3 เทคนิคง่ายๆในการเป็นล่ามที่มีความสุข

จะเกริ่นนำว่าช่วงนี้ทำหลายอย่างเลยไม่ค่อยได้มาอัพบล็อกเท่าไหร่ก็ฟังดูเป็นคำแก้ตัวเกินไป เมื่อก่อนเราก็ทำหลายอย่าง เรายังมาเขียนได้เรื่อยๆเลย ถ้าใจมันรัก ก็ทำได้หมดแหละ

เหมือนสไตล์การเขียนจะเขียนแต่เรื่องล่ามๆ เป็นหลัก ตอนนี้พอไม่ค่อยได้โฟกัสที่งานล่าม (ไม่ใช่ไม่ทำนะ ก็ยังไปทำงานเป็นปกติ แต่ทำอย่างอื่นด้วย แล้วทำหลายอย่างมาก) เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี

แต่มีเรื่องนึงที่ยังคิดค้างอยู่ในใจ คือเรายังไม่สามารถเขียนบทความไหนที่เอาชนะบทความที่เราใช้การพาดหัวแบบคลิกเบทของตัวเองได้เลย

เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

จริงๆแล้วเทคนิคการพาดหัวมันเป็นเทคนิคที่น่าสนใจนะ ในข่าวก็ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เราอยากให้สิ่งที่เราเขียน มันอยู่ได้ด้วยเนื้อหา ด้วยตัวของมันเองจริงๆ ไม่ได้หวังทราฟฟิคที่หวือหวาอะไร คือเราไม่ได้ลงโฆษณาอะไรเลย เขียนเพราะใจรักอยากจะเป็นนักเขียนล้วนๆ (ในอนาคตอาจจะลงโฆษณากูเกิ้ลก็ได้ เผื่อได้ค่าข้าวไปวันๆตอนที่แก่แล้วทำล่ามไม่ไหว 555+)

เขียนไว้ตั้งแต่มิถุนายน 2015 นี่เดือน พฤษภาคม 2018 จะ 3 ปีแล้วยังเอาชนะตัวเองในวันนั้นไม่ได้เลย

วันนี้เลยคิดว่าต้องเขียนอะไรหน่อย ถ้าไม่เขียน ก็คงไม่เติบโตขึ้น

ก็เลยอยากจะมาแชร์เทคนิคเล็กๆน้อยที่เราทำแล้วรู้สึกว่าได้ผลดี เราทำงานล่ามได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

 

1. รักในงานที่ทำ

ข้อแรก เบสิคสุดๆ คือคุณต้องรักงานก่อน หรืออย่างน้อยๆก็พยายามจะรัก หรือขั้นต่ำที่สุดคืออย่าเกลียดงาน

วันๆหนึ่งเราอาจจะรู้สึกเบื่องานได้เป็นร้อยครั้ง เบื่อเพื่อนร่วมงานบ้าง เจ้านายบ้าง ลูกน้องบ้าง หรือแม้กระทั่งป้าแม่บ้านที่ทำความสะอาดห้องน้ำได้ไม่สะอาด กาแฟที่หวานเกินไป หรือฝนที่ตกลงมาทำให้เราไปทำงานสาย

มันเป็นเรื่องง่ายมาเลยนะที่จะหยิบมือถือขึ้นมา แล้วพิมพ์ข้อความอะไรก็ได้ตามที่เรารู้สึกอยากระบายในตอนนั้น ก็นี่มันเฟซบุคของฉัน ใครจะทำไม

แต่เชื่อไหมว่า คำว่างานที่ดีไม่มีนิยามใดมาอธิบายได้ มันมีแค่คำว่า “งานที่เราพอใจ” กับ “งานที่เราไม่พอใจ”

ถ้าอยากทำงานให้มีความสุข ลองมองหาเรื่องราวดีๆในแต่ละวัน พยายามที่จะรักงาน พยายามที่จะพอใจกับมันแต่ถ้าพยายามแล้วมันไม่เห็นทางไปต่อ ยังคงไม่มีความสุขเช่นเคย เราว่ามันก็โอเคนะ ที่เราจะเปลี่ยนงาน

เรามักจะพูดอยู่บ่อยๆว่าการทำงานก็เหมือนกับการคบแฟนสักคน ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขก็อยู่ด้วยกันได้นาน แต่ถ้าไม่รักแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเดินจากไป ปล่อยให้เค้าไปเจอคนใหม่ที่ใช่กว่า และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ตามหาคนที่ใช่กว่าสำหรับตัวเราเองเช่นกัน

step ง่ายก็มีแค่ พยายามทำให้มันดีขึ้น->แต่ถ้าพยายามแล้วยังไงก็ไม่ดีขึ้น ก็ต้องแยกย้าย

แต่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามช็อตไปที่ step 2 เลย แล้วสุดท้ายก็จะวนลูปที่การเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ

ก็ลองดู…มันก็เหมือนความรักนั่นแหละ (ที่มาขี้โม้ๆนี่ประสบการณ์ความรักน้อยมากนะ 5555+)

อย่างน้อยๆ ก็ยิ้มให้ตัวเองสักหน่อย ยิ้มให้เพื่อนร่วมงานบ้าง หาเวลาพักผ่อนบ้าง

ทุกครั้งที่คิดจะบ่นหรือด่าอะไร ลองวางมือถือลง แล้วไปหาเครื่องดื่มเย็นๆจิบให้อารมณ์ดีๆก่อน

เพราะถ้าเผลอโพสสเตตัสแย่ๆไป คนอื่นมาอ่านก็รู้สึกไม่ดี มีคนไปคอมเม้นท์เราก็เข้าไปอ่านซ้ำๆ ทำให้ตัวเองจมกับความรู้สึกไม่ดีเปล่าๆ

ไม่ใช่เราไม่เคยทำนะ เราทำมาบ่อย บ่นโน่นบ่นนี่ จนพี่ที่ทำงานเรียก “ดราม่าควีน” เออ เราเกลียดชื่อนี้มากเลย

พอวันนึงเราก็รู้สึกว่า ไม่อยากบ่นแล้วอ่ะ

แล้วก็ลาออก ไปทำงานที่ใหม่ เห้ยยยย ชีวิต ดี๊ดี 5555+ มันโอเคขึ้นเยอะเลย เราแฮปปี้มาก

ไม่ได้สนับสนุนให้ลาออกนะ แค่อยากบอกว่าให้ทำงานด้วยความรัก แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

 

2. เขียนโน้ต คำคมที่ชอบเอาไว้เตือนใจให้เราไม่ลืมเป้าหมายของตัวเอง

เวลาทำงานเราชอบเขียนอะไรเท่ๆ ใส่ไว้บน Sticky Note ที่หน้าจอ Desktop เหมือนเอาไว้เตือนใจตัวเอง

เช่น

昨日の自分を越える。 เอาชนะตัวเองคนเมื่อวาน

実力で見せる。    แสดงให้เห็นด้วยความสามารถที่แท้จริง

楽しくやろう!               ทำ(งาน) ด้วยความสนุกสนาน

ไม่ได้เขียนเอาเท่ๆอย่างเดียวนะ เอาไว้ใช้เตือนใจตัวเองด้วย ในระหว่างที่เป้าหมายยังไม่ชัดเจน อย่างน้อยๆก็ต้องพยายามก้าวข้ามกำแพงของตัวเองให้ได้ (นั่น… เพลง BNK48 โชนิจิ มาอีกแล้ว ขอโทษที จริงๆไม่อยากหวีดลงบล็อกเลย กลัวคนรำคาญ แต่เหมือนมันซึมเข้ากระแสเลือดไปแล้ว 555)

ส่วนการพิสูจน์ด้วยความสามารถ อันนี้ก็จำเป็นสำหรับเรามาก เพราะจริงๆแล้วความสามารถทางภาษาเรามันไม่เท่าไหร่ แถมเป็นคนติดจะขี้โม้ๆด้วยซ้ำ พี่ที่สนิทกันจะชอบแซวว่า “แน่ะๆ ยกหางตัวเองอีกแล้ว”

คือเข้าใจดีเลยว่าสังคมไทยต้องถ่อมตัว อ่อนน้อมถ่อมตนไง แต่ลักษณะนิสัยเราคือมันไม่ใช่แบบนั้น นี่คือเด็กที่เวลาทำอะไรดีๆแล้วรีบวิ่งไปอวดคุณแม่ (แต่แม่ไม่ชมนะ แม่กลัวเหลิง แม่เย็นชามาก 555)

เราคิดว่าการชื่นชมตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง มันก็เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้ามานั่งอวยตัวเองอย่างเดียวโดยไม่มีความสามารถ มันก็เหมือนคนบ้าอ่ะ ก็เลยต้องพยายามพัฒนาความสามารถให้มันไปด้วยกันได้ ยิ่งอยากจะขี้โม้ให้ดังเท่าไหร่ ยิ่งต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเท่านั้น (แต่นิสัยขี้อวดก็ไม่ดีนะ รู้ตัวอยู่)

ส่วนการพยายามทำงานด้วยความสนุก อันนี้โชคดีมากที่คนญี่ปุ่นที่เราแปลให้ ลุงเป็นคนตลกอยู่แล้ว ทุกๆวันมันก็เลยค่อนข้างเป็นเรื่องสนุก ได้ทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นอะไรที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงานแล้วล่ะ แต่ช่วงไหนงานเร่งๆ พีคๆนี่เราก็จะเครียด เป็นโหมดจริงจังนิดหนึ่ง ต้องคอยเตือนตัวเองให้ยิ้มบ่อยๆ

คือเวลาทำงานมันก็มีบ้างแหละที่อาจจะต้องเจอสถานการณ์ที่ทำให้ไม่พอใจกัน แต่เราค้นพบว่าการพยายามยิ้มบ่อยๆ พูดคุยเล่นกับคนอื่นบ้าง มันช่วยให้บรรยากาศมันดีขึ้นจริงๆ

จริงๆแล้วเราเป็นคนคนมืดมนนะ แต่เวลาทำงานนี่ใส่หน้ากากสดใสร่าเริงเลย ไม่อยากให้คนอื่นไม่สบายใจ เพราะเวลาเราไม่ยิ้มแล้วมันพลอยทำให้คนอื่นกดดันตามไปด้วย

ลองดูนะ คือมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่บางทีหันไปเห็นแล้วก็รู้สึกฮึดขึ้นมาอ่ะ มันทำให้ไม่ลืมความตั้งใจของตัวเอง

 

3.เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ยินดีเมื่อได้รับมอบหมายงาน

ข้อนี้แอบยากสำหรับเรา คือคนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่บนโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ใจคนก็เช่นกัน (เอ๊ะ วันนี้เป็นอะไร ทำไมน้ำเน่าจังเลย)

ลุงคนญี่ปุ่นเคยส่งคำคมมาให้ คือยุคนี้มันเป็นยุค Renewal, Renovate, Reform

จำภาษาญี่ปุ่นไม่ได้นะ (ขอโทษจริงๆคะ่ เราจะตั้งใจและพยายามมีใจรักภาษาญีปุ่่นให้มากกว่านี้)

มันเขียนเอาไว้ว่า “จงปฏิรูปตัวเอง ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมาทำให้เราต้องปฏิรูป”

ลุงเหมือนญาติผู้ใหญ่ กินข้าวที่ไหนก็คอยรายงาน ไปโรงพยาบาลก็รายงาน มีส่งคำคมมาให้ด้วย ดีหน่อยที่ญี่ปุ่นไม่สวัสดีวันจันทร์ 5555+

เราว่ามันจริงนะ เห็นจากการที่ธุรกิจใหญ่ๆต้องล้มไปเพราะยึดมั่นในสิ่งที่เคยทำมา แต่ปัจจุบันโลกมันหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ก็ต้องพยายามตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่ไม่สูญเสียตัวเอง

อ่ะเป็นผู้ใหญ่นี่ยากจัง ถ้ารู้ว่าโตมาต้องทำอะไรยากๆขนาดนี้ ชิงตายไปตั้งแต่อนุบาลสองแล้ว 5555

ล้อเล่นน่ะ

ที่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะแม่พาไปดูดวงมา

เค้าก็บอกว่าเราจะได้รับมอบหมายงานใหม่ แล้วก็มองหน้าเราเหมือนจะรู้ทัน บอกว่า “อย่าปฏิเสธเลย ไม่พ้นหรอก เค้าเลือกมาแล้ว”

ก็ดีนะที่เค้าทักมาแบบนี้ มันเหมือนช่วยระงับอาการประสาทของเราเวลาได้รับมอบหมายงานใหม่ๆได้ ก็เลยกลายเป็นคนเปิดรับ ใครให้ทำอะไรก็ทำ งานจะยากแค่ไหนก็ลุยไป ทำให้ดีที่สุด พลาดมาก็ทบทวนตัวเอง ครั้งหน้าเอาใหม่

ทุกการประชุมไม่ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหน กดดันยังไง มันก็แค่หนึ่งการประชุม ไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็จบไป ก็เท่านั้นเอง

 

คืออาชีพล่ามนี่แปลกนะ เหมือนโดนสาป เรายังคงเชื่อแบบที่เราเคยอ่านหนังสือมา (เราบ้าตำนานกรีก) ว่าเมื่อก่อนมนุษย์บนโลกพูดภาษาเดียวกันหมด แล้วก็พยายามสร้างหอคอยให้สูงเทียบเท่าสวรรค์ของเทพเจ้า เลยถูกสาปให้พูดกันคนละภาษา สื่อสารกันไม่เข้าใจ จะได้ไม่พยายามทำอะไรให้เทพเจ้าวุ่นวายอีก

แต่ล่ามเป็นคนที่พยายามก้าวข้ามคำสาปนั้น ก็เลยเหมือนต้องคำสาปซะเอง เวลาอยู่ในห้องประชุมเลยรู้สึกโดดเดี่ยว บางทีเค้ารู้เรื่องกันหมดว่าคุยเรื่องอะไร ทำไมหนูไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว แต่ต้องแปลทั้งหมด 555+

เมือ่ก่อนก็กลัวไมค์ ไม่กล้าแปล แปลเสียงเบาๆงุบงิบๆ แต่เดี๋ยวนี้จับไมค์ทีไรเหมือนมีไฟส่องหน้า ก็พยายามยึดหลัก 3C: [Clear, Correct, Concise]

พยายามฝึกตัวเองให้มีความมั่นใจ จริงๆควรซ้อม shadowing ควรพูดหน้ากระจกบ่อยๆ จะได้มั่นใจเวลาต้องแปลจริง

แต่ก็นั่นแหละ ทำอย่างอื่นซะเยอะ 555+ สิ่งที่ควรทำก็ไม่ได้ทำไปบ้าง จะพยายามปรับปรุงตัวนะ

หนึ่งในผลงานที่เราทำคือวาดเกม Music Runner

คลิกเล่นได้ที่นี่

เป็นเกมในโปรเจคสนับสนุนน้องมิวสิค BNK48 ไปเลือกตั้ง AKB48 53rdシングル 世界選抜総選挙

ค่อนข้างทุ่มเทเวลาไปกับโปรเจคนี้เยอะอยู่เหมือนกัน แต่พอเห็นน้องมาเล่นเกมที่เราวาดนี่คือน้ำตาจะไหล ซึ้งมากกกกกก นี่คือไม่ใช่คนวาดรูปสวยเลย หัดวาดมาจากรูปคนหัวไม้ขีดด้วยซ้ำ แค่รักที่จะวาด แล้วก็วาดไปเรื่อยๆ

แค่นี้ก็ดีใจมากแล้วอ่ะ

งานเขียน งานล่ามก็เหมือนกัน เราจะพยายาม เราจะรักในงานของเราทุกชิ้น และจะพยายามพัฒนาตัวเอง เอาจริงๆนะ แค่ไม่หยุด แค่เดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยเราก็มาไกลกว่าเมื่อวานอ่ะ

“คำว่าพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ” เราเชื่อแบบนั้นจริงๆ

Advertisements

คิดถึงเหมือนกันค่ะ…

ไม่ได้เขียนบล็อกนานมากเลยค่ะ มีหลายๆอย่างเกิดขึ้นกับตัวเรา และมันเปลี่ยนแปลงความคิดเราไปเลย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจากไปอย่างกะทันหันของบุคคลในครอบครัวมันค่อนข้างส่งผลกระทบอย่างมากกับตัวเรา

แต่ตอนนี้ก็พอจะทำใจได้แล้วค่ะ

สิ่งที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวเราจนถึงตอนนี้คือ “เราอยากให้คนอื่นจดจำเราไปในแบบไหน”

สำหรับตัวเรา  เราอยากใช้ชีวิตโดยที่ “เอาชนะตัวเองคนเมื่อวานให้ได้”

ขอบคุณมากๆเลยสำหรับคนที่ยังแวะเวียนเข้ามาดูหรือถามถึงกันถึงแม้ว่าเราจะไม่อัพบล็อกเลยนานมาก
สำหรับนักเขียน หรือนักวาดทุกคน คอมเม้นท์สำคัญมาก หลายๆอันเราอ่านซ้ำๆ เวลารู้สึกท้อๆนึกถึงแล้วก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา

สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าเป็นข้อดีของตัวเองคือเราเป็นคนที่มีมุมมองแบบเด็กๆ มีจินตนาการ (พูดง่ายๆก็คือเป็นพวกเพ้อฝันนั้นแหละ) แต่พออายุเท่านี้ เผชิญกับการเปลี่ยนแปลง เรารู้สึกเติบโตขึ้นจากข้างใน คือมันต้องโตแล้ว ต้องเข้มแข็ง จะทำตัวเป็นเด็กๆไม่ได้แล้ว (อายุก็ไม่เด็กแล้ว)

แต่สิ่งที่เราคิดมาตลอดเหมือนกันก็คือ เราไม่อยากสูญเสียจินตนาการไป

เราเคยอ่านเจอคำถามหนึ่ง แล้วมันก็ยังเป็นคำถามในหัวเราจนทุกวันนี้ ว่าทำไมเด็กไทยหลายๆคนตอนเด็กๆเก่งมาก แต่พอโตมากลายเป็นผู้ใหญ่ที่ธรรมดาๆ มันอาจจะเป็นมุมมองแบบ Stereo Type ไปหน่อย เพราะจริงๆเราก็เคยเห็นผู้ใหญ่ที่เจ๋งๆอยู่เหมือนกัน แล้วเค้าก็เจ๋งมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว

เราไม่อยากสูญเสียความคิดแบบเด็กๆไปเลย แต่กรอบของสังคมก็ดูจะทำให้เดินออกจากกรอบนั้นได้ยากขึ้นเรื่อยๆ และยากมากขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

ต่อจากนี้ไปคงไม่ค่อยได้เขียนเรื่องล่าม หรือ ภาษาญี่ปุ่นมากนัก เพราะเราได้ตาม Target N1 ของตัวเองแล้ว เราเลยไปลงเรียนป.ตรี นิติ อีกใบ การอ่านหนังสือกฎหมายเลยกลายเป็นเรื่องที่เรากำลังทุ่มเทเวลาให้อยู่ (และ…. ใช่ค่ะ ดิฉันอ่านไม่ทันนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน เลยต้องนอนก่อนแล้วตื่นตอนดึกๆมาอ่านนี่ไง)

เมื่อก่อนตอนยังสอบ N1 ไม่ผ่าน คิดว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก เหมือนกำแพงสูงที่เราไม่มีวันข้ามได้

แต่พอสอบผ่านแล้ว ก็ดีใจนะ แต่อีกใจก็รู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้เก่งเลย N1 มันแค่ก้าวแรกของคนที่จะเรียนมหาลัยในญี่ปุ่นด้วยซ้ำ แล้วเดี๋ยวนี้คนก็จบจากญี่ปุ่นเยอะแยะ คนผ่าน N1 ก็เยอะแยะ

แล้วภาษาเราก็ยังไม่เก่งหรอก มันเป็นอะไรที่ต้องพัฒนาตัวเองในทุกๆวัน แต่ต่อจากนี้ไปมันขึ้นอยู่กับความขยันในแต่ละวันแล้ว มันจะไม่ได้เป็นการสอบเพื่อให้ผ่านอีกแล้ว ความกระตือรือร้นเรื่องภาษาก็เลยอาจจะดรอปลงไปบ้าง

มีหลายด้านที่เรากำลังทำอยู่ กำลังเหนื่อยกับการก้าวข้ามกำแพงของตัวเอง แต่ในความเหน็ดเหนื่อยนั้น มันก็สนุกแหละที่ได้ทำ เรารักทุกอย่างที่ตัวเองทำอยู่ในตอนนี้นะ หรืออย่างน้อย ตอนที่ทำ ก็พยายามจะรัก 555

การรักในงาน รักในสิ่งที่ตัวเองทำ เราว่ามันเป็นเรื่องสำคัญนะ คือคุณไม่จำเป็นต้องชอบงานตลอดเวลาก็ได้ แต่อย่างน้อยตอนทำงาน ก็พยายามจะรักมันสักหน่อย แล้วมันจะทำให้ไปต่อได้ง่ายขึ้นเยอะเลย (อ่านมาจากที่ไหนสักที่นี่แหละค่ะ แต่จำไมไ่ด้ ส่วนใหญ่อะไรดีๆเราไม่ค่อยคิดเอง 555)

ไม่รักงงานก็รักเงินเดือนก็ได้ค่ะ ท่องไว้ “ฉันทำเพื่อเงิน!!!!!!!”

วันนี้บ่นขิงบ่นข่าอะไรเยอะจัง

บอกเผื่อไว้ เผื่อบางคนมาอ่านอาจจะงงๆว่ามันจะบ่นๆเรื่องตัวเองให้ฟังทำไม??

//ยิ้มไฝแห้ง… ง่า..จริงๆนี่คือบล็อกบ่นๆนะคะ อย่าคาดหวังสาระจากเรา มันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก 555+

เราชอบที่ตัวเองยังบ่นอยู่นะ รู้สึกดีที่ตัวเองยังเป็นมนุษย์อ่ะ เพราะบางครั้งการทำงานล่าม ด้วยฟังก์ชั่นการทำงานมันจะทำให้เราเป็นเหมือนโรบอทหน่อยๆ คือถ้ามองอย่างเย็นชา user บางคนก็คาดหวังให้เราเป็นเหมือน google translate แต่แม่นยำกว่า พูดปุ๊บแปลได้ปั๊บอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงก็คือไม่มีใครสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก

เรามองว่าล่ามเหมือนดารา หรือไอดอล หรือนักร้อง ที่พอจับไมค์ขึ้นเวทีแล้วต้อง The show must go on

แต่ละการประชุมคือเวทีที่เราต้องขึ้นไปแสดง อาจจะมีวันที่แสดงได้ดี หรือบางวันอาจจะทำได้ไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ทำได้ดีขึ้นคือการซ้อม ซ้อม ซ้อม และซ้อมอย่างหนักมาก

อย่างเราเห็นไอดอลแสดง บางคนก็อาจจะคิดแค่ว่า ร้องเพลง เต้นๆ แค่สามนาทีก็ได้เงินเยอะแยะแล้ว

แต่เบื้องหลังฉากหน้าที่สวยงาม มันคือหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และการฝึกฝนอย่างหนักเป็นปีๆ

ว่าแล้วก็แปะ MV tie-in สักหน่อย เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีกำลังใจดี ชอบฟังก่อนอ่านหนังสือ รู้สึกฮึกเหิม เหมือนจะไปออกรบ 555+

“คำว่าพยายาม ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ”

 

ตอนนี้ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะทำหลายอย่างมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เรียนนิติอีกใบ มีไปสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย และอื่นๆอีกที่ไม่ได้บ่น เอ้ย บอก

จริงๆเรามีกระดาษที่ดราฟๆไว้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับมุมมองของเราที่มีต่อล่ามในอนาคต

เขียนเอาไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่าเราสัญญาว่าจะเขียน เพราะไม่งั้นเดี๋ยวเราจะลืมแน่ๆ

ตอนนี้ขอตัวไปทำสิ่งที่ต้องทำก่อนนะคะ แวะมาอัพให้หายคิดถึงกัน อิอิ

เรื่องงานเราแฮปปี้ดีค่ะ แถมช่วงเผาลุงที่ทำงานให้ฟัง เราทำงานอย่างแฮปปี้จริงๆ

[ ล่ามของลุงไม่ได้น่ารักขนาดนั้น ]

ปี 2016
มันจะมีกล่องใส่คลิปหนีบกระดาษสีเหลืองๆ น้ำเงินๆ
ลุงก็หยิบกล่องที่ว่านี้ขึ้นมาแล้วก็พูดว่า “เนี่ย ที่ญี่ปุ่นมีลูกอมยี่ห้อหนึ่ง ทั้งสี และดีไซน์ รูปแบบ เหมือนกล่องนี้เปี๊ยบเลย ตอนเห็นกล่องนี้ครั้งแรก ผมคิดว่ากล่องใส่ลูกอมซะอีก”
ล่ามก็แปลไปตามนั้น
 
ปี 2017
ลุงก็หยิบกล่องคลิปหนีบกระดาษนี้ขึ้นมาอีกแล้วก็พูดว่า “เนี่ย ที่ญี่ปุ่นมีลูกอมยี่ห้อหนึ่ง ทั้งสี และดีไซน์ รูปแบบ เหมือนกล่องนี้เปี๊ยบเลย ตอนเห็นกล่องนี้ครั้งแรก ผมคิดว่ากล่องใส่ลูกอมซะอีก” – – – ไดอะล็อกเดิมเป๊ะๆ
 
ล่าม: มีหน้าที่แปลก็แปลไป อย่าขัดใจลุง
 
ปี 2018
ลุง หยิบกล่องคลิปหนีบกระดาษขึ้นมา “เนี่ย ที่ญี่ปุ่นมีกล่องใส่ลูกอม……..” ไดอะล็อกเดิมอีกแล้ว
ล่าม “ปีที่แล้วก็พูดแบบเนี้ย…” (ทำหน้ากวนตีน)
ลุง (ง้างหมัดใส่ แล้วหัวเราะ) “เอ้อ เดี๋ยวคอยดูนะว่าปีหน้าผมจะพูดแบบนี้อีกรึเปล่า 5555”
 
ล่ามของลุงไม่น่ารักขนาดนั้นหรอก 555
เรากวนตีนใครแปลว่าเราให้ความสนิทสนมนะ
 
(ไม่อ่ะ แกกวนตีนทุกคน แม้แต่คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก)
 
คิดซะว่ามันเป็นวิธีผูกมิตรของเราก็แล้วกัน (นี่เมิงไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้เร๊อะ!?)
 
ลุงก็ใจดีกับเรามาก มากจนเรารู้สึกตัวเองนิสัยไม่ดีอ่ะ 555
เมื่อวานมีรายงานอันนึงที่เราแปลเสร็จไปแล้ว แต่พี่คนทำเค้าแก้ใหม่ ทำเพิ่ม
จะประชุม 8:30 พี่แกส่งให้เราแปลตอน 7:35
Orz
 
ตอนพี่เค้าเดินมาบอก เค้าก็ดูเกรงใจ พูดอ้อมแอ้มไปมา เราก็มองค้อน คือส่งมาตอนนี้ก็มีแต่ต้องปั่นสุดพลัง แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทันมั้ย
 
ลุงเห็นเมลล์พี่แก ลุงแกก็ว่าให้ “ส่งมาตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะ” (ปรบมือสิคะ รออะไร ลุงพูดโดนใจ)
 
นี่แปลไปก็ทำหน้าบูดเป็นตูดหมาไป ลุงเห็นก็ยิ้ม
ลุง “โกรธใช่มั้ยๆๆ โกรธสินะ”
เรา “โกรธสิคะ ก็ T ซังส่งมาให้แปลตอนนี้ ก็ต้องโกรธอยู่แล้ว”
ลุง “หน้าเธอตอนโกรธ น่ารักดีนะ”
 
ไดอะล็อกได้นะ ขอเวทมนตร์เปลี่ยนลุงเป็นอิเคเมนหน่อย 5555
ล้อเล่น สำหรับเรา ลุงดีที่สุดแล้วล่ะ ตั้งแต่ทำงานมา ลุงเป็น Mood Maker ที่ดีมากจริงๆ เวลามีปาร์ตี้อะไรคนเค้าก็เลยต้องชวนลุงตลอด
เรามีความสุขกับงานที่ทำตอนนี้จริงๆนะ คือเงินมันก็โอเค ถึงจะมีที่อื่นที่เราอาจจะได้มากกว่า แต่เราแฮปปี้กับคนที่นี่สุดแล้ว โดยรวมมันโอเคอ่ะ คิดว่าหาที่ที่จะรู้สึกสนุกกับงานมากกว่านี้คงไม่ได้แล้ว ต้องขอบคุณลุงที่มาสร้างความสนุกสนานเหมือนอย่างวันแรกที่ลุงแนะนำตัวจริงๆ
ลุงบอกว่า ภารกิจของผมที่นี่ (ตอนเพิ่งย้ายมาประจำที่ไทย) คือการทำให้ที่นี่มีบรรยากาศที่สนุกสนาน

สวัสดีปีใหม่ เป้าหมายสูงสุดในการเป็นล่ามของคุณคืออะไร?

สวัสดีปีใหม่นะคะ

ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับๆทุกๆคนค่ะ

เราเขียนบล็อกที่นี่มาประมาณ 4 ปีแล้ว จากบล็อกบ่นๆไร้สาระ ระบายเรื่องของตัวเอง บันทึกอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ แต่ผลจากการลงมือทำ มันทำให้เราพัฒนาการเขียนของตัวเองได้มากขึ้น และดีใจมากๆค่ะที่มันพอจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง

(มีประโยชน์กับตัวเองด้วย บางทีนึกศัพท์ไม่ออก พอเสิร์ชก็ขึ้นบล็อกตัวเอง หาง่ายกว่าจดในสมุดเยอะเลย 555+)

ขออวดสถิติหน่อย

จากยอดวิว 13 วิวในปีแรก

ปี 2017 เรามียอดวิวอยู่ที่ 35,455 วิวแล้วค่ะ ขอบคุณมากๆที่แวะเข้ามาชมนะคะ

(เพื่อนเราอาจจะบอกว่า ในนั้นเป็นวิวของมันสักครึ่งนึง 555+)

 

stats

 

ขอบคุณคนที่กดติดตามด้วยนะคะ รวมถึงคอมเม้นที่เข้ามาให้กำลังใจเราเสมอ มันมีค่าสำหรับเรามากๆ

ปีที่แล้วเราตั้ง target เกี่ยวกับงานเขียนของตัวเองไว้ว่าจะเขียนให้ได้เดือนละ 1 เรื่อง

ซึ่งก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ได้เขียนทุกเดือน แต่เฉลี่ยก็ถือว่าพอได้อยู่นะ เพราะเราเขียนไปทั้งหมด 17 posts

นั่นๆๆ หาข้ออ้างเข้าข้างตัวเองอีก

บทความที่มียอดวิวสูงสุดก็ยังคงเป็นเรื่อง เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม! ซึ่งเขียนไว้เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2015

ตอนนั้นเรายังเป็นล่ามเด็กน้อย ก็เขียนจากสิ่งที่ตัวเองคิดในตอนนั้น

ตอนนี้ก็ปี 2018 แล้ว ไม่ได้เป็นล่ามเด็กน้อยแล้วล่ะ ก็ถือว่าทำงานมาประมาณนึง แต่ก็ไม่ได้เก่งพอที่จะเป็นรุ่นพี่ใครได้

ที่เราคิดแบบนี้เพราะว่าปีที่แล้วเรามีโอกาสได้ Coaching ให้น้องฝึกงานเป็นเวลา 3 เดือน แต่เรารู้สึกว่าตัวเองสอนน้องได้ไม่ดีเลย ก็เลยประเมินตัวเองว่าอยู่ในระดับที่ “พอจะทำงานได้ แต่ยังไม่สามารถสอนคนอื่นได้”

เอาจริงๆแค่ลำพังงานของตัวเอง ยังพูดไม่ได้เต็มปากเลยว่า “ฉันทำงานได้ดีแล้ว”

มีคนมาถามเราในไอจี น่าจะตามมาจากบล็อกเรานี่แหละ เค้าถามว่า “เป้าหมายสูงสุดในการเป็นล่ามของคุณคืออะไร”

เป็นคำถามที่ยากจัง…

เราตอบไปว่า ไม่มี เพราะเราคิดว่าอาชีพล่ามเป็นอาชีพที่ต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในทุกๆวันเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของ user ที่มากขึ้นเรื่อยๆ

เราไม่ได้ตั้งใจจะตอบแบบนางงามนะ แต่นี่คือความคิดที่อยู่ในหัวเราตอนนี้จริงๆ

มันเป็นงานที่ต้องทำให้ user พึงพอใจ ซึ่งยากมาก เห็นได้จากช่วงปลายๆปีที่เรามีช่วงที่ motivation down อยู่เหมือนกัน

ความต้องการของ user ทั้งมาก และหลากหลาย ยิ่งต้องให้บริการกับ user หลายคนเท่าไหร่ยิ่งปวดหัวมากเท่านั้น มันไม่ใช่แค่บริการในเรื่องของภาษาอย่างเดียว เค้าคาดหวังทุกๆอย่าง ทั้ง service คาดหวังว่าเราจะต้องยิ้ม อารมณ์ดีตลอดเวลา (ฮือออ พี่คะ หนูไม่ใช่คนบ้า หนูไม่ได้เสพกัญชามาทำงานข่าาาาา) และอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่ว่าเราไปทำงานกับใคร

ถ้าเปรียบเป็นข้อสอบ ก็ไม่รู้ว่าจะอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบยังไงดี

ช่วงปีที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ผ่านการแปลเกี่ยวกับการผลิตแบบ Automation มากขึ้น

ในวงการของคนที่ใช้ภาษาในการทำงานก็มีการพูดถึงเรื่องที่ว่า A.I. หรือปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแทนที่นักแปลหรือล่ามในอนาคต แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนคนได้

และเราคิดว่า การที่ A.I. จะทำงานแปลแทนคนได้ มันต้องป้อนคำสั่งเยอะมากถึงจะฉลาดพอที่จะรองรับต่อสถานการณ์ในหลายๆรูปแบบได้ (คือต้องมีฐานข้อมูลที่ใหญ่มากๆ)

Q: คิดยังไงกับทิศทางของอาชีพล่ามในอนาคต?

A: เราคิดว่างานของล่ามหรือนักแปลน่าจะเพิ่มขึ้น แน่นอน มีคนเรียนภาษามากขึ้น มีเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองเรื่องของการแปลมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องแปลก็มากขึ้นและยากขึ้นเช่นกัน

ล่ามน่าจะมีงานเพิ่มขึ้นนะ แต่จากสถานการณ์แล้ว เราคิดว่าต้องเป็นล่ามที่เก่งถึงจะสามารถอยู่รอดในสถานการณ์นี้ได้

internet ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น แต่ภาษา ยังคงเป็นกำแพงหรืออุปสรรคที่ขวางกั้นการเข้าถึงและนำเอาข้อมูลออกมาใช้ การก็อปเอาไปวางใน google translate ยังไม่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานจริงได้ (แต่แปลเป็นคำๆกูเกิ้ลก็ฉลาดอยู่นะ)

งานล่ามหรืองานแปล ถือเป็นสะพานเชื่อมเพื่อให้คนที่ใช้คนละภาษากันสามารถข้ามกำแพงทางภาษาเข้าไปหาความรู้และนำออกมาใช้ได้ ซึ่งงานนี้ก็ยังคงมีความจำเป็นอยู่ในอนาคต

หากมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนถ้าคิดจะเรียนศาสนา ศิลปวัฒนธรรมในเอเชีย ก็ต้องเดินทางไปเรียนรู้ที่แหล่งอารยธรรมใหญ่ๆ เช่น จีน หรือ อินเดีย

ต้องส่งคนไปอยู่ที่นั่นเพื่อเรียนรู้ แล้วนำเอาศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา กลับมาใช้ในประเทศของตนเอง

หรืออย่างในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีการส่งพระบรมวงศานุวงศ์ไปเรียนที่ต่างประเทศเพื่อนำเอาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ

แต่ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตหรือการสื่อสารทางไกลทำให้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศก็ได้

ในการทำงาน เราเจอ telephone meeting บ่อยมากกกกกกกก

และยากมากกกกกก แต่ก็ต้องทำ T^T

ล่ามยังคงมีบทบาทในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารอยู่

แต่แค่คำว่าล่าม มันกว้างเกินไป มันครอบจักรวาลเกินไป

แล้วล่ามแบบไหนล่ะ ที่จะตอบโจทย์

สำหรับเรา สิ่งที่เราอยากมีในปีนี้คือ “ความเป็นมืออาชีพ” – – – มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยมี เราตื่นเต้น เราประสาทจะกินทุกทีเวลาต้องแปลอะไรยากๆ เราคุมสติไม่ค่อยได้ สิ่งเดียวที่เป็นเหมือนเครื่องรางที่ช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้นคือการเตรียมตัวก่อนแปล ยิ่งเตรียมมามากเท่าไหร่ ยิ่งลดความเครียดได้มากเท่านั้น แต่ก็ยอมรับว่าในสถานการณ์จริงหลายๆครั้ง มันไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวเลย

เราเลยคิดว่า ถ้าเราเป็นล่ามมืออาชีพที่สามารถแปลได้ในทุกสถานการณ์ได้ก็คงดี

ถ้ามีใครมาพูดแบบนี้กับเราตอนที่เราเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ เราคงคิดว่า “จะบ้าเหรอ ใครจะไปเทพขนาดนั้น”

แต่จากการทำงานมาหลายปี เราพบว่า มีคนที่ทำแบบนี้ได้จริงๆ ถ้าอยากรู้จักตัวอย่างสักคน เราแนะนำให้เสิร์ชชื่อ “อาจารย์บุญชู ตันติรัตนสุนทร” ดู อ่านบทสัมภาษณ์นี้ของอาจารย์ดูก็ได้ค่ะ เราอ่านแล้วประทับใจมากๆ

อาจารย์บุญชู ปรมาจารย์ล่ามญี่ปุ่น กับประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี

การจะเป็นล่ามเทพ ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่มันคือการ “ฝึกฝน” อย่างหนัก ใช้เวลากับภาษาเยอะๆ หมั่นแสวงหาความรู้อยู่เสมอ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา

สำหรับเรา มันไม่ง่ายเลย ทุกๆวันในการทำงานคือความยากลำบาก แต่ละการประชุมคือเวทีที่เราต้องลงไปต่อสู้

วันไหนชนะ ก็มีกำลังใจ วันไหนแพ้มา ทำได้ไม่ดี ก็เศร้าไป

ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไหนๆเรื่องความรักก็นกแล้ว เรื่องงานฉันก็จะเป็นนกฟีนิกซ์ จะตายแล้วเกิดใหม่ ตายแล้วเกิดใหม่เรื่อยๆ มันคงต้องเก่งขึ้นสักวันแหละน่า

เป้าหมายของเราคือการ shift ตัวเองจาก “คนที่ทำอาชีพเป็นล่าม” ให้กลายเป็น “ล่ามมืออาชีพ”

อยากแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่ง ด้วยการกระทำ ไม่ใช้เพียงแค่คำพูด

เราชอบหนังสือของ Austin Kleon มาก เราอ่าน Steal Like An Artist ไปแล้ว

แต่ยังไม่ได้อ่าน Show Your Work คิดว่าจะหามาอ่านให้ได้เลย

เราอ่านมาจาก Steal Like An Artist นั่นแหละ ว่าถ้าอยากเป็นแบบไหน ให้แกล้งทำว่าตัวเองเป็นแบบนั้นไปก่อน จนกว่าจะเป็นได้จริงๆ

เราไม่เก่งหรอก แต่เราอยากเก่ง อย่างน้อยๆ ก็ขอให้มันดีขึ้นกว่าตัวเองคนเมื่อวานก็ดีใจแล้ว

ปีที่แล้วเจอเรื่องหนักๆมาตอนปลายปี เหมือนไฟในตัวค่อยๆมอดลงยังไงก็ไม่รู้

แต่นี่ก็ปีใหม่แล้ว ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ก็พยายามปลุกไฟในใจให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

สาส์นปีใหม่จากประธานของกลุ่มบริษัทที่เราทำงานก็ช่วยกระตุ้นเราได้ดีนะ ถึงจะอ่านเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ตาม

แต่เราจะพยายามทำงานอย่างกระตือรือร้น มี passion ในการทำงาน ไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด และพูดสิ่งที่อยู่ในความฝันให้มันออกมาเป็นคำพูด

ช่วงก่อนหน้านี้เวลาหมดกำลังใจ เราชอบฟังเพลง 365 วันกับเครื่องบินกระดาษของ BNK48

ส่วนตอนนี้เรารู้สึกเร่าร้อน(?) เลยชอบฟัง Oogoe Daimond (ตั้งแต่นาทีที่ 1.00 เป็นต้นไป)

ในเนื้อเพลงเราชอบท่อนนี้ “ต้องทำตอนนี้ สิ่งที่สำคัญมันอยู่ตรงหน้า” กับ “ต้องทำตอนนี้ เปลี่ยนความคิดให้มันเป็นคำพูด”

 

พิมพ์มาเยอะแยะ ไม่มีอะไร แค่จะบอกว่า งานจับมือวันเสาร์นี้ เราจะไปรับพลังจากน้องๆ BNK48 อีก

ตอนงานจับมือครั้งแรกเราไปจับมือน้องมิวสิคมา ความตั้งใจ ความพยายามของน้อง มันกลายเป็นพลังออกมา แล้วเรารับรู้ได้อ่ะ สิบวินาทีนั้น มันเป็นโมเม้นท์ที่เปลี่ยนแปลงเราจริงๆ

เราตัดสินใจหยิบเอาความฝันที่จะเรียนนิติกลับมาทำใหม่ ลงเรียนนิติอีกใบ เพราะน้องบอกว่าอยากทำอนิเมะเกี่ยวกับกฎหมาย 555+

บทความปีแรกที่เราเขียน เราเขียนว่าแรงบันดาลใจก็เป็นสิ่งสำคัญ

ทุกวันนี้เราก็ยังเชื่อแบบนั้น และยังเดินตามความเชื่อของตัวเองอยู่

ขอให้ปี 2018 นี้เป็นปีที่ดีของทุกๆคนอีกครั้งนะคะ จริงๆได้หยุดปีใหม่มาเรามีไฟมากเลย แต่พอทำงานไปสองวัน กลับมาเหนื่อยอีกแล้ว (ใช้แบตที่ชาร์จมาหมดเร็วมาก) เลยต้องหาทางพยายามปลุกไฟในตัวเองขึ้นมาใหม่ และคงต้องทำให้สม่ำเสมอ

ใครมีเป้าหมายอะไรในปีนี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะ เราค้นพบว่าการพูดมันออกมาจะช่วยทำให้เป้าหมายกลายเป็นจริงได้มากขึ้นจริงๆ เราลองพิสูจน์มาแล้ว

ปีนี้เรามีเป้าหมายนะ แต่ส่วนมากเป็น Long Term Plan ซะเยอะ ยังไม่ออกมาเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนและชี้วัดได้เท่าไหร่ ก็อยากได้อะไรที่ชัดเจนให้ตัวเองเหมือนกันนะ

ข้อความถึงตัวฉันในอนาคต…

หนึ่งในเป้าหมายปีนี้ของเราก็คือการเขียนบล็อกอย่างน้อยเดือนละ 1 เรื่อง
แต่ทว่าตั้งแต่เดือนพ.ย. เป็นต้นมา เรากลับไม่สามารถเขียนบทความที่เกี่ยวกับการทำงานได้เลย

ตั้งแต่เราเริ่มเขียนไดอารี่ตอนม.ต้น ตอนแรกๆเราก็เขียนทุกอย่างที่นึกขึ้นได้ลงไป แต่วันหนึ่งเราก็ได้เรียนรู้ว่า การเขียนเรื่องที่ตัวเจ็บปวด มันทำให้เราเจ็บปวดมากขึ้น ก็เลยเลือกเขียนเฉพาะความทรงจำที่ดีๆ หรือไม่ก็เขียนเรื่องกลางๆ ที่ไม่เกิดความรู้สึกเป็นลบกับมันมากเกินไปนัก

เราเขียนบล็อกนี้ด้วยความต้องการสนองนี้ดตัวเองที่อยากเป็นนักเขียน ก็เขียนมา 4 ปีนิดๆแล้ว สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ เรื่องราวของเราเป็นกำลังใจให้คนอื่นได้ และเราได้รับค่าตอบแทนเป็นกำลังใจจากคนอื่นเช่นกัน เวลาที่รู้สึกกดดันมากๆ บางทีเราก็เข้าห้องน้ำแล้วก็เปิดคอมเม้นท์ขึ้นมาอ่าน

ช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาที เราก็รู้สึกเหมือนได้ฮีลแล้ว มันทำให้เราสู้ต่อได้

แต่เดือน พ.ย. เราไม่แฮปปี้กับงานเลย จะว่าไม่แฮปปี้กับงานก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอก งานเราก็เหมือนเดิม ทำมาสองปีแล้ว ก็เท่านี้แหละไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่เราไม่แฮปปี้กับคนคนนึง และเค้าคงไม่แฮปปี้กับเราเหมือนกัน ความรู้สึกที่มองหน้ากันไม่ค่อยติด มันกัดกินข้างในตัวเรา

ทีนี้พอเค้าพูดอะไรมา ใจเรามันก็ตีความเป็นลบ เช่นเดียวกันกับที่ไม่ว่าเราจะพูดอะไรไป เค้าก็คงอคติกับเราเหมือนกัน ตามกฎ action = reaction

ไม่ได้แปลว่าเราไปแสดงกริยาอะไรไม่พอใจใส่เค้านะ ต้องออกตัวก่อนเพระาเวลาหน้าเรานิ่งๆ ไม่ใช้รอยยิ้มเพื่อการค้า คนชอบหาว่าเราซีเรียส ว่าเราไม่พอใจ ทั้งๆที่จริงๆบางทีเราแค่เครียดกับงาน ไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อนดี พออธิบายไปกลายเป็นถูกว่าว่าเราใส่อารมณ์ก็มี ก็เลยเหนื่อยจะอธิบายแล้วล่ะ

เรารู้สึกแย่มาเป็นเดือนเลยกับคำพูดของเค้า เราเอามันออกไปจากหัวตัวเองไม่ได้ เฝ้าแต่ถามตัวเองว่า ถ้าเราไม่ดีพอในสายตาเค้า เราจะปรับปรุงตัวเองได้อย่างไร แต่คิดๆๆเท่าไหร่ก็ไม่มีคำตอบสักที จนสุดท้ายกลายเป็นว่าเรามานั่งโทษตัวเองว่าว่าเป็นเพราะตัวเราเองที่มีความสามารถไม่พอ

ฟังดูอ่อนแอใช่มั้ย แต่มันคือตัวเรา มันคือสิ่งที่อยู่กับเรามาทั้งชีวิต เราเกิดมาเป็นคนคิดมาก นอยด์ง่าย และเราเลือกไม่ได้ด้วย ตอนเด็กๆทำแบบทดสอบในคาบแนะแนว เราก็ได้ “กลุ่มเสี่ยง” จริงๆก็มีคนอื่นได้คะแนนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหมือนเรา แต่เค้าลบแก้คำตอบ เราก็เลยได้เป็น “กลุ่มเสี่ยง” คนเดียวในห้อง ได้ของแถมเป็นสายตาของคนบางคนที่มองว่า กลุ่มเสี่ยง = โรคจิต

เราเศร้ามากตอนที่รู้ข่าวจงฮยอน SHINee เพราะว่าจงฮยอนเป็นเมนเพื่อนเรา แล้วเราก็ชอบเพลง Replay มากๆ ฟังบ่อยมาก

อ่านจดหมายลาของเค้าแล้วดูไป มันเหมือนเราเลย วิธีคิด หรือการที่อยากฟังคำพูดว่า “นายทำได้ดีแล้ว”

เราไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้านะ เดี๋ยวจะมีคนหาว่าอยากเป็น เราไม่ได้เป็น ไม่ได้อยากเป็น (มีใครอยากเป็นด้วยเหรอ ไม่น่าสนุกหรอก)

ในช่วงเวลาที่รู้สึกเศร้า เราเกลียดคำว่า “พยายามสิ” มันเหมือนยิ่งผลักให้เราอยู่ในจุดที่แย่ลงไปกว่าเดิม ทั้งๆที่มันอยู่ในจุดที่ตกต่ำอยู่แล้ว แล้วก็พยายามแล้วด้วย

คำพูดที่ช่วยเราได้ดีที่สุดคือ ช่างแม่งงงงง!

เราเพิ่งมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้ แล้วก็ยอมรับความจริงว่าเราเครียดจัดจริงๆ เครียดมากจนไม่มีความสุข แล้วเราก็ตัดสินใจ “ช่างแม่ง”

เราจะพยายาม ตอนที่เราอยากพยายาม แต่ตอนที่ไม่อยากพยายาม ก็อย่าบังคับให้เราพยายามเลย เราจะไม่ทำ ตราบใดที่มันไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เราขอใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการเถอะ

พอยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น พอเข้าใจ มีสติรู้ขึ้นมาว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ เออมันง่ายขึ้นเยอะเลย

วันนี้เป็นวันที่เราทำงานได้ดีมาก ดีจนอยากชมตัวเองเลย “พยายามได้ดีมากแล้วล่ะ ^^”

ฟังดูบ้าๆใช่มั้ย มานั่งเขียนชมตัวเองในบล็อก เราเคยโดนคอมเม้นมาเหมือนกันว่าเราบ้า ชอบยกหางตัวเอง แต่เราค้นพบว่า คำชมเป็นพลังบวกทำให้เรามีความสุข เราบ้ายอ เราหลงตัวเอง และเราจะยอมรับความจริงในข้อนี้ เราจะไม่หนีตัวเอง

ทำไมวันนี้เราถึงคิดว่าตัวเองทำได้ดี?

วันนี้ตอนเช้ามีต้องไปแปลที่ supplier ซึ่งจริงๆเป็นเรื่องที่ supplier ต้องรายงาน TOP ของบริษัทเรา

เรารู้อยู่แล้วว่ามีล่ามที่ supplier อยู่ แค่ประธานของ supplier บอกว่า TOP เราไป กลัวว่าล่ามบริษัทเค้าจะทำไม่ได้ (ทำไมดูถูกล่ามตัวเองจัง เราไม่ชอบเลยนะ ถ้าเรเาป็นล่ามคนนั้นเราจะโกรธมาก)

จริงๆเรายุ่งมาก ลุงคนญี่ปุ่นหัวหน้าเราก็รู้ว่าเรายุ่ง เค้าก็บอกว่าใช้ล่าม supplier ก็ได้ แต่พอ ประธานของ supplier พูดมาแบบนั้น ลุงก็เลยถามเราว่าจะไปมั้ย เราพอจะเคลียร์งานได้ก็เลยไป

พอไปถึง พอล่าม supplier เห็นหน้าเรา เค้ารีบลุกออกจากเก้าอี้ที่มีไมค์วางอยู่เลย  แต่เราบอกว่า “เนื้อหาวันนี้เป็น supplier รายงาน ให้พี่ล่าม(ที่ supplier) แปลดีกว่าค่ะ เดี๋ยวเรา support”

พอประธาน supplier เห็นหน้าเรา ก็รีบผายมือให้เราแปล แต่เราปฏิเสธ ต้องขอบคุณลุงหัวหน้าเราที่เข้าใจและช่วยพูดให้ ว่าวันนี้เรา support นะ(เราคุยกับลุงไว้ก่อนแล้วว่าเป็นเรื่องกระบวนการที่ supplier ล่ามของ supplier ที่อยู่ที่นี่ย่อมรู้ดีกว่าเรา)

ซึ่งล่าม supplier ก็แปลได้นะ ไม่ใช่แปลไม่ได้ เค้าก็พยายามดีเลยล่ะ เราอยากชื่นชมเค้า อยากให้เค้ามีความมั่นใจ เพราะไม่ชอบวิธีที่คนญี่ปุ่นบริษัทเค้าทำกับเค้า เค้าควรจะได้รับโอกาสให้ได้ลอง อาชีพอย่างล่าม ยิ่งตายบ่อยๆยิ่งเก่ง ต้องทำตัวเป็นนกฟีนิกซ์อ่ะ ตายแล้วต้องคืนชีพมาโบยบินให้ได้ ครั้งหน้าถ้าเจอเค้าอีก เราจะหาโอกาสคุยกับเค้า วันนี้ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักตอนเค้าแปล ไม่รู้เค้าเห็นรึเปล่า

เอาจริงๆนะ บางทีคนไทยหลายๆคนอ่ะ ชอบอธิบายอ้อมๆไง เอารายละเอียดเยอะๆมาก่อน แล้วมันแปลยาก เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เราเจอ อยากฟังข้อสรุปก่อน ล่ามเลยจะทำงานยากหน่อย เพราะคนญี่ปุ่นมักมีแพทเทิร์นในการรายงานอยู่ในใจอยู่แล้ว

ตอน Management บริษัทเราพูดเราก็แปลนะ เพราะเค้าพูดเรื่อง Design เรื่องของบริษัทเราที่ล่าม supplier น่าจะไม่รู้ ตอนลงไปดูหน้างานเราก็ช่วยแปลให้ถ้าคนบริษัทเราพูด

 

 

แล้ววันนี้คือมีลูกค้ามาเยี่ยมชมบริษัทสองกลุ่ม แล้วเพื่อนล่ามเราที่ซ้อมไว้สำหรับ Group A เกิดไส้ติ่งอักเสบขึ้นมาต้องส่งไปผ่าตัดด่วน พี่ล่ามคนที่เตรียมตัวสำหรับ Group B ก็ต้องสลับไปแปล Group A แทน แล้วเราก็ต้องแปล Group B โดจิ แบบไม่ได้เตรียมตัวเพราะมันเหตุฉุกเฉินและไม่มีล่ามจริงๆ

ตอนจบงานลูกค้าก็ขอบคุณเราซึ่งมาเป้นล่ามให้ คนญี่ปุ่นในบริษัทก็ชมว่าทำได้ดี พี่ organizer ก็น่ารัก ช่วยดูแลเราเป็นอย่างดี ถึงแม้วันนี้เราจะเหมือนนักกีฬาที่ต้องลงไปเล่นทั้งๆที่เป็นตัวสำรอง (ไม่ได้ซ้อมอีกต่างหาก) แต่พลังของ supersub มันมีจริงๆนะ คือการทำอะไรที่มันไม่กดดัน มันมักจะทำได้ดีกว่า

ตอนเดือน พ.ย. เราเครียดเพราะต้องเป็นล่ามหลักที่แปลในโปรเจคใหญ่ของปีนี้ คือก็ทำได้นะ ผ่าไนปได้ด้วยดี แต่ผลกระทบที่ตามมามันทำเอาเราจิตตกไปเป็นเดือนเพราะคำพูดคนๆเดียว

วันนี้เรารู้สึกว่ากำแพงที่เราต่อสู้ พยายามปีนข้ามมันมาสองเดือน ในที่สุดก็ข้ามได้แล้ว ต่อจากนี้ไปเราก็คงเจอกำแพงอีก และคงสูงชันยิ่งกว่าเดิมอีก แต่เหมือนเราเริ่มจะจับทริคได้แล้วนิดหนึ่งว่าควรต้องทำยังไง

 

ทุกๆอุปสรรคที่เจอ มันจจะทำให้เราเข้มแข็งได้ก็จริง แต่ไม่ต้องกดดันตัวเองให้ชนะทุกครั้งหรอก แพ้บ้างก็ได้ แพ้ให้เป็น แล้วลุกขึ้นมาใหม่

ไม่ต้องฝืนหรอก จริงๆเพื่อนเราน่ะปวดท้องมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่มันอดทน จนทนไม่ไหว ต้องแอดมิด ผ่าเลยวันนี้ เรื่องบางเรื่องอดทนแล้วดี แต่บางเรื่อง ยิ่งทนยิ่งอาการแย่ลง ยิ่งเสี่ยงก็มี

อยากให้ใครที่ผ่านเข้ามาอ่านดูแลตัวเองทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีๆ เรารู้ตัวเราเองดีที่สุด อย่ารอจนมันสาย ถ้าเดือดร้อนหรือลำบาก ให้ขอความช่วยเหลือ บางทีเราอาจจะซวยไปเจอคนแย่ๆที่พูดจาบั่นทอนจิตใจ แต่เราก็มีโอกาสเจอคนดีๆที่พร้อมจะช่วยเหลือเหมือนกัน และถ้าเจอ มันคุ้มค่ามาก ขอความช่วยเหลือจากเพื่อน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือใครก็ได้ มีคนที่อยากจะช่วยเสมอแหละ

มีอะไรเราก็นึกถึงแต่เพลง 365วันกับเครื่องบินกระดาษของ BNK48

“อย่าไปคิดเอาเองว่าไม่มีใคร แค่ลองเปิดใจให้ได้รับรู้ถึงบางสิ่ง ยังมีใครอยู่ตรงนี้ ยังรอเป็นที่พึ่งพิง แต่ความจริง เราเองแค่มองข้ามไป”

 

ช่วงเวลานี้ของปีอากาศมักจะหนาว ทำให้คนที่รู้สึกเศร้าได้ง่ายยิ่งเศร้ามากขึ้น

หาเครื่องดื่มอุ่นๆจิบ ทำอะไรที่ตัวเองสบายใจนะ

สำหรับเรา เราชอบแมว หนังสือ เครื่องดื่มอุ่นๆ และนอนซุกตัวในผ้าห่ม นั่นเป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข อย่าลืมนะ ในวันที่รู้สึกแย่ นึกถึงเรื่องที่มีความสุขเข้าไว้

 

เห็นผ่านๆตาในทวิตเตอร์ว่า อาชีพนักร้อง นักแสดง นักกีฬา มักจะเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายเพราะต้องแบกรับความคาดหวังจากคนมากมาย ยิ่งประสบความสำเร็จเท่าไหร่ยิ่งยากที่จะรักษามาตรฐานและทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ มันเป้นมาตรฐานที่วัดจากควาพมอใจ ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด

เราคิดว่าอาชีพล่ามก็เข้าข่ายนะ

มันคืองานที่ต้องทำให้คนอื่นพึงพอใจ แล้วมันก็ยากด้วย สองเดือนที่ผ่านมาเรากดดันมากกับการถูกเอาไปเปรียบเทียบกับล่ามที่เก่งกว่าเรา อายุมากกว่าเรา ประสบการณ์มากกว่าเรา คือฟังคำพูดเปรียบเทียบแบบนั้น แล้วเราก็พยายามจะดิ้นรนด้วยการมาถามตัวเองว่าแล้วเราต้องพัฒนาตัวเองยังไงถึงจะไปได้ถึงระดับนั้น แต่มันไม่มีคำตอบเลย และเราเสียใจที่ถูกตัดสินแบบนั้น มองยังไงเรกา็ไม่มีทางไปถึงระดับที่เค้ายกมาเปรียบเทียบได้เลย
อีกอย่างเราเสียใจที่ไม่ตัดสินเราจากงานที่เราทำ แต่ดันมาว่าเราว่าเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ คอมเม้นว่างานเราคืองานบริการ… บลาๆๆ

เอ่อ…เราให้บริการทางภาษา รอยยิ้มเพื่อการค้าเป็นของแถม แจกตามอารมณ์ผู้ให้บริการค่ะ 555+
(ทำเป็นขำ ตอนเครียดๆนี่ก็ขำไม่ออกเหมือนกัน)

ไม่ใช่ไม่ฟังเวลาคนคอมเม้นท์หรอก ก็ฟัง อันไหนเราแก้ได้เราก็จะแก้ให้นะ นี่เราก็ว่าเราก็ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ แต่คงไม่ถึงขนาดจะทำให้ทุกคนบนโลกนี้พอใจได้หรอก เอาเป็นว่าเราพอใจกับตัวเองแล้วกัน ใครไม่พอใจก็เรื่องของเค้าเนอะ เพราะเราอยู่กับความรู้สึกอยากทำให้คนที่ก็ไม่ได้ชอบเราสักเท่าไหร่พอใจมาสองเดือน มันไม่โอเคเลย เราพอแล้ว เลิกๆๆๆ

จริงๆแล้วเราก็อยากทำตัวดีๆ เป็นล่ามที่น่ารักทุกวันนั่นแหละ ถ้า user ทำตัวน่ารัก ล่ามก็น่ารักค่ะ
จริงๆแล้วถึงจะเจอ user ไม่น่ารัก แต่ถ้าอารมณ์เราสงบมั่นคงเป็นปกติ เราก็จะคิดว่าเราไม่ได้ทำเพื่อเค้า เราทำเพื่อเงิน!!! พอคิดแบบนี้ได้ก็มีกำลังใจจะยิ้มแย้มแจ่มใส ตั้งใจทำงานปกติแหละ

แต่บางวัน มันก็ไม่ได้เป็นอย่างงั้นเสมอไปไง มันก็มีจิตตกบ้างอ่ะ
หวังว่าวันไหนตัวเองเกิดจิตตกขึ้นมา คงจะยังพอมีสตินึกออกว่าต้องแก้ไขอาการตัวเองยังไงนะ

จริงๆก็อยากให้มีผลิตภัณฑ์อย่างเช่น สติ หรือกำลังใจลงขายในลาซาด้า เวลาจำเป็นจะได้ซื้อหามาไว้ใช้ 555

เมื่อฉันโดนเรียกไปปรับทัศนคติ…

เมื่อวานกับวันนี้เป็นวันที่มีจำนวนคนเข้าชมบล็อกเราสูงกว่าปกติมากๆ

ต้องขอบคุณจริงๆที่ช่วยเอาไปแชร์ใน twitter, facebook เราแอบส่องอยู่ กลัวเค้ารีทวิตไปด่า 555+

และที่เป็นปลื้มมากก็คือ เราชอบวง BNK48 เวลาดูรายการ BNK48 Show เราจะเจอไอดอลภาษาญี่ปุ่นของเราในนั้น ท่าด้าาาา… พี่บก. เรโกะนั่นเอง

จะบอกว่า “นอกจากโอชิน้องมิวสิค ดูๆไปก็จะโอชิพี่เรโกะนี่แหละค่ะ”

เราแอบปลื้มพี่เค้าอยู่เงียบๆ แล้วพอไปแอบส่องทวิตที่มีคนเอาบล็อกเราไปแชร์ ก็เห็นพี่บก. เรโกะมากดไลค์ อ่านหรือไม่อ่านไม่รู้แหละ พี่เค้าอาจจะมือลั่น แต่นี่ปลื้มอกปลื้มใจใหญ่เลย 555+

คือพี่เค้าสวยไง เก่งภาษาญี่ปุ่นด้วย ทำงานเป็นมืออาชีพมากๆด้วย อยากเป็นให้ได้แบบนั้น หรือได้สักครึ่งนึงก็ยังดี

แล้วก็ดีใจค่ะที่ได้เห็นคอมเม้นท์ของเพื่อนร่วมอาชีพ มีคนบอกว่าอ่านบล็อกเราแล้วรู้สึกดีขึ้นรู้สึกมีเพื่อนร่วมทุกข์ 5555

แค่นั้นก็ดีใจแล้วค่ะ นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ ในวันที่รู้สึกแย่มากๆ แค่อยากให้ใครสักคนเข้าใจยังดี แต่พอโตแล้ว ทำงาน มันไม่สามารถเรียกร้องให้ใครมาเข้าใจเราได้ มีแค่ต้องปรับอารมณ์ตัวเองให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์  พอพยายามมากไป บางทีก็รู้สึกเศร้า

หลายๆครั้งเราก็ได้คอมเม้นท์จากในบล็อกนี่แหละค่ะช่วยเอาไว้

งานเขียนคือสิ่งที่เรารัก การมีคนมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่สุดแล้ว

 

กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า อาทิตย์ที่แล้วเราโดนเมเนเจอร์เรียกไปปรับทัศนคติมา

เล่า background ก่อนแล้วกัน คืออาทิตย์ที่แล้ว บริษัทเรามีอีเว้นต์ใหญ่ที่สุดของปีนี้ตอนวันพฤหัสที่ผ่านมา

แล้วโปรเจคมันใหญ่มาก ทุกคนก็พยายามทำงานแข่งกับเวลาอย่างเต็มที่ เราเองก็กดดันที่ต้องแปลโปรเจคใหญ่ขนาดนี้ แต่เอกสารยังไม่ชัดเจน

เวลาซ้อมทาง Top Management ก็กดดัน คือวันก่อนวันจริงเราไปแปลทั้งที่หน้างานและในห้องประชุม ตั้งแต่ 8:00-11:45 คือโดนตะโกนใส่หูเยอะมากๆ เค้ากดดันคนทำงานเพราะอยากให้งานออกมาดี แน่นอนว่าล่ามรับอารมณ์นั้นไปเต็มๆ

เราไม่โกรธเค้านะ เราเข้าใจว่าบทบาทหน้าที่ของเค้า มันเป็นสไตล์การบริหารของเค้า เราก็พยายามตอบสนองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปีที่แล้วตอนเค้ามาประจำที่ไทยใหม่ๆ เราโดนด่าว่า “ล่ามแปลผิดสินะ” “นี่ก็ล่ามแปลผิดอีกแล้วใช่มั้ย” จนเราร้องไห้อ่ะ

ไม่นับที่โดนกดดันว่า “พรุ่งนี้ใครแปล เธอใช่มั้ย ให้แปลให้ดี คือคนไทยตอบยังไงผมไม่รู้อ่ะ แต่เนื้อหาที่ต้องตอบมันต้องตอบแบบนี้”

คือตอนนั้นก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้บริหารคนนี้พูด ในใจก็ค้าน ก็เค้าไม่ได้พูดอ่ะ จะให้แปลโกหกเหรอ แล้วแปลไปทั้งๆที่คนพูดไม่ได้พูด ถ้ามีคนแย้งขึ้นมาว่าไม่ได้พูดแบบนี้ทำไมล่ามแปลแบบนี้นี่เราจบเห่เลยนะ

แต่พี่ล่ามก็สอนว่า “ที่เค้าพูดแบบนี้ เค้าไม่ได้มีเจตนาจะกดดันเราหรอก เค้าเองก็กดดัน อยากให้งานมันออกมาดี เค้าเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานที่ไทย เราเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเค้า มันก็ต้องปรับกันทั้งสองฝ่าย”

เราเจ็บแล้วจำ เรียนรู้จากประสบการณ์ ผ่านมา 1 ปี เราว่าเราก็คงเอาตัวรอดได้ดีขึ้น

เกือบสี่ชั่วโมงที่เราแปลแบบกึ่งๆโดจิ รันยาวววว แถมอารมณ์มาเต็ม เราทำหน้าที่ของล่ามได้แบบที่เค้าไม่หันมาด่าล่ามอ่ะ เค้าก็ด่าในงานไป

แล้วเค้าก็คงเหนื่อยที่ต้องแสดงอารมณ์โกรธ มีจังหวะนึงเค้าก็คอมเม้นท์ว่า “คุณจะทำแบบนี้ก็ได้ ที่เหลือก็อยู่ที่ (ชื่อเรา) แล้วล่ะ ที่จะแปลออกมาให้ดี” – – – โอ้โห รีเพลย์ กดดันแบบเดิม เหมือนปีที่แล้วเปี๊ยบเลย ปีที่แล้วเราเครียด แต่ปีนี้เราหัวเราะออกมา ทำท่าเหมือนจะเอาหัวโขกโต๊ะแทน Orz โอ้มายก๊อดดด เข้าใจว่าอยากให้ทำอะไร แต่ไม่รู้วิธีการว่าจะทำยังให้ดี

พอเราออกมาจากห้องประชุม กินข้าว ประชุมต่อตอนบ่าย พอมีเวลาก็อยากเตรียมสคริปเอง เพราะรอสคริปจาก user คงไม่ทันแน่ๆ (วันจริงก็ตัง้ใจจะพูดตามที่ user พูดแหละ แต่พยายามเตรียมสคริปไว้จะได้ลดความตื่นเต้นน่ะ)

แต่ก็นะ เป็นล่ามไง จะทำงานก็โดนเรียกๆ เราก็เครียดกลัวจะไม่ทัน ก็ยอมรับว่าอารมณ์ไม่นิ่งเลย คือไม่ได้โกรธหรือเหวี่ยง แต่จะร้องไห้มากกว่า คือ สมองมันแบลงค์อ่ะ แปลยาวขนาดนั้น แถมเครียดขนาดนั้น มันรับอะไรไม่ไหวแล้ว – – user อีกคนก็พูดๆไป เราก็นิ่ง แล้วก็พูดเสียงเครือๆแบบจะร้องไห้ “พี่คะ ขอโทษนะคะ ขออีกรอบได้มั้ยคะ คือเหมือนสมองจะรับไม่ไหวแล้ว ตามเรื่องไม่ทันเลยค่ะ”

ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่เราตามเอกสาร แล้วพอตามแล้วเราก็โดน user เหวี่ยง หรือตอนประชุมวันจริงที่เตรียมไมค์ไม่พร้อม เรานั่งประจำที่แล้วเราแจกหูฟังเองไม่ได้เราก็บอกผู้รับผิดชอบ แล้วก็โดนเค้าเหวี่ยงใส่

คืองานมันเครียดอ่ะ เข้าใจว่าอารมณ์ใครๆก็มี เราก็พยายามนิ่งแล้ว แต่ถ้าเจอ user ที่ไม่ไหวจริงๆ ก็รู้สึกแย่นะ ก็มีสวนนิดหน่อย แต่พูดเรียบๆมากกว่า

สุดท้ายเราก็โดนเมเนเจอร์เรียกไปปรับทัศนคติ ว่าอารมณ์เรายังไม่นิ่งพอ ต้องควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้ งานเรามันงานบริการ บลาๆๆ

เมื่อก่อนหนักกว่านี้อีก จะประชุม 9 โมงแล้ว ตี 1 ยังนั่งทำเอกสารกันอยู่เลย ล่ามไม่เคยได้เอกสารก่อน ครั้งนี็โชคดีนะที่มันออกมาดี พี่เค้าก็ขอบคุณเราแหละ ที่งานมันออกมาดี ก็พูดมาเยอะอยู่ แต่ส่วนมากก็ซ้ำๆ เตือนเราเรื่องอารมณ์

บอกตรงๆเราไม่เห็นด้วยกับคำพูดเค้า แต่เรายอมรับที่ตัวเองผิด คือรับความกดดันได้ไม่มากพออย่างที่เค้าคาดหวัง ก็เข้าใจ และขอบคุณที่เค้าเรียกไปคุย ไปบอก

เค้าถาม Feedback เรา เราก็ตอบกลับไปว่า”ปกติแล้วเบื้องต้นเราก็ควรปฏิบัติงานตามมาตรฐานก่อน ถ้าล่ามได้เอกสารก่อนการประชุม มันก็เป็นสิ่งที่ดีใช่มั้ยคะ คือไม่ได้ซีเรียสว่าต้องได้แบบนี้ทุกการประชุม แต่อีเว้นต์นี้ที่เพิ่งผ่านไปมันเป็นโปรเจคใหญ่มาก ก็ต้องมีสคริปที่ค่อนข้างพร้อมอยู่แล้ว ก็ขอบคุณที่สุดท้ายแล้วพี่ก็มาซ้อมสคริปกับเรา ผลมันก็ออกมาดี จบงานแล้วเราก็จบ ไม่ได้ติดใจอะไร”

สุดท้ายแล้วเค้าก็คงประเมินว่าเราควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีพออยู่ดี – – – ก็แล้วแต่ แต่เราก็แจ้งปัญหาในการทำงานไป ว่าเราไม่ได้รับความร่วมมืออะไรจากลูกน้องเค้าบ้าง และอยากให้เค้าช่วยอะไรเรา

 

พอโดนเรียกไปปรับทัศนคติก็ Motivation ตกอีกแล้ว

คือมานั่งคิดเลยนะ ว่า User คาดหวังอะไรจากล่าม?

ล่ามคาดหวังอะไรจาก User?

แล้วทั้งสองฝ่ายตอบสนองความต้องการของกันและกันได้แค่ไหน, Gap คืออะไร?, ถ้าขจัด Gap นั้นได้ จะทำให้แฮปปี้ด้วยกันทั้งสองฝ่ายได้มั้ย (ซีเรียสเบอร์นี้เลย คือเราแปล QA เราเลยกลายเป็นคนยึดติดกับพวกระบบบริหารคุณภาพอ่ะ)

เรามาดีขึ้นหน่อยตรงที่เช้าวันถัดมา ลุงคนญี่ปุ่นที่เป็นหัวหน้าเราโดนตรง เอาแฮมเบอร์เกอร์ที่หยิบมาจากอาหารเช้าของเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์มาให้เรา คือลุงดีมากกกก หลายๆคัร้งที่รู้สึกจะไม่ไหว แต่ไปตอ่ได้เพราะได้หัวหน้าดีจริงๆนะ โดยส่วนใหญ่ในแผนกที่เราทำงานอยู่ User ก็ดี ถึงงานจะเยอะ แต่ถ้าเรื่องคนโอเคมันก็พอไหวอ่ะ – – เราพอใจกับงานปัจจุบันนะ ตอนที่เมเนเจอร์ปรับทัศนคติเรา ถึงทัศนคติเราจะไม่เปลี่ยนตามที่เค้าอยากให้เป็น แต่เราก็บอกไปว่าเราแฮปปี้กับงานอยู่

 

เรามาเปลี่ยนทัศนคติตอนคุยกับพี่ล่ามที่บริษัท พี่เค้าก็อายุมากแล้ว (โดนตบ!) มีประสบการณ์ทำงานมายาวนาน พี่เค้าก็สอนเราว่า “พี่เคยได้ยินมาจากที่ไหนก็ไม่รู้แหละ ว่า น้ำบริสุทธิ์เกินไป ปลาก็อยู่ไม่ได้นะ”

แปลว่า หัดยืดหยุ่นให้มากเข้าไว้ เพราะคนเรามันไม่เหมือนกันน่ะ อันนี้แม่เราก็สอนบ่อยๆ เราไม่รู้จักจำเอง คือโปรเจคนี้มันซีเรียสจริงๆ เราถูกกดดันมา เราก็กดดันตัวเอง เอาไปกดดันคนอื่นต่อด้วย เพราะอยากให้งานมันออกมาดี

“น้ำบริสุทธิ์เกินไป ปลาก็อยู่ไม่ได้นะ” แค่คำพูดนี้ประโยคเดียว เรายกมือไหว้ป้า เอ๊ย พี่เค้า แล้วบอกเค้าว่า “เข้าใจแล้วค่ะ”

เหมือนปลดล็อกความรู้สึกในใจตัวเองอ่ะ คือเราค่อนข้างได้ทำงานกับคนที่เนี้ยบ เราจะถูกสอนแบบกดดันมาตลอด แล้วก็ชินกับวิธีการแบบนั้น แต่บนโลกนี้มันก็มีอีกหลายร้อยหลายพันวิธี

เราคงต้องไปอ่านหนังสือเรื่อง “หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ” อย่างจริงจังแล้วล่ะ เพื่อเติบโตขึ้นและมีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น

เขียนไปก็ดูเป็นคนอ่อนไหวง่าย จิตใจไม่เข้มแข็งเอาซะเลย แต่ที่เขียนไว้เพราะอยากเตือนตัวเอง อยากจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม อยากเอาชนะตัวเองคนเมื่อวานให้ได้

ก็ดีที่มีโอกาสได้แปลโปรเจคนี้ คิดว่าหลังจากนี้ไปน่าจะรับมือกับความกดดันได้ดีกว่าเดิมมั้ง

ภาวนาขอให้ทุกวันเป็นวันดีๆ ใครๆก็อยากทำงานแบบมีความสุขทั้งนั้นแหละ

นี่เราก็พยายามยิ้มๆ นะ คือพอรู้ตัวว่าเครียดไปก็จะพยายามยิ้ม ยิ้มให้ตัวเองในกระจกก็มี (ใกล้จะบ้าแล้วล่ะ)

คือทำทุกทางจริงๆให้ตัวเองมีความสุขและไปต่อได้น่ะ

 

ずっと見てる夢は 私がもう一人いて

やりたいこと 好きなように 自由にできる夢

人生は紙飛行機 願い乗せて、飛んで行くよ

5 User ตัวร้ายที่ทำลาย Motivation ของล่าม

ส่วนใหญ่เราจะเขียนบล็อกแนวให้กำลังใจตัวเอง (อยากเผื่อแผ่ไปให้กำลังใจคนอื่นด้วย)

แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่ชีวิตคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบทุกวัน

เราตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้น ในวันที่เรารู้สึกแย่ที่สุดวันหนึ่งในชีวิตการทำงานเป็นล่ามมา

บทความนี้เขียนจากประสบการณ์ของตัวเองและคนรอบข้าง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่เราตัดสินใจรวบรวมความกล้าเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เราคิดหรือรู้สึกอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดเพราะเราเองก็ประสบการณ์น้อย เรายินดีรับฟังคำวิจารณ์ต่องานเขียนของเราและพร้อมจะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง

สารภาพตามตรงว่าเขียนไปด้วยความรู้สึกกลัวความคิดเห็นในเชิงลบ แต่เราต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง การเป็นนักเขียนคือความใฝ่ฝันของเรา เราเลยอยากขอลองเสี่ยงเพื่อให้ตัวเองเติบโตขึ้น

ในบทความเก่าๆที่เราเคยเขียนไว้เรื่องปากกาจับงาน เคยมีพี่พนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งเปิดให้ล่ามเค้าดูศัพท์ที่เราเขียน เราเลยคิดว่า “ก็มี user เสิร์ชมาเจอบล็อกของเราบ้างเหมือนกันนะ”

เราอยากจะสื่อสารไปยัง user หรือ HR ในโรงงาน ที่บังเอิญผ่านเข้ามา เราแค่อยากขอร้องจากใจจริงๆว่า อาชีพล่ามเป็นอาชีพที่มีความกดดันสูง และสูญเสีย motivation ในการทำงานได้ง่ายมากๆ แค่คำพูดคำเดียวอาจจะทำให้รู้สึกแย่ไปทั้งวันหรือนานเป็นสัปดาห์ และสภาพแบบนี้ที่เกิดขึ้นวนอยู่ซ้ำๆอาจจะทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้า เลยอยากให้ช่วยใจดีกับล่ามหน่อย รักน้อยๆแต่ขอให้รักนานๆ

เราเจอกระทู้น่าสนใจใน towaiwai ลองเข้าไปสัมผัสเสียงเล็กๆจากคนทำอาชีพล่ามได้ว่าเค้ารู้สึกยังไงเกี่ยวกับการทำงานบ้าง

ใครเคยเป็นคนร่าเริ่งแต่พอทำงานล่ามแล้วซึมเศร้าบ้างครับ

บริษัทเราถ้าเป็น Management จะมีสอบเลื่อนตำแหน่ง เราเรียกกันขำๆกับพี่ล่ามว่าสอบจอหงวน

ส่วนพี่ GM แผนกเรา เนื่องจากตำแหน่งสูงแล้ว เราเลยเรียกว่า สอบขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก

พี่เค้าได้รับการบ้านจาก TOP คนญี่ปุ่นว่า จะทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุข

สำหรับพนักงาน พี่ GM เรากำลังทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อหาวิธีทำให้พนักงานมีความสุข

เราเลยมามองย้อนกลับมาดูการทำงานของตัวเอง ว่าทำอย่างไรล่ามถึงจะ Happy เมื่อไม่มีใครมาคิดให้ว่าทำยังไงเราถึงจะมีความสุข เราก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ทำให้ตัวเองทำงานได้อย่างมีความสุขให้ได้

ก็เลยมองในมุมกลับดูว่า แล้วอะไรบ้างที่ทำให้ล่ามไม่ Happy

 

1.User หัวร้อน

ไม่รู้ว่าพี่เขาเสียหวยหรือเป็นเมนส์ แต่ User ประเภทนี้จะมีอาการหงุดหงิดหัวเสียอยู่ตลอดเวลา แปลให้อยู่ดีๆก็หันมาโทษล่ามซะงั้น หรือโมโหคู่สนทนาแบบใส่อารมณ์สุดๆ

ลำพังคนทำงานด้วยกัน พูดภาษาเดียวกัน ถ้ามีอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจก็เริ่มจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว

แล้วนี่พูดกันคนละภาษา โดยมีล่ามอยู่ตรงกลาง ยังจะมาทะเลาะกันอีก บอกตรงๆล่ามลำบากใจ ไม่รู้จะแปลยังไงดี

พอเริ่มทะเลาะกัน ทุกคนก็อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด โดยไม่มีใครยอมฟังใคร มีแต่คนพูดๆ ล่ามก็ได้แต่ยืนทำตาปริบๆ ไม่รู้จะแปลให้ใครก่อนดี พอล่ามเงียบทีนี้ล่ามก็จะซวยแล้ว อาจจะมีอาการตะคอกใส่ล่ามว่า “แปลสิ!” หรือ “บอกเค้าไปเลยนะว่าผมบอกว่า…” หรือคำหยาบคายต่างๆที่ตามมา ซึ่งมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในทำงานเล้ยยย มีแต่จะยิ่งแย่ลง

เจอแบบนี้บอกตรงๆล่ามได้แต่ยืนเพลียละเหี่ยใจ อยากจะเอานวมให้คนละคู่แล้วให้พี่ไปจัดกันเองให้สาแก่ใจ อย่าเอาฉันไปเกี่ยวววว

ยิ่งเจอแบบระเบิดอารมณ์ ขว้างปาข้าวของนี่แบบ… เอิ่มมม ทำไปทำไมอ่ะ?

 

2.User ไม่หยุดให้แปล พูดน้ำไหลไฟดับ ต่อให้กดปุ่ม pause พี่แกก็จะไม่หยุดพูด

อันนี้เจอบ่อยมาก เข้าใจดีเลยแหละว่าธรรมชาติของคนเรา ไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อพูดโดยมีล่ามแปล เราก็จะพูดๆๆๆไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะพอใจ

แต่ในการทำงานจริงที่เป็นการสื่อสารผ่านล่าม และไม่ได้มีเวลาในการประชุมมาบังคับให้ล่ามต้องโดจิ (แปลแบบพูดพร้อม) การเว้นจังหวะให้แปลจะทำให้ล่ามสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะมีเวลาในการตีความ ทำความเข้าใจว่าผู้พูดพูดแบบนี้ต้องการจะสื่ออะไร และสื่อสารเป็นอีกภาษาหนึ่งได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน

การพูดโดยไม่หยุดให้แปลทั้งๆที่ไม่มีเหตุจำเป็นเป็นการสร้างอุปสรรคในการทำงานให้ล่ามทำงานยากขึ้น เมื่อสภาพการทำงานบีบบังคับมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะสื่อสารผิดได้ง่ายขึ้น ขนาดเครื่องจักรผลิตงานยังต้องควบคุม condition ในการผลิตเลย ในการแปลก็เหมือนกัน

พูดเร็ว เสียงดัง สภาพแวดล้อมในการทำงานมีเสียงรบกวน พูดยาวไม่หยุดให้แปลจนล่ามจับใจความไม่ได้ก็ส่งผลกับการแปลทั้งนั้น

บางคนอาจจะโดนแบบที่เราเคยโดนคนญี่ปุ่นตะคอกใส่หน้ามาว่า “งั้นเธอก็จดซะสิ!”

อยากบอกจากใจว่าเราจดแล้ว เคยจดจนกระดาษ A4 ทั้งปึกที่ติดคลิปบอร์ดหมดก็ไม่มีใครหยุดพูด และจับประเด็นอะไรมาแปลไม่ได้เลย เป็นการทะเลาะกันของคน 4-5 คนเฉยๆ คือมันไม่ใช่การสื่อสารแล้วอ่ะ ไม่รู้จะแปลยังไงจริงๆ

ไม่ต้องถึงขนาดหยุดทีละประโยคให้แปลหรอกค่ะ ล่ามแต่ละคนก็มีจังหวะไม่เหมือนกัน มีความสามารถในการจับใจความ สรุปความได้แตกต่างกัน เราไม่ได้ขอให้เข้าใจเราขนาดนั้น อันนั้นเดี๋ยวเราพยายามแก้ไขปัญหาในหน้างานของเราเอง

แค่อยากให้เวลาพูด หันมามองหน้าล่ามบ้าง ว่าล่ามไหวมั้ย ล่ามเข้าใจมั้ย แปลได้รึเปล่า ถ้าล่ามดูไม่ไหว แปลไม่ทัน ไม่ได้จริงๆ อยากให้ช่วยพูดทวนซ้ำให้หน่อย หรืออธิบายช้าๆชัดๆให้เข้าใจง่ายขึ้น ล่ามคือคนมาแปลให้เฉยๆ ไม่มีทางเข้าใจเนื้อหางานได้ดีไปกว่าผู้ส่งสารหรอก ก็อยากขอให้ช่วยกันนิดหนึ่ง เพื่อการทำงานที่ราบรื่น

ล่ามทุกคนอยากแปลได้อยู่แล้ว เวลาแปลไม่ได้ทีไรก็กลับไปเศร้าเสียใจทุกที

 

3. User หนูด่วน ไม่ใช่ BTS/MRT แต่พี่แกด่วนทุกอย่าง

User ประเภทนี้จะชอบส่งเมลล์มาห้วนๆ เป็นประโยคคำสั่ง

แปลหน่อย!

แปลด่วน

แปลเอกสารให้หน่อยครับ ต้องใช้วันนี้

คือจะบอกว่าถ้ารีบขนาดนั้น Google translate เถอะค่ะ

ขนาดทำรายงานยังต้องใช้เวลาเลย เอกสารแปลก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลาในการทำงาน สั่งปุ๊บล่ามไม่สามารถเสกให้ได้ปั๊บ

แล้วเวลาปกติ ไม่ใช่จะได้นั่งโต๊ะแปลเอกสารสบายๆ คือต้องไปเข้าประชุม ไปแปลอยู่แทบจะตลอด พอเดินกลับมายังไม่ทันจะหย่อนก้นลงนั่ง เจอทวงว่า “เอกสารที่ให้แปลเสร็จรึยัง” โห…หมดอารมณ์

สำหรับเรา เราคิดว่าวิธีแก้ปัญหานี้ที่ดีที่สุดสำหรับทั้ง user และล่ามก็คือ เวลาขอให้แปลเอกสาร อยากให้บอก due date ที่ชัดเจนไม่ใช่บอกว่าแปลด่วน เพราะคำว่าด่วนของคนเรามันไม่เท่ากัน

เข้าใจแหละว่า user ต้องใช้ แล้วอ่านไม่ออก ไม่งั้นก็ไม่ขอให้แปลหรอก แต่เวลาร้องขอให้แปล ช่วยกำหนดเวลาหน่อยว่าควรจะเป็นเมื่อไหร่ดี ล่ามจะได้วางแผนในการทำงานได้ถูก หรือถ้ามันไม่ทันจริงๆ จะได้ปรึกษากันได้ว่าจะแก้ปัญหายังไงดี ไม่อยากให้กลายเป็นว่าสุดท้ายมาบอกว่าทำงานนี้ไม่สำเร็จเพราะล่ามแปลเอกสารไม่ทัน มันจะคล้ายๆหน่วยงานราชการหนึ่งของประเทศสารขัณฑ์มากเกินไป ที่บอกว่าออกหมายจับผู้ร้ายไม่ได้เพราะเอกสารยังไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ (ฮา)

 

4. “ว่างมั้ย?”

เคยเจออยู่บ่อยๆ “ว่างมั้ย? ช่วยไปแปล….ให้หน่อย ตอนนี้เลย”
คือถ้ามันเป็นประชุมด่วน เราเข้าใจเลยนะ และไปให้ด้วยความเต็มใจ

แต่ส่วนใหญ่แล้วประชุมมักจะถูกนัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า แต่กลับมีล่ามคนเดียวที่ไม่รู้ว่ามีประชุม (ก็ไม่มีใครบอกนี่นา) พอถึงเวลาต้องใช้ ก็ค่อยมาวิ่งหาล่ามเอา ซึ่งล่ามก็ลำบากใจเพราะแผนการทำงานที่วางไว้จะรวน (บางทีวางแผนจะแปลเอกสารเวลานี้ แต่ถูกเรียกประชุม เอกสารแปลก็ต้องแปล แล้วจะแยกร่างยังไง?)

ถ้าเป็นประชุมที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว บอกล่ามเถอะค่ะ มันไม่เสียหายอะไรหรอก ยิ่งแชร์ข้อมูลในการประชุมให้ล่ามก่อนได้มากแค่ไหน ล่ามก็จะได้เตรียมตัวและแปลให้ได้ดีขึ้นเท่านั้น

 

อันนี้ประสบการณ์ตรงเลย เมื่อเช้า สดๆร้อนๆ ต้นเหตุที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับการทำงานสุดๆในวันนี้คือพี่ user ในแผนกที่นั่งโต๊ะติดกับเราเลย (เวลาประชุมก็มักจะลืมเชิญเราเข้าประชุมเสมอ – หมายถึงเชิญในอีเมลล์นะ ไม่ใช่มากราบกรานอัญเชิญให้ไปแปล ไม่ขนาดนั้น)

คือนั่งโต๊ะติดกันเลยอ่ะ นั่งข้างๆเลยนะ แต่ประชุมนี้ที่ต้องออกไปประชุมที่ supplier อีเมลล์เชิญออกเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และไม่เชิญเรา บอกว่าลืม

พี่คะ…ขนาดนั่งข้างๆกันพี่ยังลืม เราควรไปนั่งตรงไหนดีคะ พี่ถึงจะไม่ลืมเรา คือเชิญคนญี่ปุ่นเข้าประชุมได้ ให้คนญี่ปุ่นเป็นประธานในการประชุม มันก็ต้องใช้ล่ามอยู่แล้ว แต่ลืมเราตลอด แปลว่าไม่เคยให้ความสำคัญกับเราเลย

แล้วก็มายิ้มกลบเกลื่อน แล้วก็พูดว่า “ว่างมั้ย พอดีมีประชุมที่ supplier อยากให้ช่วยไปแปลให้หน่อย ไม่ติดอะไรไม่ใช่เหรอ”

คือไม่ได้แปลพูดตลอดเวลาก็ไม่ใช่ไม่มีงานทำขนาดนั้น มันก็มีเอกสารที่ต้องแปลนะ แค่บอกก่อนล่วงหน้า มันคงไม่ลำบากอะไร

วันนี้เรายอมรับเลยว่าปรี๊ดแตกมากจริงๆ เพราะเดือนนี้เรางานยุ่งมาก เราพยายามวางแผนการทำงานทุกอย่างของตัวเองอย่างละเอียดเพื่อให้จัดการกับปริมาณงานทั้งหมดได้ แล้วอยู่ดีๆต้องออกไปแปลที่ supplier กะทันหัน ซึ่งจริงๆประชุมนี้ไม่ได้กะทันหันเลย user รู้ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ แล้วมันเป็นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันกระทบการทำงานของเราจนเราออกปากพูดว่า

ล่าม “พี่คะ ถ้าวันนี้เกิดไม่ว่างไปให้ขึ้นมาพี่จะทำยังไงคะ”

user “ผมก็คงต้องวิ่งหาล่ามคนอื่น แต่น้องไปให้ได้ใช่มั้ย (เออดี มากดดันกันอีกแน่ะ)”

เราหันไปจ้องหน้าเค้า จ้องนิ่งๆ แล้วพูดว่า “ไปให้ได้ค่ะ แต่อยากให้พี่รู้เอาไว้ว่าทำแบบนี้เราโกรธนะ โกรธมากๆเลย (พยายามพูดติดตลกให้มันไม่มาคุเกินไป) มันทำให้เราทำงานลำบากมาก”

ที่ลำบากคือไม่ได้ข้อมูลก่อนการประชุมนี่แหละ แล้วเป็น process ที่ supplier ที่เราไม่เคยเห็นเลย มันยากมากนะที่จะต้องแปลอะไรที่ไม่เคยเห็นน่ะ

สุดท้ายแล้วเค้าก็อธิบายเราก่อนไปแหละ เพราะเราพยายามทำให้ user รู้ตลอดว่ามาอธิบาย background เราก่อนนะ 5 นาทีก่อนประชุมก็ยังดี (แต่ล่ามหลายๆคนก็อาจจะไม่ได้โชคดีแบบเรา)

 

5. “พี่พูดอะไรก็แปลๆไปตามนั้นเถอะ” “มีหน้าที่แปลก็แปลไป”

T^T แง… เจอแบบนี้นี่หมดคำอธิบาย

คือทราบดีค่ะว่ามีหน้าที่ที่ต้องแปลก็แปลไป แต่พี่พูดไม่รู้เรื่องหนูแปลไม่ด้ายยยยย แล้วพี่จะให้แปลยังงายยยยย แงงงงง ฟ้องแม่ได้มั้ยยยยยย

 

สำหรับเราแล้ว เรามีเรื่องอยากขอร้อง 4 ข้อให้ user ช่วยเรานิดหน่อย เป็นเรื่องง่ายๆที่ใครก็ทำได้ เราอยากเห็นโลกของการทำงานที่มี 4 ข้อนี้เป็นกฎพื้นฐานในการใช้งานล่ามเลยด้วยซ้ำ มันอาาจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด อาจจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ แต่มันเป็นเรื่องง่ายๆที่เราคิดว่าถ้า user ช่วยทำให้ล่ามจะทำงานได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

 

1.ในการประชุมที่ทราบนัดหมายล่วงหน้า และต้องใช้ล่าม โปรดบอกล่ามล่วงหน้าด้วย เพื่อที่ล่ามจะได้เตรียมตัวสำหรับการประชุม

 

2.เวลาร้องขอให้แปลเอกสาร โปรดบอก due date ที่ต้องการที่ชัดเจน

ล่ามจะได้วางแผนในการแปลเอกสารให้ทันตามกำหนดที่ user ต้องการ ไม่จำเป็นจริงๆอย่าบอกว่าแปลด่วนเลย เพราะในการทำงานควรมี lead time แต่กรณีรีบจริงๆคุยกันเป็น case by case ได้

 

3.ก่อนการประชุมหรือพูดคุยเรื่องอะไร ควรมีเวลาสำหรับอธิบาย background ให้ล่ามเข้าใจคร่าวๆก่อน หรือหากไม่มีเวลาอธิบาย ให้เอกสารที่ใช้ในการประชุมให้ล่ามมาศึกษาก่อน หาคำศัพท์ที่ต้องใช้ก่อนก็ยังดี หากทำเอกสารไม่ทัน เอกสารที่ให้ล่ามเป็นแค่คร่าวๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารฉบับ final ล่ามแค่อยากรู้หัวข้อหลักๆที่จะคุยกัน จะได้ทำความเข้าใจและเตรียมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

 

4.หากไม่ใช่การประชุมที่มีเวลาจำกัด ไม่จำเป็นต้องแปลพร้อม โปรดเว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย

พูดยาวเกินไปล่ามอาจจะสรุปประเด็นสำคัญให้ไม่ได้ จับใจความได้ไม่ครบถ้วน ทำให้เรื่องที่ต้องการจะสื่อสารไม่ประสบผลสำเร็จ หรืออาจสื่อสารผิดได้ง่าย หากเป็นการประชุมที่เวลาจำกัด จำเป็นต้องแปลพูดพร้อม พยายาให้ข้อมูลกับล่ามก่อนเพื่อให้ล่ามได้เตรียมตัว และพูดให้กระชับ ตรงประเด็น ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

 

4 ข้อที่เราอยากขอร้องนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป อยากให้ลองเอาพิจารณาดู เพื่อการทำงานที่ happy ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งล่ามและ user

นอกจากจะเป็นล่ามแล้วเราสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย นักเรียนของเราก็พนักงานนี่แหละ มีผู้จัดการบ้าง เราก็พยายามสอดแทรกให้เค้าเข้าใจการทำงานของล่ามผ่านการพูดคุย หรือบางทีสอนแต่งประโยคยาวๆ ยิ่งประโยคยาว มันก็จะยิ่งสับสน นักเรียนจะบ่นว่าภาษาญี่ปุ่นยาก ก็จะอธิบายว่าเวลาแปลก็เหมือนกันค่ะ ประโยคยิ่งยาว ล่ามก็จะสับสนได้ง่าย ใจความสำคัญอาจจะถ่ายทอดให้ได้ไม่ครบถ้วน ดังนั้นอยากให้ช่วยอธิบายให้ชัดเจน เว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย พยายามแบ่งประโยคเป็นประโยคสั้นๆที่เข้าใจง่าย

 

เรารู้ว่าบางทีก็ไม่ได้เป็นที่ user อย่างเดียวหรอก ตัวล่ามเองก็เหมือนกัน ต้องหมั่นฝึกฝนหาความรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถทำงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือ user ได้

 

ของแถมนิดหน่อย ช่วยพี่ GM หาข้อมูลเกี่ยกวับความสุขในการทำงานมาก เราชอบคำว่า

生涯学習   しょうがいがくしゅう  การเรียนรู้ตลอดชีวิต

タイの働き方改革「Happy 8」に日本が学ぶべきものとは?

คู่มือความสุข 8 ประการในที่ทำงาน HAPPY WORK PLACE

ผู้ชายคนนั้นคือ User ในฝันของล่ามอย่างฉัน

จั่วหัวมาเหมือนชื่อภาพยนตร์ญี่ปุ่นเลย 555+

จริงๆเราไม่ค่อยได้ดูหนังบ่อยหรอก แค่รู้สึกเอาเองว่าชื่อหนังสือนิยายแจ่มใสกับหนังญี่ปุ่นมันชักจะไปไกล คือเราจำไม่ได้อ่ะ ไปดูหนังแล้วพูดชื่อผิดนี่อาจจะเด๋อได้

กลัวว่าวันหนึ่งมันจะเป็นแบบนี้

อยากรู้ชื่อสนุกๆของหนังญี่ปุ่น ไปตามดูกันได้ใน ทำไม “ชื่อเรื่อง” ละครญี่ปุ่น ถึงย้าวยาววววววว

นี่ก็เพิ่งรู้ชื่อเรื่องเต็มของ Biri Girl ถ้าข้อสอบออกมาว่าให้บอกชื่อเต็มของหนังเรื่องนี้ เราคงสอบตกอ่ะ

เป้าหมายในปีนี้คืออยากเขียนบล็อกอย่างน้อยเดือนละ 1 เรื่อง

แต่เดือนกันยายนก็เขียนไม่ทันซะแล้ว เลยมาวันหนึ่งหยวนๆน่า

เมื่อวานนี้ไปรับงานแปลครึ่งวัน 9:00-13:00 แถวๆบ้านนี่แหละ
เป็นการคุยอธิบายเนื้อหางานกับคนญี่ปุ่นที่จ้างเราก่อน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเข้าไปแปลประชุมกับลูกค้า (ประธานบริษัทคนไทย)

อยากจะบอกว่า 1 ชั่วโมงที่ได้คุยกับ MD คนญี่ปุ่น เป็น 1 ชั่วโมงที่มีค่ามาก สำหรับล่ามแล้ว MD คนนี้คือ user ในฝันที่สวรรค์ประทานมาเลย

เค้าเอาเอกสารเกี่ยวกับโปรเจคของเค้าทั้งหมดมากางให้เราดู อธิบายให้เราเข้าใจก่อน บอกว่าวันนี้อยากพูดเรื่องอะไร อยากถามเรื่องอะไร อยากคุยเรื่องอะไร ตอนนี้สถานการณ์ของโปรเจคเป็นยังไง ติดปัญหาตรงไหน มี Task อะไรที่ต้องทำในวันนี้

คือกรี๊ดมาก ตำแหน่งฮีคือ Managing Director แล้ว Management สำหรับการเจรจาธุรกิจคือโอเคเลย

ประโยคแรกที่เค้าบอกเราคือ “ผมไม่เคยใช้ล่ามมาก่อน ผมอยู่ไทยมายี่สิบปีได้ แต่ไม่ตั้งใจเรียนภาษาไทยเท่าไหร่ เวลาคุยก็ใช้ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ปนๆกันไป แต่ก็สื่อสารกันได้ไม่ค่อยดีนัก วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมจะใช้ล่าม ผมคงได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากคุณ วันนี้รบกวนด้วยนะครับ”

เราก็ตอบไปว่า “เราก็ใหม่สำหรับการแปลงานก่อสร้างเหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนจะถามนะคะ เราจะได้เรียนรู้ด้วย วันนี้ก็รบกวนด้วยเช่นกันนะคะ”

MD อ่านขาดขนาดบอกเราไว้ว่าบางทีตกลง Layout กันได้แล้ว แต่ฮวงจุ้ยไม่ได้ ซินแสไม่ยอม ก็ต้องเปลี่ยน สอนคำศัพท์เรา คำว่าฮวงจุ้ย ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 風水 ふうすい Feng Shui (Chinese Geomancy) แล้วพอเข้าไปแปลจริง ศัพท์คำนี้ก็ออกสอบจริงๆ เราเลยแปลได้เพราะ MD ติวมาให้ก่อน ประธานบริษัทคนไทยพูดว่า “บางทีคิดมาหมดแล้วแต่ซินแสไม่ยอมก็ไม่ได้ เค้าไม่ยอม ต้องให้ไลน์ Flow ตามเข็มนาฬิกา” แล้วก็ทำหน้าลำบากใจ

คนไทยทั้งประธานบริษัทและลูกน้องเค้าก็แปลกใจที่เราแปลได้ ถามว่าญี่ปุ่นเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยด้วยเหรอครับ

เราก็แปลให้ MD คนญี่ปุ่น ฮีก็ตอบแบบชิวๆเลยว่า “ผมทำงานกับบริษัทไต้หวันมาน่ะครับ ก็เลยพอจะรู้เรื่องนี้บ้าง”

การประชุมวันนี้มีหลายฝ่ายเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคนไทยที่มีประธานเป็นคนไทย
มีผู้บริหาร(เจ้าของ) บริษัทคนญี่ปุ่น 2 บริษัท ผู้รับผิดชอบงานคนไทยของบริษัทก่อสร้าง แล้วก็มีฝรั่ง 1 คน กับล่ามควบเลขาของเขา

ก็เลยได้ใช้ทั้งสามภาษา ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่นเลย พอเป็นคนเดียวที่สื่อสารได้ทั้ง 3 ภาษาในที่ประชุม เลยรู้สึกสวยขึ้นมาทันที 5555+ ยิ่งแปลคำว่าฮวงจุ้ยได้ขณะที่ล่ามอังกฤษแปลไม่ได้นี่สวยกว่าเดิมอีก 5555+ (อย่าหันมาถามตูนะว่าฮวงจุ้ยภาษาอังกฤษแปลว่าอะไร ตอนนั้นตูก็ไม่รู้เหมือนกัน)

อยากจะบอกว่าการที่ลูกค้าบรีฟให้เราก่อนเริ่มงานมันสำคัญมากจริงๆ มันช่วยให้การทำงานของล่ามราบรื่นขึ้นเยอะเลย เพระาล่ามมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการทำงานของผู้ว่าจ้าง แต่ถ้าผู้ว่าจ้างไม่ให้ข้อมูลล่ามเลย ล่ามก็ต้องงมเอาเอง แก้ปัญหาไปตามสถานการณ์เอาเอง ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง

เอาง่ายๆก็เหมือนเราไม่สบายแล้วไปหาหมอ ถ้าเราบอกอาการได้ละเอียด ถูกต้อง ชัดเจน หมอก็จะตรวจตรงจุดที่มีปัญหา วิเคราะห์ และสั่งจ่ายยาได้ตรงกับโรค การรักษาก็ได้ผล

แต่ถ้าเราพูดอธิบายไม่ชัดเจน วกไปวนมา ตอบ 50-50 ตลอด หมอก็อาจจะงง ไม่รู้จะวินิจฉัยโรคยังไงดี

โชคดีมากที่เราเจอ User ที่ดีมากๆ เลยทำให้การทำงานเมื่อวานเป็นไปอย่างราบรื่น ก็รู้สึกดีนะที่ทำงานได้ตามเป้าหมายของตัวเอง

จบแล้วล่ะเรื่องการทำงาน แต่เมื่อวานเป็นวันที่ทำหลายอย่างมาก ก็เลยอยากจะบันทึกเอาไว้

เราไปลงติวโทอิคฟรีเอาไว้ เพราะเราทำงานเป็นติวเตอร์สอนภาษาด้วย อยากไปฟังเทคนิคการสอนของคนอื่นน่ะ เลยกลับไปเป็นนักเรียนเตรียมสอบดูสักวัน เราชอบเรื่อง Biri Girl ด้วยแหละ ดูแล้วมีไฟในการอ่านหนังสือดี ถ้าใครเตรียมสอบอยู่ก็แนะนำให้ดูเลยล่ะ

จริงๆเวลาติวเริ่ม 13.00 แต่กว่าเราจะได้ออกจะบริษัทลูกค้าก็ประมาณ 13.10 ไม่อยากจะพูดถึงเลยว่าแว้นไปด้วยความเร็วเท่าไหร่ คือถ้าขับรถคงไม่แปลก แต่นี่มอไซไง (รถยนต์แบตหมด เป็นความง่าวของข้าพเจ้าเอง แบตหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จักจำ)

ถึงที่ติวโทอิคตอน 13.45 จริงๆไปไม่ถูกด้วยซ้ำ อาศัยติดไฟแดงแล้วถามคนขี่มอไซเหมือนกัน เค้าก็บอกว่าขับตามผมมาเลยครับ ผมก็ไปเหมือนกัน เลิศจ้าาาา

ตอนนี้เป้าหมายที่เราอยากจะทำหลังจากผ่อนบ้านหมดคือการเปิดโรงเรียนสอนภาษาของตัวเอง อันนี้คิดไว้ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มทำงานแล้ว

ตอนนี้โปรเจคนี้อยู่ในระหว่างยื่นเรื่องขอกู้เงินจากบริษัทเงินทุก มกอ.= แม่กูเอง

ย้อนไปตอนปิดเทอม ม.5 ขึ้นม.6 เราเรียนกวดวิชา 2 คอร์สคือ Eng Ent ของ Enconcept กับ Intensive ไทย-สังคมของดาว้องก์ (เรียนตามเพื่อนน่ะ) คอร์ส Eng Ent เรียนกับครูพี่แนน เริ่มเรียน 8:00-10:00 กว่าเราจะตื่นไปเรียนก็ 9 โมง กินมาม่าเสร็จก็หลับในห้อง ตื่นมาก็ 10 โมง เลิกเรียนพอดี อุบาทว์มาก เสียเงินเกือบ 5 พันเพื่อไปนั่งกินมาม่าและหลับไป แม่รู้แม่คงเสียใจ

แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เหอะ คำศัพท์ใน Memolody ที่ได้ยินกรอกหูตอนหลับ มันทำให้เราจำได้จริงๆ เราสอบเข้ามหาลัยรอบรับตรง โดยใช้วิชาภาษาอังกฤษวิชาเดียว โดยที่เราไปนั่งร้องเพลงแค่ 4 เพลงที่เราจำได้ แต่มันช่วยให้เราสอบติดที่ที่อยากได้จริงๆ

เลยปลื้มเทคนิคการทำข้อสอบของเค้าน่ะ ก็เลยไปลงติวโทอิคฟรี จ่ายค่าเอกสาร 300 เพื่อไปขโมยเทคนิคการสอนของคนอื่น แต่มันไม่ค่อยหนุกอ่ะ ขโมยอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ อีกอย่าง เสียงที่ถ่ายทอดสดมามันเบามาก เรียนไม่รู้เรื่องเลย

แต่ข้อดีก็มีนะ ได้ไปสำรวจห้องเรียน+อุปกรณ์เค้า ทีวีเล็กไปนะ คนนั่งข้างหลังมองไม่เห็นนะ เสียงเบาไป ไม่โอเคนะ ก็ได้การบ้านมาคิดต่อว่าถ้าเป็นโรงเรียนของเรา เราอยากให้มันเป็นแบบไหน อยากได้อะไรบ้าง (และสิ่งที่อยากได้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ จะคุ้มทุนมั้ย)

พอเลิกเรียนก็ไปซื้อโตเกียว(ชอบกินโตเกียวมาก) แล้วก็ไปขอโบรชัวร์คอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นของโรงเรียนกวดวิชาอื่นๆติดมือมา เอาไว้อ้างอิงราคากับคิดเนื้อหาคอร์ส (เล่นเป็นนักสืบนั่นเอง)

สำหรับเรา เราอยากเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้การเรียนภาษาง่ายขึ้น สะดวกทั้งกับผู้เรียนและผู้สอนมากขึ้น ไม่ต้องขับรถฝ่ารถติดเพื่อไปเรียน อยากให้เรียนที่ไหนก็ได้ ง่ายๆ และได้ผล เน้นสอนสดตัวต่อตัวแต่เป็นแบบออนไลน์ เลือกเวลาที่ทั้งผู้เรียนและผู้สอนสะดวก ก็จะลดต้นทุนค่าสถานที่ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายอื่นๆลงไป แต่ระบบอินเตอร์เน็ต ภาพ เสียง ต้องดีพอนะ กำลังศึกษาอยู่ว่าจะทำยังไงดี

คอร์สที่แล้วที่เราสอนที่โรงเรียนภาษา เป็นไพรเวทคลาสของพี่เมเนเจอร์บริษัทหนึ่ง ก็สอนมินนะนี่แหละ แต่เค้าเป็นเมเนเจอร์ อยากรู้อะไรเราก็สอนเพิ่ม สอนศัพท์ที่ใช้ในการทำงานเค้าให้ ก็ดูพี่เค้าชอบนะ มันได้เอาไปใช้จริง

อีกคลาสที่ไปสอนที่โรงงาน นักเรียนคอมเมนท์มาว่า “ตอนแรกเกือบจะถอดใจแล้ว มันยาก แต่พอเรียนไปเรื่อย ทำการบ้านมา เข้าใจมากขึ้น พอทำตามอย่างที่ครูสอนแล้วมันเข้าใจขึ้นจริงๆ ก็เลยอยากจะเรียนต่อ” จบคอร์สแล้วนักเรียนติดต่อมาหลังไมค์ อยากต่อคอร์สกับเราเอง เพราะของบริษัทคงทำต่อไม่ได้ คนเรียนไม่พอ

แต่เรายังไม่พร้อมด้านเวลาและสถานที่ เลยบอกไปตรงๆ ถ้านักเรียนรีบ เราแนะนำโรงเรียนสอนภาษาที่เราไปสอนอยู่ให้ได้

คือตอนนี้ที่อยากทำก็คือทำบ้านเป็นโรงเรียนเพื่อรองรับการสอนเป็นกลุ่มหรือแบบ face-to-face ด้วย และทำระบบที่เอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรองรับการสอนออนไลน์แบบตัวต่อตัวด้วย

เราได้ช่วยพี่ GM หาข้อมูล เรื่อง ความสุข 8 ประการในที่ทำงาน เราชอบคำว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” มาก และอยากทำให้มันกลายเป็นจริง ก็เลยอยากทำงานสอนด้วย

แต่เราเรื่องมากนะ มีพ่อแม่น้องคนนึง หาครูสอนภาษาอังกฤษให้ลูกชายคนโต คือคนนี้เรียนพิเศษเยอะมาก มาเรียนกับเราคือน้องไมไหวแล้ว เย็นวันศุกร์ ไม่มีสมาธิแล้ว เรก็พยายามช่วย หาลูกอมมาล่อ ให้นอนพัก 5 นาทีเดี๋ยวพี่ปลุก แต่คือเห็นหน้าน้องรู้เลยว่ามันฝืน

พอจบคอร์ส แม่น้องอยากให้ต่อ แต่เราปฏิเสธไปบอกว่าไม่สะดวกในเรื่องเวลา ผ่านไปเกือบ 2 ปี แม่น้องก็หาครูมาอีก คราวนี้จะให้สอนน้องชาย โรงเรียนก็มาถามเรา แต่เราปฏิเสธไป

เราอยากให้เด็กได้มีเวลาเล่นบ้างอ่ะ ไม่ใช่เราแต่เรียน เราเป็นเด็กที่เล่นเยอะ เล่นชิบหาย โตมาก็เป็นผู้ใหญ่ไม่รู้จักโต เอาแต่เล่น แต่เราชอบชีวิตแบบนี้ของตัวเองนะ เห็นเด็กที่ไม่มีโอกาสได้เล่นแล้วเราสงสารน่ะ

ขอบคุณแม่มาก ที่อิสระในการตัดสินใจกับเรา และรับฟังความคิดเห็นของเราเสมอ มันทำให้เราโตมาเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ การทำงานเป็นล่ามทำให้เราได้โอกาสเยอะมาก เคยได้แปลงานแถลงข่าวฟุตบอล นั่งข้างๆโค้ชแต๊ก ข้างคุณสุเชาว์ นุชนุ่ม กัปตันทีมชาติไทยในเวลานั้น ได้มีโอกาสแปลและฟังแนวคิดของผู้บริหาร ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก คือถ้าไม่เป็นล่าม ก็คงไม่ได้ม๊โอกาสขนาดนี้

วันนี้ตอนไปแปล MD คนญี่ปุ่นก็ถามว่า “ทำไมถึงเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น”
เรานิ่งไป ไม่รุ้จะตอบอะไรดี
คนญี่ปุ่นอีกคนก็พูดว่า “เช่น เรียนเพราะชอบดารา นักร้อง”
เรา “มีเพื่อนหลายคนเรียนเพราะชอบดารา นักร้อง หรือการ์ตูน ซึ่งมันก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดีในกาเรรียนภาษานะ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่ได้มีอะไรที่ชอบขนาดนั้น แค่คิดว่าเรียนภาษาไว้ จะช่วยสร้างโอกาสหลายๆอย่าง”
เค้าก็ย้อนถามว่า “แล้วได้อย่างที่หวังมั้ย”

ก็คิดว่าได้นะ อย่างตอนประชุม เรารู้ทั้งสามภาษา ก็จะได้ฟังมากกว่าใคร เอกสารจะมาเป็นภาษาอะไร เราก็อ่านออกได้ การก้าวข้ามกำแพงทางภาษา ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และมีโอกาสที่จะนำข้อมูลนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และการเป็นล่ามทำให้เราเข้าถึงตัวผู้บริหารหรือบุคคลที่ปกติเราจะไม่เจอเค้าได้ง่ายๆ

เราเลยชอบเป็นล่ามนะ สนุกดี เราชอบเรียนรู้จากสิ่งที่คนอื่นพูดและทำ
ตอนแรกเราคิดจะไปเรียนต่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ในเชิงเอกชน ธุรกิจ)
แต่พอได้อ่านบทความที่ EVP บริษัทเราเขียนผ่านการถูกร้องขอให้แปล อ่านจบนี้ล้มเลิกความคิดที่จะไปเรียนต่อเลย เพราะสิ่งที่เราอยากเรียน มันอยู่ในหัวผู้ชายคนนี้ที่เดินผ่านโต๊ะเราทุกวัน เป็นองค์ความรู้ที่เคลื่อนไหว ทันสมัย และเป็นปัจจุบัน สิ่งที่เราอยากจะรู้ อยู่ในหัวของผู้ชายคนนี้ เรามีโอกาสได้รู้ ผ่านการแปลให้เค้า ซึ่งเราไม่อาจจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือได้

ไปทำงาน+เรียนมาวันนี้ ได้รู้อะไรเยอะแยะเลย
และคิดว่าตัวเองควรจะศึกษากฎหมายกับจิตวิทยาเพิ่ม รวมถึงภาษาญี่ปุ่นง่อยๆก็ควรจะ level up ภาษาอังกฤษก็ควรจะพูดได้มั้ย เรียนมาหลายปี ได้แต่เทคนิคทำข้อสอบ หดหู่ใจจริงๆ

มีหลายอย่างที่ต้องทำจริงๆ

เมื่อวานไปปาร์ตี้เลี้ยงส่งน้องผู้ชายแผนก Inspection มา ขากลับติดรถพี่ TL กลับ เค้าชมเราว่า “เวลาผมฟังน้องแปลภาษาไทย เป็นภาษาที่ฟังแล้วมันเพราะอ่ะ ฟังแล้วมันลื่น มันสบายใจ มันดีมากๆ” พี่แกก็พูดเพราะเมาด้วยส่วนนึงแหละ แต่เราบ้ายอไง ยิ้มหน้าบานไปอีกกกกก จากหน้าที่บานอยู่แล้วยิ่งบานเป็นจานดาวเทียมเลย

มีเรื่องเล่านิดหน่อยที่ได้ฟังตอนทำงาน

เมื่อวานตอนระหว่างรอเข้าประชุม

MD คนญี่ปุ่นก็เล่าให้ฟัง ว่าอยู่ไทยมายี่สิบปี ก็ยังมีปัญหากับภาษาไทยอยู่ดี

MD “พ่ม ปาย ร้าน อาหาร ที่ปราจีนบุรี อยากกินเน๋มน่ะ ไทยซอสเซจน่ะคับ
พ่ม ก่อ สั่งว่า เอา เน๋ม คับ แต่ คุยกับพนักงานไม่รู้เรื่อง(ตรงนี้พูดญี่ปุ่น)

พนักงาน ก็ตอบว่า คุณอยากรู้ Name?? อยากรู้ชื่อผมเหรอ”

เรา “555+ จริงๆแล้วจะสั่งแหนมใช่มั้ยคะ”

MD “ช่ายยย แต่ว่า เขาไม่เข้าใจ ผม ผมพยายาม นานมากหนา ก็ไม่ได้กินเน๋มมม T^T”

โถ~ พ่อคุณ เลยไม่ได้กินแหนม แต่ได้รู้ชื่อพนักงานแทน 5555