สายตาที่เปลี่ยนไป…

เพิ่งกลับมาจากแข่ง QCC ที่มาเลเซียค่ะ

เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ แต่ถ้าจะเล่าทั้งหมดก็กลัวว่าจะยาวเกินไป เลยขอเล่าเรื่องที่ประทับใจที่สุดก่อนก็แล้วกันค่ะ

ในชีวิตการทำงานของเรา ประมาณปีที่ 3 ของการทำงาน มีผู้ใหญ่เลือกมาว่าอยากให้เราไปแปลแข่ง QCC ของบริษัทที่จัดแข่งที่ญี่ปุ่น แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ไป เพราะเขาบอกว่าต้องให้ล่ามไปตามคิว เลยเป็นพี่อีกคนไป

ตอนนั้นก็ไม่ได้เสียใจอะไร เพราะตัวเองก็เพิ่งเข้าบริษัทนั้นได้ไม่นาน ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ ไม่ได้ไปก็ดีแล้ว กลัวแปลแล้วไปทำเค้าแพ้

หลังจากทำงานที่บริษัทที่ว่ามาประมาณปีกว่าๆ ก็ถูกเสนอชื่อให้ไปแปลแข่ง Skill Contest แต่ตอนนั้นเราไม่กล้าไป เพราะมันมีแข่งไฟฟ้า เราไม่ถนัดเอาซะเลย กลัวไปแปลแล้วทำเค้าแข่งแพ้อีกแล้ว ถึงขั้นร้องไห้ขอร้องพี่เลขาประธานว่าไม่อยากไป อย่าให้เราไปเลย

นึกย้อนกลับไปแล้วขำ โคตรไม่มืออาชีพ ร้องไห้เพื่อขอปฏิเสธโอกาสที่ได้รับมาเนี่ยนะ โคตรจะเด็ก ทำงานแล้วแต่รับผิดชอบงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายไม่ได้ ไปขอร้องคนอื่นว่าขอไม่ทำ ทำไมมุมมองตอนนั้นเราแคบได้ขนาดนั้นนะ

ทีนี้ก็หมดสัญญา ย้ายบริษัท มาทำที่ปัจจุบันนี่แหละ แล้วทีนี้มีแข่ง QCC ของบริษัทในเครือ จริงๆพี่ที่รับผิดชอบเค้ามอบหมายให้ล่ามอีกคนทำ ก็เพื่อนเรานี่แหละ สมมุติว่าชื่อ J

J เด็กกว่าเรา 1 ปี แต่ทำงานที่นี่มาก่อนเรา ก็ไม่ได้เรียกเราว่าพี่ เพราะตอนแรกเข้าใจว่าอายุเท่ากัน

J เป็นล่ามประจำแผนก Production Maintenance และ Safety ซึ่งในสายตาเรา มันเป็นล่ามที่ยุ่งมากๆ ดูแต่ละแผนกที่แปลสิ ไม่นับงานแปล Plant Tour ที่มีบ่อยมาก

ก็เลยอาสาช่วยแปล QCC มี presenter 2 คน ถ้าใช้ล่าม 2 คนแปล จะได้มีจังหวะพักหายใจ ได้มีคนช่วยทำสคริปด้วย เพราะเวลานำเสนอผลงานมันเร็วมาก ถ้าคนพูด 2 คนแล้วล่ามคนเดียว มันเหนื่อยจริงๆนะ

ตอนนั้นคิดแค่นี้จริงๆ คิดแค่อยากจะช่วยเพื่อน แล้วหัวหน้าเราก็ใจดีด้วย ไม่ว่าอะไรที่เราขอไปทำงานนี้

แข่งรอบที่ไทย กลุ่มเราได้ที่ 2 ได้สิทธิ์ไปแข่งต่อที่มาเลเซีย

ทีนี้ก็เริ่มเครียดแล้ว เพราะมีเรื่องของงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง

คือ organizer ก็อยากให้ทั้งเราและ J ได้ไปมาเลเซียทั้งคู่ เพราะก็แปลด้วยกันมา แต่ทีมอื่นใช้ล่ามคนเดียว ถ้าทีมเราใช้ล่าม 2 คน มันก็คงจะดูแปลกๆ เค้าก็เลยจะให้เราแปลภาษาอังกฤษ ซึ่งบอกตรงๆนี่ไม่มั่นใจภาษาอังกฤษของตัวเองเลย เราใช้ภาษาอังกฤษได้แบบคนที่ติดกับการศึกษาแบบไทยๆมาก ฟัง อ่าน เขียน พอได้ แต่พูดนี่ไม่ได้เลย

สุดท้ายเราดูกรรมการ พบว่ามีกรรมการที่เป็นคนอินเดีย ใช้ภาษาอังกฤษแค่คนเดียว เลยขอแปลญี่ปุ่นดีกว่า มีพี่ AM อีกคนที่ไปกับทีมอยู่แล้ว เขาก็แปลภาษาอังกฤษให้

ก็ทำสคริป ซ้อม แล้วก็ไปแข่ง เราได้โจทย์ยากมาคือคนญี่ปุ่นที่ดูแลเรื่องนี้เค้าฟังล่ามของอีกโรงงานหนึ่งแปลรอบแข่งที่ไทยมา แล้วเค้าชื่นชมมาก เพราะน้องล่ามคนนั้นทำได้ดีมาก แปลเหมือนพากษ์การ์ตูน มีเสียงขึ้นลงที่น่าสนใจ ล่ามคนเดียวแต่เปลี่ยนเสียงเหมือนมีคน 5 คน คือมันเป็นความสามารถพิเศษของตัวล่ามคนนี้อ่ะ ไม่รู้ว่าเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง หรือทั้งสองอย่าง แต่เราก็รู้จักล่ามคนนี้อยู่  เราปลื้มเค้ามาก และรู้ดีว่าตัวเองทำแบบน้องล่ามคนนี้ทำไม่ได้หรอก ชั่วโมงฝึกมันต่างกัน แต่เมื่อมันคือคำสั่ง ก็ต้องทำ

คืนก่อนแข่ง เรากับเพื่อนซ้อมจนดึก ซ้อมจนฝัน ซ้อมจนหลอนเข้าไปในหูกันและกัน

พอวันแข่งจริงก็ทำได้ดีตามที่ซ้อมมาแหละ ก็พอใจในงานล่ามของตัวเอง ผลการแข่งขันคือกลุ่มเราได้ที่ 3

แน่นอนว่าคะแนนมันมาจากหลายๆอย่าง ไม่ใช่มาจากล่ามแค่อย่างเดียว ถึงแม้จะไม่ได้ไปแข่งรอบต่อไปที่ญี่ปุ่น แต่ปีนี้ได้เข้าร่วมและติดอันดับรอบเอเชียก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากแล้ว และในฐานะล่าม เรากับ J ทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียใจทีหลังเลย

ที่ 1 คือเวียดนาม คือทำดีจริงๆ ปีนี้เวียดนามมาแรงมากจริงๆ การได้ไปแข่งนอกประเทศมันเปิดโลกทัศน์เราจริงๆนะ ชาติอื่นๆไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม เก่งภาษาอังกฤษกันมากจริงๆ การทำ QCC เค้าก็เอาจริงเอาจัง กระตือรือร้นมาก

พูดถึงภาษาอังกฤษเรามี TOEIC 900 up แล้วยังไง? พูดไม่ได้ก็เท่านั้นแหละ

Local Guide ของมาเลเซีย พูดอังกฤษ มาเลย์ อินโดนีเซียได้แบบคล่องๆเลย

หันมองดูตัวเอง ภาษาญีปุ่่นก็ไม่ได้เรียกว่าดี ถึงแม้จะมีอาชีพเป็นล่ามก็ตาม ภาษาอังกฤษก็พูดไม่คล่อง เก่งแค่ภาษาไทยนี่แหละ ที่กล้าพูดได้เต็มปากว่าตัวเองเก่งภาษาไทย (ถึงจะชอบพิมพ์ผิดบ่อยๆก็ตาม)

การแข่งรอบเอเชียครั้งนี้มีทีมที่ลงแข่งทั้งหมด  13 ทีม เป็นทีมจากไทย 3 ทีม ก็คือทีมเรา ทีมน้องล่ามนักพากษ๋การ์ตูน และก็อีกทีมหนึ่ง (อยากบอกชื่อบริษัทนะ จะได้เข้าใจง่าย แต่ไม่เอาดีกว่า)

ตอนแข่ง ทีมจากไทยอีกทีมต้องรับคอมเม้นท์จากกรรมการที่เป็นคนอินเดีย ซึ่งภาษาอังกฤษของคนอินเดียก็ค่อนข้างฟังยากสำหรับคนไทย มีปัญหานิดหน่อยตรงที่นั่งของล่ามในวันแข่งมันไม่ได้ยินไมค์กรรมการด้วย เลยยิ่งเป็นโจทย์ยากเข้าไปใหญ่

คือทีมนั้นเด๊ดแอร์ไปเลยช่วงนั้น แต่มีฮีโร่สาวสวยก็คือล่ามญี่ปุ่นที่แปลภาษาอังกฤษของทีมน้องล่ามนักพากษ์ เข้ามาช่วยแปลให้ แก้ไขสถานการณ์เด๊ดแอร์ไปได้อย่างสวยงาม แล้วคือภาษาอังกฤษของล่ามคนนี้ดีมาก สำเนียงดี พูดจามั่นใจ เข้าใจง่าย เฟียซอ่ะ สวยเลย แบบฉลาด มั่นใจ เท่มากๆเลย กรรมการคนอินเดียบอกว่า ผมเข้าใจที่คุณพูด คืออย่างเท่

เพื่อนเราคือ เจ้า J ก็ปลื้มมาก หันมาพูดกับเราว่า “แก..เค้าเท่อ่ะ ชอบๆ เก่งมาก ชอบๆๆ” พูดไปตาก็เป็นประกายไป นี่ก็แบบ “เอ้อ ชอบเขามากก็เดินไปจีบเลยป่ะ” (หยอกเพื่อนเล่น เพื่อนมีแฟนแล้ว แต่เห็นมันปลื้มออกนอกหน้ามาก)

ช่วงเบรคเราก็หันไปชูนิ้วโป้งให้ล่ามสาวคนเฟียซคนนั้น คือเค้าเท่จริงๆ ตอนดินเนอร์ปาร์ตี้ก็ไปชมเค้าตรงๆเลย บอกว่ามีคนปลื้มมากนะ จิ้มๆไปที่ไอ้เจ้า J

แล้ววันถัดมามี Plant tour ของโรงงานที่มาเลเซีย

กลุ่มเรากับทีมน้องล่ามนักพากษ์ ล่ามคนเฟียซได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ซึ่งในกลุ่มก็จะมีพนักงานในไลน์ที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษด้วย ล่ามคนเฟียซก็อาสาแปลให้ทุกคน

โรงงานที่จะไป Plan Tour จะมีฝั่ง Thermal ก็จะผลิตงานที่เหมือนกับโรงงานของน้องล่ามนักพากษ์ กับล่ามคนเฟียซ แล้วก็จะมีโรงงาน Electronics ก็จะคล้ายๆงานบางอย่างที่โรงงานของเรากับ J ผลิต

ล่ามคนเฟียซก็แปลฝั่ง Thermal ไป แปลจาก EN>TH พอถึงฝั่ง Electronics ก็น่าจะเหนื่อยแหละ เลยบอกให้โรงงานเราช่วยแปลหน่อย

ไอ้เจ้า J เพื่อนข้าก็ไปรับไมค์มา เราเห็นแล้วแหละ เพื่อนรับไมค์มาแบบนี้ มันเอามายื่นต่อให้เราแน่นอน

ดีมากเพื่อน…. สร้างงานให้ข้าแล้วมั้ยล่ะ เอ้า ทำก็ทำ

ก็แปลๆไป โชคดีที่มันค่อนข้างคล้ายๆอะไรที่เราเคยเจอมาก่อน ไม่ได้ยากเกินไป ก็เลยแปลได้ค่อนข้างราบรื่นดี คืออย่าง KARAKURI นี๋โรงงานเราก็มี พวก Gravity Momentum ก็เป็นอะไรที่เราเข้าใจ ก็เลยแปลเป็นไทยได้ค่อนข้างลื่น ศัพท์เฉพาะของิจกรรมในโรงงานเราก็พอรู้บ้าง อาศัยถามล่ามคนอื่นมา ก็เลยรอด (มั้ง)

พอเดินออกจากโรงงาน Electronics เสร็จก็โยนไมค์คืนล่ามคนเฟียซไป (นี่แน่ะ โยนงานเก่งจัง 555+)

เดินไปหาเพื่อน บอกว่า “ตูว่าแล้วว่าเอ็งต้องรับไมค์มาโยนให้ข้า ปรึกษากันบ้างโว้ยยยย”

เพื่อนล่ามเราก็ทำตาเป็นประกาย มองหน้า แล้วพูดว่า “เฮ้ย แกเท่อ่ะ แปลดีเลย จะทำก็ทำได้นี่นา ทำได้ดีด้วย” แล้วนางก็ลูบหัวเราเฉยเลย

นี่ก็งง อิหยังวะ?? เพราะเพื่อนเราคนนี้มันไม่เคยชมเรามาก่อนเลย มันชอบด่าเรา คือไม่โทษมันหรอกนะ โทษตัวเองมากกว่า ชอบทำตัวกากๆ ชอบไปแกล้งมัน ไม่แปลกอะไรที่มันจะด่า

อย่างพักห้องเดียวกันในโรงแรม มันออกมาจากห้องน้ำ คุยโทรศัพท์อยู่ นี่ก็แอบตรงมุม แล้วก็จ๊ะเอ๋ให้เพื่อนตกใจ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจ ก็ทำตัวแบบนี้ไง คนเด็กกว่า 1 ปีเค้าถึงไม่เคารพอ่ะ

แต่ก็เป็นเรื่องขำ คือเราชอบบ่นเอาฮาว่าไอ้เพื่อนเราเนี่ย จริงๆเด็กกว่าเราแต่ไม่เคยเรียกเราพี่เลย มันก็จะบอกว่า “ก็แกไม่น่าเคารพ” แต่ก็จริง ถ้ามันเรียกเ้ราพี่ก็จั๊กกะเดียมยังไงพิกล

ประทับใจสุดในทริปมาเลเซียก็คือการที่เพื่อนล่ามคนนี้ชมเรานี่แหละ เพราะมันแรร์มาก ทำงานด้วยกันมาเกือบ 3 ปี มันไม่เคยชมเราเลยจริงๆ รู้สึกได้ถึงสายตาตอนนั้นที่เปลี่ยนไปเลย

คือเหมือนคนนิสัยไม่เหมือนกันอ่ะ มันมีความไม่เข้ากัน มีความแตกต่าง คิดไม่เหมือนกันอยู่ค่อนข้างเยอะ ก็จะมีความขัดแย้งบ้าง เพราะคิดไม่เหมือนกัน บางทีมันด่าเรา เราอารมณ์ไม่ดีนี่ก็มีสวนคืนเหมือนกัน

แต่พอได้มาอยู่ร่วมกันเกือบ 24 ชั่วโมงก็รู้สึกว่าสนิทกันขึ้นอีกขั้นนะ เราได้รู้ว่าเพื่อนเราคนนี้ชอบอะไรที่เป็นรสมิ้นท์เหมือนเราเลย พบจุดร่วม 1 อย่าง ในความแตกต่างทุกอย่างที่มี

นางทำผมให้เราทุกเช้า คือปกตินี่ไม่ดูแลตัวเอง ทำผมไม่เป็น ผมยุ่งไง เพิ่งเป็นผู้เป็นคนตอนนางทำผมให้นี่แหละ 555+ ขอบคุงงับ เจ้าหมาน้อยของพรี่ อิอิ

กลับมาจากแข่ง QCC ก็จะอินกับเพลง หมื่นเส้นทางของ BNK48 มากหน่อย ชีวิตจริงมันก็คือการแข่งขันนั่นแหละ และเราก็เป็นแค่อันเดอร์เกิร์ลคนหนึ่งที่ไม่เคยโดดเด่นอะไรเลย แค่พยายามหาพื้นที่ของตัวเอง และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

มองหาด้านหลังเพื่อนเราเริ่มไกลไป
เอื้อมมือยังไงเอื้อมไม่ถึงก็หวั่น
ก็เคยมองตาอย่างรู้กัน
จับมือกันแน่นมานาน
แล้ววันนี้เธอกำลังห่างไป
ถึงเวลาที่จะรักตัวเอง
เปลี่ยนแปลงตัวเองจะไม่แพ้ใครๆ
คำถามมีบ้างที่ค้างใจ
คู่แข่งที่แท้เป็นใคร
เราก็รู้กันใช่ไหม

หัวใจเต้นคล้ายใกล้หมดแรง
กลัวคนแซงยังฝืนเดินไป
มองข้างหลังยังมีคนอื่นวิ่งตาม
คนข้างหน้า (คนข้างหน้า)
คนข้างหลัง (คนข้างหลัง)
เราจะทำยังไง

เส้นทางเป็นร้อยเป็นหมื่นให้เลือกเดิน
ไปสู่บนยอดสูงสุดเขาสูงใหญ่จะทางใด
เลือกผิดก็ช้าไปหรือใครเร็วมากกว่า
ทางชันทางสูงจะฝ่าเพราะเลือกแล้วจะไป
เส้นทางเป็นร้อยเป็นหมื่นให้เราไป
เราอยู่ตรงไหนและอยู่ที่เท่าไร
ห่างไกลไหม
อย่ามัวแต่คิดไกลทุ่มลงไปให้สุด
สุดที่ใจที่ปลายทางของเรา
หมื่นเส้นทาง Yume he no route – BNK48
แปะ MV ญี่ปุ่นแล้วกัน ของไทยก็อยากให้ทำนะ
Advertisements

ไปสัมมนา JITT EP49 ประสบการณ์ล่ามด้านกฎหมายมาแหละ

เพิ่งไปสัมมนามา ต้องแซงคิวเรื่องอื่นแล้วมารีบเขียนเรื่องนี้ระหว่างที่ความทรงจำยังสดใหม่อยู่ ไม่งั้นเราจะลืมแน่ๆ อายุเริ่มเป็นอุปสรรคแล้วล่ะ (พูดแล้วมันก็เศร้า)

ขอเล่าย้อนนิดนึง ตอนเราม.ปลาย กำลังเลือกมหาลัยเลย คือจริงๆอยากเรียนพวก วารสาร สื่อสารมวลชน อะไรทำนองนี้ เพราะว่าอยากเป็นนักเขียน แต่โดนอาจารย์เรียกไปสั่งเบรคดังเอี๊ยด อาจารย์อยากให้เรียนภาษาญี่ปุ่นต่อ บอกตรงๆตอนนั้นเลือกเพราะเกรงใจอาจารย์ด้วยส่วนหนึ่ง

ก็เลยบอกกับตัวเองไว้ว่า จะเรียนภาษาเพื่อให้เป็นปากกา แต่เนื้อหาที่จะเขียนอ่ะ เราจะหาเอง

จริงๆมันเหมือนดินสอมากกว่าเนอะ แบบว่าต้องหมั่นเหลาให้แหลมคมอยู่เสมอ การเขียนด้วยดินสอที่ทู่เกินไปบางทีมันก็ทำให้ลายมือไม่สวย อ่านยาก

นั่นแหละ เราก็ใช้เวลาในการเหลาดินสอให้แหลมนานอยู่ กว่าจะได้ความคมระดับ N1 ที่ผ่านแบบคาบเส้น 55555

วันก่อนเจอรุ่นน้องแชร์ข่าวมาเรื่องเด็กอายุ 12 ผ่าน N1

เล่นเอาเฟลไปนิดหน่อยเลย คือคิดว่าตัวเองค่อนข้างใช้เวลานาน ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแล้วเจอคนเก่งกว่าเลยเฟลนะ แต่คิดว่าตัวเองค่อนข้างไม่ได้ให้เวลากับการฝึกภาษาที่มากพอน่ะ เลยเสียเวลาไปนาน ตอนนี้กำลังหาเนื้อหาที่จะเขียน เลยเหมือนคนเริ่มต้นช้า แต่ก็พยายามมองโลกในแง่ดีกว่าไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียนรู้หรอก

เคยมีคำกล่าวไว้ว่า “ต้นไม้ออกผลช้าฉันใด การศึกษาย่อมเป็นไปฉันนั้น” (จำมาถูกรึเปล่าก็ไม่รู้)

แต่เดี๋ยวนี้การเกษตรก็พัฒนาไปไกล สามารถทำให้ได้ดอกออกผลเร็วขึ้น การศึกษาก็เช่นกัน ทุกอย่างมันไม่หยุดนิ่ง มันเคลื่อนไหว มันมีพลวัต มันเป็นไดนามิก (ก็ความหมายเดียวกันหมดอ่ะ จะเขียนมาทำไมเยอะแยะ 555+ ขออภัยในบางทีค่ะ กำลังหมั่นสะสมคำศัพท์ในหัวและฝึกใช้งาน บางทีก็ยิงรัวๆ มั่วๆเป็นปืนกล เผื่อจะถูกบ้างสักนัด)

เพราะคิดว่าความรู้ต้องหมั่นอัพเดต ก็เลยตัดสินใจเข้าร่วมการสัมมนาของล่ามครั้งแรกในชีวิต

คือปกติไม่เคยไปเลย เขิน กลัวคนแปลกหน้านิด เป็น Introvert ชอบอยู่บ้าน ยิ้มไม่เก่ง เอาง่ายๆคือทำตัวไม่ถูกนั่นแหละ

แต่ช่วงก่อนหน้านี้ไปสิงอยู่วงการติ่งไอดอลมา ก็ดีนะ ได้คุยกับคนแปลกหน้า ได้รู้จักคนใหม่ๆเยอะขึ้น หายกลัวคนไปเยอะ

บ้าบอเนอะ ขี้กลัวคนขนาดนี้แล้วเป็นล่ามเนี่ยนะ เวลาแปลอะไรต่อหน้าคนเยอะๆไม่สั่นเป็นเจ้าเข้าเลยเหรอ

ก็สั่นๆอยู่ทุกทีแหละ แต่เดี๋ยวนี้พยายามลองแก้ปัญหาด้วยรอยยิ้มดูก่อน ก็พอเอาตัวรอดได้บ้าง

เลือกเข้าสัมมนา JITT EP49 ประสบการณ์ล่ามด้านกฎหมาย เพราะว่าเรียนกฎหมายอยู่ด้วยแหละ

ซึ่งก็คิดถูกมากๆ เพราะคุณ วรุตม์ กิตติจูงจิต วิทยากรผู้บรรยายในวันนี้เขาจบกฎหมายมา

พูดถึงการสัมมนาหน่อยแล้วกัน มันเป็นหัวเรื่องหลักที่เราจะเขียนถึงวันนี้นี่นา (แต่คงสักประมาณ 30% ของเนื้อหาที่จะเขียนวันนี้)

อาจารย์บรรยายเกี่ยวกับกฎหมายแบบเป็นหลักพิ้นฐาน สรุปมาให้เข้าใจง่ายๆสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ซึ่งสรุปมาได้ดีมากๆเลยล่ะ คือเราเพิ่งลงเรียนกฎหมายไป 1 เทอม ถ้วน ผลสอบยังไม่ออกเลย แต่เราเข้าใจสิ่งที่อาจารย์พูด ตามทันได้ เพราะก็อ่านเจอในหนังสือเรียนของตัวเองเหมือนกัน แล้วมันเจ๋งตรงที่อาจารย์ให้คำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นมาด้วย แนะนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่อาจารย์เจอมาด้วย

เอาจริงๆเราลงเรียนกฎหมายนี่เราไม่รู้นะว่าลงเรียนไปแล้วจะเอาไปใช้ทำงานอะไร รู้แค่ว่าอยากเรียนให้จบป.ตรีกฎหมายอีกใบเฉยๆ ถามว่าจะไปทำ Law Firm มั้ยก็คิดว่าคงยากเพราะดูจากโปรไฟล์ตัวเองแล้วคิดว่าเขาคงไม่รับ

แต่ที่อยากเรียนเพราะอยากมีความรู้จริงๆ คือคิดว่ามีประโยชน์ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้น่ะ

วันนี้ฟังอาจารย์บรรยายแล้วก็รู้สึกว่า จากที่เหมือนเส้นทางในการเรียนกฎหมายของเรามันช่างมืดมน แต่พอได้ฟังแล้วก็คิดว่าเหมือนเห็นแสงสว่างมากขึ้น เหมือนเห็นทางข้างหน้า คือไม่ได้มองเห็นอาชีพหรือช่องทางทำเงินอะไรหรอกนะ แค่รู้สึกว่า รู้แล้วล่ะ ว่าควรจะลงเรียนวิชาอะไร หรือศึกษาอะไรต่อบ้าง

มันไม่มีคำตอบสุดท้ายหรอก สิ่งที่แต่ละคนพบเจอมามันก็ไม่เหมือนกัน แต่วันนี้ก็เหมือนได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ก็รู้สึกว่าโชคดีจังที่ตัดสินใจไปเข้าร่วมสัมมนา แม้ว่าอาทิตย์นี้เราจะทำงานวันเสาร์ และนี่คือวันหยุดวันเดียวในสัปดาห์ก็ตาม

ประทับใจอาจารย์ตรงที่เป็นเด็กทุนมง อยู่ญี่ปุ่นมาก็หลายปี กลับไทยมาทำงานที่สำนักงานกฎหมาย แล้วรู้สึกว่าความรู้ไม่พอ เลยไปลงป.ตรีนิติจุฬา คือแบบ…. กรี๊ดมากกกก นี่คือทัศนคติที่เรากำลังมองหาในช่วงนี้ เพราะเราตอบตัวเองและคนอื่นไม่ได้ว่า”จะเรียนไปทำไม” วันนี้เราได้คำตอบว่า “เพราะไม่รู้ไง เลยต้องเรียน”

ช่างเป็นคำตอบที่เรียบง่าย แต่มันจริงอย่างที่สุด

อีกสิ่งหนึ่งที่อาจารย์พูดแล้วเราจำใส่เมมโมรีในสมองแม่นเลยคือ กฎหมายก็เหมือนกับภาษา คือต้องหมั่นอัพเดตความรู้อยู่เสมอ (อาจารย์พูดอีกแบบนะ แต่เราจำมาเป็นภาษาของตัวเอง)

มันเหมือนปลดล็อคสิ่งที่ค้างคาอยู่ในหัวเรามาหลายเดือนว่าเราควรทำยังไงกับชีวิตตัวเองต่อไปดี เหมือนพอจะเห็นแนวทางมากขึ้น

ครั้งหน้าถ้ามีสัมมนาล่ามอีก จะพยายามเอาชนะความกลัวการไปอยู่ในที่ที่มีคนแปลกหน้าเยอะๆแล้วไปเข้าร่วมอีกนะ สำหรับเรามันต้องใช้ความกล้าพอสมควรเลยล่ะ

อีกเรื่องที่อยากเขียนถึงวันนี้คือเราได้รู้จักเพื่อนใหม่ผ่านทางรุ่นน้องมหาลัย ก็เป็นคนที่มาสัมมนาด้วยกันนี่แหละ ก็นั่งแท็กซี่ออกมาด้วยกัน กะว่าจะแยกย้ายเลย แต่เหมือนพอคุยกันแล้วสนุก คุยเรื่องงานนี่แหละ แต่สนุกมากๆ ก็เลยไปนั่งกินอะไรกันต่อ แล้วก็คุยกันไปด้วย สามชั่วโมง แต่สนุกมาก!!!!!!!!!

แล้วที่ตลกคือ เป็นคนไทยทั้งสามคนนะ แต่ภาษาที่ใช้ในการสนทนา ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลัก เราไม่เคยคุยกับเพื่อคนไทยด้วยภาษาญี่ปุ่นมาก่อนเลยค่อนข้างจะเป็นผู้ฟังซะส่วนมาก เวลาจะพูดแสดงความคิดเห็นของตัวเองก็คิดภาษาญี่ปุ่นไม่ออกเลยต้องใช้ภาษาไทยซะเยอะ แต่ก็เป็นการสนทนาที่สนุกมากๆอยู่ดี

เรารู้เลยว่าระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่เรามีมันยังไม่เพียงพอ เอาจริงๆถ้าพูดตรงๆก็ขาดไปเยอะ คือด๋อยอ่ะ กากมาก เรียนมาตั้งหลายปี ยังไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นได้เท่าที่ใจอยากบอก เออ ชั่วโมงฝึกเราน้อย เราต้องไปฝึกเพิ่ม

เรื่องที่นั่งคุยกันวันนี้มันเจ๋งมากจริงๆ ขอบคุณจริงๆที่ได้มาเจอกันมานั่งคุยกันในวันนี้ ทั้งบูตะทั้งนัตโตะจังเลย

โดยเฉพาะนัตโตะจัง เป็นคนที่เปิดกะโหลกเราเรื่องการทำงานมากๆ แบบฟังแล้วมันว้าวววววววว!

เราจะพยายามเอามาปรับใช้ในการทำงานของตัวเองนะ ชอบมากเลยที่เล่าเรื่องยากๆให้ฟังเข้าใจง่ายได้ คือเจ๋งจริงอ่ะ ชอบบบบ

เราคงต้องหมั่นฝึกฝนตัวเองให้มากขึ้นอีก ขอบคุณมากสำหรับการแสดงตัวอย่างที่ดีให้ดู

คือบางทีเรานั่งอ่าน หรือนั่งคิด มันคิดไม่ออกอ่ะ แต่พอได้นั่งลงและพูดคุย รับฟังเรื่องราวของคนอื่น มันได้ไอเดียเจ๋งๆเยอะและเลย บางอย่างแบบ อยากจะดีดนิ้ววว เห้ยยย ไอเดียนี้เลยที่เราตามหา

ต่อไปคงต้องกล้าๆออกเดินทางเพื่อไปรับฟังเรื่องราวของพูดคนมากขึ้นแล้วล่ะ

เราว่าเราเล่าเรื่องตัวเองเยอะไปอ่ะ เราควรรู้จักเป็นคนถามหรือรับฟังเรื่องของคนอื่น เพื่อที่จะได้ข้ามกำแพงที่ตัวเองเผชิญอยู่ตอนนี้ให้ได้ เพราะเราค่อนข้างติดกับดักนี้มาสักพักแล้ว เหมือนว่ากำแพงที่ชนอยู่ตอนนี้ มันสูงเกินแรงที่เราจะกระโดดไหวแล้ว กำลังอยู่ระหว่าง จะกระโดดต่อไป หรือ นั่งลงยอมแพ้ดี

แล้วก็เดินไปเจอเพื่อนบอกว่า อ้าว ทำไมไม่ใช้บันไดล่ะ แบบนี้อ่ะ

ยกตัวอย่างเรื่องกำแพงเพราะพี่ Factory Manager ที่ทำงานเก่าเคยสอนว่าเรียนภาษาเหมือนช่วงแรกๆกราฟเราจะพุ่งมาก แบบเรียนรู้ได้เร็ว สนุก หลังจากนั้นมันจะช้าลง กราฟจะเริ่มนิ่ง มาถึงจุดๆหนึ่งเราจะเหมือนเจอกำแพง ไม่ว่าพยายามเท่าไหร่ก็ข้ามไปไม่ได้สักที แต่ขอให้พยายามต่อไป เพระาพอข้าไมด้แล้วจะไปไกลโลดเลย

ตอนนั้นที่ฟังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก กำแพงของเราคือ N1 แต่ตอนนี้ข้ามได้แล้วล่ะ เพื่อไปเจอกำแพงที่ใหญ่กว่า คือไม่รู้จะไปทางไหนต่อดี มันยากกว่ากำแพง JLPT ซะอีก จากที่เรารู้ว่าเป้าหมายคือกำแพงนี้นะ แต่ตอนนี้คือเหมือนว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรแบบไม่รู้ทิศรู้ทาง จมบ้างลอยบ้าง ผลุบๆโผล่ๆน่ะ

ตอนนี้ก็ยังไม่รู้หรอกว่าต้องว่ายไปทางไหน รู้แค่ว่าต้องทำสภาพร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ควรจะฝึกว่ายท่านี้นะจะได้เหนื่อยน้อยหน่อย
มันอาจจะเป็นเรื่องราวที่ยังไม่มีบทสรุปอะไร ก็ถือซะว่าเป็นบันทึกการเดินทางในช่วงชีวิตหนึ่งแล้วกัน

ชอ set target ที่ชัดเจนไว้หน่อยก็แล้วกัน

เรียนนิติให้จบ ตามเวลาในหลักสูตร และ สอบตั๋วทนายให้ได้

แนวคิดดี ๆ จาก LEGO

เวลาแปลงาน บางทีคำศัพท์คำเดียวนี่คิดนานมาก หาคำตอบนานมาก

สำหรับเรา เราต้องแปลคำว่า “ปุ่มของตัวต่อเลโก้”

“…”

สตั๊นท์ไปสิ

อย่าว่าแต่ภาษาญี่ปุ่นเลย ภาษาอังกฤษเราก็ไม่รู้

ก็เลยต้องไปรีเสิร์ช ใช้เวลาหาข้อมูลค่อนข้างนานเลยแหละ (มัวแต่แอบดูตัวต่อเลโก้ในเว็บขายของต่างหากล่ะ เลยเสียเวลาไปเยอะ 5555)

จนในที่สุดเราก็รู้ว่ามันคือ STUD スタッド

แน่ล่ะ คำตอบของสิ่งที่เราหา มันก็สั้นๆ แค่นี้เอง แต่ระหว่างทางที่เราหาคำตอบ เราก็ไปเจอเรื่องที่น่าสนใจมา ถูกใจมากจนอยากแปล อยากเขียนถึง

เลโก้ มาจากคำว่า “leg godt” ในภาษาเดนิช หมายถึง “play well”

เลโก้เป็นของเล่นที่เราอยากได้มากตอนเด็กๆ แต่ที่บ้านไม่ค่อยมีเงิน ก็เลยไม่เคยมี เคยแต่ไปเล่นของบ้านน้อง

ตอนมหาลัยทำงานพิเศษ เลี้ยงเด็กฝรั่ง คนจ้างให้เงินไปซื้อของเล่นให้หลานเขา ก็เลยให้เด็กเลือกของที่ตัวเองชอบมาสักชิ้น

พอกลับมาเราก็โดนเรียกไปคุย บอกว่าเราควรซื้ออะไรที่มันมีประโยชน์ต่อหลานเขา เช่น พวกตัวต่อเลโก้ไรงี้

ง่า..ไม่รู้นี่นา ไม่ได้สั่งไว้ อีกอย่าง เงินที่เขาให้ไว้ตอนนั้น มันก็ไม่พอซื้อเลโก้ด้วยอ่ะ 5555+

โตมาเราก็ยังอยากได้เลโก้อยู่นะ เดินผ่านทีไรต้องไปด้อมๆมองๆ แต่ไม่กล้าซื้อเพราะคิดว่ามันแพง ซื้อมาก็ไม่มีเวลาเล่น ไปซื้อเลโก้จีนถูกๆก็ได้มั้ง เล่นได้เหมือนกัน อะไรประหยัดได้ก็ประหยัด เงินทองหายาก

บางทีเราก็ซื้อแต่พวกมินิฟิกเกอร์มาสะสมบ้าง

แต่เมื่ออาทิตย์ที่แล้วตัดสินใจซื้อเลโก้ชุดแรกในชีวิต เพราะช่วงที่รีเสิร์ช ไปเจอบทความหนึ่งมา

“กฎ 10 ข้อในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเลโก้”

・สามารถเล่นได้อย่างไม่จำกัด
・เด็กก็ผู้หญิงเล่นได้ เด็กผู้ชายก็เล่นดี
・ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุเท่าไหร่ก็ต้องหลงใหล
・เล่นได้ตลอดทั้งปี
・ดีต่อสุขภาพและเล่นเงียบๆได้ (ชอบข้อนี้มาก เกลียดเด็กเล่นเกมมือถือ ไม่ใส่หูฟัง แล้วเปิดเสียงดังๆในที่สาธารณะ)
・เล่นได้ไม่มีเบื่อ
・สร้างเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
・ยิ่งเล่นไปเท่าไหร่ ยิ่งมีคุณค่าเพิ่มขึ้น
・ทันสมัยอยู่เสมอ
・ปลอดภัยและมีคุณภาพสูง

Source: https://www.brickers.jp/?mode=f2

แค่ 10 ข้อนี้ก็รู้สึกอยากซื้อขึ้นมาแล้วอ่ะ

พอยิ่งอ่านมากขึ้น ได้รู้ว่าเค้าออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็กที่สุด สีสันสดใส คงทน ซื้อครั้งเดียวเล่นได้ทั้งชีวิต

เลโก้ผ่านการทดสอบ Durability ประกอบเข้าและถอดออก 170,000 ครั้ง แปลว่าต่อให้เล่นทุกวันก็ต้องใช้เวลาถึง 400 ปี ถึงจะพัง (ถ้าไม่เหยียบแตกนะ)

โคตรคุ้มค่าที่จะซื้อ คือราคาอาจจะสูงหน่อย แต่พอคิดว่ามันคือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาเพื่อทุกคน ผ่านการออกแบบอย่างตั้งใจเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ มันก็คุ้มค่าพอที่จะซื้อแล้ว

คือรู้สึกว่าคิดมาดีจริงๆ มันเป็นการออกแบบที่คุ้มค่าต่อการเสียเงินเป็นอย่างยิ่ง

ในการทำงานเราอยู่กับการลดต้นทุน สินค้าสมัยนี้ก็ค่อนข้างจะพังง่าย มันทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด

ต่อให้โลกนี้เทคโนโลยี E-book จะพัฒนาไปแค่ไหน ลึกๆแล้วเรายังหลงใหลวรรณกรรมเยาวชนคลาสสิค กับความรู้สึกที่มือได้สัมผัสกับเนื้อกระดาษ กลิ่นกระดาษ เสียงพลิกหน้ากระดาษอยู่

ท่ามกลางเกมมือถือ เกมคอมพิวเตอร์ แต่ตัวต่อเลโก้ยังคงมีมนต์ขลังสำหรับเรา ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน มันก็ยังคงเป็นของเล่นในฝันของเราอยู่ดี

ในเมื่อวันนี้มีเงินเดือนแล้ว มันคงไม่ผิดอะไรที่จะใช้เงินเติมเต็มความฝันในวัยเด็กของตัวเอง

จากหนังสือที่เราเคยอ่าน เค้าบอกว่าพื้นที่ทำงานของเราควรมีทั้งโซนอนาล็อกและดิจิตอล เพราะบางครั้ง การนั่งหน้าคอมนานๆก็ทำให้คิดอะไรไม่ออก การสัมผัสวัตถุ ใช้ปากกาลากผ่านกระดาษจริงๆ มันให้ฟีลลิ่งที่ดีกว่า

ตอนนี้เลยพยายามทำพื้นที่ทำงานที่บ้านของตัวเองให้เป็นแบบนั้นอยู่ เวลาทำงานที่ทำงานก็ยังชอบขีดๆเขียนๆลงกระดาษอยู่นะ

เราชอบของเล่น เวลาเจอของเล่นที่เคยอยากได้ ก็เลยซื้อมาไว้บ้าง ยังอยากรักษาพื้นที่ของความเป็นเด็กในหัวใจ เพราะมันจำเป็นในการรักษาความสร้างสรรค์และจินตนาการ

จริงๆช่วงนี้เป็นช่วงที่เราหัวสมองตีบตันมาก ไม่ค่อยมีไอเดียอะไรดีๆเท่าไหร่ คิดอะไรออกก็พยายามเขียนๆไว้ แต่ก็ยังไม่ได้รู้สึกชอบพอจะอยากเอามาลง

แต่เรื่องเลโก้นี้เราชอบจริงๆนะ

คือตอนแรกอ่ะ กะว่าจะเสี่ยงดวง เดาสุ่มไง เขียนไปเยอะๆ เผื่อจะคิดอะไรดีๆ ออกมาได้บ้าง แต่ก็ยุ่งมาก (นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญหรอก เมื่อก่อนยุ่งยังเขียนได้เลย)

มันอยู่ที่ใจมากกว่า การจะทำให้คนอื่นชอบงานของเราได้ เราต้องรักงานของตัวเองก่อน

ตอนนี้เหมือนคนกำลังค้นหาตัวเอง

สิ่งที่เคยทำๆมาก็มีทั้งที่ชอบและไม่ชอบนะ บทความที่เคยเขียนก็มีทั้งอันที่ชอบและไม่ชอบ แต่ทุกๆอย่างที่ผ่านมา ทุกข้อความที่เขียน เรารู้สึกว่า “ดีแล้วล่ะ ที่ได้ทำ” เพราะอันไหนเรารู้สึกไม่ดีกับมัน เราก็คงลบทิ้งไปแล้ว

สำหรับเรา การเคารพตัวเอง การใจดีกับตัวเอง หมั่นให้กำลังใจตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญ

คนอื่นอาจจะมีทั้งคนที่ชอบเรา และไม่ชอบเรา แต่เราชอบตัวเราในตอนนี้นะ

Source:https://matome.naver.jp/odai/2139426807401940501

ยิ้มเข้าไว้… เพราะคนคือสภาพแวดล้อม

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า เครื่องประดับที่สวยที่สุดสำหรับผู้หญิงคือรอยยิ้ม

 

เราเห็นด้วยนะ ไม่ว่าจะผู้หญิง หรือผู้ชาย หรือเพศอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ คนเราจะดูดีขึ้นเสมอเวลาที่ยิ้ม

 

ทำไมตอนเด็กๆคนเราถึงดูน่ารักน่ามอง เพราะยิ้มง่าย หัวเราะง่ายไง

แต่แปลกนะ ทำไมพอโตเป็นผู้ใหญ่ เรากลับยิ้มได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

 

ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา เราใช้เวลาไปกับการนอนดูซีรี่ย์เกาหลีเรื่อง What’s wrong with secretary Kim กับแม่

ขำรอยยิ้มเพื่อการค้าของนางเอกมาก เพราะเราก็ทำแบบนั้น

แต่ไม่สวยขนาดนั้น ต่างกันประมาณรูขุมขนบนใบหน้านางเอกกับหลุมอุกกาบาตบนดาวพลูโต

 

เรามักใช้โหมดรอยยิ้มเพื่อการค้าในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและต้องการความเป็นมืออาชีพมากๆ

เช่น ในการประชุมสำคัญๆ เพราะเครียด เลยต้องยิ้มเยอะกว่าปกติ เรียกความมั่นใจให้ตัวเอง

ในบางสถานการณ์ สิ่งที่ต้องเจอมันก็ยากเกินกว่าความสามารถที่เรามี

แต่ก็ไม่แปลกอะไร ถ้ามันง่าย เค้าจะจ้างเรามาทำไมล่ะจริงมั้ย

 

ในสถานการณ์คับขัน บางครั้งการทำตัวเองให้อารมณ์ดีๆ มีรอยยิ้มบนใบหน้า บางทีมันก็ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้

 

เราถึงกับเขียนเอาไว้ในแผนการทำงานปี 2018 ของตัวเองเลย

ว่าจะต้องทำงานอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ควบคุมอารมณ์ให้ดีและมี service mind อยู่เสมอ

 

ตอนเราทำงานปีแรกมันไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ

เราได้รางวัลคุณทักทายเป็นกระติกน้ำร้อนไฟฟ้าจากบริษัทตอนปีใหม่ด้วย

 

แต่กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้เช้าๆ ไม่ค่อยได้ทักทายใครเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้ยิ้มเลย

ตอนนี้เลยพยายามทำตัวเองให้อารมณ์ดีตอนเช้าๆ พยายามยิ้มๆให้ทุกคน

วันนี้ตื่นเช้ามาก็อารมณ์ดีมากเพราะว่าได้หยุดมาอย่างเต็มที่

เคยไปรีสอร์ทบ้านสวนน้อย ที่เป็นบ้านฮอบบิทที่โคราช พี่เจ้าของรีสอร์ทจริงๆแล้วพี่เค้าเป็นโปรแกรมเมอร์

เค้าเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนเวลาไปหาลูกค้า เค้าจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปขายโปรแกรม ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก พอถึงบริษัทลูกค้า พี่เค้าก็จะทำหน้ายิ้มๆ เข้าไปหาลูกค้า คือเรารู้สึกคำพูดนี้มันมีผลต่อเรามากเลยอ่ะ ทำให้อยากมาทำงานด้วยรอยยิ้ม

วันนี้เป็นวันที่โดนเรียกประชุมกะทันหันเยอะมาก คือในตารางอ่ะ ว่าง โล่งเลย แต่วิ่งๆหัวหมุนทั้งวัน

ปกติวันไหนยุ่งๆ เวลามีคนมาเรียกกะทันหัน เราก็มักจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่อยู่แล้วแหละ แต่คงเป็นเพราะได้ชาร์จแบตมา วันนี้เลยเป็นสายซัพพอร์ตเต็มที่เลย

เคยมีคำกล่าวไว้ว่าการยิ้มใช้กล้ามเนื้อน้อยกว่าการทำหน้าบึ้ง

แต่เราตอบไม่ได้หรอกนะว่าใช้กี่มัด แล้วก็ไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้จนรู้แน่ชัด

แต่สิ่งที่เรารู้แน่ๆคือการพยายามยิ้มในทุกๆวันจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นได้แน่ๆ

คือนี่เป็นคนหน้านิ่งๆ ไม่ค่อยยิ้มไง เวลากำลังใช้ความคิดมากๆ หน้าก็จะดูเหมือนไปโกรธใครมา ลุงก็ชอบบ่นๆแกมหยอกว่าเดี๋ยวนี้เธอไม่น่ารักเลย โกรธทุกวันเลย พอลุงทักก็จะหันไปยิ้มอิ๊อ๊ะให้ “ไม่ได้โกรธค่า กำลังคิดเรื่องนี้อยู่นะ”

คือถ้าเราไม่ยิ้มอ่ะ คนจะตีความไปในทางลบได้ แต่การยิ้ม มักจะให้ผลดีมากกว่าผลเสียนะ ยกเว้นคนๆนั้นจะหมั่นไส้เราเป็นทุนเดิม ซึ่งก็ห้ามความคิดใครไม่ได้ ชะลาล่า ^^

สุดท้ายแล้วเวลาทำงานอ่ะ มันวัดกันที่ผลลัพธ์อยู่แล้ว ไม่แปลกหรอก เรื่องธรรมดา แต่การเติมรอยยิ้มเล็กๆลงไป แบ่งปันภาพที่น่ามองให้คนอื่น ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน

มันเหมือนกับเรากินอาหาร เพื่อต้องการสารอาหารที่ประโยชน์ต่อร่างกายก็จริง แต่รสชาติที่ดีก็ทำให้มนุษย์พึงพอใจได้เสมอ

สมมุติเอาง่ายๆว่ามีคนสองคนที่ทำงานได้เท่ากันทุกอย่าง แต่คนหนึ่งทำหน้าบูดบึ้งตลอดเวลา ในขณะที่อีกคนหนึ่งยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ เรามักจะชอบคนหลังมากกว่าอยู่แล้ว

เรานี่เคยมีปัญหากับเรื่องนี้หนักมากเลยตอนปีแรกๆที่ทำงาน คือเป็นคนไม่ค่อยยิ้มไง แต่ก็ตั้งใจทำงานนะ มีครั้งหนึ่งทะเลาะกับ MD เราไม่ได้เริ่มด้วย คือเรื่องมันหยุมหยิมมาก มีคนเอากระดาษที่ปเ็นขยะไปทิ้งในกล่องใส่กระดาษรีไซเคิล MD ก็ไม่พอใจ ให้เราไปเดินถามคนทั้งโรงงานว่าใครเป็นคนทิ้งกระดาษลงไป ซึ่งเราก็ทำนะ แต่มันไม่มีใครยอมรับอยู่แล้วไง เราก็เลยเดินกลับมาบอก MD ว่า เราถามทั้งโรงงานแล้ว แต่ไม่รู้จริงๆว่าใครทำ แล้วเราก็ขยำกระดาษนั้น จะเอาไปทิ้ง (ก็มันเป็นขยะอ่ะ ก็เลยจะทิ้ง)

ปรากฏว่า MD เดินมาแย่งขยะจากมือเรา แล้วเอาไปทิ้งเองแบบใส่อารมณ์ แล้วบอกเราว่า “ที่มันมีปัญหา ก็หน้าของเธอนี่แหละ”

กำ… นี่ต้องลาออกจากงานไปทำศัลยกรรมมั้ยคะ 5555

เอาจริงๆก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองเพราะคำพูด MD คนนั้นหรอก แต่ก็เหมือนอ่านอะไรมาแล้วตกผลึก แล้วก็แค่บอกตัวเองง่ายๆว่า เอาล่ะ ฉันจะพยายามทำตัวดีๆ ทำหน้ายิ้มๆ ให้คนอื่นสบายใจก็แล้วกัน

หลังจากนั้นก็เลยใช้รอยยิ้มเพื่อการค้าเป็น เริ่มอยู่เป็น

เราไม่ได้ยิ้มให้คนอื่นมาชอบเราหรอก แค่ทำเพื่อให้ตัวเองไม่ไปทำให้คนอื่นลำบากใจ

อยากเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีในที่ทำงาน

ปกติเป็นคนดาร์คๆ เถื่อนๆ ไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่ แต่ไปทำงานเดี๋ยวนี้ก็พูดคะขา เราว่ามันน่ารักดี

พี่เมเนเจอร์เราเค้ามีลูกเล็กๆ เค้าก็จะพูดเพราะ เพราะเกินไป บางทีสะดุ้งเลย

วันนี้เหมือนเค้ามีเรื่องจะใช้เรา ซึ่งเป็นการใช้ที่ค่อนข้างจะทำให้เราลำบาก คือแปลงานด่วน และจำนวนงานที่ต้องแปลเยอะด้วย ก็เดินมาเรียกเสียงอ่อนเสียงหวาน “น้อง(ชื่อเรา)จ๊ะ” นี่หันไปมองหน้าพี่เค้าแบบสะดุ้ง และหวาดระแวง รู้ตัวว่าจะโดนใช้ 5555

“อะไรคะ.. ตกใจอ่ะ ^^”

แล้วพี่เค้าก็เรียกเราไปดูไฟล์ภาษาญี่ปุ่นเป็นสิบๆไฟล์ บอกว่ามันเยอะ ต้องใช้… อยากให้แปล

แต่เราทำงานกับพี่เค้ามานาน เค้าก็จะคุ้นเคยกับสไตล์เรา คือเราถามก่อนว่าเค้าต้องการอะไร เอาไปทำอะไร due date เมื่อไหร่บ้าง

สุดท้ายแล้วในสิบไฟล์นั้น ก็มีอันที่เกี่ยวข้องแค่อันเดียว ประมาณ 3 หน้า นี่ก็คุยๆ อ๋อ ค่ะพี่ ได้ค่ะ พรุ่งนี้นะคะ โอเคค่ะ

คือรู้สึกตัวเองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก 5555+

พอยิ้มเก่งขึ้น ใช้รอยยิ้มเพื่อนการค้าเป็น แล้วรู้สึกเราต่อรองกับ user ได้ มีอะไรพอบรรยากาศมันเป็นมิตร เราก็กล้าพูด กล้าคุย กล้าถามอ่ะ แล้วการคุยกัน มันทำให้ทำงานสะดวกขึ้นเยอะ ลดพวก Muda ในการแปลอะไรที่ไม่จำเป็นได้เยอะด้วย

วัดง่ายๆจากชั่วโมงโอที เราลดการทำโอทีของตัวเองได้ทุกปี ปีละมากกว่า 50%

เอาจริงๆมันก็หมายถึงรายได้ที่ลดลงนะ

แต่สำหรับเรา เราโอเคไง เอาเวลาที่ได้มาไปสร้างรายได้ทางอื่น หรือทำกิจกรรมอื่นที่เราอยากทำได้ เราก็เลยว่ามันดีแล้วล่ะ

คือแค่ยิ้มและคุยเก่งขึ้น งานที่เราต้องแปลก็ลดลงเลยอ่ะ

อาจจะไม่ได้ผลเหมือนกันหมดทุกคนนะ เพราะปัจจัยที่เราเจอกับที่คนอื่นเจอก็ไม่เหมือนกัน แต่เชื่อเถอะว่าการไปทำงานด้วยรอยยิ้ม มันจะให้อะไรดีๆกลับมาแน่นอน เราพิสูจน์มาแล้ว

 

ปล. หัวข้อเปลี่ยนไปนิดหน่อย ตอนแรกที่ตั้งไว้คืออยากเป็นคนใจดี เพราะคนคือสภาพแวดล้อมในการทำงาน แต่เดี๋ยวนี้เราเหนื่อยกับการเป็นคนใจดีน่ะ ก็เลยคิดว่า ใจดีแค่พอสมควรก็พอ ถ้ามันทำให้เราลำบากมากคนเกินไปก็ปฏิเสธคนให้เป็นบ้างก็ดี (อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องงานนะ) คือตอนแรกที่คิดหัวข้อนี่กำลังอยู่ในช่วงโลกสวย อยากเป็นซูเปอร์ฮีโร่ อยากช่วยเหลือทุกคนที่เดือดร้อน แต่พอมาเขียนจริงๆ ความคิดเราก็เปลี่ยนไปแล้วอ่ะ

ไม่ต้องเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ก็ได้ ไม่ต้องถึงกับไปเปลี่ยนแปลงอะไร แค่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่มีรอยยิ้มมากขึ้นก็พอ เอาแค่นี้ก่อน

ลงมือทำทันที! แผนร้ายของคุณเริ่มแล้ว…

เราพบว่าปีนี้เราเหมือนทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เพราะไม่ได้ set KPI ให้ตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องเขียนบล็อก ปีที่แล้วเรามี KPI คือ อัพเดตเดือนละ 1 บทความ แต่ปีนี้คือไม่ได้กำหนดเป้าหมายอะไรให้ตัวเองเลย

พอผ่านมาครึ่งปีแล้วก็เหมือนจะทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง

ที่จริงก็ทำนะ แต่มันก็กระจัดกระจายไปหมด ไม่ค่อยเป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่าไหร่

ซื้อรถ… ก็เลยมีเป้าหมายว่าต้องผ่อนให้หมด

เรียนนิติ… ก็เลยต้องพยายามเรียนให้จบ

ชอบไอดอล… ก็ต้องใช้ชีวิตแบบคนที่เป็นแฟนคลับใครสักคน อันนี้มันก็ดีนะ คือเราชอบน้องมิวสิค BNK48 ไง ช่วงน้องเลือกตั้ง AKB48 53rd single world senbatsu election เราก็ได้ทำอะไรหลายอย่างอยู่

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาสาธยายตรงนี้ เพราะเอาไปอวดแม่ในเฟซบุคส่วนตัวไปแล้วล่ะ 5555+

จริงๆเราวางแผนที่จะเขียนบล็อกไว้เยอะมาก ร่างเอาไว้ในกระดาษเป็นสิบๆ เรื่อง แต่สุดท้าย ก็มีแค่กระดาษที่ร่างไว้ ไม่ได้กลายเป็นบทความของเราเลยสักอัน

ช่วงนี้ได้หยุด 4 วัน วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของวันหยุดแล้วล่ะ

นอนอยู่บ้าน ดูซีรี่ย์ อ่านหนังสือ ทำทุกอย่างที่เรียกว่าเป็นการพักผ่อน เพราะก่อนหน้านี้เราทุ่มเทพลังชีวิตไปให้กับการทำโปรเจคของแฟนคลับ รวมถึงการอ่านหนังสือเพื่อสอบที่ลงเรียนนิติด้วย

ก็อยากจะนอนชิวๆต่อแหละ แต่อ่านหนังสือ “ปลุกปีศาจในตัวคุณ” มา เลยนอนต่อไม่ได้แล้ว ต้องลุกมาเขียนบล็อก

“เดี๋ยวนี้!” สารเคมีในสมองมันสั่งการให้ลงมือทำทันที เราเลยลุกขึ้นไปอาบน้ำ แต่งตัวเหมือนคนทำงานออฟฟิศโดยที่ผมเปียกๆอยู่นี่แหละ

จริงๆก็แค่เขียนบล็อกอยู่บ้าน ทำไมต้องอาบน้ำแล้วแต่งตัวดีๆ ด้วยล่ะ ก็เขียนอยู่บ้านนี่ ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะหน้ามัน หัวฟู เพิ่งตื่น หรือยังมีคราบน้ำลายติดอยู่หรือไม่ ใครจะสนล่ะ

ไม่รู้สิ มันเป็นพิธีกรรมหลอกตัวเองให้โฟกัสที่การทำงานอย่างหนึ่งล่ะมั้ง

เพราะความฝันสุดท้ายของเราคือการเขียนหนังสือสักเล่ม ที่วาดภาพประกอบด้วยตัวเอง

ที่ไปติ่งไอดอลก็มีวาดรูปเล่นบ้าง มีคนชมว่าวาดรูปน่ารักดี ทำหนังสือเลยสิจะซื้อเล่มนึง

ดีจัง ยังไม่ทันลงมือทำก็หาลูกค้าได้แล้วตั้งคนหนึ่ง ขอบคุณผู้มีอุปการะคุณนะคะ

แต่มันยังไม่ถึงเวลาหรอก สำหรับเรา มันอาจจะเป็นหนังสือแค่เล่มเดียวในชีวิตก็ได้ ก็เลยอยากผ่านประสบการณ์มาเยอะๆ จะได้มีอะไรไปเขียนเยอะหน่อย

สกิลวาดรูปก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ ช่วงนี้ก็ฝึกวาดรูปอยู่ ว่าจะไปหาที่เรียนเป็นจริงเป็นจังแล้ว อยากวาดพวก Portrait หรือคนจิบิก็ได้  จะเอาไปไว้วาดภาพประกอบแหละ วาดอะไรอลังการคงไม่ไหว ไม่เหมาะกับคนไร้สกิล

เรื่องเขียนบล็อก มีคนเคยถามเราว่า เราเขียนเพื่ออะไร

ถ้าเขียนเพื่อให้กำลังใจคนอื่น ก็มีคนเขียนเยอะแยะแล้ว

ก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะ

จะบอกว่าเขียนเพื่อให้กำลังใจตัวเอง อันนี้ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ เพราะทุกวันนี้การฮีลตัวเองที่ดีที่สุดคือการนอน กับตามดูไอดอล แค่เห็นรอยยิ้มน่ารักๆก็รู้สึกมีพลังแล้วอ่ะ

จะบอกว่าเขียนเพื่อสนองนี้ดตัวเองก็ไม่ผิดนัก มันคือการทดลองอ่ะ

มันคือการที่แค่ “ลงมือทำ” เราสมัครบล็อกแค่เพราะรุ่นพี่บอกว่าเราเอาแต่พูดว่าจะทำ ก็ไม่ได้ทำสักที่หรอก “อยากเขียน เขียน อยากทำอะไร ทำ”

แค่คำพูดเรียบง่ายแค่นี้แหละ ที่ทำให้เราเริ่มต้นเขียนบล็อก และก็เขียนมาเรื่อยๆ

ตอนนี้เรามีกองกระดาษที่เป็นไอเดียเยอะแยะเลย แต่เราไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรก่อนดี ขอลิสต์หัวข้อไว้กอนแล้วกันนะ แล้วจะมาเขียนวันหลัง

จริงๆก็อยากถามคนอ่านแหละ ว่าอยากอ่านเรื่องไหนก่อน แต่ไม่กล้าถาม กลัวแป้ก เดี๋ยวถามแล้วไม่มีใครมาตอบ 5555+ เอาเป็นว่าถ้ามีใครอยากอ่านเรื่องไหน ก็คอมเม้นท์บอกไว้นะคะ เราสัญญาว่าจะมาเขียนให้ (แต่ไม่บอกว่าเมื่อไหร่ 5555)

– เทคนิคการใช้งานล่ามอย่างมีประสิทธิภาพ

– QC 7 tools

– 余裕がある人

– ถึงรุ่นน้องที่รักของข้าพเจ้า

– อยากเป็นคนใจดี เพราะคนคือสภาพแวดล้อม

– สิ่งที่ User ต้องการจากล่าม VS สิ่งที่ล่ามต้องการจาก User

– วิธีทำงานให้มีความสุข

– ไทยแลนด์ 4.0 การ Turn Pro สู่ล่ามมืออาชีพ สกิลอะไรที่ต้องมี

เอาจริงๆพักหลังๆไม่ค่อยอยากเขียนเรื่องล่าม ไม่อยากล่อเป้า เพราะตัวเองเป็นเบบี๋ในวงการนี้มากๆ คือไม่ได้เก่งอะไรเลย ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะไกด์อะไรให้คนอื่นได้ด้วย แค่ทำงานของตัวเองไป และเก็บโน่นเก็บนี่ที่ได้เจอในแต่ละวันมาเขียนเท่านั้นเอง

แต่การเขียนเรื่องล่ามๆ มันเหมือนได้ทบทวนการทำงานของตัวเองเป็นบันทึกการทำงานด้วย จะได้รู้ตัวว่ามีอะไรที่ผิดพลาดและควรแก้ไขบ้าง เมื่อได้ชื่อว่ามีอาชีพ เป็นล่ามแล้ว ก็ต้องเข้าใจธรรมชาติของอาชีพนี้ว่ามันเป็นการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ และประสบการณ์ที่แต่คนได้รับก็แตกต่างกัน

เราเป็นแค่กระจกบานเล็กๆของล่ามแค่หนึ่งคน เป็นสเกลที่เล็กน้อยมากๆ ไม่ใช่ภาพของล่ามทั้งหมด

เราคือคนธรรมดาที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นในการทำงาน ไม่เคยคิดฝันถึงการเป็นล่ามอันดับหนึ่ง

แค่อยากใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด และงานเขียนก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เรารัก

เนื้อหาที่เขียนมาวันนี้อาจจะไม่ได้มีประโยชน์กับคนอื่นสักเท่าไหร่ ทำใจนิดนึง เรากำลังค้นหาตัวตน

 

ชอบ Quote อันนี้นะ

Be yourself – everyone else is already taken

Oscar Wilde

 

ประโยคที่ชอบจากหนังสือที่อ่านวันนี้คือ “ทำเรื่องเล็กๆทุกอย่างให้ดีที่สุด” จากหนังสือ ปลุกปีศาจในตัวคุณ

อ่านยังไม่จบหรอก แต่อ่านแล้วแบบ เห้ยยยย ไม่ได้แล้วอ่ะ เราต้องลุกมาอัพบล็อกแล้ว

รีบทวิตว่า วันนี้ต้องเขียนบล็อกให้ได้ จะเป็นจะตายก็ต้องอัพบล็อก ดองมานานแล้ว

นั่นแหละ อัพแล้วนะ กวนตีนป่ะ 555+ เหมือนอัพให้รู้ว่าอัพ แต่สุดท้ายก็มาบ่นๆเฉยๆแล้วก็ไป ผี!!

เอาเป็นว่าเลือกหัวข้อที่คุณอยากอ่านมาได้นะคะ

แต่ถ้าไม่มีใครเลือก เราก็จะเลือกเขียนเรื่องที่ตัวเองอยากเขียนอยู่ดี

สวัสดี ขอให้มีความสุขกับวันหยุดวันสุดท้าย และกลับไปทำงานที่เรารักด้วยใจร่าเริงค่ะ!

วิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์แป๊บ

บว้าาาา หยอกๆ อรรถรสนะคะ เราชอบงานที่ตัวเองทำอยู่ตอนนี้จริงๆนะ

จากใจเลยไม่จ้อจี้ การได้งานที่ทำแล้วมีความสุขอ่ะ มันดีที่สุดแล้ว ยิ่งได้เงินที่เราโอเคกับมัน และเพื่อนร่วมงานดี แค่นี้ก็พอไม่ขออะไรอีกเลย (จริงๆมันก็ไมไ่ด้ดีไปหมดหรอก แต่รวมๆแล้วเราพอใจ แค่นี้ก็ดีมากๆแล้ว)

นายขรา โปรดอย่าไล่หนูออกเลยนะคะ กอดขา 5555+

3 เทคนิคง่ายๆในการเป็นล่ามที่มีความสุข

จะเกริ่นนำว่าช่วงนี้ทำหลายอย่างเลยไม่ค่อยได้มาอัพบล็อกเท่าไหร่ก็ฟังดูเป็นคำแก้ตัวเกินไป เมื่อก่อนเราก็ทำหลายอย่าง เรายังมาเขียนได้เรื่อยๆเลย ถ้าใจมันรัก ก็ทำได้หมดแหละ

เหมือนสไตล์การเขียนจะเขียนแต่เรื่องล่ามๆ เป็นหลัก ตอนนี้พอไม่ค่อยได้โฟกัสที่งานล่าม (ไม่ใช่ไม่ทำนะ ก็ยังไปทำงานเป็นปกติ แต่ทำอย่างอื่นด้วย แล้วทำหลายอย่างมาก) เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี

แต่มีเรื่องนึงที่ยังคิดค้างอยู่ในใจ คือเรายังไม่สามารถเขียนบทความไหนที่เอาชนะบทความที่เราใช้การพาดหัวแบบคลิกเบทของตัวเองได้เลย

เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

จริงๆแล้วเทคนิคการพาดหัวมันเป็นเทคนิคที่น่าสนใจนะ ในข่าวก็ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เราอยากให้สิ่งที่เราเขียน มันอยู่ได้ด้วยเนื้อหา ด้วยตัวของมันเองจริงๆ ไม่ได้หวังทราฟฟิคที่หวือหวาอะไร คือเราไม่ได้ลงโฆษณาอะไรเลย เขียนเพราะใจรักอยากจะเป็นนักเขียนล้วนๆ (ในอนาคตอาจจะลงโฆษณากูเกิ้ลก็ได้ เผื่อได้ค่าข้าวไปวันๆตอนที่แก่แล้วทำล่ามไม่ไหว 555+)

เขียนไว้ตั้งแต่มิถุนายน 2015 นี่เดือน พฤษภาคม 2018 จะ 3 ปีแล้วยังเอาชนะตัวเองในวันนั้นไม่ได้เลย

วันนี้เลยคิดว่าต้องเขียนอะไรหน่อย ถ้าไม่เขียน ก็คงไม่เติบโตขึ้น

ก็เลยอยากจะมาแชร์เทคนิคเล็กๆน้อยที่เราทำแล้วรู้สึกว่าได้ผลดี เราทำงานล่ามได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

 

1. รักในงานที่ทำ

ข้อแรก เบสิคสุดๆ คือคุณต้องรักงานก่อน หรืออย่างน้อยๆก็พยายามจะรัก หรือขั้นต่ำที่สุดคืออย่าเกลียดงาน

วันๆหนึ่งเราอาจจะรู้สึกเบื่องานได้เป็นร้อยครั้ง เบื่อเพื่อนร่วมงานบ้าง เจ้านายบ้าง ลูกน้องบ้าง หรือแม้กระทั่งป้าแม่บ้านที่ทำความสะอาดห้องน้ำได้ไม่สะอาด กาแฟที่หวานเกินไป หรือฝนที่ตกลงมาทำให้เราไปทำงานสาย

มันเป็นเรื่องง่ายมาเลยนะที่จะหยิบมือถือขึ้นมา แล้วพิมพ์ข้อความอะไรก็ได้ตามที่เรารู้สึกอยากระบายในตอนนั้น ก็นี่มันเฟซบุคของฉัน ใครจะทำไม

แต่เชื่อไหมว่า คำว่างานที่ดีไม่มีนิยามใดมาอธิบายได้ มันมีแค่คำว่า “งานที่เราพอใจ” กับ “งานที่เราไม่พอใจ”

ถ้าอยากทำงานให้มีความสุข ลองมองหาเรื่องราวดีๆในแต่ละวัน พยายามที่จะรักงาน พยายามที่จะพอใจกับมันแต่ถ้าพยายามแล้วมันไม่เห็นทางไปต่อ ยังคงไม่มีความสุขเช่นเคย เราว่ามันก็โอเคนะ ที่เราจะเปลี่ยนงาน

เรามักจะพูดอยู่บ่อยๆว่าการทำงานก็เหมือนกับการคบแฟนสักคน ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขก็อยู่ด้วยกันได้นาน แต่ถ้าไม่รักแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเดินจากไป ปล่อยให้เค้าไปเจอคนใหม่ที่ใช่กว่า และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ตามหาคนที่ใช่กว่าสำหรับตัวเราเองเช่นกัน

step ง่ายก็มีแค่ พยายามทำให้มันดีขึ้น->แต่ถ้าพยายามแล้วยังไงก็ไม่ดีขึ้น ก็ต้องแยกย้าย

แต่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามช็อตไปที่ step 2 เลย แล้วสุดท้ายก็จะวนลูปที่การเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ

ก็ลองดู…มันก็เหมือนความรักนั่นแหละ (ที่มาขี้โม้ๆนี่ประสบการณ์ความรักน้อยมากนะ 5555+)

อย่างน้อยๆ ก็ยิ้มให้ตัวเองสักหน่อย ยิ้มให้เพื่อนร่วมงานบ้าง หาเวลาพักผ่อนบ้าง

ทุกครั้งที่คิดจะบ่นหรือด่าอะไร ลองวางมือถือลง แล้วไปหาเครื่องดื่มเย็นๆจิบให้อารมณ์ดีๆก่อน

เพราะถ้าเผลอโพสสเตตัสแย่ๆไป คนอื่นมาอ่านก็รู้สึกไม่ดี มีคนไปคอมเม้นท์เราก็เข้าไปอ่านซ้ำๆ ทำให้ตัวเองจมกับความรู้สึกไม่ดีเปล่าๆ

ไม่ใช่เราไม่เคยทำนะ เราทำมาบ่อย บ่นโน่นบ่นนี่ จนพี่ที่ทำงานเรียก “ดราม่าควีน” เออ เราเกลียดชื่อนี้มากเลย

พอวันนึงเราก็รู้สึกว่า ไม่อยากบ่นแล้วอ่ะ

แล้วก็ลาออก ไปทำงานที่ใหม่ เห้ยยยย ชีวิต ดี๊ดี 5555+ มันโอเคขึ้นเยอะเลย เราแฮปปี้มาก

ไม่ได้สนับสนุนให้ลาออกนะ แค่อยากบอกว่าให้ทำงานด้วยความรัก แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

 

2. เขียนโน้ต คำคมที่ชอบเอาไว้เตือนใจให้เราไม่ลืมเป้าหมายของตัวเอง

เวลาทำงานเราชอบเขียนอะไรเท่ๆ ใส่ไว้บน Sticky Note ที่หน้าจอ Desktop เหมือนเอาไว้เตือนใจตัวเอง

เช่น

昨日の自分を越える。 เอาชนะตัวเองคนเมื่อวาน

実力で見せる。    แสดงให้เห็นด้วยความสามารถที่แท้จริง

楽しくやろう!               ทำ(งาน) ด้วยความสนุกสนาน

ไม่ได้เขียนเอาเท่ๆอย่างเดียวนะ เอาไว้ใช้เตือนใจตัวเองด้วย ในระหว่างที่เป้าหมายยังไม่ชัดเจน อย่างน้อยๆก็ต้องพยายามก้าวข้ามกำแพงของตัวเองให้ได้ (นั่น… เพลง BNK48 โชนิจิ มาอีกแล้ว ขอโทษที จริงๆไม่อยากหวีดลงบล็อกเลย กลัวคนรำคาญ แต่เหมือนมันซึมเข้ากระแสเลือดไปแล้ว 555)

ส่วนการพิสูจน์ด้วยความสามารถ อันนี้ก็จำเป็นสำหรับเรามาก เพราะจริงๆแล้วความสามารถทางภาษาเรามันไม่เท่าไหร่ แถมเป็นคนติดจะขี้โม้ๆด้วยซ้ำ พี่ที่สนิทกันจะชอบแซวว่า “แน่ะๆ ยกหางตัวเองอีกแล้ว”

คือเข้าใจดีเลยว่าสังคมไทยต้องถ่อมตัว อ่อนน้อมถ่อมตนไง แต่ลักษณะนิสัยเราคือมันไม่ใช่แบบนั้น นี่คือเด็กที่เวลาทำอะไรดีๆแล้วรีบวิ่งไปอวดคุณแม่ (แต่แม่ไม่ชมนะ แม่กลัวเหลิง แม่เย็นชามาก 555)

เราคิดว่าการชื่นชมตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง มันก็เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้ามานั่งอวยตัวเองอย่างเดียวโดยไม่มีความสามารถ มันก็เหมือนคนบ้าอ่ะ ก็เลยต้องพยายามพัฒนาความสามารถให้มันไปด้วยกันได้ ยิ่งอยากจะขี้โม้ให้ดังเท่าไหร่ ยิ่งต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเท่านั้น (แต่นิสัยขี้อวดก็ไม่ดีนะ รู้ตัวอยู่)

ส่วนการพยายามทำงานด้วยความสนุก อันนี้โชคดีมากที่คนญี่ปุ่นที่เราแปลให้ ลุงเป็นคนตลกอยู่แล้ว ทุกๆวันมันก็เลยค่อนข้างเป็นเรื่องสนุก ได้ทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นอะไรที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงานแล้วล่ะ แต่ช่วงไหนงานเร่งๆ พีคๆนี่เราก็จะเครียด เป็นโหมดจริงจังนิดหนึ่ง ต้องคอยเตือนตัวเองให้ยิ้มบ่อยๆ

คือเวลาทำงานมันก็มีบ้างแหละที่อาจจะต้องเจอสถานการณ์ที่ทำให้ไม่พอใจกัน แต่เราค้นพบว่าการพยายามยิ้มบ่อยๆ พูดคุยเล่นกับคนอื่นบ้าง มันช่วยให้บรรยากาศมันดีขึ้นจริงๆ

จริงๆแล้วเราเป็นคนคนมืดมนนะ แต่เวลาทำงานนี่ใส่หน้ากากสดใสร่าเริงเลย ไม่อยากให้คนอื่นไม่สบายใจ เพราะเวลาเราไม่ยิ้มแล้วมันพลอยทำให้คนอื่นกดดันตามไปด้วย

ลองดูนะ คือมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่บางทีหันไปเห็นแล้วก็รู้สึกฮึดขึ้นมาอ่ะ มันทำให้ไม่ลืมความตั้งใจของตัวเอง

 

3.เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ยินดีเมื่อได้รับมอบหมายงาน

ข้อนี้แอบยากสำหรับเรา คือคนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่บนโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ใจคนก็เช่นกัน (เอ๊ะ วันนี้เป็นอะไร ทำไมน้ำเน่าจังเลย)

ลุงคนญี่ปุ่นเคยส่งคำคมมาให้ คือยุคนี้มันเป็นยุค Renewal, Renovate, Reform

จำภาษาญี่ปุ่นไม่ได้นะ (ขอโทษจริงๆคะ่ เราจะตั้งใจและพยายามมีใจรักภาษาญีปุ่่นให้มากกว่านี้)

มันเขียนเอาไว้ว่า “จงปฏิรูปตัวเอง ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมาทำให้เราต้องปฏิรูป”

ลุงเหมือนญาติผู้ใหญ่ กินข้าวที่ไหนก็คอยรายงาน ไปโรงพยาบาลก็รายงาน มีส่งคำคมมาให้ด้วย ดีหน่อยที่ญี่ปุ่นไม่สวัสดีวันจันทร์ 5555+

เราว่ามันจริงนะ เห็นจากการที่ธุรกิจใหญ่ๆต้องล้มไปเพราะยึดมั่นในสิ่งที่เคยทำมา แต่ปัจจุบันโลกมันหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ก็ต้องพยายามตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่ไม่สูญเสียตัวเอง

อ่ะเป็นผู้ใหญ่นี่ยากจัง ถ้ารู้ว่าโตมาต้องทำอะไรยากๆขนาดนี้ ชิงตายไปตั้งแต่อนุบาลสองแล้ว 5555

ล้อเล่นน่ะ

ที่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะแม่พาไปดูดวงมา

เค้าก็บอกว่าเราจะได้รับมอบหมายงานใหม่ แล้วก็มองหน้าเราเหมือนจะรู้ทัน บอกว่า “อย่าปฏิเสธเลย ไม่พ้นหรอก เค้าเลือกมาแล้ว”

ก็ดีนะที่เค้าทักมาแบบนี้ มันเหมือนช่วยระงับอาการประสาทของเราเวลาได้รับมอบหมายงานใหม่ๆได้ ก็เลยกลายเป็นคนเปิดรับ ใครให้ทำอะไรก็ทำ งานจะยากแค่ไหนก็ลุยไป ทำให้ดีที่สุด พลาดมาก็ทบทวนตัวเอง ครั้งหน้าเอาใหม่

ทุกการประชุมไม่ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหน กดดันยังไง มันก็แค่หนึ่งการประชุม ไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็จบไป ก็เท่านั้นเอง

 

คืออาชีพล่ามนี่แปลกนะ เหมือนโดนสาป เรายังคงเชื่อแบบที่เราเคยอ่านหนังสือมา (เราบ้าตำนานกรีก) ว่าเมื่อก่อนมนุษย์บนโลกพูดภาษาเดียวกันหมด แล้วก็พยายามสร้างหอคอยให้สูงเทียบเท่าสวรรค์ของเทพเจ้า เลยถูกสาปให้พูดกันคนละภาษา สื่อสารกันไม่เข้าใจ จะได้ไม่พยายามทำอะไรให้เทพเจ้าวุ่นวายอีก

แต่ล่ามเป็นคนที่พยายามก้าวข้ามคำสาปนั้น ก็เลยเหมือนต้องคำสาปซะเอง เวลาอยู่ในห้องประชุมเลยรู้สึกโดดเดี่ยว บางทีเค้ารู้เรื่องกันหมดว่าคุยเรื่องอะไร ทำไมหนูไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว แต่ต้องแปลทั้งหมด 555+

เมือ่ก่อนก็กลัวไมค์ ไม่กล้าแปล แปลเสียงเบาๆงุบงิบๆ แต่เดี๋ยวนี้จับไมค์ทีไรเหมือนมีไฟส่องหน้า ก็พยายามยึดหลัก 3C: [Clear, Correct, Concise]

พยายามฝึกตัวเองให้มีความมั่นใจ จริงๆควรซ้อม shadowing ควรพูดหน้ากระจกบ่อยๆ จะได้มั่นใจเวลาต้องแปลจริง

แต่ก็นั่นแหละ ทำอย่างอื่นซะเยอะ 555+ สิ่งที่ควรทำก็ไม่ได้ทำไปบ้าง จะพยายามปรับปรุงตัวนะ

หนึ่งในผลงานที่เราทำคือวาดเกม Music Runner

คลิกเล่นได้ที่นี่

เป็นเกมในโปรเจคสนับสนุนน้องมิวสิค BNK48 ไปเลือกตั้ง AKB48 53rdシングル 世界選抜総選挙

ค่อนข้างทุ่มเทเวลาไปกับโปรเจคนี้เยอะอยู่เหมือนกัน แต่พอเห็นน้องมาเล่นเกมที่เราวาดนี่คือน้ำตาจะไหล ซึ้งมากกกกกก นี่คือไม่ใช่คนวาดรูปสวยเลย หัดวาดมาจากรูปคนหัวไม้ขีดด้วยซ้ำ แค่รักที่จะวาด แล้วก็วาดไปเรื่อยๆ

แค่นี้ก็ดีใจมากแล้วอ่ะ

งานเขียน งานล่ามก็เหมือนกัน เราจะพยายาม เราจะรักในงานของเราทุกชิ้น และจะพยายามพัฒนาตัวเอง เอาจริงๆนะ แค่ไม่หยุด แค่เดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยเราก็มาไกลกว่าเมื่อวานอ่ะ

“คำว่าพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ” เราเชื่อแบบนั้นจริงๆ

คิดถึงเหมือนกันค่ะ…

ไม่ได้เขียนบล็อกนานมากเลยค่ะ มีหลายๆอย่างเกิดขึ้นกับตัวเรา และมันเปลี่ยนแปลงความคิดเราไปเลย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจากไปอย่างกะทันหันของบุคคลในครอบครัวมันค่อนข้างส่งผลกระทบอย่างมากกับตัวเรา

แต่ตอนนี้ก็พอจะทำใจได้แล้วค่ะ

สิ่งที่ยังวนเวียนอยู่ในหัวเราจนถึงตอนนี้คือ “เราอยากให้คนอื่นจดจำเราไปในแบบไหน”

สำหรับตัวเรา  เราอยากใช้ชีวิตโดยที่ “เอาชนะตัวเองคนเมื่อวานให้ได้”

ขอบคุณมากๆเลยสำหรับคนที่ยังแวะเวียนเข้ามาดูหรือถามถึงกันถึงแม้ว่าเราจะไม่อัพบล็อกเลยนานมาก
สำหรับนักเขียน หรือนักวาดทุกคน คอมเม้นท์สำคัญมาก หลายๆอันเราอ่านซ้ำๆ เวลารู้สึกท้อๆนึกถึงแล้วก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา

สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าเป็นข้อดีของตัวเองคือเราเป็นคนที่มีมุมมองแบบเด็กๆ มีจินตนาการ (พูดง่ายๆก็คือเป็นพวกเพ้อฝันนั้นแหละ) แต่พออายุเท่านี้ เผชิญกับการเปลี่ยนแปลง เรารู้สึกเติบโตขึ้นจากข้างใน คือมันต้องโตแล้ว ต้องเข้มแข็ง จะทำตัวเป็นเด็กๆไม่ได้แล้ว (อายุก็ไม่เด็กแล้ว)

แต่สิ่งที่เราคิดมาตลอดเหมือนกันก็คือ เราไม่อยากสูญเสียจินตนาการไป

เราเคยอ่านเจอคำถามหนึ่ง แล้วมันก็ยังเป็นคำถามในหัวเราจนทุกวันนี้ ว่าทำไมเด็กไทยหลายๆคนตอนเด็กๆเก่งมาก แต่พอโตมากลายเป็นผู้ใหญ่ที่ธรรมดาๆ มันอาจจะเป็นมุมมองแบบ Stereo Type ไปหน่อย เพราะจริงๆเราก็เคยเห็นผู้ใหญ่ที่เจ๋งๆอยู่เหมือนกัน แล้วเค้าก็เจ๋งมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว

เราไม่อยากสูญเสียความคิดแบบเด็กๆไปเลย แต่กรอบของสังคมก็ดูจะทำให้เดินออกจากกรอบนั้นได้ยากขึ้นเรื่อยๆ และยากมากขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

ต่อจากนี้ไปคงไม่ค่อยได้เขียนเรื่องล่าม หรือ ภาษาญี่ปุ่นมากนัก เพราะเราได้ตาม Target N1 ของตัวเองแล้ว เราเลยไปลงเรียนป.ตรี นิติ อีกใบ การอ่านหนังสือกฎหมายเลยกลายเป็นเรื่องที่เรากำลังทุ่มเทเวลาให้อยู่ (และ…. ใช่ค่ะ ดิฉันอ่านไม่ทันนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน เลยต้องนอนก่อนแล้วตื่นตอนดึกๆมาอ่านนี่ไง)

เมื่อก่อนตอนยังสอบ N1 ไม่ผ่าน คิดว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก เหมือนกำแพงสูงที่เราไม่มีวันข้ามได้

แต่พอสอบผ่านแล้ว ก็ดีใจนะ แต่อีกใจก็รู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้เก่งเลย N1 มันแค่ก้าวแรกของคนที่จะเรียนมหาลัยในญี่ปุ่นด้วยซ้ำ แล้วเดี๋ยวนี้คนก็จบจากญี่ปุ่นเยอะแยะ คนผ่าน N1 ก็เยอะแยะ

แล้วภาษาเราก็ยังไม่เก่งหรอก มันเป็นอะไรที่ต้องพัฒนาตัวเองในทุกๆวัน แต่ต่อจากนี้ไปมันขึ้นอยู่กับความขยันในแต่ละวันแล้ว มันจะไม่ได้เป็นการสอบเพื่อให้ผ่านอีกแล้ว ความกระตือรือร้นเรื่องภาษาก็เลยอาจจะดรอปลงไปบ้าง

มีหลายด้านที่เรากำลังทำอยู่ กำลังเหนื่อยกับการก้าวข้ามกำแพงของตัวเอง แต่ในความเหน็ดเหนื่อยนั้น มันก็สนุกแหละที่ได้ทำ เรารักทุกอย่างที่ตัวเองทำอยู่ในตอนนี้นะ หรืออย่างน้อย ตอนที่ทำ ก็พยายามจะรัก 555

การรักในงาน รักในสิ่งที่ตัวเองทำ เราว่ามันเป็นเรื่องสำคัญนะ คือคุณไม่จำเป็นต้องชอบงานตลอดเวลาก็ได้ แต่อย่างน้อยตอนทำงาน ก็พยายามจะรักมันสักหน่อย แล้วมันจะทำให้ไปต่อได้ง่ายขึ้นเยอะเลย (อ่านมาจากที่ไหนสักที่นี่แหละค่ะ แต่จำไมไ่ด้ ส่วนใหญ่อะไรดีๆเราไม่ค่อยคิดเอง 555)

ไม่รักงงานก็รักเงินเดือนก็ได้ค่ะ ท่องไว้ “ฉันทำเพื่อเงิน!!!!!!!”

วันนี้บ่นขิงบ่นข่าอะไรเยอะจัง

บอกเผื่อไว้ เผื่อบางคนมาอ่านอาจจะงงๆว่ามันจะบ่นๆเรื่องตัวเองให้ฟังทำไม??

//ยิ้มไฝแห้ง… ง่า..จริงๆนี่คือบล็อกบ่นๆนะคะ อย่าคาดหวังสาระจากเรา มันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก 555+

เราชอบที่ตัวเองยังบ่นอยู่นะ รู้สึกดีที่ตัวเองยังเป็นมนุษย์อ่ะ เพราะบางครั้งการทำงานล่าม ด้วยฟังก์ชั่นการทำงานมันจะทำให้เราเป็นเหมือนโรบอทหน่อยๆ คือถ้ามองอย่างเย็นชา user บางคนก็คาดหวังให้เราเป็นเหมือน google translate แต่แม่นยำกว่า พูดปุ๊บแปลได้ปั๊บอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงก็คือไม่มีใครสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก

เรามองว่าล่ามเหมือนดารา หรือไอดอล หรือนักร้อง ที่พอจับไมค์ขึ้นเวทีแล้วต้อง The show must go on

แต่ละการประชุมคือเวทีที่เราต้องขึ้นไปแสดง อาจจะมีวันที่แสดงได้ดี หรือบางวันอาจจะทำได้ไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ทำได้ดีขึ้นคือการซ้อม ซ้อม ซ้อม และซ้อมอย่างหนักมาก

อย่างเราเห็นไอดอลแสดง บางคนก็อาจจะคิดแค่ว่า ร้องเพลง เต้นๆ แค่สามนาทีก็ได้เงินเยอะแยะแล้ว

แต่เบื้องหลังฉากหน้าที่สวยงาม มันคือหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และการฝึกฝนอย่างหนักเป็นปีๆ

ว่าแล้วก็แปะ MV tie-in สักหน่อย เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีกำลังใจดี ชอบฟังก่อนอ่านหนังสือ รู้สึกฮึกเหิม เหมือนจะไปออกรบ 555+

“คำว่าพยายาม ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ”

 

ตอนนี้ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะทำหลายอย่างมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เรียนนิติอีกใบ มีไปสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย และอื่นๆอีกที่ไม่ได้บ่น เอ้ย บอก

จริงๆเรามีกระดาษที่ดราฟๆไว้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับมุมมองของเราที่มีต่อล่ามในอนาคต

เขียนเอาไว้ตรงนี้ก่อนเลยว่าเราสัญญาว่าจะเขียน เพราะไม่งั้นเดี๋ยวเราจะลืมแน่ๆ

ตอนนี้ขอตัวไปทำสิ่งที่ต้องทำก่อนนะคะ แวะมาอัพให้หายคิดถึงกัน อิอิ

เรื่องงานเราแฮปปี้ดีค่ะ แถมช่วงเผาลุงที่ทำงานให้ฟัง เราทำงานอย่างแฮปปี้จริงๆ

[ ล่ามของลุงไม่ได้น่ารักขนาดนั้น ]

ปี 2016
มันจะมีกล่องใส่คลิปหนีบกระดาษสีเหลืองๆ น้ำเงินๆ
ลุงก็หยิบกล่องที่ว่านี้ขึ้นมาแล้วก็พูดว่า “เนี่ย ที่ญี่ปุ่นมีลูกอมยี่ห้อหนึ่ง ทั้งสี และดีไซน์ รูปแบบ เหมือนกล่องนี้เปี๊ยบเลย ตอนเห็นกล่องนี้ครั้งแรก ผมคิดว่ากล่องใส่ลูกอมซะอีก”
ล่ามก็แปลไปตามนั้น
 
ปี 2017
ลุงก็หยิบกล่องคลิปหนีบกระดาษนี้ขึ้นมาอีกแล้วก็พูดว่า “เนี่ย ที่ญี่ปุ่นมีลูกอมยี่ห้อหนึ่ง ทั้งสี และดีไซน์ รูปแบบ เหมือนกล่องนี้เปี๊ยบเลย ตอนเห็นกล่องนี้ครั้งแรก ผมคิดว่ากล่องใส่ลูกอมซะอีก” – – – ไดอะล็อกเดิมเป๊ะๆ
 
ล่าม: มีหน้าที่แปลก็แปลไป อย่าขัดใจลุง
 
ปี 2018
ลุง หยิบกล่องคลิปหนีบกระดาษขึ้นมา “เนี่ย ที่ญี่ปุ่นมีกล่องใส่ลูกอม……..” ไดอะล็อกเดิมอีกแล้ว
ล่าม “ปีที่แล้วก็พูดแบบเนี้ย…” (ทำหน้ากวนตีน)
ลุง (ง้างหมัดใส่ แล้วหัวเราะ) “เอ้อ เดี๋ยวคอยดูนะว่าปีหน้าผมจะพูดแบบนี้อีกรึเปล่า 5555”
 
ล่ามของลุงไม่น่ารักขนาดนั้นหรอก 555
เรากวนตีนใครแปลว่าเราให้ความสนิทสนมนะ
 
(ไม่อ่ะ แกกวนตีนทุกคน แม้แต่คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก)
 
คิดซะว่ามันเป็นวิธีผูกมิตรของเราก็แล้วกัน (นี่เมิงไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้เร๊อะ!?)
 
ลุงก็ใจดีกับเรามาก มากจนเรารู้สึกตัวเองนิสัยไม่ดีอ่ะ 555
เมื่อวานมีรายงานอันนึงที่เราแปลเสร็จไปแล้ว แต่พี่คนทำเค้าแก้ใหม่ ทำเพิ่ม
จะประชุม 8:30 พี่แกส่งให้เราแปลตอน 7:35
Orz
 
ตอนพี่เค้าเดินมาบอก เค้าก็ดูเกรงใจ พูดอ้อมแอ้มไปมา เราก็มองค้อน คือส่งมาตอนนี้ก็มีแต่ต้องปั่นสุดพลัง แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทันมั้ย
 
ลุงเห็นเมลล์พี่แก ลุงแกก็ว่าให้ “ส่งมาตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะ” (ปรบมือสิคะ รออะไร ลุงพูดโดนใจ)
 
นี่แปลไปก็ทำหน้าบูดเป็นตูดหมาไป ลุงเห็นก็ยิ้ม
ลุง “โกรธใช่มั้ยๆๆ โกรธสินะ”
เรา “โกรธสิคะ ก็ T ซังส่งมาให้แปลตอนนี้ ก็ต้องโกรธอยู่แล้ว”
ลุง “หน้าเธอตอนโกรธ น่ารักดีนะ”
 
ไดอะล็อกได้นะ ขอเวทมนตร์เปลี่ยนลุงเป็นอิเคเมนหน่อย 5555
ล้อเล่น สำหรับเรา ลุงดีที่สุดแล้วล่ะ ตั้งแต่ทำงานมา ลุงเป็น Mood Maker ที่ดีมากจริงๆ เวลามีปาร์ตี้อะไรคนเค้าก็เลยต้องชวนลุงตลอด
เรามีความสุขกับงานที่ทำตอนนี้จริงๆนะ คือเงินมันก็โอเค ถึงจะมีที่อื่นที่เราอาจจะได้มากกว่า แต่เราแฮปปี้กับคนที่นี่สุดแล้ว โดยรวมมันโอเคอ่ะ คิดว่าหาที่ที่จะรู้สึกสนุกกับงานมากกว่านี้คงไม่ได้แล้ว ต้องขอบคุณลุงที่มาสร้างความสนุกสนานเหมือนอย่างวันแรกที่ลุงแนะนำตัวจริงๆ
ลุงบอกว่า ภารกิจของผมที่นี่ (ตอนเพิ่งย้ายมาประจำที่ไทย) คือการทำให้ที่นี่มีบรรยากาศที่สนุกสนาน