[ภาษาญี่ปุ่น] ว่าด้วยเรื่องการลา

ปกติแล้วเวลาเข้าไปเป็นล่าม เรื่องทั่วไปที่ต้องเจอในชีวิตประจำวันก็คือการลา

คนไทยมักชอบบอกว่า นาย ก นาย ข นาย ค ลานะ ไม่มานะ เมียป่วย ลูกคลอด หมาหาย ทะเลาะกับสามี อะไรก็ว่าไป

แต่ในระเบียบบริษัทจะมีวันลาประเภทต่างๆอยู่  ที่เอ็งไม่มา เอ็งป่วยเนี่ย เอ็งจะใช้พักร้อน หรือว่าจะใช้เป็นลาป่วยล่ะ หืม?

ไม่มีใครบอก บางทีบอกแค่ว่าไม่มา ไม่บอกเหตุผลด้วยว่าลาอะไร แต่เวลาไปบอกนาย เราต้องบอกด้วยว่าเค้าลาอะไร กรรมกู๊! จะไปตรัสรู้มั้ยวะ?

อย่ากระนั้นเลยเรามาเรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับการลาต่างๆดีกว่า เห็นคนถามไว้ใน http://towaiwai.com/index.php?topic=5690.0 เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยคัดลอกมา

ลาบวช 出家休暇 (しゅっけきゅうか)

ลาคลอด 出産休暇 (しゅっさんきゅうか)

ลางานศพ 服喪休暇 (ふくもきゅうか)

ลาทำหมัน 不妊手術休暇 (ふにんしゅじゅつきゅうか)

ข้อนี้เรายังสงสัยว่า 断種手術 กับ 不妊手術 ต่างกันยังไง ก็เลยไปดูในกฎหมายแรงงานมา

มาตรา 33 ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้และมีสิทธิลา เนื่องจากการทำหมันตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง กำหนดและออกใบรับรอง
第33条 労働者は不妊治療手術を受けるための休暇を取る権利を持ち、西洋第1級医師または政府医療機関の医師が定める期間の不妊治療手術休暇を取る権利を持つ。これについて西洋第1級医師が証明書を発行する。(http://jtfreelanceinterpreter.wordpress.com/)

กฎหมายเขาใช้คำว่า 不妊治療手術 ふにんちりょうしゅじゅつ การผ่าตัดทำหมัน

ลาคลอด 産休休暇 (さんきゅうきゅうか)

ลากิจ 私用休暇 (しようきゅうか)

พักร้อน 有給休暇 (ゆうきゅうきゅうか)

แลกเปลี่ยนวันหยุด 代休 (だいきゅう)

วันหยุดชดเชย 振替え (ふりかえ)

ในเรื่องของวันลานั้น บางบริษัทก็ให้สิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้างแตกต่างกันไป

ที่เก่าเราลากิจแบบไม่หักเงินได้ 6 วัน

แต่ที่ใหม่ ลากิจได้แค่ 3 วัน (แต่มีลากิจพิเศษ เช่น ลาแต่งงาน ลาไปงานศพ ลารับปริญญา ลาน้ำท่วม ให้นับเป็นกิจพิเศษและไม่หักเงิน)

ส่วนวันพักร้อนนี่ให้เหมือนกันคือ ไม่ครบปียังไม่ได้ ปีถัดไปจะได้ตามสัดส่วนการทำงานในปีที่ผ่านมา

กฎหมายเขียนเรื่องการลาพักร้อนไว้ว่า

มาตรา 30 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมี สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงานโดยให้ นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือ กำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน
第30条 1年間勤続した労働者は年に6日以上の年次休暇(annual leave)を取る権利があり、使用者はその休暇を事前に決定するか、使用者と労働者の合意に従ってそれを決定しなければならない。
ในปีต่อมานายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ ลูกจ้างมากกว่าหกวันทำงานก็ได้
翌年、使用者はその労働者に7日以上の年次休暇を決定できる。
ในายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อน วันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้
使用者と労働者は事前合意により、その年に取らない年休を貯めて翌年に持ち越し、翌年分と合わせて取ってもよい。
สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนด วันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้
勤続1年未満の労働者については、使用者は日数に応じて労働者の年休を決定する。

จริงๆแล้วเราไม่แม่นเรื่องนี้เท่าไหร่เพราะไม่ได้เป็นฝ่ายบุคคล แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์เลยรวบรวมเอาไว้เผื่อวันหลังตัวเองมาอ่าน

Advertisements

06 ยังคงอยู่ที่เรื่องของแรงบันดาลใจ

เราเคยพูดถึงอาจารย์ที่เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาญี่ปุ่นของเรา

อาจารย์กลับญีปุ่นตอนเราอยู่ปีสามหรือปีสี่นี่แหละ หลังจากนั้นเราก็ไปญี่ปุ่น แต่ไมไ่ด้เจออาจารย์เลยเพราะอาจารย์อยู่โตเกียว แต่เราอยู่โอซาก้า

แต่เราก็ติดต่ออาจารย์ทางเมลล์ตลอด ไม่มาก ไม่บ่อย แต่ไม่หาย

เมื่อวานเพิ่งไปเจออาจารย์มา อาจารย์มาไทยประมาณ 3-4 วัน

อาจารย์อยากไป Terminal 21 กับร้านจิม ทอมป์สัน

ก่อนหน้านั้นคุยกันทางเมลล์ไว้ อาจารย์ถามว่าอยากได้ของฝากอะไรมั้ย

เราเลยบอกว่าขอแค่มุกิชา(ชาข้าวบาร์เล่ย์) เอาัอันถูกๆ 54 ถุง ไม่เกิน 200 เยนก็พอแล้ว เบาและถูกดี

ของฝากจากญี่ปุ่นเราไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรอก แต่เรามีของที่เราอยากได้จากอาจารย์ คือหนังสือสอบวัดระดับ

ถ้าอาจารย์ให้หนังสือ เราคงอยากอ่านมากขึ้น

ปรากฏว่าอาจารย์ซื้อมาให้ตั้งสามเล่ม และหนึ่งในนั้นมีเล่มที่มีชื่ออาจารย์เป็นผู้แต่งด้วย เรางี้กรี๊ดสลบ แต่กรี๊ดอยู่ในใจนะ

ตอนเจออาจารย์ อาจารย์ก็กอดเบาๆ เราก็แตะๆแบบสุภาพ คือเราไม่ค่อยบ้าดารานักร้องนะ ยกเว้น SNSD 

เรามากรี๊ดคนในชีวิตจริงมากกว่า ซึ่งอาจารย์คนนี้เรากรี๊ดสุดๆ กรี๊ดมาตั้งนานแล้ว

เราขออาจารย์ชวนเพื่อนมาด้วย ก็เลยนัดเพื่อนไว้ที่เทอร์มินัล ดูอาจารย์มีความสุขกับการถ่ายรูป และได้เจอนักเรียนที่จบมาทำงานแล้ว

อาจารย์บอกว่ารู้สึกว่าดีจังที่เลือกเป็นครู เราก็บอกว่าขอบคุณอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่นเรา เราเลยมีวันนี้ได้

อาจารย์พูดเรื่องแต่งงาน ว่าอยากแต่งงาน แต่ดูๆแล้วคงจะยากนะ อาจารย์ดูยุ่งๆ

เราเลยบอกให้อาจารย์มาเลี้ยงแมวและทำความสะอาดให้บ้านเรา อิอิ

ช่างเป็นลูกศิษย์ที่กวนตีนจริงๆ ก็แซวๆอาจารย์เรื่องแต่งงานเรื่องอายุบ้าง

หลังจากนั้นเราให้เพื่อนพาอาจารย์ไปลานเบียร์ ส่วนเราก็ไปรับแมวมาเลี้ยง

เป็นหนึ่งวันที่มีความสุขจริงๆ

05 ความพอดีอยู่ทีไ่หน

เมื่อวานไปซื้อของให้บริษัท ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงก็กลับมาได้ ออกไปตอน 11.00 กลับมา 12.00 เที่ยงพอดี กำลังจะไปกินข้าว

คือตอนซื้อของกุสปีดเร็วกว่านรกมากนะ แบบว่าวิ่งๆไม่ใช่แค่ที่เดียว มันช้าที่แคชเชียร์โลตัสกับออกใบกำกับภาษีนี่แหละ

สัส! ยังไม่ทันได้นั่งเลยนายเรียกให้ไปแปล แปลอีกครึ่งชั่วโมง หนีมากินข้าวสิบห้านาที คือแบบกุกินข้าวกับคนอื่นไง มันต้องกินพร้อมกัน เค้าเลยแบ่งข้าวไว้ให้ อนาถสัส

กินข้าวเสร็จในสิบห้านาที ล้างจานเอามาเก็บยังไม่ทันได้กินน้ำ แม่งนายวิ่งสวนออกมายังเคี้ยวข้าวอยู่ ต้องวิ่งตามมันออกไปแปล

นี่เวลาพักกุนะเฟ้ย ไอ้!@#$%^&* 

เอาเหอะ เคสนี้งานด่วนจริง ยุ่งก็ต้องทน ทำใจๆ

คือตอนยุ่งแม่งก็ยุ่งชนิดว่าจะไปขี้ยังไมไ่ด้

แต่ตอนว่างนี่นั่งไปเหอะ หาวแล้วหาวอีก คนอื่นก็ชอบคิดว่ากุว่าง เลยเอางานอื่นมาให้ทำ พอทำงานอื่นแล้วงานล่ามเข้าเยอะๆนี่แม่งนรกโคตรๆอ่ะ

เป็นอาชีพที่แม่งคิดอะไรเองไม่ได้ ต้องเก่ง ต้องรู้ทุกเรื่อง และไม่มีความพอดีอะไรเลย

ทำไมถึงทำอาชีพนี้ ส่วนใหญ่กุว่าไม่ใช่ใจรักหรอก

อยากได้ตังค์ ถ้ามีรุ่นน้องมาถามเรื่องอยากเป็นล่ามงั้นงี้กุจะตอบเลยกุไม่ได้อยากเป็น กุอยากได้เงินค่ะ

พี่ที๋โรงงานเห็นเราก็บอกว่าจะให้ลูกเรียนภาษาญี่ปุ่น

มองภายนอกก็ดีนะอาชีพนี้ แต่แม่งแอบเสียสุขภาพกายและสุขภาพจิตเบาๆ

มีปัญหามากก็เรื่องเวลากับเนื้อหางานนี่แหละ

เมื่อวานยุ่งแทบตาย วันนี้กุนั่งว่างอ่านตำนานกรีกจนจบอ่ะคิดดู

04 การสอบวัดระดับ N1 ครั้งแรก

ขอบอกเลยว่าชีวิตที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมาเนี่ย ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะสอบ N1 ตั้งใจเอาไว้ว่า เอาแค่ระดับ 2 (ตอนนั้นยังเป็นระบบเก่าอยู่) ก็พอแล้ว

สอบได้ระดับ 3 ตั้งแต่ม.ปลาย พอเข้ามหาลัย อาจารย์ก็ไซโคให้สอบระดับ 2 ไอ้เราก็สอบๆไป

สอบครั้งแรกพูดได้เต็มปากเลยว่ากามั่ว คะแนนก็ออกมามั่วๆสมกับระดับความกลวงในสติปัญญา

ผลออกมาก็สอบตก ไม่ได้นิคิว(ระดับ 2) แต่ได้ซุยกิว(ควาย)มาแทน

สอบระดับ2 ครั้งที่ 2 ก็ยังรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ ได้คะแนนเพิ่มมาหน่อยหนึ่ง ไม่ได้อ่านหนังสือเหมือนเดิม

สอบครั้งที่ 3 เริ่มอ่านแล้ว แต่อ่านน้อยไปหน่อย ได้แค่เกือบผ่าน บริจาคเงินมันทุกปีเพราะอาจารย์ชอบไซโคให้สอบ

พอขึ้นปี 4 ไม่สอบแล้ว ไปญี่ปุ่นดีกว่า กลับมาก็สอบ ผ่านแล้วก็ทำงาน ทำงานแล้วก็ไม่สอบไปปีนึง

(จริงๆถ้าตั้งใจอ่านหนังสือ สอบสัก 2 ครั้งก็น่าจะผ่านแล้วนะ ที่ตัวเองไม่ผ่านเพราะคิดว่าไม่ได้ตั้งใจให้มากพอ)

แล้วก็มีครั้งนี้แหละที่เริ่มสอบ N1 ครั้งแรก ตอนแรกคิดว่าเอาแค่ N2 ก็พอแล้ว
แต่ตอนไปทำงานพิเศษที่ญีปุ่น ซุปเปอร์ไวเซอร์ถามว่า “หา? นี่เธอยังไม่ได้ N2 อีกเหรอ แล้ว N1 ล่ะไม่สอบเหรอ?”

ห่านนนน ตอนนั้นให้กุอยู่หลังร้าน ล้างจานทั้งวัน เมิงจะเอาใบวัดระดับไปทำไม

เอาวะ เผื่อเค้าถาม เออ ตูจะสอบจนมันหมดแหละ ผ่านเมื่อไหร่จะได้รู้สึกเหมือนบรรลุอะไรสักอย่าง

แต่เป็นคนที่ถ้าอยู่เฉยๆจะไม่ทำไง จะไม่ขยันด้วยตัวเอง ก็ต้องหาแรงบันดาลใจ

เลยไปสัญญาไว้กับเพื่อนคนญี่ปุ่นที่สนิทกัน ว่าฉันจะสอบ N1 ให้ได้นะ (เพื่อนคนนี้ทำงานร้านอาหาร แต่ก็เป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นให้คนต่างชาติด้วย)

เอาวะ สัญญาแล้วก็ต้องทำ มันก็เลยทำให้สมัครและไปสอบในครั้งนี้

ถามว่าทำได้มั้ย ก็ไม่เชิงหรอก แต่ก็พยายามอ่านทั้งหมด และไม่หลับด้วย

ต่างจากตอนที่สอบ N2 ครั้งแรก ไม่เข้าใจ ไม่อ่าน มั่วหมดเลย หลับด้วย

คิดว่าผลครั้งนี้ก็คงไม่ผ่าน แต่ก็ได้พยายามแล้ว เข้าใจดีว่าความรู้ที่ตัวเองมีตอนนี้ยังไม่พอ

ก็จะพยายามสะสมความรู้ไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีเวลาตั้งใจอ่านหนังสือจริงจังเท่าไหร่

ไหนจะทำงานประจำ ไหนจะแปลงาน แต่มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างหรอกนะ ยังไงก็ควรจะอ่านหนังสือแหละ

ก็สอบมันไปเรื่อยๆสักปีละครั้ง วันใดความรู้ในสมองน้อยๆของเราพอเมื่อไหร่ก็คงจะผ่านเองแหละ

จากคนที่ไม่ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะชอบ เรียนมาจนถึงทุกวันนี้ก็ดีใจแล้วล่ะ

เราคงไม่เอาสิ่งที่เรารักมาเป็นงาน เพราะกลัวเราจะสูญเสียสิ่งที่เรารักไป เพราะขึ้นชื่อว่างานมันก็ไม่สนุกหรอก

แต่เราก็พยายามอยู่กับงานของตัวเองให้ได้ พยายามไม่เกลียด คิดซะว่ามันเป็นงาน เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ

พอกลับถึงบ้านก็โยนมันทิ้งไว้หน้าประตู แล้วก็ไปทำสิ่งที่เรารัก

เช้ามาก็เอางานมาใส่หัวใหม่ วนลูปไปเรื่อยๆแบบนี้จนกว่าเราจะเจอหนทางที่ดีกว่านี้ในการใช้ชีวิต

พอมามองย้อนกลับไป เออ เราว่าตัวเองดีขึ้นนะ จากคนไม่พยายาม ไม่เอาอะไรสักอย่างทำตามใจตัวเองทุกอย่าง

มาทำสิ่งที่ควรทำ ทำหน้าที่ อดทนทำสิ่งที่ไม่ชอบเพราะคำว่าความรับผิดชอบ

นี่ล่ะมั้งสิ่งที่เรียกว่าความเป็นผู้ใหญ่ที่ตอนเราเป็นเด็กเราพยายามโยนมันทิ้งให้ไกลที่สุด

แต่ตอนนี้หมดเวลาหนีแล้ว ปัญหาแบบผู้ใหญ่ๆรุมล้อมเราไว้ทุกด้านแล้ว

หนีไม่ไ่ด้ก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน!