[ภาษาอังกฤษ] วิธีทำ TOEIC ฉบับคนขี้เกียจ: 795 โดยไม่อ่านหนังสือเลยสักเล่มเดียว

สวัสดีค่ะ วันนี้มาแปลก เขียนเรื่องภาษาอังกฤษ แต่พล่ามยาวๆตามสไตล์เหมือนเดิมนะคะ

ทำไมต้องเขียน? ทำไมล่ามภาษาญี่ปุ่นต้องรู้ภาษาอังกฤษ?

เคยเจอคนไทยชอบพูดไทยคำอังกฤษคำมั้ยคะ

หรือเคยเจอที่เวลาเราแปลไม่ได้ แล้วเค้าพูดภาษาอังกฤษกัน รู้สึกแย่ใช่มั้ยคะ

หรือเคยเจอ เราก็แปลได้นะ แต่เค้าก็พยายามจะพูดภาษาอังกฤษกัน (กุทำไรผิดง่าาาาาาา)

ท่ามกลางกระแส AEC ABC…XYZ อะไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษาอังกฤษถูกให้ความสำคัญมานานแล้ว ไม่ใช่แค่คุณสมบัติที่เป็น PLUS – ข้อดี แต่มันคือ MUST –  คุณสมบัติที่ต้องมี

เอนทรี่นี้ไม่ได้สอนวิธีทำโทอิคให้ได้คะแนนสูงๆค่ะ เพราะเห็นมีคนสอนเยอะแล้ว กระทู้แนะนำในพันทิปก็เยอะแยะไป เราก็อ่านค่ะ แต่เราขี้เกียจไง เราทำไม่ได้ รู้ว่าซื้อหนังสือมาตัวเองก็ไม่อ่าน เลยไม่ซื้อ แล้วก็ไม่อ่านด้วย

เออ ดี! ขอให้แกเจริญๆเถอะ!

แต่เราก็ไม่ได้นั่งๆนอนๆแล้วคะแนนมันก็มาเองนะคะ เราใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ค่ะ ของฟรีและดียังมีในโลกค่ะ

เราฟัง 6 Minute English from BBC learning English dot com! ค่ะ

ลายแทงตามลิงค์ด้านล่างเลยค่ะ

http://www.bbc.co.uk/worldservice/learningenglish/general/sixminute/

เข้าไปในเว็บจะมีเรื่องสนุกๆให้เลือกฟัง เรื่องละประมาณ 6 นาที มีคำถาม 1 ข้อให้ทายเล่นๆ ถ้าดูในเว็บคุณสามารถฟังและดาวน์โหลดสคริปมาดูได้

หรือถ้าใครไม่สะดวกเปิดหน้าเว็บ เข้า App Podcast แล้ว Subscribe ไปฟังกันได้ค่ะ

แค่วันละ 6 นาที เราไม่ได้ฟังทุกวันด้วย ส่วนมากจะฟังก่อนนอนเป็นบางวัน ฟังเล่นๆ ฟังเรื่อยๆไม่จริงจัง เราฟังประมาณ 2 เดือนค่ะ ฟังเฉลี่ยอาทิตย์ละครั้งด้วยซ้ำ ที่ฟังไม่ใช่เพราะขยันค่ะ แค่ฟังไปเรื่อยๆแล้วมันเพลินๆ เปิดฟังแล้วหลับไปก็บ่อย (ก็ทำงานมันเหนื่อยนี่นา)

และนี่คือผลที่ได้

photo

ตอนเห็นคะแนนเราตกใจมาก! เพราะปกติเวลาเราทำ mocking test ใน Nintendo DS เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วเราไม่เคยได้เยอะขนาดนี้ หรือที่ทำ test ใน App ฟรี ก็ไม่เคยได้มากเท่านี้ ปกติเราจะได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500-600 คะแนน

สำหรับคนอื่นมันอาจจะไม่ได้มากมายอะไร เพราะเราเคยเห็นคนได้ 900 up หลายคน แต่สำหรับคนขี้เกียจอย่างเราถือว่ามากค่ะสำหรับการสอบครั้งแรกที่ไม่ได้อ่านหนังสือเลย เราแค่ฟัง Podcast ฟรีในอินเตอร์เน็ต

เครื่องมืออีกตัวที่เราใช้ก็คือ App ฟรี เสิร์ชว่า TOEIC แล้วก็เลือกมาสักอันค่ะ อันที่เราใช้อยู่เราหาดูอีกทีไม่มีแล้วเลยแนะนำไม่ได้ ลองเลือกอันที่คนใช้เยอะๆ ดูดาวเอาก็ได้ค่ะ อันไหนดาวเยอะๆก็อันนั้นแหละ ลองทำข้อสอบดู แต่เราว่าเวลาทำในแอพมันช้ากว่าของจริงเยอะเลย ต้องบริหารเวลาดีๆค่ะ หลายๆคนความรู้ได้ แต่ทำไม่ทันเลยเสียคะแนนไปอย่างน่าเสียดาย การทดลองทำข้อสอบจะช่วยเราเรื่องบริหารเวลาได้ค่ะ (ทำเป็นแนะนำคนอื่น จริงๆเราทำเสร็จแค่รอบเดียวเองอ่ะ มันเยอะง่า บอกแล้วว่าเราขี้เกียจ)

เอาไปลองทำดูนะคะ จริงๆถ้าอ่านหนังสือผลที่ได้คงดีกว่านี้ ทุกคนรู้อยู่แล้วล่ะว่าต้องทำยังไงถึงจะได้คะแนนดีๆ แต่ความขี้เกียจก็เป็นเรื่องธรรมชาติของคนส่วนใหญ่

เราเคยอ่านหนังสือเจอว่า “พลังงานไม่เคยหายไปไหน” เราเลยเชื่ออยู่ตลอดว่าเราทำอะไรไป มันก็จะได้ผลอย่างนั้นแหละ ลองดูนะคะ แค่ฟังวันละ 6 นาที ไม่ต้องฟังทุกวันก็ได้ แต่พยายามฟังทุกครั้งที่นึกออก ทำให้เป็นนิสัย ถ้ามีใครสักคนไปลองทำดูแล้วได้ผลยังไงก็มาบอกเราด้วยนะคะ เราสนใจ เราอยากรู้

ปล.สอบครั้งนี้เราไม่เสียค่าสอบค่ะ สอบฟรีของบริษัท อิอิ แต่ใครที่วางแผนจะสอบ เสียค่าสมัครสอบ อ่านหนังสือเถอะค่ะ เตรียมตัวดีๆเพราะเราว่าค่าสอบมันแพงน้า สู้ๆ (อีนี่ขี้งกแล้วยังวุ่นวายกับกระเป๋าเงินคนอื่นอีก)

Advertisements

ขอ 3 คำ! สวัสดี ขอบคุณ และขอโทษ

เราถูกสอนให้ใช้ 3 คำนี้เสมอๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน
ทำงานที่แรก คนญี่ปุ่นที่เราทำงานด้วยก็ย้ำเสมอๆ ให้เราทักทายเพื่อนร่วมงานอย่างจริงใจและสดใสในทุกๆเช้า

การทักทาย ถือเป็นวัฒนธรรมและของคนญี่ปุ่น (คนไทยด้วย)
เราว่ามันเป็นการละลายพฤติกรรมที่ดีนะ กับคนไม่รู้จัก เราอาจจะเขินๆที่จะเอ่ยคำว่าสวัสดี แต่กับคนที่ทำงาน ถือเป็นเพื่อนร่วมงานของเรา ลองพยายามทักดู แล้วอะไรดีๆจะตามมา

ปกติมนุษย์เรามักจะเกิดความหมั่นไส้ ไม่ชอบหน้าคนที่ไม่เหมือนกับเราได้ง่าย คนบางประเภทที่มีลักษณะแปลกๆก็มักจะถูกหมั่นไส้ได้ง่าย เราก็เป็นคนประเภทนั้น

มีพี่คนนึง ดูท่าทางเค้าจะไม่ชอบเราเท่าไหร่ จากคำพูดที่เค้าใช้กับเรา (และอื่นๆ) แต่เราก็พยายามสุภาพตลอด “พี่คะขอโทษนะคะ ขอถาม….” คุยจบเราก็ “ขอบคุณค่ะ” ตลอดถึงแม้เค้าจะพูดกับเราไม่ค่อยดี จริงๆเราก็ไม่พอใจ มีเคืองๆแหละ แต่เราอยากพัฒนาตัวเอง อยากดูเป็นผู้ใหญ่ ก็เลยพยายามสุภาพเข้าไว้

วันนี้เราเดินสวนกับเค้า เราก็ยกมือไหว้ “พี่(ชื่อเค้า) สวัสดีค่ะ” เราได้คำทักทายกลับมา ได้รอยยิ้มนะ จริงไม่จริงเราไม่รู้หรอก แต่นี้คือ performance ในที่ทำงาน

ตอนเราทำงานที่แรก เราได้รางวัล “คุณทักทาย” ตอนปีใหม่เป็นกระติกน้ำร้อน
คิดดูสิ แค่สวัสดีทุกคนที่ทำงานตอนเช้า ก็ได้กระติกน้ำร้อน!

ขอบคุณเป็นคำที่เราใช้เวลามีใครช่วยอะไรเรา ไม่มีอะไรมาก แค่ใช้ให้ติดเป็นนิสัย

และคำสุดท้าย ขอโทษ จากประสบการณ์การทำงาน เรารู้สึกว่าคนไทยพูดคำนี้ยากมาก
เวลาทำอะไรผิด คนไทยจะชอบตอบไม่ตรงคำถาม เลี่ยงไปเลี่ยงมา สุดท้ายคนญี่ปุ่นก็จะโมโห

แต่เวลาคนญี่ปุ่น(ส่วนมาก) ทำผิด สิ่งแรกที่เค้าทำคือขอโทษอย่างสุภาพ และขอโทษซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อแสดงความรู้สึกขอโทษจริงๆ (ถึงแม้ในใจอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบนั้น) มันคือมารยาท

เวลาทำงาน คนไทยกับคนญี่ปุ่นถูกสอนมาไม่เหมือนกัน ฝ่ายหนึ่งอาจจะบอกว่า นี่บริษัทญี่ปุ่น คุณต้องทำแบบญี่ปุ่น ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็อาจจะบอกว่า ที่นี่ประเทศไทย ทำงานกับคนไทยก็แบบนี้แหละ

ส่วนอิล่ามที่อยู่ตรงกลางได้แต่ทำตาปริบๆ “จ้าาา เอาที่พี่สบายใจเถอะค่ะ”

แต่เชื่อเราเถอะ ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ถ้าเราใช้ “สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ” อย่างเหมาะสม มันจะพลิกสถานการณ์หรือบรรเทาความรุนแรงลงได้

อย่างน้อยๆ ก็เริ่มต้นจากเลิกเขิน แล้วทักทายด้วยรอยยิ้มดู
มันสร้างบรรยากาศการทำงานให้ดีขึ้นได้จริงๆ