Heart Made ทำด้วยหัวใจ สไตล์การทำงานที่เรายึดถือปฏิบัติ

heartmade logo

ตอนเราอยู่ม.ปลาย เรามีโปรเจคเล็กๆ ชื่อ Heart Made เป็นโครงการทำของขวัญวันเกิดให้เพื่อน
เป็นเสื้อยืดเพ้นท์เองบ้าง ของทำเองเล็กๆน้อยๆบ้าง เจตนาก็แค่อยากทำให้ด้วยหัวใจ อยากเห็นรอยยิ้มของผู้รับ

งานทุกชิ้นที่ทำไปตอนนั้น จะมีโลโก้แบบนี้อยู่ แล้วเพื่อนคนนึงก็ชอบ บอกว่าตัว M เหมือน”ตูดสีแดง”
หลังจากนั้นก็มีอะไรที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนคนนี้เยอะขึ้น ด้วยความชอบอะไรเหมือนๆกันก็เลยกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันจนถึงทุกวันนี้

ตอนเด็กๆเราก็คิดแบบเด็กๆ อยากเพ้นท์เสื้อแล้วไปขายตลาดนัด ออกแบบตามสั่งสำหรับเป็นของขวัญ แต่พอโตขึ้นเราก็เห็นว่า คนขายเสื้อเยอะแล้วแหละ ฝีมือเพ้นท์เสื้อกากๆแบบเราก็คงไม่มีใครเค้าซื้อหรอก ฮ่าๆ

ถึงแม้โปรเจคเพ้นท์เสื้อจะล่มไป แต่แนวคิดในการอยากทำอะไรให้ด้วยหัวใจ เพื่อให้คนรับยิ้มออกมายังเป็นแนวทางหลักในการดำเนินชีวิตของเรา

ไม่ว่าจะเป็นงานล่ามที่ทำในบริษัท เราจะพยายามเตรียมตัว เก็งข้อสอบล่วงหน้า เพื่อให้แปลได้ เพราะเรารู้ตัวเองอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ได้เก่งอะไรเลย ถ้าไม่เตรียมตัวนี่มีตายกลางอากาศ อ้าปากพะงาบๆเป็นปลาทองขาดออกซิเจนแน่นอน

ไปอ่านเจอมาว่า “ล่ามที่ดีต้องทำตัวเหมือนกระจกใส ได้ยินอะไรมาก็พูดไปอย่างนั้น” มันก็ถูกนะ
แต่สำหรับเราบางที ถ้าต้องนั่งฟังสารที่ไม่รู้เรื่องก็เข้าใจแหละว่ามันหงุดหงิด

เคยโดน TOP คนญี่ปุ่นบอกให้คนรายงานหยุดพูด แล้วหันไปถาม TOP คนไทย(ที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้)ว่าล่ามแปลถูกมั้ย เพราะที่ผมได้ยินมันเป็นแบบนี้… บลาๆๆ

เอาจริงๆแรงนะ นาทีนั้นเด๊ดแอร์มาก เรารู้สึกเหมือนเอาคอไปแขวนบนกิโยติน ได้ยินเสียงวิ้งๆในหูเลย พี่ TOP คนไทยก็รีบสละเรือ หัวเราะแหะๆบอกว่า “ไม่รู้ ผมไม่ได้ฟังภาษาญี่ปุ่น แต่เข้าใจ TOP คนญี่ปุ่นนะ เพราะว่าสิ่งที่เค้าได้ยินมีแค่ภาษาญี่ปุ่นจากปากล่ามเท่านั้น เค้าก็แค่อยาก make clear ว่ามันถูกต้องมั้ย

วันนั้นก็ใจหายใจคว่ำหมดเลย ทำใจดีสู้เสือแปลต่อไป สุดท้ายก็ได้คำพูดเหมือนปลดล็อคตัวเองมาว่า “ผมรู้แล้วล่ะว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ล่ามแปลหรอก แต่อยู่ที่คนพูดน่ะพูดไม่เข้าใจมากกว่า”
แทบถอนหายใจด้วยความโล่งอก  เกือบตายแล้วแหละ แต่ก็รอดหวุดหวิด

โดยเราชอบสไตล์ Interpreter มากกว่า Repeater เพราะเราถูกพี่ล่ามไอดอลสอนมาว่า “เข้าใจก่อนแล้วค่อยแปล”
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่กรณี ถ้าเป็นล่ามในศาล แน่นอนว่าการ keep ต้นฉบับเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ถ้าแปลในโรงงาน มันคือการทำให้ทั้งสองฝ่าย สื่อสารกันได้เข้าใจเพื่อให้ไปทำงานต่อได้ อย่างที่บอกว่าภาษามันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ก็ต้องเลือกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์

เวลาที่แปลตรงตัวเกินไปแล้วมันออกมาเป็นสารที่ฟังไม่รู้เรื่องเราก็รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกทำงานได้ไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าให้แบคกราวน์เรามาก่อน เราได้เตรียมคำศัพท์ก่อน เราก็อาจจะมีเปลี่ยนคำนิดหน่อย แต่ไม่ได้เปลี่ยนความหมาย อยากจะ “สื่อสาร” ออกไปให้ได้ดีๆ

หรือมีอีเมลล์มาถึงเราด้วย user ไม่ต้องสั่งเราก็แปลให้

ด้วยความที่แผนกที่เราทำมันเป็นแผนกรับประกันคุณภาพ ดังนั้นที่สิ่งที่เข้ามาทุกเรื่องมักจะเป็นปัญหา เป็นเรื่องด่วนหมด ต้องพยายามทำงานให้เร็วเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

เวลา user ร้องขออะไรมา เราก็จะคิดว่าเค้าต้องเอาไปทำอะไรต่อ ก็เลยเข้าใจความเร่งด่วนของเค้า พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้า user สั่งมางงๆ ให้แปลๆๆๆ เราก็จะมี feedback ถามกลับไปว่า เอาไปทำอะไร (ต้องแปลทุกหน้าเลยมั้ย) อยากรู้อะไร due date เมื่อไหร่ ทำได้ไม่ได้แค่ไหน

ต้องขอบคุณ Trainer Facilitator Course ของที่ทำงานเก่าที่สอนเรามาว่า “เวลาใครให้ทำอะไร ให้ make clear ก่อนว่าให้ทำอะไร และทำแค่ไหน ถ้า clear สองเรื่องนี้ไม่ได้อย่าเพิ่งทำ เดี๋ยวไม่ตรงวัตถุประสงค์ก็ต้องมาทำใหม่ เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย”

ทุกวันนี้ก็ยังทำได้ไม่ดีหรอก บางทีรีบแปลเกินไป ก็โดนรุ่นพี่ล่ามเตือนด้วยความรักบ่อย ๆ ว่า “แกจะเอาแต่ D(Delivery) แล้ว Q(Quality) หายไม่ได้นะ ดูด้วยตัวเองว่าแปลอะไรออกไป มันอ่านรู้เรื่องมั้ย บางทีแปลตรงตัวไปมันก็อ่านไม่เข้าใจนะแก คิดด้วย”

นอกเหนือจากงานแปลแล้วเรายังมีงานสอนภาษาญี่ปุ่น ทั้งสอนที๋โรงเรียนสอนภาษาแล้วก็ไปสอนที่บริษัทลูกค้าด้วย
คอร์สที่สอนที่บริษัทมีนักเรียนหลายคน แล้วคือเรียนหลังเลิกงาน เลิกสองทุ่ม ทำงานมาทั้งวันแล้วมันก็เหนื่อย จะให้อ่านหนังสือมาก่อนก็ไม่มีเวลา

สิ่งที่เราทำคือเรานั่งสรุปเนื้อหาในหนังสือลงสไลด์ สอน 2 ชั่วโมงแต่เราเตรียมสไลด์ไป 4 ชั่วโมง วันไหนคึกๆก็มีวาดภาพประกอบเองอีก

ทำไมถึงต้องทำขนาดนี้?

เพราะ Feedback จากนักเรียนว่าพอมีสไลด์ประกอบแล้วเข้าใจง่ายขึ้นเยอะ ไม่น่าเบื่อ แล้วพอสอนด้วยสไลด์มันไปได้เร็ว ทำให้มีเวลาฝึกพูดในห้องด้วย นักเรียน (ลูกค้า) ก็แฮปปี้

เวลาเห็นคนทำงานในไลน์ อายุมากแล้ว พยายามตั้งใจเรียน ทำคะแนนสอนให้ได้ดีๆ ทักไลน์มาคุย มาสอบถามเรื่องที่สงสัย เห็นนักเรียนกระตือรือร้นขนาดนี้ เราในฐานะที่เป็นครูก็ดีใจอ่ะ

ยินดีเอาเวลานอนมานั่งเตรียมสอน เพื่อให้ได้เนื้อหาที่สรุปมาอย่างดี เข้าใจง่ายสำหรับนักเรียน

เตรียมตัวเยอะไปก็ไม่ได้ค่าสนอเพิ่มหรอก ทำน้อยกว่านี้ก็ได้เงินเท่าเดิม แต่มันอยากทำ อยากให้นักเรียนเข้าใจมากที่สุดเท่าที่เราจะสามารถให้ได้

มีหลายๆครั้งที่หลับคาหนังสือ นอนไปทั้งๆที่ไม่ได้ปิดไฟ รู้สึกว่าทำร้ายสุขภาพตัวเองอยู่เหมือนกันกับการทุ่มเททำงานขนาดนี้ แต่เวลาได้ยินคำว่า “เข้าใจแล้ว” จากนักเรียน มันภูมิใจอ่ะ

หรือคลาสที่สอนไพรเวท นักเรียนจำได้ตามที่เราสอน ตอบคำถามได้ ทำข้อสอบได้ เออ มันดีใจ มันคุ้มค่าที่พยายามมานะ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของงานสอนคือนักเรียนเรามีหลากหลาย คนทำงานในโรงงาน Manager, Officer รวมถึงพนักงานในไลน์ พอมาเรียนภาษาตอนทำงานแล้วมันก็ยากแหละ เพราะเวลาทบทวนบทเรียนก็ไมไ่ด้มีเยอะเท่าตอนเป็นนักเรียน

เวลาสอนอ่านตัวเลข นักเรียนก็จะบ่นว่ายาก เราก็จะสอน หาเทคนิคการจำมาแนะนำ แล้วก็บอกให้เค้าเข้าใจว่า มันต้องคิดเวลาแปลตัวเลข เพราะหน่วยมันไม่ตรงกับภาษาไทย ดังนั้นไม่ต้องแปลใจที่เวลาเจอตัวเลขหลายๆหลักแล้วล่ามจะมีอาการเสียหลัก เลยอยากขอร้องว่าเวลาพูดให้แปล ตัวเลขมีความสำคัญ ช่วยพูดช้าๆให้หน่อยค่ะ ^^

คือประโยคยาวๆ มันจะแปลยากใช่มั้ยคะ ถ้าเมตตา ก็ช่วยพูดให้สั้นลง เว้นวรรค์ให้ล่ามแปลด้วย ล่ามก็จะทำงานง่ายขึ้น และสื่อสารได้ดีขึ้น งานก็จะราบรื่นขึ้น ก็วิน-วิน ใช่มั้ยคะ ^^

สิ่งต่างๆเหล่านี้ตอนเราเป็นล่าม เราไม่มีโอกาสได้ร้องขอ แต่พอเปลี่ยนบทบาทมาเป็นครู เราสอดแทรกเช้าไปในบทเรียน แม้จะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับล่ามของบริษัทลูกค้าก็ตาม

อีกงานที่เราทำก็คืองานเขียนบทความ ก็เริ่มทำแบบเบบี๋ๆนี่แหละ โชคดีที่เพื่อนตอนมหาลัยช่วยหางานให้ พอได้ทำงานเขียนที่ตัวเองชอบ (แบบได้ตังค์ด้วย) มันก็ดีใจนะ เพราะอย่างที่บอกอยู่เสมอๆ ว่าอยากเป็นนักเขียนมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยนใจเลย

คือทำหลายอย่าง และพยายามอยากทำให้ได้ดีทุกอย่าง เพื่อให้คนที่เป็นลูกค้าแฮปปี้

วันดีคืนดีก็มีคนมาจ้างให้วาดรูปด้วยล่ะ เราก็วาดไม่สวยหรอกนะ แต่ก็ดีใจเวลาคนชอบงานเรา

บล็อกที่เขียนนี่นอกจากให้กำลังใจตัวเองกับเขียนสนองนี้ดตัวเองแล้ว อีกวัตถุประสงค์หนึ่งก็คือ อยากแก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ล่าม” ด้วย คือมันมีเยอะนะ คนที่เข้าใจว่า “เป็นล่ามง่ายจะตาย ก็แค่แปลๆไป”

จากประสบการการณ์ทำงานประมาณ 5 ปีของเรา มันไม่เคยง่ายเลยสักวัน…

ตอนเราเขียนบทความแรกๆเรื่องปากกาจับงาน มี user ที่ปเ็นเอ็นจิเนีย เปิดบล็อกเราให้ล่ามบริษัทเค้าดูศัพท์คำนี้ เลยได้รู้ว่า นอกจากล่ามก็มี user อ่านบล็อกเรานะ ถ้า user กับล่ามเข้าใจกันมากขึ้น การทำงานมันคงง่ายขึ้น ถ้า user เข้าใจ process การทำงานของล่าม เค้าก็จะรู้ว่าล่ามจำเป็นต้องมีอะไรบ้างเพื่อที่จะ “แปลได้”

วันนี้ถึงแม้จะเป็นวันหยุด แต่เราก็ยังทำงาน ลูกค้าทักมา feedback ให้แก้บทความที่เขียนไป ซึ่งเรายินดีแก้ด้วยความเต็มใจเลย ยิ่งบรีฟละเอียดเรายิ่งชอบ เพื่อให้ได้งานที่ตรงใจลูกค้ามากที่สุด เรื่องเขียนบทความ (แบบได้ตังค์) เราก็ยังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ ส่วนบล็อกนี้ จริงๆก็เขียนสนองนี้ดตัวเองน่ะ แต่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมอาชีพมันก็สนุกดี เราดีใจเวลาเห็นคอมเม้นท์ รู้สึกหัวใจเต้นแรงทุกทีเลย สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ การได้ Feedback นี่เป็นอะไรที่น่าปลาบปลื้มใจที่สุดแล้ว

พี่ไอดอลสมัยม.ปลาย+มหาลัยทักมาว่ามีงานมาให้แปล แล้วก็บอกว่า “ทำไมพอนึกถึงงานแปลจะต้องนึกถึงแกทุกที” ฟังแล้วดีใจนะ เออ พี่เค้านึกถึงเราแฮะ

แน่นอนว่างานแปลเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ การเป็นคนเก่งก็เปิดโอกาสให้เรา “ได้งาน”

แต่การเป็นคนที่ลูกค้า “นึกถึง” ถึงแม้เราจะไม่เก่ง และไม่ค่อยมีประสบการณ์ มันก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจนะ

ยิ่งเค้าอุตส่าห์ให้ความไว้วางใจ ยิ่งอยากทำให้ดี

เอาจริงๆเราไม่ใช่คนเก่งอะไรเลย เรื่องภาษาก็กลางๆ ผิดพลาดก็บ่อย แต่เวลาทำงานเราพยายามทำตัวเองให้มีเซอร์วิสมายด์ และพยายามทุ่มเททำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้าพอใจ

บนโลกนี้มีคนเก่งกว่าเราตั้งมากมาย เราเองก็ต้องพยายามแข่งกับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไป

สิ่งหนึ่งที่เรายึดถือในการทำงาน ก็เหมือนกับเราทำของขวัญวันเกิดให้เพื่อน อยากให้เค้าแฮปปี้ ให้เค้าพอใจ ให้เค้ายิ้มได้ ทำด้วยหัวใจ แบบโปรเจคเราตอนม.ปลายนี่แหละ

อีกเรื่องที่กำลังทำและอยากจะทำต่อไป คือการทำอาหารที่ทำให้คนกินยิ้มได้

คุณลุงคนญี่ปุ่นหัวหน้าเราก็อายุมากพอๆกับแม่เรา แกชอบกินแกงกะหรี่ เวลากลับญี่ปุ่นก็จะซื้อก้อนแกงกะหรี่มาฝากให้เราช่วยทำให้ เพราะคุณลุงทำอาหารไม่เป็นเลย แค่ต้มไข่ก็ทำไข่ระเบิดใส่หม้อต้มน้ำร้อน

ทำให้ครั้งแรกลุงก็ดีอกดีใจใหญ่ ถ่ายรูปเอาไปอวดทุกคนใหญ่เลย

แล้วคือเราก็ไม่ได้ทำให้นานแล้วแหละ แต่ก้อนกะหรี่ที่คุณลุงซื้อมายังเหลืออยู่อีกกล่อง อาทิตย์ก่อนหน้านั้นคุณลุงก็บ่นอยากกินแกงกะหรี่ ไปกินแกงกะหรี่หมูทอดมาก็ส่งรูปมาให้เราดู บอกว่าร้านนี้อร่อย แล้วคือแม่ของคุณลุงไม่สบาย เข้าโรงพยาบาลอยู่ ลุงต้องบินกลับญี่ปุ่นไปคุยกับหมอเจ้าของไข้ถึงแนวทางการรักษา

ลุงก็บ่นๆเรื่องนี้ คงเป็นกังวลจริงๆ ดูเหมือนมีเรื่องในใจที่ต้องคิดหลายเรื่อง

ด้วยความอยากให้กำลังใจลุง อาทิตย์ก่อนลุงบินกลับญี่ปุ่น เราก็ทำแกงกะหรี่ให้ ทำจนถึงเกือบสี่ทุ่มแน่ะ คือเวลาเราทำเราจะคอยช้อนฟองออก มันเป็นงานที่ค่อนข้างลำบาก ต้องเฝ้า ร้อนด้วย แต่ก็อยากทำ เพราะจะได้ออกมาเป็นแกงกะหรี่ที่อร่อยๆ พอลุงได้แกงกะหรีก่็ดีใจใหญ่ ตอนกินก็ถ่ายรูปมาอวด ชมแล้วชมอีกว่าอร่อยมาก เอารูปไปอวดคนอื่นอีกแล้ว 555+

เอาจริงๆเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ใช่งานหรอก ทำไปก็ไม่ได้เงินเพิ่ม แต่ก็ไม่รู้สิ มันทำแล้วมีความสุขน่ะ ก็เลยอยากทำ ชอบเวลาใช้หัวใจทุ่มเททำอะไรสักอย่างแล้วผลออกมาดี ในทางกลับกัน ถ้าผลออกมาไม่ดีก็เสียใจเป็นเรื่องธรรมดา

20799266_1729477020410195_6558597421138647938_n

 

มีบทความของคุณเกตุวดีที่อ่านแล้วชอบมาก ก็เลยอยากแชร์ให้คนอื่นอ่านด้วย

 

สำหรับเรา ถ้าเราคิดจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ก็อยากทำให้ได้แบบนี้แหละ การใช้หัวใจ ทำงานเพื่อคนอื่น ทำให้ลูกค้ามีความสุขคือปรัชญาการทำงานที่เราหลงใหล

ตอนเราเรียนมหาลัย มีร้านสเต๊กร้านหนึ่งทำให้เรารู้สึกได้แบบนี้ ชื่อร้าน “Steak Chef Clint”

เป็นแฟนคลับร้านนี้มานาน สมัยเรียนนี่ไปบ่อย ช่วงที่ไปถี่ๆนี่คืออาทิตย์ละสามวัน

ไปนั่งอ่านหนังสือ แล้วก็ลิ้มรสสเต๊กเนื้อบดบาร์บีคิวจานโปรดช้าๆ

พอดีที่ร้านเค้าเปิดโอกาสให้เรียนทำอาหารในครัว 1 วัน

https://www.facebook.com/chefclintbkk

ก็อปข้อความมาจากเพจของร้านเลย

เ รี ย น ฟ รี ไ ม่ มี ค่ า ใ ช้ จ่ า ย
ทีมงานเชฟคลิ้นท์ #สอนทำอาหารนานาชาติฟรี!!!
เ ปิด โ อ ก า ส ใ ห้ สำ ห รั บ ทุ ก ค น
ร่วมเข้ามาทำงานจริงในครัว

#ผู้ที่สนใจเรียนทำอาหาร
#อยากทำอาหารเป็น
#อยากเป็นเชฟ
#อยากรู้ความลับในครัวร้านเชฟคลิ้นท์

ใครอยากเรียนทำอาหารฟรีๆ
ที่ไม่ต้องเสียเวลาเป็นเดือนเป็นปี
กับการฝึกลองผิดลองถูก
เราใช้เวลาเรียนแค่ 1 วัน
นำเมนูที่เรียนไปใช้ได้ทันที

เงื่อนไข
ร้านเชฟคลิ้นท์รับสอนเเค่วันละ 1 คน ต่อ 1 วัน เท่านั้นนะคะ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
087-052-7802 คุณฟ้า
098-549-0234 บริษัท เชฟคลิ้นท์ จำกัด

#chefclintbistro #เรียนทำอาหารฟรี #เชฟคลิ้นท์ #ช่วยกันแชร์นะครับให้โอกาสสำหรับทุกๆคนนะ #สอนทำอาหารอิตาเลี่ยน
#สอนทำอาหารยุโรป #chefclint #ร้านอาหารเเจ้งวัฒนะ

 

เราก็ไปเรียนมา และนี่ก็คือหน้าตาเมนูที่เราทำ ท่าด๊าาาาาาา “สเต๊กเนื้อบดบาร์บีคิว”

IMG20170812220307

น่ากินมั้ยล่าาา…

หนึ่งวันที่ได้รับโอกาสให้ไปเล่นในครัว และความรู้ที่ได้รับ มันทำให้เราหันกลับมามองชีวิตตัวเอง และค้นพบว่า เรามีความสุขนะ เวลาได้ทำอะไรให้คนอื่นมีความสุข

เราคิดถึงชีวิตตอนทำไบท์ที่ญี่ปุ่น ที่พี่พ่อครัวคนไทยจะสอนให้เรา “ใส่ใจ” ในการทำงาน

ก่อนยกจานอาหารไปเสิร์ฟให้เช็ดจานให้เรียบร้อย

เวลาทำอาหาร ก็ให้ตกแต่งให้สวยงาม ให้ลูกค้ามีความสุขในการกิน เพื่อให้ลูกค้ามีความสุข  วันที่มีแขกวีไอพีมาจองร้านจัดงานเลี้ยง พี่แกนั่งแกะหัวไชเท้านานหลายชั่วโมงเป็นโคมไฟใส่เทียนเข้าไปข้างใน สวยมากๆ

คือเราอยากทำงานแบบพี่พ่อครัวคนนี้อ่ะ คนที่ทุ่มเท ยอมเสียเวลามากมายให้ลูกค้าได้ “สิ่งที่ดีที่สุด”

ความเหมือนอย่างหนึง่ของพี่พ่อครัวคนไทย กับพี่เชฟคลิ้นท์แห่งร้านสเต๊กคือ ถ้าอาหารไม่ดี พี่แกไม่ออก ทำใหม่ ต่อให้ต้องเสียเวลาแค่ไหนก็ตาม มีพิซซ่าที่ทำมาแล้วไมไ่ด้คุณภาพตามที่เค้าต้องการ (คนทั่วไปกินก็ไม่รู้เรื่องหรอก) แต่พี่แกไม่ยอม บอกให้น้องพนักงานเอาไปเสิร์ฟ แต่ให้ย้ำกับลูกค้าว่า “อันนี้ไม่คิดเงิน กลัวว่าลูกค้าจะหิว ให้เอาไปทานรอก่อน กำลังทำถาดใหม่ให้ครับ”

วันนี้เขียนอะไรไม่รู้ยาวและเยอะแยะ เรียบเรียงได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนอื่านเลย 555+

แค่อยากแชร์ประสบการณ์ในช่วงเดือนนี้ของตัวเองน่ะ เพราะรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรเยอะมากในเดือนนี้ เลยมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะเลย มันก็จะออกมาเป็นแกงโฮะประมาณนี้แหละจ้า 5555

Advertisements

เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่อาจจะมีสักวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เรามักจะพูดอยู่เสมอว่า การเตรียมตัวก่อนแปลสำคัญมาก บางครั้งอาจจะเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายระหว่างการ “แปลได้” กับ “ตายอนาถ” เลยทีเดียว

เราให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวก่อนแปลมาก

การเตรียมตัวที่ว่านี้ไม่ใช่เพียงผิวเผินแค่รอ user เอาเอกสารที่จะใช้ฉบับ final มาให้ เพราะเรารู้ดีว่าถ้ามัวแต่รอแบบนั้น เราไม่มีทางได้มา ตอนทำงานที่ที่สอง เราได้รับการอบรมสั่งสอนแบบโหดๆหน่อยมาว่า “บ่อน้ำไม่เดินไปหาควาย ควายต่างหากที่ต้องเดินไปหาบ่อน้ำ” ใช่ เราเป็นควาย เราหิวน้ำ และเราต้องกินน้ำ

วิธีการของเราก็คือ…
ถ้ามีเวลา “พี่คะ ขอเอกสารหน่อยค่ะ ไม่ final ก็ได้” พอได้มาก็เอามาเตรียมศัพท์ก่อน สงสัยก็เดินไปถาม

ถ้าไม่มีเวลา “พี่อธิบายให้ฟังหน่อยค่ะ ว่า point ที่จะพูดวันนี้มีอะไรบ้าง”

ถ้าไม่มีเวลาแบบจะประชุมอยู่แล้ว ห้านาทีก่อนประชุมก็ยังดี “พี่บรีฟให้คร่าวๆหน่อยค่ะว่าวันนี้จะคุยเรื่องอะไร ตอนนี้ไม่มีอะไรในหัวเลยค่ะ”

ซึ่งส่วนมาก เราพอเอาตัวรอดได้ ถึงจะสีข้างถลอกเพราะการแถไปมากก็ตาม

เราทำแบบนี้จน user ที่ทำงานกับเราบ่อยๆรู้ แล้วก็เหมือนเค้าก็เข้าใจด้วยดีว่าเราต้องเตรียมตัว ส่วนมากแล้วถ้าเตรียมตัวดี ก็มักจะทำออกมาได้ค่อนข้างดี หรืออย่างน้อยก็เสมอตัว

แต่มันก็มีบางวัน ที่โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย…

วันนี้มีรายงาน business trip ผลการ audit process ของ supplier ในต่างประเทศ

พี่ที่ต้องเป็นคนรายงานส่งเอกสารให้เราเย็นๆเมื่อวาน ประชุมเช้านี้ 8โมง ก็ถือว่ากิริกิริ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้

เตรียมศัพท์ไปตามเอกสารเค้า เรื่องโรงงาน กระบวนการการผลิต เครื่องเทส

แต่พอเข้าไปแปลจริง Top management ไม่อยากฟังเรื่องนี้ อยากฟังเรื่อง cost เรื่อง sourcing มากกว่า ซึง่คนรายงานก็ไม่ได้เตรียมมา ไม่ทราบข้อมูลเบื้องหลังเพียงพอ ก็นั่งเอ๋อกันไป ทั้งล่ามทั้ง user แต่ก็โชคดี พี่ๆคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้เค้ามาช่วยกันแปล ช่วยกันฟัง แต่เรื่องมันยากจริงๆ

แล้ว Top ก็สอนเรื่องทองแดงกับอลูมิเนียม การถลุงทองแดง การได้มาซึ่งทองแดงและอลูมิเนียม ราคาทองแดงในตลาดโลกมีความผันผวนเพราะทรัพยากรเหลือน้อย และมีการสไตรค์ของคนงานในประเทศชิลีและอินโดนีเซีย

มีการคาดการณ์ว่าทองแดงจะใช้หมดใน 30 ปี ส่วนเหล็กกับอลูมิเนียมใช้ได้อีก 100 ปีขึ้นไป

อลูมิเนียมมันถูกกว่าเพราะหลอมเอามาจากชิ้นส่วนรีไซเคิลได้

คือเรื่องที่เค้าพูดๆมาเนี่ย คนธรรมดาอย่างเราไม่มีทางเข้าใจถ้าไม่ศึกษามาก่อน แล้วศัพท์คือญี่ปุ่นล้วน ไม่มีอังกฤษเลยสักคำ ขนาดรีไซเคิล ยังใช้คำว่า 再生 さいせい

ถามเราว่า แปลคำว่า まいぞうりょう(埋蔵量)ได้มั้ย

แน่นอนว่าแปลไม่ได้จ้าาา

ยอมแล้วทูนหัว ต่อให้มีผัวเป็นคนญี่ปุ่นก็แปลไม่ได้จ้า สวัสดีย์~

เดินออกมากบอกพี่ในแผนกว่า “ก็เตรียมตัวไปนะคะ แต่เก็งข้อสอบผิด เหมือนอ่านหนังสือผิดบทแล้วไปสอบอ่ะ”
พี่ “ผมก็เหมือนกัน ถ้าเป็นสอบผมก็สอบตกอ่ะ ไม่ใช่แค่อ่านผิดบท แต่ผิดวิชาเลย”

ออกจากห้องประชุมมาเรารีบหาเวลาไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเลย แต่ก็ยังไม่ค่อยเคลียร์สักเท่าไหร่ ใครมีเมตตาจะแชร์แหล่งความรู้หรือคำศัพท์เกี่ยวกับการถลุงเหล็ก โลหะ และทรัพยากรก็ช่วยชี้แนะเราด้วยจักเป็นพระคุณอย่างสูง

 

埋蔵量   まいぞうりょう

ในดิกแปลว่า reserves เราไปค้นวิกิเพิ่มมา เข้าใจเอาเองว่าเป็นปริมาณทรัพยากรในดิน

คือเค้าคุยเรื่องทรัพยากรในดินเนี่ย ถ้าถูกขุดขึ้นมาใช้ จะใช้หมดในกี่ปี บลาๆ คือไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีการคิดคำนวณอะไรแบบนี้ด้วย แล้วคือได้ยินครั้งแรกเป็นภาษาญี่ปุ่น ช็อคไปดิ แปลไม่ได้จริงๆ

มันยากนะการต้องตามความคิดคนที่อายุมากกว่าเรา ประสบการณ์มากกว่าเรา 30ปี up ให้ทันในเวลาไม่กี่วินาที ยิ่งต้องแปลให้ Top management บ่อยๆนี่คือประสาทต้องดี ภาษาดี ไหวพริบดี และมีจินตนาการอ่ะ มันทุกๆอย่างประกอบกัน แล้วมันไม่ใช่งานง่ายๆเลย

เพราะแบบนี้เราเลยนับถือคนที่เป็นล่ามฟรีแลนซ์หรือล่ามเซ็นเตอร์ที่ไปแปลแบบไม่เคยได้ข้อมูลก่อนแล้วแปลได้จากใจเลย คือเรายังทำไม่ได้ขนาดนั้น

โดยรวมก็รู้สึกสนุกแหละ วันนี้สอบตกก็ไม่เป็นไร เหมือนสอบวัดระดับแหละ สอบไปเรื่อยๆเปย์ไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ผ่าน จิตใจมันด้านชาาา~

เห็นเพื่อนแชร์ข่าวมาว่าประกาศผลสอบวัดระดับรอบกลางปีพรุ่งนี้เช้า ใครที่รอฟังผลอยู่ ก็ขอให้โชคดีทุกๆคนนะคะ ขอให้ได้ผลออกมาตามที่ตั้งใจไว้ค่ะ

Power of words: พลังแห่งการใช้ถ้อยคำ

“จับสองผัวเมีย ลักลอบตัดไม้”

“สุดเวทนา! ศาลสั่งจำคุก สองตายายเก็บเห็ด”

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ที่มีรายการข่าวช่องหนึ่งทำข่าวโดยเลือกใช้คำที่ดึงดราม่า

ข้อความสองข้อความนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่การเลือกใช้คำ ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ฟังแตกต่างกัน

และอารมณ์ที่ว่านั้นได้ขยายผลไปเป็นวงกว้างในสังคมไทย

 

ข้อเท็จจริงคือ คนที่ถูกจับอายุ 48 และ 51 ปี

และไม่ได้ถูกจับข้อหาเก็บเห็ดในป่าสงวน แต่เป็นข้อหาบุกรุกป่าสงวน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเลือกใช้คำในข่าวเพื่อดึงดราม่า ทำให้เกิดการเปรียบเทียบในสังคมว่า “ทำไมลูกคนรวยขับรถชนคนตายแค่รอลงอาญา หรือคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น”

 

คนเรามักจะเชื่อสิ่งแรกที่เราได้ยินได้ฟังมาเสมอ

เราเคยแปลอีเว้นต์ที่ TOP Management สอนผู้บริหารคนไทยนำเสนอว่า “เวลาจะอธิบายอะไร ให้คิดว่าคุณอธิบายได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น อย่างเช่นถ้าถูกภรรยาจับได้ว่านอกใจ จะโกหกก็ได้ แต่ต้องเลือกเหตุผลใหเหตุผลหนึ่งเท่านั้น เช่น ขอโทษครับ เพราะผมเหงามากจริงๆจนทนไม่ไหว เลยเผลอนอกใจไป แต่ถ้าครั้งแรกคุณอธิบายไปว่า เพราะผมเหงา แต่พอพูดอีกครั้งคุณบอกว่า เพราะผู้หญิงคนนั้นน่ารักมากจนอดใจไม่ไหว ถ้าพูดไม่ตรงกัน ภรรยาคุณก็จะคิดว่าที่พูดมาทั้งหมดโกหกทั้งเพ”

เรากรี๊ด TOP Management คนญี่ปุ่นคนนี้มาก รู้สึกเป็นคนความคิดดีอ่ะ เจ๋งมาก เวลาแปลให้แล้วรู้สึกได้ความรู้ดีมาก

เค้าสอนเรื่องการใช้สีให้มีความหมาย ไม่ใช่ใช่สะเปะสะปะ ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ๆ พิถีพิถันในการเลือกใช้คำให้กระชับ สื่อสารได้ดี มีความหมาย ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคำไปเรื่อยๆแต่พูดเรื่องเดียวกันวกไปวนมา

ที่สำคัญ… เป็นคนที่ทำ presentation สวยมากกกกก

สวยขนาดที่ว่าพี่ GM คนไทยแผนกเราที่เก่งเรื่องการเขียนแผนภาพอธิบายให้เข้าใจง่ายๆบอกเราว่า “ภายใน 2 ปีผมจะทำ present ให้ได้แบบ TOP คนนี้” พี่แกละเอียดถึงขั้นที่ว่าจำว่า TOP คนนี้ใช้ภาษาญี่ปุ่นฟอนต์อะไร ภาษาอังกฤษใช้ฟอนต์อะไร

เราทำงานกับคนที่พิถีพิถันขนาดนี้ ก็เลยซึมซับมาบ้าง สไตล์ของพี่ GM คนนี้คือจะทำเอกสารภาษาอังกฤษ แล้วให้เราแปล Keyword เป็นภาษาญี่ปุ่นกำกับ เพื่อเวลาเค้าอธิบาย คนญี่ปุ่นที่เป็นคนฟังจะได้ดู Keyword ในเอกสารได้เลย

ตอนแรกเราก็แค่แปลๆไปไม่เข้าใจความหมายที่เค้าต้องการจะสื่อ แต่พอทำงานกับเค้าเรื่อยๆ พอเริ่มคุ้นเคยกับงาน เราก็เริ่ม “คิด” มากขึ้นเวลาจะเลือกคำที่เป็น Keyword มาแปล รวมถึงใส่ใจในการเลือกใช้คำภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย เริ่มใช้ Dictionary JP-JP

พอทำแบบนี้ซ้ำๆ จนครบปี พี่  GM ก็พูดกับเราว่า “ผมว่า(ชื่อเรา)ทำงานที่นี่ดีมากเลยนะ ได้เรียนเรื่องการเลือกใช้คำเหมือนกับที่ผู้บริหารเรียนเลย ดีมากๆเลยนะ”

เราก็ตอบไปว่า “จริงค่ะพี่ จริงมากๆเลย เทียบกับปีที่แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเลยค่ะ คิดว่าดีขึ้นเยอะเลยค่ะ”

ช่วงนี้ที่บริษัทเข้าสู่ช่วงสอบจอหงวนอีกแล้ว เวลาหนึ่งปีนี่ผ่านไปเร็วจัง

(สอบจอหงวนเป็นชื่อเล่นที่เราเรียกการสอบเลื่อนตำแหน่งของคนที่จะเป็นผู้บริหาร ที่ต้องเข้ารับการ Coaching จากผู้บริหารคนญี่ปุ่นโดยตรง)

ปีนี้พี่ GM เราสอบเป็นท่านอ๋องในราชสำนัก ยากกว่าสอบจอหงวนหลายร้อยเท่า เห็นบ่นว่าเครียด นอนไม่หลับ คิดไม่ออกอยู่

เมื่อเช้าได้อีเมลล์จากพี่ GM เป็นงานสุดโหดคือให้แปล powerpoint จำนวน 30 หน้า จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ ขอภายในวันนี้

ถ้าเห็นแค่นี้ ก็อาจจะคิดว่า “จะบ้าเหรอ! ใครจะไปทำได้ ”

แต่เพราะเมลล์ที่พี่เค้าเขียนมาว่า “เอกสารนี้สำคัญสำหรับผมมาก ช่วยแปลให้หน่อยนะครับ ขอโทษครับที่ร้องขออย่างเร่งด่วน”

คือน่ารัก! ดีกว่าคนที่เมลล์มาสั่งแค่ “แปล” “แปลหน่อย” “แปลด่วน” เยอะเลย

เราเข้าใจสถานการณ์พี่ GM ด้วยแหละ ว่าทำไมถึงต้องขอให้แปลด่วน เข้าใจความจำเป็นของเค้า

เช้ามาตอนเดินไป Genba กับลุงก็รีบบอกลุงเลย “วันนี้มีเรื่องนึงอยากขอร้องค่ะ มีเอกสารด่วนต้องแปลให้พี่ GM 30 หน้า จาก JP>EN ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็น ช่วยอย่าเรียกนะคะ ขนาดทำโอทียังคิดว่าแปลไม่ทันเลยค่ะ (ยิ้มแหะๆ)”

ลุงก็เข้าใจด้วยดี

ก็เร่งแปลให้พี่ GM คนอื่นมากเรียกก็บอกว่า “ด่วนมั้ยคะ สำคัญมั้ยคะ พอดีทำงานให้พี่ GM อยู่ ถ้าทำอันนี้ไม่ทันจะบอกพี่ GM ว่าเพราะพี่นะคะ” ขู่แบบตลกๆแหละ ทุกคนก็ “อุ่ยย~” เพราะว่ากลัวพี่ GM กัน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆเราก็แปลให้นะ

แต่ถ้าเรื่องง่ายๆ คุยสั้นๆ ลุงก็พูดไทยเก่ง พี่ก็ช่วยเหลือตัวเองไปก่อนนะ 555+

ช่วงบ่ายจริงๆเรามีประชุมยาว แต่เราขอให้ไปหาล่ามคนอื่นแทนเรา 1 meeting เพราะไม่งั้นทำไม่ทันจริงๆ (พยายามจะเป็นล่ามที่มีมุมมองแบบ management อย่างน้อยก็ manage งานแปลตัวเอง จัดลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ถึก บึกบึนตะบี้ตะบันแปลแต่ user ไม่อ่านแบบเมื่อก่อน)

ก็มีแปลประชุมรายงาย KPI ไป 1.30 ชั่วโมง แล้วก็รีบมาปั่นงานแปลต่อ

19:20(เวลาเลิกโอที) เสร็จที่ 27/30 หน้า (มีภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ต้องแปลประมาณ 5 หน้า) นี่คือเร่งเครื่องเต็มสปีดแล้วจริงๆ ระหว่างทำก็ส่งหน้าแรกๆที่เป็น point ให้เค้าอ่านก่อน รายงาน progress เป็นระยะ

พอเลิกโอทีเราก็ต้องกลับรถรับส่ง เลยไปต่อรองกับพี่ GM ว่าเหลือ 3 หน้า ขอเป็นพรุ่งนี้นะคะ พี่เค้าก็โอเค

วันนี้รู้สึกเหมือนวิ่งมาสุดกำลัง งานมันยากนะ ยากจนคิดว่ายังไงตัวเองก็ทำไม่ได้ แต่พอทำได้เกือบเสร็จก็คิดว่า “เราว่าเราก็ perfect ในระดับนึงอ่ะ 5555+”  (ทำหน้าเหมือนโฟร์แป๊บ แต่ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังไม่เหมือน)

แต่จากเอกสารที่แปลมาในวันนี้ มันสอนให้เรารู้ว่าอย่าพอใจกับสภาพปัจจุบัน และให้ถ่อมตัวอยู่เสมอ รวมถึงเมลล์ของพี่ GM ด้วย ตำแหน่งพี่เค้าใหญ่โตขนาดนั้น แต่พี่เค้าก็ร้องขอให้เราแปลแบบสุภาพมากๆ

คือเราเครียดกับความยากของงานแน่ๆ เปิดไฟล์มาเห็นเนื้อหากับจำนวนหน้าในใจนี่ร้องโวยวาย

“ムリだ!”

แต่เพราะข้อความในอีเมลล์ของพี่ GM ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ มีค่ามากกว่าแค่เครื่องจักรแปลภาษา รู้สึกเห็นคุณค่าในงานของตัวเองเพิ่มมากขึ้น พอคิดแบบนี้แล้วก็อยากทำงานขึ้นมาเลย

 

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เราจริงจังกับความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน

ก็เลยมีงานอดิเรกคือการสะสมคำพูดเท่ๆ เอาไว้เป็นวัตถุดิบในการเขียนของตัวเอง (ก็เอาแนวคิดมาจากหนังสือ ขโมยให้ได้อย่างศิลปินนั่นแหละ) รวมถึงเรามาใช้ Motivate ตัวเองด้วย

เอกสารที่เราแปลวันนี้มีอะไรคุ้มค่าน่าขโมยเยอะแยะเลย

แล้วเราก็อยากเป็นโรบินฮู้ดด้วย เลยขโมยมาแบ่งปัน (ไม่เป็นไรหรอก มันเรื่องทั่วๆไป ไม่ใช่ confidential)

แปลกากๆโดยเราเอง ทั้งอังกฤษและไทย ถ้ามีใครแปลได้เจ๋งๆช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วยก็จักขอบคุณยิ่ง

 

– 「問題」こそ現場力のガソリン

เราแปลไปว่า Problem is the fuel to drive your shop floor ability

แล้วก็เก็บมาประยุกต์ใช้ บอกตัวเองว่า”ปัญหาคือเชื้อเพลิงที่ช่วยขับเคลื่อนให้เรามีความสามารถมากขึ้น”

 

– 自分に役に立つと認識しなければ、人から教えられても能力の発揮はできない

If you think you are useless, you can’t show your ability even other tells you are worth

ถ้าไม่ตระหนักว่าตัวเองมีประโยชน์ *ถ้าไม่ตระหนักว่าเป็นประโยชน์กับตัวเอง ต่อให้คนอื่นจะช่วยบอกให้แค่ไหนก็แสดงความสามารถออกมาไม่ได้

*edit ขอแก้ไขตามที่ได้รับคอมเม้นท์มานะคะ ขอบคุณที่ท้วงติงค่ะ

จะแก้ตัวว่าตอนนั้นรีบแปลเร็วเกินไปก็เลยพลาดก็ดูจะฟังไม่ขึ้นสักเท่าไหร่ ฮ่ะๆ เราอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ดีเองจริงๆด้วยค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยชี้แนะนะคะ

 

– STRETCH : Self Training and Education Toward Challenge (อันนี้เสิร์ชเจอจาก HRD ของเว็บโตโยต้าญี่ปุ่น) STRETCH ไม่ครบทุกตัวหรอก แต่เราว่ามันเท่ๆ คูลๆดี

 

– การคิดหาข้อแก้ตัวเป็นเรื่องเสียเวลา

– Skill คือการฝึกฝน ทำซ้ำๆ ทำซ้ำๆ จนร่างกายจดจำได้

– ให้คิดว่าสภาพปัจจุบันคือสิ่งที่แย่ที่สุด แล้วหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

– ไม่ต้องคิดหาเหตุผลว่าทำไมถึงทำไม่ได้ แต่ให้คิดว่า ต้องทำยังไงถึงจะทำได้

 

อะไรแบบนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เราชอบเป็นล่าม

การได้เจอคนเจ๋งๆที่น่าเรียนรู้ เจอข้อความหรือแนวคิดเด็ดๆที่เอามาเป็นวัตถุดิบในการเขียนของเราได้

เราชอบงานของตัวเองตอนนี้นะ รู้สึกแฮปปี้ มีความสุขที่ได้ทำ ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่ายุ่งและเหนื่อยมากๆก็ตาม

ถึงเหนื่อยแต่ก็สนุกดีนะ

อดทนเวลาที่ฝนพรำ… อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง

 

เห็นเราชอบเขียนอะไรสไตล์ให้กำลังใจแบบนี้ (จริงๆแล้วแค่พยายามให้กำลังใจตัวเอง) แต่มันก็ต้องมีบ้างแหละ วันที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่วันของเราเอาซะเลย

เชื่อว่าคนเป็นล่ามหลายๆคนก็คงเคยเจอ ทั้งวันที่ทำได้ดีมากๆจนภูมิใจในตัวเอง กับวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นไปอย่างใจ ถึงจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร

มันเกิดขึ้นง่ายมากเลยนะ ความรู้สึกที่ว่าอยากจะเดินหนีไป ไม่อยากเป็นล่ามแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว

เมื่อก่อนเราก็เป็น เป็นหนักมาก

มีบางวันนอนมองเพดาน มองหลอดไฟ แล้วก็คิดว่า “ที่ทำอยู่นี่ได้อะไรนอกจากเงิน?”

ความรู้สึกเป็นลบมันเกิดขึ้นได้ง่าย สิ่งที่ยากคือการพยายามใส่พลังบวกเข้าไปเอาชนะความรู้สึกแย่ๆต่างหากล่ะ

เราใช้ความพยายามอย่างมาก ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเอง “ไปต่อ” ได้

แรกๆเราก็ยึดเอาคำพูดพี่ล่ามไอดอลที่บอกว่า “ล่ามอย่างเราเลือก user ไม่ได้” พอคิดตามนี้ได้มันก็ปลงอ่ะ

เวลาเห็นคนอื่นบ่น ด้วยความหวังดีอยากจะให้กำลังใจเค้า ดันเจอบุคคลที่สามมาด่าว่า “ใครจะโลกสวยคิดว่าล่ามเลือก user ไม่ได้ก็ช่าง แต่สำหรับตัวเค้า เค้าจะเลือก เค้าไปทำงาน ไม่ได้ไปตอแหล” (เอ๊าาา ด่ากุเปล่าว้าาา คือเราไม่รู้จักกันอ่ะ ด่าทำไมอ่ะ งงนะ)

เลยรู้สึกว่าความรู้สึกแย่ๆ ความรู้สึกเป็นลบ พูดให้ชัดๆคือขยะอารมณ์มันมีอยู่รอบๆตัวเราเสมอ อยู่ที่เราว่าจะหยิบเอามาใส่ใจ หรือจะมองข้ามผ่านมันไป

ปกติคนดีเห็นขยะตกพื้นก็ต้องเก็บไปทิ้งลงถังใช่มั้ย?

แต่คำพูดแย่ๆ ไม่ต้องถึงกับจัดการเก็บกวาดเอาไปทิ้งก็ได้ มันแค่ลมปากอ่ะ ถ้าพูดออกมาแล้วไม่มีใครไปใส่ใจให้ราคา มันก็ไม่ต่างอะไรจากตด เหม็นเฉยๆแล้วก็หายไป อาจจะขมคอหน่อยตอนได้กลิ่น แต่มันก็ไม่ได้ทำลายชีวิตใครขนาดนั้นถ้าคนได้กลิ่นรีบเดินหนีไปหาอากาศบริสุทธิ์ แต่ถ้าเอาแต่พูดว่า “เหม็นๆๆๆ เชี่ยใครตดวะ เหม็นควายตาย กินอะไรเข้าไปถึงได้ตดอุบาทว์แบบนี้ ไอ้!@#$%^&*(” มีแต่คำพูดลบๆ ยิ่งพูดยิ่งเหม็น ทั้งๆที่กลิ่นตดที่แท้จริงอาจจะจางหายไปแล้วก็ได้ แต่เพราะพูดว่าเหม็น เลยยังรู้สึกเหม็นติดปลายจมูกอยู่

เคยทำงานกับพี่ล่ามผู้ชายคนหนึ่ง เป็นคนตลกมาก ไปคาราโอเกะแล้วสามารถแปลเพลงญี่ปุ่นออกมาเป็นภาษาไทยได้โคตรฮา แถมแร็พสดได้อีก เป็นคนที่มีมุมมองบวกดีนะ คือต้องประมาณนี้เลยถึงจะเป็นล่ามต่อไปได้ยาวๆแบบไม่ทรมานน่ะ

พี่เค้าเคยสอนเราไว้ว่าเวลามีปัญหาจบไม่ลง พี่แกก็จะตัดบทว่า “ผิดที่ล่ามครับ ผมแปลผิดเองครับ” แกก็เล่าให้ฟังขำๆว่าโทษล่ามได้เลยเพราะมันง่ายดี

เราว่าคิดแบบนี้ก็ดีนะ เป็นล่ามควรจะผิดให้เป็น (ไม่ได้บอกให้แปลมั่วนะ)

ขนาดเครื่องจักร set condition ทุกอย่าง เผื่อ safety margin ก็แล้ว ทำ daily check ก็แล้ว ยังเกิด error ได้เลย นับประสาอะไรกับคน

พอคิดแบบนี้แล้วก็ปลงขึ้นเยอะนะ

เมื่อก่อนเวลาเครียดเราจะบ่นๆๆ คิดได้แต่แง่ลบตลอด (เหม็นตดอ่ะ!) แต่เดี๋ยวนี้เราพยายามเอามุมมองของ management มาใช้ ว่ามีปัญหาแล้วจะต้องแก้ไขอย่างไร (ดมยาดมแทนมั้ย? หรือคิดซะว่า แค่ลมตด เดี๋ยวมันก็จางหายไป)

เช่น พรุ่งนี้ เรามีตารางประชุมตั้งแต่ 10:00-11:45 – พักกินข้าว – แล้วแปล 2 ประชุมติดกันตั้งแต่บ่ายโมงรันยาวถึงสี่โมงเย็นแบบนอนสต็อปสามช่าเลยทีเดียว (บางคนอาจจะคิดว่าแค่ 3 ประชุมเอง ชิวๆ แต่เราเคยแปลยาวๆแบบนี้แล้ว ไม่ชิวเลย เหนื่อยมาก แล้วแต่ละประชุมคือเป็นคนละเรื่อง ต้องสลับโหมดไปมา รู้สึกสมองแทบเอ๋อเหรอ รอดมาได้ก็บุญแล้ว)

เมื่อก่อนเราคงถึกทนกล้ำกลืนแปลไป แล้วพอทำออกมาได้ไม่ดีก็กลับมานอนร้องไห้ที่บ้าน ถามตัวเองว่าทำไมต้องอดทนขนาดนั้น

แต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่อ่ะ เรามองว่าปัญหาจะเกิด เราจะป้องกันยังไงดี ถ้าเอาประชุมตรงกลางตอน 13:00-14:00 ออกไปได้ เราจะไม่ต้องแปลติดต่อกันนานเกินไป (เรารู้ความสามารถตัวเอง ถ้าแปลติดกันนานๆเราจะโฟกัสได้ยากขึ้น คุณภาพในการแปลก็แย่ลงตาม)

ก็เลยปรึกษากับคนเซ็ตประชุม คนจัดตารางผู้บริหาร พี่เมเนเจอร์แผนกเรา advisor คนญี่ปุ่นหัวหน้าเรา ว่าจะทำยังไงดี ถ้าเลื่อนประชุมนี้ไปบ่ายวันศุกร์ (ที่ตารางผู้บริหารว่าง) ได้ก็จะขอบคุณมาก แต่พี่เมเนเจอร์ก็ไม่อยากเลื่อน กลัวเลื่อนประชุมแล้วจะกลายเป็นไม่ได้จัด สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้ด้วยการขอให้พี่ล่ามอีกคนมาแปลแทนเราในประชุมอันตรงกลาง ให้เราได้มีเวลาพักหายใจหายคอหน่อย ไม่ต้องพูดตลอด

มองว่ามันเหมือนการจัดการกำลังคน ถ้างานเยอะ ก็ต้องใส่คนเข้าไปเพิ่ม ถ้าไลน์ไหนคนน้อย ก็บาลานซ์คนไปช่วยไลน์ที่งานยุ่งแทน

ต้องขอบคุณลุง GM สุดโหดจากที่ทำงานเก่า ที่ย้ายเราไปทำงานที่ได้คลุกคลีกับ Genba มากขึ้น คอยด่าเราบ่อยๆ จนจิตใจเราเข้มแข็งและเอามุมมองในตอนนั้น (การ balance manpower, job allocation) มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหา ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหน้างานโดยตรง แต่วิธีคิดหลายอย่าง มันเอามาปรับใช้ได้

เดี๋ยวนี้เราอ่านหนังสือพวกการจัดการอุตสาหกรรมด้วยนะ ปกติเมื่อก่อนเห็นหนังสือแนวนี้นี่ไม่อ่านเลย อ่านแต่นิยาย

 

“เค้าจ้างมาทำงานให้มาแก้ปัญหา ไม่ใช่มาเพิ่มปัญหา”—- เคยมีคนบอกเอาไว้ เออ ก็ถูกของเค้านะ

การทำงานคือการแก้ปัญหาจริงๆ มันอาจจะมีมีบางวันที่ปัญหารุมเร้า อาจจะเป็นวันที่ฝนตกสำหรับเรา

แต่เชื่อสิ ฝนน่ะไม่ได้ตกทุกวันหรอก ฝนตก… ถ้าไม่อยากเปียกก็กางร่มเอา ร่มใหญ่หน่อยก็กันลมกันฝนได้ดีขึ้น ร่มเล็กก็เปียกเยอะหน่อย

พอสตรองขึ้น(ร่มใหญ่ขึ้น) มันก็จะเผชิญหน้ากับปัญหาได้ดีขึ้นไปเอง ประสบการณ์ก็เลยสำคัญไง ต้องควบคู่ไปกับความรู้

 

ประโยคให้กำลังใจตัวเองจากเพลงโปรด ชอบฟังเวลาเหนื่อยๆ หรือท้อแท้ ฟังแล้วฮึกเหิม อยากนุ่งโจงกระเบนแดงออกรบเลย

What doesn’t kill you make you stronger!

Stronger (What doesn’t kill you) – Kelly Clarkson

5 ไอดอลคนเก่ง รวมเพจเจ๋งๆที่ล่ามญี่ปุ่นไม่ควรพลาด

เคยอ่านเจอมาว่า “เพื่อนที่คุณคบ หนังสือที่คุณอ่าน เพลงที่คุณฟัง หนังที่คุณดู จะสะท้อนความเป็นตัวคุณ”
ช่วงนี้เลยพยายาม record ว่าตัวเองอ่านหนังสืออะไรไปบ้าง เผื่อว่าชอบจะได้กลับไปค้นหาได้ง่ายๆ

แต่ปัจจุบันเป็นยุคอินเตอร์เน็ตที่การสืบค้นทุกอย่างสะดวกง่ายดายแค่เพียงปลายนิ้ว

เพียงแค่ยืนรอรถรับส่งตอนเช้าก็เป็นโอกาสดีๆที่จะเติมอาหารให้สมองสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่แล้ว

เราชอบหนังสือเรื่อง “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” เอามากๆ โดนใจแทบทุกถ้อยคำในนั้น เราจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้บ่อยมาก เพราะเราชอบมากจริงๆ พูดถึงบ่อยมากจนคนรอบตัวรำคาญหมดแล้วมั้ง 555+

หนึ่งในถ้อยคำที่เราประทับใจคือ “ศึกษาที่มาของความคิด”

ในยุค Big Data มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะใส่ทุกอย่างลงไปในหัวของเราซึ่งมีเมมโมรี่จำกัด

หนังสือแนะนำให้เราหาต้นแบบที่เราชื่นชอบ และศึกษาเกี่ยวกับต้นแบบดังกล่าว
จากนั้นศึกษาให้ลึกขึ้นว่าต้นแบบของเราชื่นชมใครอีกสามคน ศึกษาไปถึงสามคนนั้นด้วย

เราประทับใจมาก รวมถึงประทับใจภาพประกอบในหนังสือด้วย จนตั้ง target ของตัวเองเอาไว้เลยว่า จะเขียนหนังสือที่ตัวเองอยากอ่าน และต้องเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบด้วย

มันคือการมองหาไอดอลที่เราชื่นชม คนที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นพลังในด้านบวกที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง เราเลยเลือกไอดอลที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นที่เราชื่นชอบ และอยากแนะนำให้เพื่อนเราได้รู้จักด้วย เพราะเรามองคนเข้ามาอ่านบล็อกเราทุกคนเป็นเพื่อน ที่เราอยากจะแชร์สิ่งที่เราคิดว่าดี

 

บทความดีๆ ยิ่งกว่าความรู้ด้าน Marketing คือมุมมองเจ๋งๆในการทำงาน

คุณเกตุวดีเป็นนักเขียนที่เราประทับใจมาก คือถ้าจะเขียน ก็อยากพัฒนาตัวเองให้ไปถึงระดับนี้ให้ได้

แนะนำให้อ่านคอลัมน์ใหม่ของคุณเกตุวดี Makoto Marketing โดนใจเราสุดๆ เขียนสนุก มีสาระและชวนประทับใจ

บทความที่เราชอบที่สุด บทเรียนธุรกิจสดจากเตาร้านขนมปังญี่ปุ่น
คุณเกตุวดีบอกว่าตอนเขียนอินมาก เราเชื่อสุดหัวใจเลย คือพออ่านจบ เราอยากลาออกจากงานไปหัดทำขนมปังที่ร้านที่สามเลย แม่เรารีบเหยียบเบรคดังเอี๊ยดเลย 555+

เราชอบทำขนมปังอยู่แล้วเลยคลั่งไคล้มากเป็นพิเศษ เริ่มมาจริงจังกับการทำขนมปังก็ตอนไปบ้านเพื่อนคนญี่ปุ่นแล้วได้กินขนมปังอบใหม่ๆ กรอบนอก นุ่มใน มีความเหนียว มี texture ที่แตกต่างจากขนมปังที่วางขายทั่วไปในไทยเลย ชอบมากจนอยากทำให้ได้แบบนั้น

แต่ทุกวันนี้ก็ยังกาก ชอบทำขนมปังมั่วๆแบบไม่มีสูตร 555+ จะไปลงเรียน เลอ กอร์ดองเบลอ คอร์สเป็นแสนแม่ก็ด่าว่าแกจะบ้าเหรอ บ้านเราไม่มีเงินขนาดนั้น T^T

 

สุดยอดล่ามควบพิธีกรสายบันเทิงเกี่ยวกับญี่ปุ่นของเมืองไทย สวย เก่ง ครบ จบในคนเดียว ถ้าพูดถึงงานแนวนี้ต้องนึกถึงชื่อ บก. เรโกะขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ผลงานล่าสุดคือการเป็นพิธีกรงานเดบิวต์วง BNK48

“ตอนที่ได้รับการติดต่อจากทีมงานให้มารับหน้าที่นี้ บอกตรงๆเรามีความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง และค่อนข้างกดดัน เพราะช่วงนั้นมีข่าวดราม่าเกี่ยวกับงานอีเว้นต์ พิธีกรและศิลปินต่างประเทศ เราเองก็ไม่ใช่คนที่รับงานพิธีกรงานอีเว้นต์บ่อยมาก ผลงานเบื้องหน้าส่วนใหญ่ที่ผ่านมา เป็นพิธีกรรายการทีวีที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น (เคยทำมา 4 รายการ) ซึ่งมันเป็นการอัดเทปไว้ มีอะไรพลาดไปยังถ่ายใหม่ ยังตัดต่อได้ แต่นี่คือสดจริงๆ ต่อหน้าคนดูหลายร้อย ซึ่งทุกคนต่างเป็นแฟนคลับที่คาดหวังกับงานเปิดครั้งนี้มาก จะไม่ให้กดดันได้ยังไงล่ะ

แต่ถ้าเราไม่ลองทำ แล้วเมื่อไหร่จะก้าวไปอีกสเต็ปได้ เราเลยตกลงรับงานนี้ และหาข้อมูลเพิ่มเติม…”

ไดอารี่ประสบการณ์เป็นพิธีกรในงาน BNK48 The Debut

 

เสิร์ฟอาหารสมองๆทุกเช้าด้วยข่าวเหตุการณ์ปัจจุบัน ล่ามด๋อยๆอย่างข้าพเจ้า รอดตายเพราะศัพท์พี่ท่านมาหลายครั้งแล้ว รวมถึงเว็บ J-doradic ดิกชันนารีออนไลน์ที่เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานของล่ามหลายๆคน

 

ความรู้ภาษาญี่ปุ่นแน่นๆของล่ามมือเก๋าที่ยินดีแบ่งปันให้ล่ามรุ่นน้องด้วยน้ำใจอันล้นเหลือ มุมมองของล่ามภาษาญี่ปุ่นมืออาชีพที่ผ่านประสบการณ์อันยาวนาน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานที่จะช่วยทำให้คุณ “แปลได้”

“ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร” – พี่เอ็ม เพจล่ามอิสระ

 

มุมมองที่เข้าใจหัวอกล่ามด้วยกันเองผ่านตัวการ์ตูนล่ามน้องต่ายสุดน่ารัก ที่ล่ามคนไหนมาเห็นเป็นต้องกดไลค์ กดแชร์ เพราะเคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน 55555T_T5555 (ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่)

แต่ละมุกคือมันใช่ มันโดน มันคืออะไรที่โดนใจชาวล่ามอย่างแท้จริง บางเรื่องเห็นในการ์ตูนอาจจะขำ พอเจอกับตัวเองจริงๆนี่แทบน้ำตาร่วง (แง)

 

จริงๆแล้วเพจเกี่ยวกับญี่ปุ่นและภาษาญี่ปุ่นเยอะมากๆเลยค่ะ มีทั้งที่แบ่งปันเรื่องราวสนุกๆ ได้ความรู้และได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นไปด้วยในตัว มีเว็บแชร์คำศัพท์ที่รวบรวมไว้มากมาย เราตามไว้หลายเพจเหมือนกัน มีโอกาสเราจะเอามาแนะนำอีกนะ เหมือนอยากบอกเพื่อนอ่ะ “แกๆ ตามอันนี้ดิ สนุกดี ชั้นชอบ” แต่วันนี้เราเลือกมา 5 คนที่เราคิดว่าเป็นต้นแบบที่น่าศึกษา ตามความชอบส่วนตัวล้วนๆ ไม่อ้างอิงข้อมูลทางสถิติใดๆทั้งสิ้น

 

ตัวอย่างที่น่าศึกษาอีก 1 ท่านจากบทความที่เราได้อ่านมา

“ล่ามที่ดี กับล่ามที่เก่ง ไม่เหมือนกัน .. ล่ามที่ดีคือ แปลได้ถูกต้อง เป็นกลาง แปลตรงเท่านั้น แต่ล่ามเก่งต้องมีลีลา มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศ ทั้งรูปแบบประโยค น้ำเสียง ลีลา มาด
ล่ามต้องเป็นทั้งสองอย่างคือเป็นล่ามที่ดี และล่ามที่เก่งได้ และเลือกที่จะเป็นในเวลาที่เหมาะสม จึงเป็นล่ามที่ดีได้ คนที่จะเป็นล่ามที่ดีคือคนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้และรู้วิธี รู้การปรับ รู้การนำสติปัญญา ความสามารถของตนเองออกมาใช้ในการทำงานแปล และรู้วิธีในการฝึกทักษะ รวมถึง ความอุตสาหะหมั่นฝึกฝน”

อาจารย์บุญชู ตันติรัตนสุนทร ปรมาจารย์ล่ามญี่ปุ่น กับประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี

อ่านถ้อยคำนี้จบแล้วคือแอบกรี๊ดในใจเลย จริงมากๆ มันคือสายตาอันเฉียบคมที่ผ่านประสบการณ์ยาวนาน

เราอ่านหนังสือเรื่องขโมยให้ได้อย่างศิลปินมา แล้วอินมาก ก็เลยไปมองหาคนที่ควรค่าแก่การ”ขโมย”มา

ลองมองดูรอบๆตัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า นายญี่ปุ่น เพื่อนร่วมงาน พี่ล่าม คนที่ทำงานหน้างาน เราเชื่อว่าประสบการณ์และมุมมองของแต่ละคนมีอะไรเจ๋งๆที่ควรค่าแก่การขโมยแน่นอน

[หนังสือ] ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน อ่านแล้วเอามาเล่า เพราะมันทำให้เราอยากเป็นล่ามจอมขโมย

เคยอ่านหนังสือที่ทำให้รู้สึกชอบถ้อยคำในนั้นมาก ๆ จนต้องหยิบสมุดมาจดเก็บไว้มั้ยคะ

เราเพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” จบไป แล้วก็รู้สึกชอบมาก ๆ จนอยากแนะนำให้คนอื่นได้อ่านด้วย

สำหรับเราแล้ว เราคิดว่า อาชีพล่ามเป็นอาชีพที่เหมาะกับหัวขโมยมาก ๆ

ลองคิดดูสิว่าถ้าได้ทำงานที่แวดล้อมไปด้วยคนเจ๋ง ๆ ที่ควรค่าแก่การขโมยความคิด มันจะสุดยอดขนาดไหน

แถมการเป็นล่ามยังเปิดโอกาสให้เราได้กระทบไหล่ผู้บริหารอีกต่างหาก ซึ่งผู้บริหารเนี่ยเค้ามักจะมีแนวคิดดี ๆ เสมอ แค่ได้แปลให้ก็ถือว่าได้เรียนรู้แล้ว

นี่มันหัวขโมยที่หลุดเข้าในห้องที่มีแต่สมบัติล้ำค่าชัด ๆ

ไม่ใช่แค่ผู้บริหารนะ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานในไลน์ รุ่นพี่ล่าม รุ่นน้อง ทุก ๆ คนที่เรามีโอกาสได้พบเจอในที่ทำงาน เค้าผ่านประสบการณ์อะไรมามากมาย

เราเคยเจอ Factory Manager ที่เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นและเก่งมาก ๆ พี่คนนี้เป็นต้นแบบของความคิดในการทำงานเรามาจนทุกวันนี้

ตอนไปทำไบท์ที่ญี่ปุ่น เราได้เจอสุดยอดพ่อครัวอาหารไทย ที่สอนให้เราใส่ใจและพิถีพิถันในการทำงานเพื่อความสุขของลูกค้า ก่อนยกอาหารไปเสิร์ฟ พี่เค้าจะถามเราเสมอว่า “ใส่ใจรึยัง?”

ได้มีโอกาสรู้จักรุ่นพี่ล่ามเจ๋ง ๆ หลาย ๆ คนที่ช่วยสอน ช่วยแนะนำ อบรมสั่งสอนและตักเตือนเมื่อเราทำผิด ให้คำสอนดี ๆ ที่เราเอามานึกเตือนตัวเองเสมอเวลาเจอสถานการณ์ยาก ๆ ถ้าไม่ได้พี่ ๆ เหล่านี่ช่วยไว้ ป่านนี้เราจะเป็นยังไงก็ไม่รู้

 

เราเชื่อว่าไม่มีล่ามคนไหนอยู่ดี ๆ ก็แปลได้ทุกเรื่องบนโลกใบนี้หรอก
การได้แปล = ได้รับโอกาส

พอคิดแบบนี้เราก็เลยไม่ค่อยเบื่องานเท่าไหร่ ก็พยายามสร้างทัศนคติที่ทำให้ตัวเองดีใจ เวลาได้รับมอบหมายให้ทำงานยาก ๆ

ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เราก็คิดแบบนี้ขึ้นมาได้นะ ก่อนจะคิดได้แบบนี้ ตัวเราเองก็เคยผ่านยุคมืดมาแล้วเหมือนกัน

ตอนนั้นเราถึงกับปฏิเสธโอกาสในการไปทำงานที่ญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่ประธานบริษัทเป็นคนเสนอชื่อเราขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเราคิดว่าตัวเองคงทำไม่ได้ โง่ชะมัด!

จริง ๆ แล้ว Flow มันก็เป็นแบบนี้

ต้องแปล → ไปแปลแล้วเจอสิ่งที่ไม่รู้ → ศึกษาค้นคว้าเพิ่ม → รู้ → แปลได้ → กลับไปที่อันแรก
(วนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ)

พอเราทำ cycle แบบนี้ซ้ำ ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ขอบเขตของสิ่งที่เราไม่รู้ ก็จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่เรารู้  พอทำแบบนี้ไปจนถึงจุด ๆ หนึ่ง เราก็จะเริ่ม”แปลได้” ขึ้นมา

ยิ่งงานยากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เราเก่งขึ้นมาเท่านั้น

d1

อิมเมจง่าย ๆ ก็เหมือนเราร่ายคาถา สู้กับลอร์ดโวลเดอร์มอร์ เราก็ต้องพยายามผลักดันให้คาถามันไปทางลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ก็ต้องเพิ่มขอบเขตสิ่งที่เรารู้ให้มาก ๆ เข้าไว้ เพื่อรับมือกับความไม่รู้ที่มีมากกว่า

ยิ่งงานยาก ๆ ก็ยิ่งท้าทาย! ตามหลัก High Risk, High Return.

มันก็เหมือนกับการขโมยนั่นแหละ

ถ้าการป้องกันไม่แน่นหนา แปลว่าทรัพย์สินในนั้นไม่มีราคาค่างวดอะไร

แต่ถ้ามีล็อคหลายชั้น มีการป้องกันเป็นอย่างดี ก็แปลว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในนั้นมันต้องคุ้มค่าแก่การลงมือขโมย

ไม่ได้หมายถึงให้ขโมยความลับบริษัทไปขายนะ แบบนั้นนอกจากจะโดนไล่ออกแล้วยังจะติดคุกอีก 555+

หมายถึงการขโมยความรู้ ความคิดดี ๆ เอามาใส่หัวตัวเองน่ะ

ในหนังสือ “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” ก็เขียนเอาไว้เรื่อง “อย่าทิ้งงานประจำ” ซึ่งเราเห็นด้วยมาก ๆ

เราเขียน 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม (ซึ่งมันกลายเป็นเอนทรี่ที่คนเข้าชมมากที่สุดในบล็อกเรา)

แต่ทุกวันนี้เราก็ยังเป็นล่ามอยู่นะ แปลว่ามันมีอะไรดี ๆ

สำหรับเราแล้วเราคิดว่า งานล่ามเป็นงานประจำที่ดี มีรายได้ทีเ่หมาะสม และเรายังมีเวลา มีแรงเหลือพอมาทำงานเขียนที่เรารัก เราก็เลยชอบและรักการเป็นล่าม (แถมเอามาโม้ในบล็อกบ่อยๆด้วย)

ไปอ่านเจอคำพูดหนึ่งมาแล้วชอบมาก – เลยคิดจะใช้ชีวิตโดยยึดถือคติแบบนี้

ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากใช้ เขียนหนังสือในแบบที่ตัวเองอยากอ่าน

(อันแรกเอามาจาก FB เพื่อน อันที่สองมาจากขโมยให้ได้อย่างศิลปิน และในนิยายของ “เจ้าปลาน้อย” นักเขียนคนโปรดของเรา)

แรงบันดาลในในการเขียนเอนทรี่นี้

  • ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน – STEAL LIKE AN ARTIST : AUSTIN KLEON (แนะนำให้อ่านจริงๆ เราชอบมาก) เข้าไปดูเว็บไซต์ของเค้าได้ที่ http://austinkleon.com
  • เพลง Something just like this

 

ในขโมยให้ได้อย่างศิลปิน บอกว่า “ศึกษาที่มาของความคิด”

เราอ่านแล้วคิดได้ว่า “หาไอดอลที่เราชื่นชม ศึกษาไอดอลของไอดอลเราด้วย เอามายำรวมกัน = ตัวเราที่เป็น original”

เราอยากเป็นนักเขียน ตอนนี้จริงจังกับเรื่องนี้มาก ๆ

ไม่ได้อยากเขียนอะไรที่เป็น Best Seller แล้วหายไป แต่เราอยากเป็นคนเขียนหนังสือที่ให้คนประทับใจได้ ถึงแม้จะแค่คนเดียวก็ตาม

Next Target ของเราคือการเขียนหนังสือสักเล่ม

มันเหมือนกับท่อนหนึ่งในเพลง Big Mini World (Int’l Version) ของ Jessica

Here I break away, Start a brand new day
Write a story that no one but me can write
Feel and try it all, make mistakes and fall
Be on my own, Gotta do my best and take this chance

[หนังสือ] วันนี้ฉันอ่านเรื่อง “There’s a Boy in the Girls’ Bathroom”

สวัสดีค่ะ วันนี้วันพืชมงคล

วันนี้บทความที่มีคนคลิกเข้าไปอ่านเยอะที่สุดก็คือ

[ภาษาญี่ปุ่น] วันพืชมงคล ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร? และวันหยุดอื่นๆ

ถ้าเสิร์ชกูเกิ้ลว่า “วันพืชมงคล ภาษาญี่ปุ่น” จะเห็นบทความของเราขึ้นมาเป็นอันแรก

นึกย้อนไปแล้วก็ขำ 木の日 แหม~ แปลไปด้ายยยยย

ต้องขอบคุณ N ซังที่ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นกากๆของเรา และช่วยสอนคำว่า 農耕際 のうこうさい ให้ค่ะ

ไม่งั้นเราก็คงจำคำนี้ไม่ได้หรอก

ดีใจที่เห็นว่ามีคนค้นหาคำนี้เหมือนกัน หวังว่าบล็อกของเราจะมีประโยชน์บ้าง

เพราะในชีวิตจริงบอกได้เลยว่าตอนนี้ชีวิตมีเกือบทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียว

.

.

.

ไม่มีประโยชน์!!!

(ผ่ามมมมมมมม!)

เข้าเรื่องเลยแล้วกัน

ไม่รู้จะเรียกว่ารีวิวหนังสือได้รึเปล่า ไม่เชิงอ่ะ ถือว่าเป็น 感想文 ก็แล้วกัน เราแค่อ่านแล้วชอบเลยอยากเขียนถึงหนังสือเรื่องนี้

screenshot_2016-01-11_15.13.00

รูปจาก http://readery.co/9786167018560

There’s a Boy in the Girls’ Bathroom

ชื่อไทย: บรัดเล่ย์ เด็กเกเรหลังห้องเรียน
สมกับเป็นหนังสือที่สำนักพิมพ์เลือกมาพิมพ์ในชุด All Time Favorite
สนุกจนวางไม่ลงเลยล่ะ

อาจจะเพราะเราเป็นเด็กหลังห้องด้วยมั้ง
หลายๆคนอาจจะเคยเห็นหนังสือเรื่อง โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง
ถ้าให้เขียนเรื่องตัวเอง เราคงเขียนเรื่อง เด็กหญิงข้างถังขยะ 5555+

เราเกลียดโรงเรียน เกลียดระบบการศึกษาของไทยที่มีนักเรียนเยอะเกินไป
เกลียดที่ครูบางคนไม่ใส่ใจ เกลียดที่เราต้องไปนั่งข้างถังขยะ บางทีก็ต้องนั่งกับพื้นเพราะโต๊ะไม่พอ พอเดินไปขอโต๊ะห้องอื่นบางทีอาจารย์ก็ไม่ให้ เพราะคนนั่งเต็มแล้ว

เฮ้ ตอนนั้นเราแค่ม.ต้นเองนะ เงินอะไรแม่เราก็จ่ายเหมือนคนอื่น ทำไมต้องเป็นเราคนเดียวที่ไม่มีโต๊ะเรียนด้วยล่ะ

แล้วรู้มั้ย อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุด ก็ถังขยะหลังห้องไง มันจะมีคนทิ้งกล่องนมที่กินไม่หมดลงไป แล้วนมก็จะหกเป็นคราบเหนียวๆ ส่งกลิ่นนมบูดโชยออกมา โอ้โห~ โคตรแย่

เราไม่เคยกินนมไม่หมดกล่องแล้วทิ้งเลยสักครั้งในชีวิต เพราะมันเป็นสิ่งที่เราเกลียด เราจะไม่มีวันสร้างภาระในถังขยะด้วยนมที่กินไม่หมดกล่อง!

เราเจอเรื่องแย่ๆ เรื่องที่เราไม่ชอบในโรงเรียนเยอะมาก ก็เหมือนบรัดเล่ย์ตอนต้นเรื่องนั่นแหละ แล้วก็ไม่มีใครเข้าใจด้วย

ทะเลาะกับครูด้วยนะ เคยมีแบบโดนด่าต่อหน้าคนทั้งห้องว่า “ชั้นจะหักคะแนนเธอแล้วก็เรียกผู้ปกครองมาพบ” ก็ตอบไปว่า “เชิญค่ะ”

สุดท้ายแล้วครูก็ไม่เรียกนะ

เห็นแค่นี้อาจจะดูแย่ใช่มั้ย แต่จริงๆคือเราส่งงานแล้วครูทำงานเราหาย แล้วตอนจะจบเทอมมาบอกว่าเราไม่ส่งงาน เราเลยถามว่าเราไม่ส่งงานไหน เพราะเราส่งทุกงาน ส่งคนแรกด้วย ช่วยเพื่อนทำงานด้วย แต่พอไปถาม ครูดันตอบว่า “จะไปรู้กับเธอเหรอ ก็เธอไม่ส่งเองนี่” เราก็เลยถามกลับซื่อๆว่า “ถ้าครูไม่รู้ ก็คงไม่มีใครรู้แล้วค่ะ” ครูดันโมโหซะงั้น

สุดท้ายแล้ววิชานั้นเราได้เกรด 2 นะ ขนาดคนที่แทบไม่เคยเข้าเรียนยังได้ 2.5 เลย

แต่ตอนเข้ามหาลัยเราไม่เคยมีปัญหากับอาจารย์เลยนะ ออกจะชอบชีวิตมหาลัยด้วยซ้ำ
เร็วๆนี้เพิ่งเมลล์ไปคุยกับเซนเซย์ที่มหาลัย อ่านเมลล์ของเซนเซย์แล้วรู้สึกดีใจอ่ะ เซนเซย์บอกว่า “คนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร”

เราชอบเขียนอีเมลล์มากกว่าแชท เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนเขียนจดหมาย

เราคิดว่าการศึกษาไทยต้องการครูแบบคาร์ล่า เดวิส ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ต้องเยอะก็ได้ แต่เด็ก 1 คน ควรจะได้เจอครูที่ปรึกษาแบบนี้สักครั้งนึงในชีวิต

มันจะทำให้เด็กคนนั้นรู้ว่า ควาจะคิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร ไม่ใช่เอาความคิดไปยัดใส่หัวเด็กว่าต้องคิดแบบนี้ๆ

ในหนังสือยังพูดถึงเรื่องสัตว์ประหลาดด้วย เอาเป็นว่ามันรวมทุกอย่างในช่วงชีวิตวัยเด็กเลยล่ะ มีทั้งเด็กที่เหมือนคนอื่น และเด็กที่ไม่เหมือนคนอื่น

นอกจากจะขึ้นหิ้ง All Time Favorite ของสำนักพิมพ์แล้ว เรื่องนี้ยังกลายเป็นอีกเล่มโปรดของเรา
ครั้งนี้ยืมห้องสมุดมา แต่คิดว่าถ้าซื้อหนังสือครั้งหน้าก็จะเก็บเรื่องนี้ด้วย

ปล. เราเขียนบทวิจารณ์นี้เพราะในเรื่องบรัดเล่ย์วิจารณ์หนังสือเรื่อง พ่อแม่ของฉันไม่ได้ขโมยช้าง แล้วได้ดาวทอง

เราก็อยากได้ดาวทองบ้างนะ สำหรับเรา แค่มีคนมาอ่าน ก็เหมือนเราได้ดาวทองแล้วล่ะ

——————————————————————————–

หลังๆมีคนมาคอมเม้นท์อะไรที่เราอ่านแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี (เอาจริงๆ เรารู้ตัวดีนะว่าถ้าจิตใจอ่อนไหวขนาดนี้ก็ไม่ควรเขียนอะไรลงอินเตอร์เน็ตนะ ขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วเน่าตายไปเหอะ)

แต่การเป็นนักเขียนคือความฝันของเรา วันนี้เรายังเป็นไม่ได้หรอก ยังอีกไกล ยังต้องฝึกอีกเยอะ

เวลาเจอคอมเม้นท์ เราพยายามจะตอบ เรารู้ว่ามันงี่เง่า คือไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจทุกคอมเม้นท์ก็ได้ เลือกรับแต่สิ่งดีๆก็พอ

แต่เราไม่อ่ะ เราอยากสื่อสาร เราเลยตอบ ตอบอย่างใส่ใจมากๆด้วย เพราะงานเขียนคือสิ่งที่เรารัก ถ้าเราปล่อยผ่าน แต่จิตใจเรายังยอมรับคอมเม้นท์ไม่ได้ เราก็จะไม่มีความสุขกับงานของเรา แล้วสุดท้าย เราก็จะสูญเสียสิง่ที่เราชอบไป ซึ่งเรายอมไม่ได้

เราเขียน เพราะเราชอบเขียน

เราเริ่มทำบล็อกนี้เพราะรุ่นพี่ที่เป็นไอดอลเราบอกว่า “ถ้าแกอยากเขียน ก็เขียน แกนั่งเฉยๆไปมันก็ไม่ได้อะไร”

ก็เลยกลายเป็นบล็อกที่เราเขียนเรื่องของเราเอง เขียนเรื่องที่เราอยากเขียน เราเลยไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงมีคนมาบอกเราว่า “ถ้าคุณมโนเอาเองคุณก็ไม่ควรเขียนนะคะ”

ง่ะ…เราบอกตลอดนะว่าความคิดเห็นส่วนตัว เขียนเรื่องตัวเองอ่ะ ไม่ให้มโนเองแล้วจะให้เราเขียนอะไร ทั้งชีวิตก็มีปัญญาเขียนได้แค่นี้อ่ะ T^T

เรามีความสุขกับบล็อกนี้ เราชอบดูสถิตติคนเข้าชม แล้วมันจะมีฟีเจอร์ทีดู่ได้ว่าคนเข้ามาบล็อกเราเสิร์ชคำว่าอะไร วันก่อนมีคนเข้าบล็อกเราด้วยคำว่า “เป็นล่ามตอนท้อง”

5555+ ไปต่อไม่ถูกเลย ไม่เคยท้อง เลยไม่รู้จะสื่อสารอะไรกับเค้าดี ไม่รู้จะเขียนอะไรให้ล่ามที่ท้องคนนี้อ่านดี เราไม่มีประสบการณ์

ชีวิตจริงเราเป็นคนพูดมาก แต่พูดไม่เก่งเลย พูดแล้วคนชอบเข้าใจผิดว่าเราหาเรื่องทุกที เลยพยายามสื่อสารด้วยการเขียน มีคนถามว่า “ทำแล้วได้ตังค์เหรอ”

อืม..ก็ไม่ได้นะ แต่ได้แรงบันดาลใจ บางวันที่รู้สึกว่ามันเป็นวันที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มาอ่านคอมเม้นท์ในนี้ มามองย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองได้ผ่านมาแล้วเรามีกำลังใจ มันทำให้เราไปต่อได้