมีวิธีเติมไฟให้ตัวเองก็มาแนะนำกันหน่อยแล้วกัน (แต่รู้สึกเราจะปิดคอมเม้นไว้ ไม่รู้มันปิดได้ป่าว คือขี้เกียจไปลบสแปมคอมเม้นเลยปิดมันซะเลย แต่ไม่รู้ว่าตัวเองปิดเป็นมั้ย)

เอาเป็นว่าถ้าจะคอมเม้น ก็เม้นในเอนทรี่เก่าๆก็น่าจะได้แหละมั้ง หรือไม่ก็โพสในทวิตไรงี้ บางทีมันก็เด้งมาอยู่

ไว้ว่างๆจะกลับไปเปิดคอมเม้นอีกที รอให้เรามีเวลาหาทางจัดการสแปมดีๆก่อน

พูดเหมือนปิดคอมเม้นอยู่ เกิดเม้นได้นี่โป๊ะแตกเลยนะ แต่ช่างมันเหอะ

คือตอนนี้เหมือนคนที่ แม้แต่จะเขียนบล็อก ซึ่งคิดว่างานเขียนเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก ยังไม่กล้าเลย

คือเมือ่ก่อน อยากเขียนก็เขียนเลย

มีเขียนๆในเฟซบุคบ้าง ก็เขียนไปเรื่อยเปื่อย แต่แม่เตือนว่าอยากให้ระมัดระวังหน่อย แถมคนที่ทำงานแอดมา ก็ต้องรับตามมารยาท เลยกลายเป็นไม่กล้าเขียนอะไรเลย

ถ้าคนที่ทำงานมาเจอบล็อกนีก่็ได้โปรดละเว้นเราเถิด เราไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใคร 5555+

เนี่ย คือตอนนี้ระแวงไปหมด เลยไม่กล้าขยับตัวทำอะไรสักเท่าไหร่

ก็อยากเรียกความมั่นใจคืนมาได้เร็วๆเหมือนกันนะ

จริงๆวันนี้แปล telephone meeting ได้ค่อนข้างดีเลยล่ะ ถ้าเทียบกับการแปล telephone meeting ครั้งแรกเมื่อสามปีที่แล้วก็นับว่าพัฒนาไปมาก

คือจากนั่งโง่ๆคนเดียวในห้องประชุม ได้แต่ทำหน้ารู้สึกผิดที่ไม่เข้าใจ กลายเป็นตอนนี้คือเหมือนทำหน้าที่เป็น facilitator ในการประชุมด้วย บอกเลขหน้า ถามทวนว่ามองเห็นจอมั้ย ช่วยปรับคำให้มันสื่อสารได้ง่ายขึ้นเพราะมองไม่เห็นหน้า ไม่สามารถรับสารที่เป็นอวัจนภาษาได้

คือพี่คนรายงานพูดตะกุกตะกัก พูดงงๆ เรียบเรียงไม่ค่อยเข้าใจ แต่เราเข้าใจแล้วว่าเขาอยากบอกอะไร เราก็ถามทวน แล้วแปลไปแบบกระชับด้วยความั่นใจ คืออันนี้รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ดีที่สุดหรอก มีงงๆ เอ๊ะ ตะกี้เราพูดอะไรออกไปว้า เออแต่คนในสายเข้าใจอ่ะ หรือเค้าแกล้งทำเป็นเข้าใจเราว้าา 5555+

 

จาก ไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว เปลี่ยนมาเป็น เออๆ เหมือนจะเข้าใจนะ

พอมองย้อนกลับไป เห้ย เราก็ก้าวไปข้างหน้านี่หว่า ความพยายามในสามปีที่ผ่านมามันก็ไม่ได้สูญเปล่าเสียทีเดียว ถ้าเราพยายามต่อไป มันก็คบงมีอะไรดีขึ้นแหละ

แต่ก็อย่างที่บอกว่าตอนนี้เป็นช่วงเสียเซลฟ์หนักมาก คือพอทำอะไรที่เมื่อก่อนจะขี้อวด ยกหางตัวเอง มั่นใจว่าตัวเองทำได้ดี แต่ตอนนี้เริ่มลังเลว่า เอ๊ะที่เรากำลังจะพูดเนี่ย เรายกหางตัวเอง หรือเราให้กำลังใจตัวเองดีแล้ว เรา appeal ตัวเอง หรือเรากำลังโอ้อวดเกินจริงอยู่นะ

ก็สำนึกอยู่ตลอดแหละว่าไม่ใช่คนที่เก่งอะไร แต่ก็ไม่อยากจะดูถูกตัวเองว่าไม่เก่งแล้วปล่อยให้ตัวเองจมอยู่อย่างนั้น คืออ่านหนังสือมาไงว่าพยายามเป็นคนที่ตัวเองอยากจะเป็น จนกว่าเราจะเป็นได้จริงๆ

แต่มองในมุมกลับ ในมุมมองของคนที่เค้าเก่งจริงๆ คนที่ดีแต่พรีเซ้นท์ตัวเองมันก็น่ารำคาญไง

ตอนนี้เลยพยายามรักษาบาลานซ์ คือพยายามทำให้ความสามารถกับภาพลักษณ์ (ที่แสดงได้ดีขึ้นมากแล้ว) ไปด้วยกันให้ได้

นี่ดีขึ้นจากเดิมเยอะแล้วนะ เมื่อก่อนภาพลักษณ์ก็แย่ ความสามารถก็ด้อยอ่ะ

อย่างน้อยทุกวันนี้ก็ยิ้มแย้ม ร่าเริงแจ่มใส เป็นมิตรมากขึ้น บางทีก็ร่าเริงเกินเบอร์ไปหน่อย กลายเป็นน่ารำคายไปก็มี 5555+

ก็ถ้าจะให้บรรยายตัวเองในสามพยางค์ คำที่เหมาะสมที่สุด ก็คือ “น่า-รำ-คาญ” นี่แหละ 5555+

เรากำลังยืนอยู่ต่อหน้ากำแพงที่สอง คือความกลัวของตัวเอง

และพยายามดิ้นรนที่จะเอาชนะมันอยู่

หนึ่งในคติของเราก็คือ เอาชนะตัวเองคนเมื่อวานให้ได้

อย่างน้อยวันนี้สถิติเล่นเกมเรียงเพชรของเราก็ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน

ห๊ะ?? บ่นๆว่ายุ่ง แต่เล่นเกมคืออัลลัยยยยยยยเหรออออออออออออออออ

นั่นสิ เล่นมาหลายอาทิตย์แล้ว น่าจะเครียดแล้วกำลังหนีอะไรสักอย่างหนึ่งนี่แหละ สงสัยจะเครียดสอบนี่แหละ

 

 

เอาเถอะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เหมือนทุกอย่างนั่นแหละ แค่พยายามดิ้นรนทำอะไรสักอย่าง ที่ตัวเองจะไม่เสียใจทีหลังก็พอ

Management สำหรับล่าม

ไม่ได้เขียนนานมากกกกกกกกกกกกกกกก (จริงๆก็ไม่นานขนาดนั้น) แต่ปีที่แล้วรู้สึเขียนน้อย หรือไม่ก็ยังเขียนเรื่องดีๆไม่ค่อยได้

เอาจริงๆเรารู้นะว่าจุดขายของบล็อกเราคืออะไร

คำศัพท์ ยังไงล่ะ

ไม่ใช่ให้คำศัพท์ดี ศัพท์เยอะ หรืออะไรนะ แต่มันเป็นศัพท์ที่คนมักจะลืมน่ะ (เวลาเราลืม นึกไม่ออก บางทีก็เสิร์ชบล็อกตัวเองนี่แหละ)

แต่เราไม่มีอะไรจะเขียนเกี่ยวกับคำศัพท์อีกแล้ว หมดแล้วจริงๆ

ถ้าจะเขียนก็คงเป็นพวกสำนวนแปลกๆที่ไปเจอมาแล้วมันน่าสนใจ

อย่างเช่นวันก่อนเจอคำว่า 内弁慶

ก็คือเบ็งเคเนี่ยเป็นนักรบที่เก่งและกล้าหาญมาก ขนาดตายยังยืนตายเลย จนมีคำว่า “ยืนตายแบบเบ็งเค”

弁慶の立ち往生 べんけいのたちおうじょう

ส่วน 内弁慶 うちべんけい ก็คือเก่งแต่ในหมู่พวกตัวเอง เป็นหัวโจกแค่ในกลุ่มเด็กๆที่เล่นด้วยกัน พอไปเจอคนอื่นก็หงอ ภาษาไทยมีคำว่า “เก่งแต่กับหมา กล้าแต่กับเด็ก” อะไรทำนองนี้

ซึ่งคนอื่นก็คงไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ รู้ไว้หล่อๆ เท่านั้นพอจริงๆ

สำหรับบทความแรกของเดือน ก็อยากเขียนอะไรที่มันมีประโยชน์แหละ แต่พอดีเราเป็นคนที่ชีวิตนี้มีหมดทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียว ก็คือไม่มีประโยชน์นี่แหละ 5555+

เอาล่ะ มาดูความพยายามในการดินร้น ทำตนให้เป็นประโยชน์ของเราหน่อยแล้วกัน

ในชีวิตการทำงานเป็นล่ามที่ผ่านมา ตอนปีแรกที่ทำงาน เคยถามพี่ล่ามว่าพี่เค้าทำงานมาแล้วกี่ปี พอเค้าตอบว่าห้าปีแล้ว นี่ก็ตกใจมาก พี่ทนได้ไง?

แต่พอมาเป็นตัวเอง… เออ มันก็ไม่ต้องทนนะ เวลามันก็ไหลผ่านเราไปตามเรื่องราวของมัน

มันอยู่ที่ว่าเราจะใช้ชีวิตยังไง ท่ามกลางเวลาที่ไหลผ่านไปและไม่หวนกลับมา (นายๆ เราว่านายเลิกเขียนบล็อก แล้วไปแต่งฟิคดีมั้ย สำนวนนายมันไม่ใช่ทางนี้แล้วอ่ะ 5555+ เอ้ออออ วันนี้จะได้มั้ยเนี่ย สาระ)

 

มาพูดถึงเรื่องการบริหารจัดการของล่ามดีกว่า ส่วนใหญ่พนักงานทั่วๆไป ทำงานไปสักพักก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นหัวหน้า และมีสิ่งต่างๆต้องบริหารจัดการมากมาย ต้องดูแลลูกน้อง ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าระดับสูงกว่าขึ้นไป ไหนจะเรื่องครอบครัวที่ต้องดูแล คือวันๆหนึ่งเนี่ยชีวิตคนเรามีเรื่องต้องบริหารจัดการเยอะมาก ล่ามก็เช่นกัน

วันนี้เราจะยกมาสัก 5 ข้อพอ

แต่มันไม่ได้มีเท่านี้แน่ๆ มันมีอีกเยอะมากๆๆๆๆๆ ดังนั้นไม่ต้องว่าว่าเราเอามาไม่ครบนะ บ้าบอ ใครจะเขียนได้หมด (ฝังใจ เคยพูดสปีชเรื่องคนที่เมหือนหมากับคนที่เหมือนแมว แล้วโดนคอมเม้นว่า คนเราไมไ่ด้มีแค่สองแบบนะ มันมีหลากหลายมากๆ จ้าาาาา คือสปีชมันภายในห้านาทีไง จะให้เล่าหมดสวนสัตว์ก็ไม่ไหวเด้ออออ บายเด้อออออออออ – – – เนี่ย ขี้เถียงอ่ะเรา ชีวิตเลยไม่ค่อยเจริญ 5555)

1. Time Management – เวลา

ปกติแล้วแม่เราบอกว่าบนโลกนี้ไม่มีอะไรเท่ากัน ความยุติธรรมอยู่ที่ความพอใจ แต่ต้นทุนอย่างหนึ่งที่เราทุกคนได้มาเท่าๆกัน คือ 24 ชั่วโมงต่อวัน (แต่จำนวนวันที่ได้รับมาเพื่อมีชีวิตอยู่ อันนี้ไม่รู้นะ เราไม่มีเดธโน้ต ไม่ได้ขอดวงตายมทูต เลยมองไม่เห็นอายุขัย—เอาแต่เล่น ชาตินี้จะเขียนมั้ย ฮ่วยยย)

เมื่อก่อนไม่เคยรู้สึกว่า 24 ชั่วโมงมันน้อยเลย จนกระทั่งปีที่แล้วที่เราเริ่มทำหลายอย่าง เริ่มอัดตารางตัวเองเยอะๆ จนรู้สึกว่าอยากให้หนึ่งวันมีสัก 36 ชั่วโมง เผื่อว่าจะได้มีเวลานอนมากขึ้นสักหน่อย (ทำไมดูเศร้าๆ)

พูดถึงเฉพาะ 8 ชั่วโมงที่เป็นเวลาทำงาน (และโอที) ก็แล้วกัน เพราะนอกเวลางานเราบริหารจัดการเวลาได้แย่มาก

ปีแรกที่เข้ามาทำงานที่นี่ เราทำ โอทีไป 200 กว่าชั่วโมง (เป็นช่วงที่มีปัญหาพอดี) ประชุมจนดึกๆ ถึงห้าทุ่มก็มี เคยทำโอทีแทบทุกวัน ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันก็มี

ปีที่สอง เราลดชั่วโมงโอทีตัวเองลง เหลือ 160 กว่าชั่วโมงต่อปี

ปีที่สามน่าจะประมาณ 70 ชั่วโมง

แน่นอนมันคือรายรับต่อปีที่ลดลง แต่สิ่งที่เราได้มา คือเวลา สำหรับไปทำอะไรที่ตัวเองอยากทำมากขึ้น เราว่าเรามีความสุขมากขึ้นกับเรื่องนี้ และมันเป็นการแลกที่คุ้มค่า

ทีนี้มาดูว่า เราทำยังไง

พี่ล่ามที่อยู่ตำแหน่งนี้ก่อนหน้าเราน่าจะค่อนข้างมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเวลา ก็เลยมีคนญีปุ่่นสั่งให้ทำตาราง record เวลาทำงาน ซึ่งไฟล์มันก็ยังอยู่ในเครื่อง แล้วช่วงทีเรียนรู้งานเราก็มีเวลาเปิดๆดู (ขอบคุณความขี้เสือกของตัวเอง)

เราก็เลยเอาตาราง Excel นั่นแหละ  มาปรับนิดหน่อยให้เข้ากับการทำงานของตัวเอง เอาความรู้เดิมจากที่เคยทำงานแผนก Training 6 เดือนมาประยุกต์ใช้ ใส่สูตร เพื่อให้มันเป็นตารางที่บันทึกการทำงานได้ง่ายที่สุด

จริงๆต้องขอบคุณที่ทำงานเก่า ตอนที่เราเป็นทั้งสตาฟและล่ามควบกัน แล้วเราทำงานไม่ทัน ก็โดนว่าเอาแรงๆว่าให้จัดลำดับความสำคัญ แต่ตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าให้ทำยังไง เค้าก็ให้เราเขียนส่งทุกวันว่าวันๆทำอะไรบ้าง เราก็เขียนส่ง แต่รู้สึกว่ามันช่างไร้ความหมาย

ทีนี้พอย้ายงาน เราก็ลองบันทึกการทำงานอีกที ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือลงเวลา ลงรายละเอียดสั้นๆว่างานอะไร จัดหมวดหมู่ ลงว่างานนี้ใครสั่ง ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง (ใส่สูตรคำนวณอัตโนมัติว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่) พอจบเดือนก็ทำสรุปออกมาเป็นกราฟ ก็จะรู้เลยว่าเดือนนี้เราแปลล่ามเยอะมั้ย ประชุมเยอะมั้ย แปลเอกสารหรือแปลเมลเยอะแค่ไหน

พอทำแบบนี้ไปสักปี เหมือนเราก็เริ่มรู้ว่า งานอะไรคือ MUDA ก็หาทางลด (อันนี้ก็แอบๆจำๆเขามาใช้ ตอนไปแปลในไลน์เราได้ยินมา)

คือบางทีมีเอกสารมาให้แปล 30 หน้า คนจะใช้เอกสารเค้าก็อ่านไม่ออก เค้าก็แค่ส่งเมลล์มาบอกว่าแปลให้หน่อย เมื่อก่อนก็ไม่รู้ นั่งตะบี้ตะบันแปลมันทั้ง 30 หน้านั้นแหละ แปลไป สุดท้ายก็รู้สึกว่า ไม่ได้มีใครสนใจจะอ่านทั้งหมดขนาดนั้น

ก็เลยเปลี่ยนใหม่ จะถามเขาว่า พี่เอาไปทำอะไรคะ แล้วเอาเมื่อไหร่

เอาไปทำอะไร ก็คือถามวัตถุประสงค์ หลายๆครั้งที่เอกสารมาเป็นสิบๆหน้าแต่คนใช้ ต้องการใช้แค่สองหน้าแรก แปลไปทั้งหมดก็เสียเปล่า เรื่องนี้มันแก้ได้ด้วยการคุยกัน สอบถามกัน

ส่วนเอาเมื่อไหร่นี่จะเป็นเรื่องการจัดลำดับความสำคัญ จัดคิวงานแปลเอกสาร

เราก็ทำตาราง excel อีกนั่นแหละ อันนี้จะเป็นแผนการแปลงาน คือไม่ได้ลงทุกอัน จะลงเฉพาะช่วงที่งานยุ่งๆ มีเอกสารต้องแปลหลายฉบับพร้อมกัน

ทีนี้พอคนมาร้องขอว่า “แปลให้หน่อย เอาด่วน” เราก็จะเปิดให้เค้าดูว่า “พี่คะ ตอนนี้มีงานมือทั้งหมดเท่านี้ พี่ด่วนกว่างานนี้รึเปล่า ถ้าด่วนกว่าจะแซงให้ค่ะ แต่ของพี่อีกคนเค้ามาก่อน พี่ไปคุยกับเค้านะคะ ว่าขอเราขอทำของพี่ก่อน เสร็จแล้วจะรีบทำของเค้าให้ ขอบคุณค่ะ”

สามปีเต็มๆที่เราทำงานที่นี่ ไม่เคยมีคำว่าแปลเอกสารไม่ทันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

คือการจะพูดว่ายุ่งๆๆๆๆๆๆ ใครๆก็พูดได้แหละ แต่แสดงให้ดูเลยมันง่ายกว่า ว่ายุ่งยังไง

พอบันทึกจนเป็นนิสัย เราก็เข้าใจสภาพการทำงานของตัวเอง  และจัดลำดับความสำคัญ จัดสรรเวลาได้ดีขึ้น

ผลลัพธ์ก็คือชั่วโมงโอทีต่อปีที่ลดลง แต่ปีนี้น่าจะสุดๆแล้วล่ะ (ไม่ใช่ไม่ทำโอทีนะ เราทำ แต่ทำเท่าที่จำเป็น)

 

2. Emotion Management – อารมณ์

ข้อนี้โดนคอมเม้นท์มาบ่อยมากเมื่อก่อน เอาจริงแก้ไปแล้ว แต่ก็ยังโดนอยู่ดี คือเป็นคนหน้าตาจริงจังอ้ะ ไม่ได้โกรธ บางทีเครียดงานตัวเองอยู่ หรือฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็ทำหน้าไม่เข้าใจ (ก็คุณพูดไม่รู้เรื่องอ้ะ จะให้แปลยังไง)

บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าควรจัดการยังไงดี แต่รู้แนๆ่อยู่อย่างหนึ่งว่ายิ้มช่วยได้ แค่เรายิ้ม เราก็จะสวยขึ้นแล้ว ก็เลยฝึกตัวเองให้ยิ้มง่ายขึ้น ยิ้มบ่อยๆ เราเรียกมันว่ารอยยิ้มเพื่อการค้า เพื่อนเราบอกว่าเรายังดีที่ตอแหลเป็น (อ้าวเพื่อนนน นี่เพื่อนไง จำไม่ได้เหรอ)

คือถ้าเรียกว่าตอแปลมันก็ดูแรงนะ จะบอกว่าฝืนก็ยังไงๆ คือจริงๆเป็นคนดาร์คอ่ะ มืดมนมาจากภายในเลย แต่งานล่ามมันคือการทังานกับคนอ่ะ มันควรจะต้องสดใสร่าเริงนิดหนึ่ง เหมือนเราเป็นดารา กล้องจับปุ๊บ ยิ้มปั๊บ อ่าฮ้าาา มืออาชีพ!

ได้เหรอ?

ไม่รู้เหมือนกัน ข้อนี้ไม่รู้เลยจริงๆ แต่รู้สึกว่าพอยิ้มแล้วอะไรๆก็ดีขึ้นนะ

สิ่งที่ทำให้ยิ้มได้มากชึ้น คือการเปลี่ยนวิธีคิิด กับแนวคิดที่บอกว่า “คนคือสภาพแวดล้อมในการทำงาน”

ถ้าเราทำหน้าบูดหน้างอ คนรอบข้ากง็พลอยไม่สบายใจ เท่ากับว่าเราเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีในที่ทำงานแล้ว แต่ถ้าเรายิ้มเก่งหน่อย สดใสร่าเริง ก็ช่วยให้บรรยากาศในการทำงานมันดีขึ้น

อันนี้ต้องขอบคุณลุงหัวหน้าเราที่เป็น Mood-maker ในทุกสถานการณ์ ลุงเป็นคนตลก ล่ามก็ต้องแปลให้ตลก ทีนี้เวลาคุยอะไรมันก็ค่อนข้างจะง่ายเลยล่ะ

 

3. Relation Management – ความสัมพันธ์

อันนี้จะคล้ายๆข้อ 2 คือพอเรายิ้มแล้วบรรยากาศในการทำงานมันก็ดี ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็ดี ทีนี้เวลาขอความช่วยเหลืออะไรมันก็ง่าย

ส่วนใหญ่ล่ามมักจะอยากได้เอกสารมากศึกษาเพื่อเตรียมตัวก่อนแปลจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันมักจะมาร้อนๆก่อนประชุมแค่ 5 นาที แหม อย่าไปว่าเขาเลย ตอนเราส่งรายงานวิจัยสมัยเรียนมหาลัย ก็งานเผาเหมือนกันนี่แหละจ้า 555+

พอเข้าใจความจริงในข้อนี้ เราก็เลยไมไ่ด้นั่งรอคนส่งเอกสารมาให้ แต่เดินไปหาเขา face to face หรือนัดเวลาถามว่าเขาพอจะว่างสักสิบห้านาทีหรือครึ่งชั่วโมงมั้ย เราไม่ได้ต้องการเอกสารที่สวยงาม หรือเป็นฉบับไฟนอล เราแค่อยากรู้ว่าเขาจะพูดเรื่องอะไร การประชุมนี้มีหัวข้อประชุมอะไรบ้าง วัตถุประสงค์ในการประชุมคืออะไร

เท่าที่ทำมา ส่วนมากทุกคนให้ความร่วมมือดีนะ มีส่วนน้อยที่จะบอกปัด เอาแต่บอกว่าไม่ว่างๆ ซึ่งคนประเภทนี้เราไม่มีอะไรจะพูดด้วย ปลงอย่างเดียวเลย

สามปีที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง มันส่งผลให้เห็นแล้วในปีที่ผ่านมานี้ ถ้ามีประชุมหรืออดิทสำคัญๆ คือเราไม่ต้องร้องขอเลย แต่คนที่เป็นคนต้องนำเสนอหรือรายงาน จะบอกคนจัดการประชุมว่านัดล่ามมาซ้อมก่อนมั้ย เห็นเราชอบอยากรู้ก่อน

คือคนที่เป็นคนรายงานเค้ารับรู้แล้วว่า ถ้าล่ามเตรียมตัวดี งานมันก็ออกมาดี เค้าก็เริ่มให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวด้วย งานเค้าก็ไม่เผา เราก็แปลได้ราบรื่น ก็วินวินกันไป อันนี้ดีใจมากที่เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานได้ อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ดีขึ้นเยอะ

พอทำงานราบรื่น ครั้งหน้าเราก็รู้สึกเป็นทีมเดียวกัน มันก็ค่อนข้างไปได้สวยเลย การทำงานในทุกๆวันก็เลยสนุกสำหรับเรา

 

4. Health Management – สุขภาพ

จริงๆอันนี้ควรจะเป็นข้อแรก แต่เราทำไม่ได้ มันหล่นมาอยู่ข้อ 4 ได้ไง ไม่น่าเลย

คือบนโลกใบนี้ทุกๆอย่างเรามีสำรองหมดแหละ ผิดพลาดอะไรมา มันยังหาทางแก้ไขได้

แต่เรามีร่างกายนี้แค่ร่างกายเดียว อวัยวะส่วนใหญ่ก็มีชิ้นเดียว ถึงจะมีสองชิ้น เช่น ไต แต่ถ้าหายไปสักข้าง การดำรงชีวิตเราก็จะยากลำบากมากขึ้น เพราะฉะนั้น อย่ากินเค็มจัดเลยนะ

คือถ้าเราป่วย ไม่ว่าจะป่วยกาย หรือป่วยใจก็ตาม มันส่งผลกระทบต่อทุกอย่างเลย เอาง่ายๆแค่ไม่สบาย เป็นหวัด ปวดหัว มีไข้ น้ำมูกไหล ไอจาม แค่อาการป่วยพื้นๆแค่นี้ ก็เล่นงานจนเราไปทำงานไม่ไหว ฝืนไปก็ทำงานได้ประสิทธิภาพไม่เท่าเดิมอ่ะ

ดังนั้นก็เลยอยากบอกทุกๆคนที่ผ่านมาอ่านว่า ดูแลสุขภาพให้ดีกันเถอะ อย่าน้อยก็พยายามนั่งหลังตรงๆ จะได้ไม่เป็นออฟฟิศซินโดรม

ป่วยมานอกจากจะเสียเวลาไปหาหมอแล้ว ยังเสียเงินค่ารักษา (ถึงจะมีประกันก็เถอะ จริงๆประกันก็มีต้นทุนนะ) แล้วพอป่วย อะไรที่เคยทำได้ดี มันจะทำไม่ได้

ข้อนี้นี่เราก็ต้องให้ความสำคัญเหมือนกัน คือในเวลางานเราค่อนข้างบริหารเวลาได้แล้ว แต่กลับบ้านมาเราทำหลายอย่างเกินไป สุขภาพเลยเริ่มแย่ เทอมหน้าเราเลยจะดร็อปที่ลงเรียนนิติแล้วล่ะ ไม่ได้เลิกนะ เรียนอยู่ แต่ช้าหน่อย เพราะเราไม่อยากอดหลับอดนอนอ่านหนังสือขนาดนั้น ปริญญาใบที่สองนี้เราเรียนเพื่อเอาความรู้ ดังนั้นมันไม่จำเป็นที่ต้องเอาสุขภาพไปแลกขนาดนั้น มันไม่คุ้มกันเลย

5. Money Management – เงิน

ข้อนี้คือใส่มาให้เลขมันสวยเฉยๆ ใครๆก็รู้แหละว่าจำเป็นต้องทำ แต่เราไม่สันทัดเรื่องการลงทุน เราเลยไม่มีอะไรจะเขียนจริงๆ ของเรานี่เน้นเรื่องของการใช้เท่าที่จำเป็นมากกว่า

แต่ปีที่แล้วก็รู้สึกว่าซื้อเลโก้ ซื้อของที่ชอบไปเยอะ ซื้อทีวีด้วย แล้วก็ไม่มีเวลาเล่น ไม่มีเวลาดู แต่อยากได้อ่ะ ก็เลยซื้อ

เลยรู้สึกว่าข้อนี้ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเริ่มซื้อของที่ซื้อมาแล้วไมไ่ด้ใช้ แปลว่ามันไม่จำเป็นไง สนองนี้ดล้วนๆเลย โขคดีหน่อยที่ชีวิตนี้ไมค่อยอยากได้อะไรแพงๆ มันเลยไม่เดือดร้อนอ่ะ เราคงไม่สามารถแนะนำอะไรเรื่องการใช้เงินของคนอื่นได้ แต่อย่างน้อยก็ควรบริหารเรื่องการลดหย่อนภาษีของตัวเองให้ดีๆก่อน

ปีนี้แหละ จะตั้งใจแล้ว

 

โว้ววว วันนี้เขียนได้ยาวจัง ถามว่าว่างเหรอมาเขียนบล็อกเนี่ย ก็ไม่ว่างหรอก

จริงๆเราลงเรียนนิติไป 3 ตัว แต่เราตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าสอบ แค่ 2 ตัว อีก 1 ตัวเก็บไว้สอบรอบสอบซ่อม เพราะเราอ่านหนังสือไม่ทันจริงๆ อันนี้ก็เป็น Time management นะ

เป็น Health management ด้วย เราอดหลับอดนอนอ่านหนังสือดึกๆไม่ไหวจริงๆ นาทีนี้ขอเลือกการนอน เป็นคำตอบสุดท้ายยยย

พอตัด(สิน)ใจ แบบนี้ได้ ก็ผ่นอคลายขึ้นเยอะเลย จากที่เครียดๆจนกล้าพูดว่าการเรียนนิติคือความเครียดเดียวในชีวิตเรา แต่พอตัดสินใจว่าจะยอมไปสอบซ่อมตัวหนึ่ง มันโล่งเลย

ก็เลยมีเวลามานั่งเขียนบล็อกนี่แหละ เราว่ามันก็คุ้มอยู่นะ

รีวิวชีวิต(การทำงาน)ปีนี้ของข้าพเจ้า

จริงๆแล้วเขียนลงเฟซบุค แต่รุ่นน้องบอกอ่านแล้วยิ้ม เลยก็อปมาแปะลงบล็อกดื้อๆเลย หากินง่ายจัง..

น้องอาจจะแค่ขำกรุบกริบกับมุกไฝแห้งก็ได้ แต่ก็ดีใจอยู่ดี

สิ่งหนึ่งที่รู้สึกอยากขอบคุณเพื่อนร่วมงานหลายๆคนในปีนี้ก็คือ การบรีฟให้ล่ามก่อน จะสั้นๆหรือยาวๆก็ได้หมดเลยค่ะ ดีกว่าปล่อยเราไปนั่งเด๋อด๋าไม่รู้อิโหน่อิเหน่คนเดียวในห้องปลาชุม🐳🐋🐬🐟🐠🐡🦈🐙🐚🦀🦐

เดี๋ยวนี้คือก่อนมีอีเว้นต์ที่สำคัญกับลูกค้า ก็มีนัดล่ามไปซ้อมก่อน อันนี้ขอบพระคุณจริงๆค่ะ มีพี่ๆหลายคนน่ารักมาก เขาเสนอเรื่องนี้เลยโดยไม่ต้องร้องขอ

ก็ดีใจที่มีวัฒนธรรมนี้เกิดขึ้น นานๆทีเราจะเจอประชุมกะทันหันสักที ไม่รู้คนอื่นเป็นยังไงบ้าง แต่โดยส่วนตัวเรา นี่เป็น condition การทำงานที่ดีที่สุดตั้งแต่เราทำมาแล้ว

มันก็ไม่ 100% หรอก แหม แก ใครมันจะไปโชคดีทุกวันล่ะจริงมั้ย? แต่ถ้าส่วนใหญ่แล้วเราจำได้แต่เรื่องดีๆ ก็แปลว่ามันดีแหละ

คือเมื่อก่อนเราชอบจำแม่นแต่เรื่องร้ายๆ เก็บมาคิดวกวนวุ่นวาย อยู่ๆก็มีเรื่องเธอรบกวนหัวใจ

พอแล้วววว จะร้องเพลงทำเตี้ยอะไร๊!?

แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่า เรื่องไม่ดีไม่ค่อยจำเท่าไหร่ ไม่ค่อยเขียนอะไรที่มันไม่ดี ไม่คิดถึง ไม่นึกถึงเลย

มีบางคนมาทำให้โกรธเหมือนกันนะ ถ้าเกิดขึ้นที่ทำงาน เราก็มักจะทำตลกกลบเกลื่อน ปนหลอกด่านิดๆ(เลว)

แต่ถ้าเกิดขึ้นกับคนรู้จัก ถ้าแบบคุยแชทไม่เห็นหน้า เราก็เลือกจะหนีมากกว่า นิ่งๆไป ไว้อารมณ์เย็นแล้วค่อยคุยน่ะ อันนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับมนุษย์หัวร้อนแบบเราเลย

ปีใหม่เรามักจะได้ขนมหรือของเล็กๆน้อยๆบ้าง ปีนี้ได้เสื้อม่อฮ่อมจากพนักงาน receiving โดยไม่รู้ตัวคนให้ด้วย

คือเราทำงานกับคนหลายคน อาจจะซื้อของให้ทุกคนไม่ไหว แต่เพื่อตอบแทนน้ำใจและความร่วมมือดีๆ จะตั้งใจเป็นทรายที่ดีขึ้น ถึงจะมีกวนตีนบ้าง (บ้างเหรอออออ นี่ใช้คำว่าบ้างเหรอ)

อันไหนที่มีข้อติมา ถ้าพิจารณาแล้วเราควรแก้ เราก็แก้ไขค่ะ จากวันนั้นที่ไปฟังประเมินมา เรายิ้มเยอะขึ้นจนเป็นอีบ้าเลย

เราได้รับเงินเดือน รอยยิ้มนี้รวมอยู่ในค่าจ้างของเราแล้ว มันคือรอยยิ้มเพื่อการค้า 5555

ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ หน้าเพือนคนหนึ่งจะลอยมา ผู้ชายด้วยนะ “(ชื่อเรา)ยังดีที่ตอแหลเป็น”

จ้ะ… 😅

จริงๆก็มีหลายอย่างที่อาจจะยังติดขัด หรืออึดอัดบ้าง แต่ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า การคุยกัน สื่อสารกัน มันจะช่วยทำให้อะไรดีขึ้นได้

อาจจะมีบางคนไม่ค่อยอยากคุยกับเราเพราะรำคาญ 5555 แต่เราก็จะยังคอยไปแหย่ให้โกรธบ้าง ไปแกล้งให้ยิ้มบ้าง ถ้าเขารำคาญก็ลดๆลงบ้าง

บางทีแหย่จนเขายิ้ม แค่มุมปากพอกรุบกริบก็ดีใจแล้วอ่ะ

ขอบคุณลุงมาก ที่สอนเราเรื่องการเป็น moodmaker
ทั้งๆที่จริงๆทักษะการเข้าสังคมเราแย่มาก คือเจอคนเยอะๆเราทำตัวไม่ถูกน่ะ โฟกัสไม่ได้ว่าควรทำตัวยังไง

INFJ – I : Introvert

เราทำแบบทดสอบ MBTI ได้ INFJ เลยอยากเขียนเกี่ยวกับ ตัว I ของตัวเองสักหน่อย

ในเอนทรี่ก่อนเขียนเกริ่นๆนำไปนิดหนึ่งแล้ว ว่ามีน้องแนะนำให้ฟัง Podcast R U OK ของ THE STANDARD ซึ่งฟังแล้วก็ชอบนะ ก็เลยอยากจะ “ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์”

แต่ด้วยความที่เราเป็น Introvert ไง มันก็เลยต้อง Deep อ่ะ มันจะไม่จบแค่กดแชร์ลิงค์

มันต้อง discussion ต่อ

รำคาญมั้ย พูดไทยคำอังกฤษคำ

เอ่อ เนื่องจากว่าเราเป็นคนอินโทรเวิร์ต มันจะต้อง ลึก มันต้องอภิปรายต่อ…

ดูฝืนๆมั้ย? บางทีก็รู้สึกว่าใช้อังกฤษเป็นธรรมชาติกว่า แต่จะให้เขียนบทความเป็นอังกฤษทั้งหมดเลยก็ไม่ไหว ก็จะเขียนไปแบบที่ตัวเองอยากเขียนก็แล้วกัน

https://thestandard.co/podcast/ruok03

นี่คือ Podcast ที่เราฟังไปเมื่อวันก่อน และมันคือตอนต่อไปของ Friday Night อาการซึมเศร้าในคืนวันศุกร์

เรามองว่าตัวเองชอบที่ทำงาน ชอบได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทำงานเก่ง พูดให้เว่อร์เลยคือเวลามีคนชมว่าทำงานดี หรือเวลา user มาขอบคุณเป็นพิเศษ อาจจะเพราะเขามารยาทดี หรือเขาอยากขอบคุณจริงๆก็ตาม ก็จะรู้สึกดีใจทุกครั้งแหละ เหมือนมีแสงแห่งความชื่นชมส่องมาที่ฉันอ่ะ

ไม่ว่าคนนั้นจะเป็น Introvert หรือ Extrovert หรือจะเป็นใครก็ตาม ขี้เกียจจะหานิยาม แต่มนุษย์ทุกคนมักจะพอใจเมื่อได้รับการยอมรับอยู่แล้วล่ะ

คือถ้าเป็นคนประเภท Extrovert การเข้าผับในคืนวันศุกร์ แฮงค์เอาท์ กินเหล้า เต้นๆ มันปลอดปล่อย มันชาร์จพลังได้หลังจากทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน

แต่กับ Introvert มันตรงข้ามไง

สิ่งที่ฮีลเราได้คือร้านที่เงียบๆสักหน่อย อาหารอร่อย เครื่องดื่มดีๆ และบทสนทนาที่เป็น Quality Time

จริงอย่างที่ใน podcast ว่าไว้เลย คือเราคุยไม่เก่งเลยเวลาอยู่ในที่คนเยอะๆ พูดอะไรก็ดูจะผิดไปเสียหมด ไม่รู้จะโฟกัสกับเรื่องอะไรดี รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันวุ่นวาย ไปห้างคนเยอะๆแล้วมันเหนื่อย วันหยุดนี่ชอบอยู่บ้าน ไม่งั้นก็เข้าห้องสมุดประชาชน

คือจริงๆชอบวงไอดอล รู้สึกมันสดใสดี แต่ถ้าไปตามอีเว้นต์ แล้วคนเยอะๆ กลับมาเราก็เหนื่อยอ่ะ

สงสัยจะชอบเป็นโซนหน้าจอมากกว่า

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาคืออยู่แต่บ้านจริงๆ ขนาดหิวยังไม่ค่อยอยากออกไปหาของกินเลย ทั้งๆที่ในบ้านก็ไม่ค่อยจะมีอะไรกินเท่าไหร่

เข้าใจนะ ที่เค้าคุยกันว่า บางคนเป็น Introvert บางคนเป็น Extrovert ได้ดี

นี่ก็เป็น มันคือสิ่งที่เรียกว่า รอยยิ้มเพื่อการค้าไง เรายิ้มเก่งมากตอนอยู่ที่ทำงานหรือตอนไปสอน มันคือการสร้างบรรยากาศดีๆ คือการทำตัวเองให้เป็นสภาพแวดล้อมดีๆที่ผู้ได้พบเห็นสบายใจอ่ะ ถ้าเปรียบกับการเป็นไอดอล ทุกการประชุม หรือทุกชั่วโมงเรียน ก็คือเวทีของเราอ่ะ มันก็ต้อง The show must go on.

โดยเฉพาะการสอน นักเรียนของเรามักจะอายุมากกว่าเรา ในชั่วโมงแรกที่ต้องสร้าง First impression เราจะพยายามเตรียมตัวมาก่อนเป็นอย่างดี เพื่อแสดงให้นักเรียนเห็นว่า คนคนนี้สามารถสอนเค้าได้จริงๆ เค้าจะได้เรียนได้อย่างสบายใจ

มันไม่ง่ายเลยนะสำหรับคนไม่กล้าแสดงออก ที่จะยืนขึ้น แล้วพูดหน้าห้อง ให้คนอื่นฟัง

แต่ในที่สุดก็ทำได้ ฝึกตัวเองมาจนทำได้ดีประมาณหนึ่ง แต่ในทางกลับกันมันก็ต้องใช้พลังงานสูงมาก กลับไปบ้านเลยชอบที่จะอยู่นิ่งๆมากกว่า

ตัวอย่างของคนแบบนี้ที่ชัดเจนที่สุดในสายตาเราคือ มิวสิค BNK48

บนเวทีน้องจะสดใส ร่าเริง ยิ้มเก่ง เต้นเต็มที่ ทำทุกเพลงให้เป็นเพลงร็อค เต้นจนหัวจะหลุดแขนจะหลุดเอาได้ น้องเป็นคุณพระอาทิตย์ที่แสนสดใสจริงๆ เป็นแหล่งฮีลลิ่งอ่ะ ออร่าของพลังมันพุ่งมากๆ ถ้าให้เราบรรยายเราคงใช้คำว่า “ร้อนแรว๊งงงงง!”

แต่พอจบการแสดง พีเ่ต๋อที่เป็นผู้กำกับสารคดี Girls don’t cry เคยกล่าวไว้ว่า

พอนอนอยู่บ้านเสาร์อาทิตย์ แล้วไปทำงานวันจันทร์ ประโยคแรกที่ลุงหัวหน้าถามเราคือ “หยุดเสาร์อาทิตย์ไปไหนมา?”

และนี่คือบทสนทนาจากสถานการณ์จริง

เรา “ไม่ได้ไปไหนเลย”
ลุงก็ “ทำไมอ่ะ??” (ลุงคือคน extrovert โคตรๆ)เรา “ก็ไม่เห็นต้องไปไหนเลย ร้อน เป็น introvert ไง ไม่อยากออกไปไหน”
ลุง “เธอกลายเป็นคุณป้าแก่ๆไปแล้วววว เออ แต่ร้อนจริง”

คือนี่ไม่เข้าใจมากว่า ทำไมคนชอบอยู่บ้าน=คนมืดมน ไม่แฮปปี้

ตอนเด็กๆไปโรงเรียน เด็กเยอะๆมารวมตัวกัน มันทำให้เราเหนื่อยนะ (ตอนนั้นแกก็เด็กโว้ย!)

สิ่งรบกวนมันเยอะไปอ่ะ เสียงดัง สีหน้าของแต่ละคน มันคือ input ปริมาณมาณมหาศาลที่เข้าสู่สมองเรา แล้วดันคิดเยอะ ต้องแปลผลเยอะ เลยเหนื่อยไง

ตอนเด็กๆเลยชอบที่จะเข้าห้องสมุด เพราะอย่างน้อยคนส่วนใหญ่ในนั้นก็พยายามอยู่เงียบๆ

แล้วก็ชอบจดจ่อกับหนังสือตรงหน้า มากกว่าจ้องหน้าคน เพราะเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราจะประหม่า ทำตัวไม่ถูก

ยังจำได้อยู่เลยว่าตอนไปสอบพูดภาษาอังกฤษตอนป.5 เราไปยืนบิดชายเสื้อให้ครูดู จนครูทักว่า “เสื้อจะขาดแล้ว”

เด็กคนนั้นนั่นแหละ ที่มาเป็นล่ามในวันนี้ หลายๆทีก็มีต้องไปยืนจับไมค์แปลต่อหน้าคนทั้งโรงงานบ้าง ยืนเผชอญหน้ากับทุกคนแล้วแปลบ้าง

คนเดียวกันกับที่ยืนสอนหน้าห้อง ต่อหน้านักเรียนในโรงเรียนสอนภาษา

แน่นอนว่าเราชอบงานเรา เพราะถ้าไม่ชอบคงเลิกทำไปแล้ว

ก็คิดว่าทำได้โอเคประมาณนึง เพราะมีนักเรียนที่ต่อคอร์สเรียนกับเราต่อ หรือบริษัทก็ยังต่อสัญญาอยู่ แปลว่าเรายังใช้งานได้ตามฟังก์ชั่นอยู่นะ

คือไม่ได้รู้สึกฝืนอะไรเวลาต้องทำตัว Extrovert แต่แค่เวลาพัก จะชอบอยู่เงียบๆมากกว่า

ชอบกินข้าวคนเดียวด้วย เพราะมีเวลาคิดอะไรมากกว่าฟังเรื่องคนอื่นน่ะ

พอเป็นแบบนี้ บางทีก็เลยถูกมองแปลกๆอยู่เหมือนกัน แต่โตมาก็ดีขึ้นนะ ไม่ใช่เราปรับตัวหรอก แต่พอโตขึ้น คนเรามีอะไรให้โฟกัสมากขึ้น ตัวตนของคนอื่นเลยจางๆไป เราเลยไม่ค่อยสะดุดตาในฐานะคนที่แตกต่างจากคนอื่นแล้วเท่านั้นเอง