ล่าม : อาชีพต้องสาปหรือพรจากพระเจ้า/ หอคอยบาเบล ตำนานการเกิดภาษา

ใจจริงตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นให้เยอะๆ แต่ช่วงนี้ชีวิตดราม่า ไม่มีอารมณ์จะสาระเท่าไหร่ เลยขอมาเล่านิทานให้ฟังสักเรื่องก็แล้วกัน

มีเรื่องเล่าขานเป็นตำนานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของภาษา อย่าถามว่าใครเล่าและเอามาจากไหน เพราะเราแค่ฟังต่อๆกันมา ตำไปเรื่อยๆ นานๆไปก็เลยกลายเป็นตำนานนนนน (ตลกไหม?)

เรื่องมันมีอยู่ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หลังจากที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ มนุษย์ก็พยายามพัฒนาตัวเองให้เจริญในทุกๆด้าน พวกเขาร่วมมือร่วมใจกัน เขียนอภิมหาโครงการเมกะโปรเจคพันล้าน เพื่อสร้างหอคอยที่สูงเทียมฟ้า สงสัยจะเก่งมาก เงินเหลือใช้เยอะมาก และว่างมาก

ว่ากันว่ามนุษย์ไม่ต้องการจะอยู่ใต้อำนาจของพระเจ้าอีกต่อไป ด้วยความเย่อหยิ่ง พวกเขาจึงได้พยายามทำตัวทัดเทียมกับพระเจ้าด้วยการสร้างหอคอยบาเบล

รูปภาพ

(Cr: ภาพจากวิกิพีเดีย)

บ้างก็ว่าพระเจ้าสาปให้พูดกันคนละภาษา สื่อสารไม่เข้าใจกัน นำไปสู่ความขัดแย้งกัน หอคอยก็เลยสร้างไม่สำเร็จ ส่วนมนุษย์ก็แตกกระจายไปตามที่ต่างๆ กลายเป็นชนชาติต่างๆที่พูดกันคนละภาษา

ถ้าอย่างนั้นล่ามก็เป็นผู้ที่อยู่กึ่งๆระหว่างผู้คนที่พูดกันไม่เข้าใจ อยู่กับธรรมชาติของคนที่พูดกันคนละภาษา ที่ย่อมไม่เข้าใจกันเป็นเรื่องธรรมดา

มองในแง่หนึ่ง เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะทำให้มนุษย์สื่อสารไม่เข้าใจกัน ดังนั้นล่ามที่พยายามฝืนข้อจำกัดในข้อนี้จึงถือเป็นบุคคลต้องสาป

พูดอะไรไปเขาก็ไม่เชื่อ ต้องทนรับความเจ็บช้ำจากคำพูดของมนุษย์ด้วยกันเอง (ฮือๆ เรื่องมันเศร้า ขอเหล้าเข้มๆ T^T )

 มองอีกแง่ อาจจะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่ทำให้มนุษย์ไม่เข้าใจกัน แต่ได้ทรงเลือกบางคนมาเป็นตัวกลางในการสื่อสารเพื่อให้พอจะเข้าใจกันได้ในบางเรื่อง แม้จะไม่ทั้งหมด แต่เพื่อให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ก็เป็นได้

ดังนั้นเวลาแปลแล้วสื่อสารไม่เข้าใจ หรือเค้าทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน ล่ามอย่างเราต้องอย่ามีอารมณ์ร่วม ให้คิดว่ามันก็เป็นเช่นนั้น ตามธรรมดาของมัน ธรรมชาติของมนุษย์ที่พูดกันคนละภาษา ย่อมเกิดความขัดแย้งอยู่แล้ว

แต่วันไหนแปลได้ เขาสื่อสารกันรู้เรื่อง ให้ยืดไว้เลย ภูมิใจมากเลยขอบอก ทำให้คนที่คุยกันไม่รู้เรื่องเข้าใจกันได้เนี่ยเจ๋งสุดๆ ดีใจจุงเบยยย เต้นฮูล่ารอบโรงงานสามรอบ(อย่าบอกว่าจะทำจริงๆนะ)

ถึงจะบอกว่าให้ยืดได้เลย แต่ยืดอยู่ในใจพอนะ ยืดออกนอกหน้าเดี๋ยวเข้าจะด่าไอ้หลงตัวเอง ยกหางตัวเองอยู่ได้

อุ๊ยตาย เหตุฉุกเฉิน ฉันต้องหยุดอู้งานแล้ว ขอจบเอนทรี่นี้ดื้อๆยังงี้นี่แหละ

บัยส์!

Advertisements

ล่ามกระบี่มือหนึ่ง: ข้าจักหาตำราครอบจักรวาลได้ที่ใด?

เมื่อกี้เช็คเมลดูเจอข้อความส่วนตัวที่ส่งมาทางเว็บ towaiwai อุ๊ยต๊ายตาย มีคนตามอ่านบล็อกเราด้วย

ดีใจปานชะนีน้อยได้แป้งตลับแรกพร้อมน้ำยาอุทัยทิพย์ฮ่ะ ขอบคุณมากค่ะสำหรับจดหมายจากแฟนๆ(?) ฉบับแรก บอกตรงๆว่าซาบซึ้งมากค่ะ

บล็อกนี้เขียนขึ้นมาเพราะมีช่วงว่างในงาน (แอบอู้นั่นแหละ รู้ๆกันอยู่เนอะ งานล่ามมันไม่ยุ่งตลอด แต่ตอนไหนยุ่งนะมึ๊งงงงง)

ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าข้อมูลใดๆในเพจนี้อ่านเอาสนุก เอาฮาพอได้ แต่หากจะนำไปใช้ในการทำงานขอให้ตรวจสอบก่อนนะคะ เพราะเราก็ไม่ได้ใช่เทพมาจุติ เข้าขั้นล่ามกากๆด้วยซ้ำค่ะ

หากพบข้อผิดพลาดใดๆเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นในบล็อกนี้ บอกเราด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้เราจมปลักรักเธออยู่แบบนี้เลย(แหวะ) แค่นี้เขาบนหัวอิชั้นก็จะชนกันทุกวันอยู่แล้วค่ะ

พูดถึงเรื่องล่ามเทพ วันก่อนเห็นประกาศรับสมัครล่ามของบริษัทแห่งหนึ่งที่ลงในเว็บ towaiwai

(หากินแต่กับเว็บนี้แหละค่ะ เวลางานไม่ยุ่งก็เปิดเล่นๆ เครียดๆก็เหมือนมีคนหัวอกเดียวกันอยู่ในนั้น)

หัวข้อ : บ.ญี่ปุ่นใจกลางกรุงเทพ รับล่ามไทย-ญี่ปุ่นระดับกระบี่มือหนึ่ง เงินเดือนเจรจากันได้ ส่งประวัติด่วน

อุแม่เจ้า O_o!! กระบี่มือหนึ่ง! จะเอาไปดวลกับใครคะ? นี่ฉันต้องไปเล่นหนังจีนรึเปล่า?

นี่เป็นตัวอย่างที่จะถ่ายทอดลักษณะการทำงานของล่ามได้เป็นอย่างดี

พอได้ยินปุ๊บเราก็เกิดคำถามในใจทันที กระบี่มือหนึ่ง ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไรอ่ะ?

.

.

.

เปิดพจนานุกรมไปก็ไม่เจอหรอก ไม่เชื่อก็ลองเปิดดูสิ

เอาอีนี่ก่อนเลย google translate อิอับดุล กูรู้! ถามได้ตอบได้ ที่พึ่งยามยากเวลามีงานแปลเอกสารด่วนๆมาให้เผา

เสิร์ช “กระบี่มือหนึ่ง” มันแปลให้โดยแปลกระบี่คำเดียวว่า フラット flat

อัลไลของเมิง?

ไหนลองแยกคำซิ “กระบี่ [Enter] มือหนึ่ง”

ดูสิ่งที่กูเกิ้ลบอกฉันสิ

クラビ คุระบิ จังหวัดกระบี่?

新しい ใหม่ (อ่อ มือหนึ่ง แปลว่าใหม่ แหม.. ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย)

กูเกิ้ลแม่มเชื่อไม่ได้ ว่าแล้วไปเปิด JTDic ที่ไว้วางใจได้ของเราดีกว่า

剣 けん ดาบ กระบี่

サーベル กระบี่

มือหนึ่งนี่คงไม่มีใครแปลว่า 一番目の手 หรอกเนอะ

เห็นมั้ยคะว่าในบางสถานการณ์ การดำน้ำบุ๋งๆแปลตรงตัวไปเรื่อยๆอาจไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะสื่อก่อน

กระบี่มือหนึ่ง เท่าที่เคยดูหนังจีนมามันจะประมาณว่า มีฝีมือยอดเยี่ยมเหนือใคร แบบว่าอีนี่อ่ะเก่งที่สุดในยุทธภพแล้วล่ะ สรุปง่ายๆคือเขาต้องการล่ามที่เก่งมากๆนั่นเอง (อยากได้คนที่เก่งที่สุดเบยแจ้)

สำหรับคนที่เป็นล่ามอยู่หรือเคยเป็นล่าม คงจะเคยเจอปัญหาในลักษณะนี้

คนไทยพูดอะไรวะ? แค่ภาษาไทยกุยังไม่เข้าใจเลยค่ะ ขืนแปลตรงๆออกไปญี่ปุ่นต้องงงแน่ๆ

ถ้าการแปลแบบตรงตัวคำต่อคำมันเวิร์คจริงๆ ป่านนี้ทุกคนคงใช้ google translate หมดแล้วย่ะ ไม่มาจ้างล่ามให้เปลืองเงินหรอกย่ะ

เพราะฉะนั้นเวลาเจอคนไทยพูดอะไรแปลกๆ หรือพูดอะไรยากๆ ให้กราบขอบคุณเค้าในใจที่ทำให้หนูมีงานทำ มีเงินเดือน มีข้าวกิน (นี่กุโลกสวยไปป่าววะ?)

ความคาดหวังที่คนส่วนใหญ่มีต่อล่าม = แปลได้ทุกสิ่งครอบจักรวาล

ความเป็นจริง = กุจะไปตรัสรู้กับเมิงเหรอคะ? ห่านนนนนน!!!!

แต่เอาน่ะ ถึงอย่างไรมันก็คืองาน ดังนั้นคุณสมบัติที่ล่ามควรมีก็คือ

– มีความสามารถในการทำความเข้าใจสูง

คือต้องรู้ว่าผู้พูดต้องการจะสื่ออะไร ถึงแม้เค้าจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆก็ตาม (หลายคนคงเบะปาก แม่ม กุจะไปรู้ได้ไงวะคะ) ถ้าเราไม่รู้ก็ต้องถามค่ะ ถามเค้าเลยว่าเค้าต้องการอะไร แต่มันก็มีบางกรณีที่บางคนใช้ล่ามไม่เป็น พอล่ามถาม ก็จะได้คำตอบพร้อมท่าทางสุดแสนรำคาญว่า “ก็แปลๆไปตามที่พูดเหอะน่า” หนักหน่อยก็ “มีหน้าที่แปลก็แปลไป” หรือแบบที่พบเจอได้บ่อยๆคือมองด้วยสายตา ประมาณว่า “อะไรยะ แค่นี้ก็ไม่รู้เหรอ”

โพ่งงงงงงงงงสิคะ ถ้ารุ้ทุกเรื่องกุก็ไม่มาเป็นล่ามหรอกค่ะ

เจอแบบนี้ก็ตัวใครตัวมัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันเอาเองละกัน

ไม่ช่ายยยย ไม่บอกใช่มั้ย ด้ายยยยยย เตรียมตัวเองก็ด้ายยยย อาวุธของเราคือปากค่ะ ถามผู้รู้ค่ะ คนนี้ไม่บอกก็ถามคนอื่น ถ้าเขาให้เดินในไลน์ได้ก็ลงไปถาม ไปศึกษางานในไลน์ หาคำตอบที่สงสัย สะสมความรู้ไปเรื่อยๆแล้วจากความไม่รู้ก็จะค่อยๆรู้มากขึ้นเอง

ถ้าต้องเข้าประชุมหรือแปลเกี่ยวกับอะไร หากมีเวลาก็เดาๆว่ามันน่าจะมีหัวข้ออะไรที่ต้องแปลบ้าง หาคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องเตรียมๆเอาไว้ อาจจะไม่ได้ใช้จริง แต่มันจะช่วยลดความตื่นเต้นได้

แต่บางคนก็พูดอะไรที่มันเข้าใจยากจริงๆนะ ถ้าแปลยาก แปลไม่ได้จริงๆ ให้ขอบคุณเค้าในใจค่ะ ขอบคุณอีกครั้ง ที่ทำให้หนูมีข้าวกิน มีเงินเดือนใช้ วันนี้ทำไม่ได้ไม่เป็นไร วันหน้าข้าจักต้องแปลให้ได้ว้อยยยย ฮือๆๆ ร้องไห้แพพ ซาบซึ้งมากกกกก

การเป็นตัวกลางระหว่างสองภาษา ล่ามควรมีความเข้าใจในภาษาต้นทางและภาษาปลายทางเป็นอย่างดี จึงจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้ดี เผลอๆอาจจะต้องรู้ภาษากลางทางด้วย ก็แหม ชอบทับศัพท์อังกฤษกันเหลือเกิน พูดประโยคแรกทับศัพท์ พูดประโยคสองเอาภาษาไทย สงสารสมงสมองกุบ้าง เปลี่ยนโหมดตามไม่ทันวุ้ย ไม่ใช่คอมพิวเตอร์นะยะ จะได้กดตัวหนอนแล้วเปลี่ยนภาษาได้ปุ๊บปั๊บน่ะ

เป็นไงคะ? อ่านแล้วยังคิดว่าเป็นงานสบายๆรายได้ดีอยู่มั้ย?

ที่เราเขียนเอนทรี่นี้ไม่ใช่ว่าเสียอกเสียใจ ตีโพยตีพายอยากระบายความอัดอั้นตันใจอะไรหรอกค่ะ แค่อยากให้คนทั่วๆไปเข้าใจหัวอกล่ามบ้าง ว่าอาชีพนี้มันมีความยากในตัวของมัน ไม่ใช่ว่าแค่พูดๆแปลๆแล้วก็ได้เงินเดือนเยอะๆมันเป็นอาชีพที่ต้องใช้ไหวพริบและทักษะอย่างมาก และมีความกดดันสูง อีกอย่างก็ไม่ค่อยมีความก้าวหน้าด้วย เงินเดือนที่เห็นว่าสูง แป๊บเดียวเดี๋ยวก็ตันแล้ว
เห็นน้องๆเด็กๆสมัยนี้อยากเป็นล่ามกันเยอะ อาจจะเป็นเพราะผลตอบแทนมันล่อตาล่อใจ หรือเรียนเอกญี่ปุ่นมาไม่รู้จะไปทำอะไรดี ก็เลยอยากจะให้ข้อมูลเอาไว้ประกอบการตัดสินใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช้วิจารณญาณเอาเองค่ะ ถ้าอ่านแล้วคิดว่าชอบ อยากทำอาชีพนี้ ก็ลองดูค่ะ ลุยเลย

หากอยากเข้าใจหัวอกของล่าม เชิญเพจ ล่ามน้องต่าย ค่ะ โดนใจอย่างแรงเลยจ้า โฆษณาให้ฟรีๆเพราะพี่ชอบมว๊ากกกกกกก

คุณต้องซ้อมๆๆๆๆ

วันนี้อ่านเจอในหนังสือกุญแจ 500 ว่า
書く力をつけたいのなら、毎日、日記をつけることだ。
ถ้าอยากเสริมสร้างความสามารถในการเขียน จงเขียนไดอารี่ทุกวัน
จำได้ว่าหัดเขียนไดอารี่ตามคำแนะนำของรุ่นพี่คนหนึ่ง เขียนอยู่หลายปีจนสมุดหมดไปหลายเล่ม แต่พอเริ่มเรียนมหาลัยก็ค่อยๆเขียนน้อยลง พอทำงาน ก็กลายเป็นเลิกเขียนไปเลย

ก่อนหน้านี้มีปัญหาเครียดกับเรื่องงาน พอดีรุ่นพี่คนนี้ขอให้ช่วยเขียนจดหมายเป็นภาษาญี่ปุ่นให้หน่อย ก็เลยใช้โอกาสนี้พิมพ์อีเมลคุยกับเค้าซะยาวเหยียด อารมณ์ระบายความในใจเรานั่นแหละ ซึ่งพี่เค้าก็รับฟังและให้คำตอบที่ใส่ใจมากๆ
เราบอกไปว่าอยากเป็นนักเขียน เขาบอกให้เราเลิก close แล้ว open ซะ อยากทำอะไรลงมือทำเลย

แต่เราก็รู้ว่าการนั่งมโนแล้วเขียนน่ะมันไม่ทำให้งานเราออกมาดีหรอก
อีกอย่าง เราไม่เก่งพอ ช้อมูลไม่ปึ้กพอ ทักษะไม่พอ (นี่ไง ความคิดของคนที่ close แบบสุดๆ คือติดอยู่ในกรงห้องสี่เหลี่ยมที่ขังชีวิตตัวเองไว้นานแล้ว ย้ายร่างกายก็แค่บ้านกับที่ทำงาน)

เราปิดตัวเองมานานแค่ไหนแล้วนะ? ชีวิตที่ไม่เคยมองท้องฟ้า มองดาวด้วยอารมณ์สบายใจ ไปทะเลก็เพิ่งไปมา แต่เป็นคนจัดท่องเที่ยวบริษัท ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายอะไร หนังสือก็ไม่ค่อยได้อ่าน อ่านแต่ตังหนังสือแสงในคอมเอา

เราเริ่มทนกับชีวิตแบบนี้ไม่ไหว อยากลาออกจากงานบ่อยๆแต่ก็หายใจลึกๆ พยายามอดทน เพราะมีเป้าหมายในใจอยู่ หยุดตอนนี้ก็เหมือนแพ้ ไม่อยากจะรู้สึกอย่างนั้นก็เลยต้องอดทนต่อไป

แต่การลงมือทำ มันทำให้เราคืบหน้าจริงๆนะ ดีกว่าหาขออ้างนู่นนี่ เอาแต่พูดว่าไม่ก็เท่ากับยืนอยู่ที่เดิม แต่ถ้าเริ่มลงมือทำ ก็กำไรแล้ว

เอาง่ายๆ เราเกลียดการอ่านหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก ซื้อมากี่เล่มๆ ใหม่เอี่ยม สภาพดีสุดๆ เรียกว่าไม่เคยเปิดเลย
อย่างกุญแจ 500 เนี่ย ซื้อตั้งแต่เป็นฉบับเก่า อ่านไม่จบก็ทำหาย
เลยไปซื้อฉบับปรับปรุงใหม่มา วางทิ้งไว้เป็นปีๆ เพิ่งหยิบเอามาอ่านเมื่อปีที่แล้วนี้เอง

แต่เราอ่านวันละบท วันไหนยุ่งจริงๆก็ไม่ได้อ่าน วันไหนขี้เกียจก็อ่านข้ามๆ
เชื่อมั้ย เราอ่านจบบทที่ 28 เมื่อกี้เอง (หนังสือมี 30 บท)
เอาจริงๆจำอะไรไม่ได้หรอก อ่านแบบผ่านๆจริงๆ แต่พอได้เห็นว่า เฮ้ย เรากำลังจะอ่านมันจบเล่มแล้วนะ มันดีใจน่ะ รอบนี้ไม่เข้าใจ ก็อ่านใหม่อีกรอบ ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็อ่านใหม่อีกรอบ

เราชอบสอนคนอื่นว่า มืด 7 สว่าง 7 อาจารย์สอนกฎหมายที่มหาลัยเคยสอนมา ว่าถ้าอ่าน7รอบแล้วยังมืดอยู่ ให้อ่านอีก7รอบ
สอนคนอื่น แต่ตัวเองไม่เคยทำ ส่วนมากอ่านรอบเดียว อ่านไม่จบด้วยซ้ำ แต่เราชอบจดโน้ตน่ะ แก้ง่วงดี แต่พอเรียนเยอะๆ มาจดโน้ตก่อนสอบวันเดียวมันก็ไม่ทัน กลายเป็นอ่านไม่จบ ก็เลยทำได้ไม่ดีพอ

ไม่ได้อยากเก่งเพื่อเอาชนะใคร แต่ไม่พอใจที่ตัวเองขี้เกียจ อยากเอาชนะตัวเองให้ได้