อีกสิ่งที่ทำสำเร็จในปีนี้

อย่างที่ได้เคยโพสไปว่าไปเรียนวาดรูปมา

แต่ว่าเราเปลี่ยนที่เรียนนะ คือไปเวิร์คช็อปจัดสวนขวดฟรีในห้าง ก็เลยได้คุยกับครูที่สอนเวิร์คช็อป เลยรู้ว่าเขาเป็นครูสอนศิลปะ แถมบ้านอยู่ใกล้ๆเราด้วย

ก็เลยย้ายที่เรียนจากที่ต้องขับรถไปเรียนในเมือง มาเรียนกับครูคนนี้แทน ประหยัดค่าเดินทาง แถมค่าเรียนก็ถูกลงด้วย อิอิ

คอร์สก่อนหน้านี่เรียนกับเด็กซะเยอะ บางวันที่เด็กหลายคนก็ดูไม่ค่อยได้ทำอะไร แต่พอย้ายที่เรียนนี่แทบจะไพรเวทคลาส

ครูเก่งมากอ่ะ ที่สอนจะเราวาดได้

และนี่ก็คือ….

Portrait รูปแรกในชีวิตของเราเอง

ตอนร่างภาพเสร็จครูบอกว่า “เล็กไปนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไรหรอก”

พอเอามาใส่กรอบถึงได้รู้ เล็กไปจริงๆด้วย

แต่ภูมิใจมากๆเลยนะ

สำหรับเรามันยากมาก

แล้วคือคนที่เขาเรียนมาทางนี้ มีอาชีพทางนี้ เขาต้องฝึกฝนมาตั้งเท่าไหร่

เรานับถือมากๆ จากใจเลย เพราะมันเป็นงานที่ต้องใช้ความพยายามสูงมาก รูปนี้เราก็วาดตั้งนานแน่ะ

แต่ผลที่ได้มามันก็เจ๋งนะ เราชอบเลยแหละ

จากนี้ไปก็คงต้องหมั่นฝึกฝนบ่อยๆ

แต่นิสัยเราคือใจร้อน เพราะเริ่มมาจากงานดิจิตอลก่อนด้วย แถมวาดการ์ตูน

พอมาวาดภาพเหมือน ก็ต้องปรับใหม่หมด ยังกับโลกคู่ขนาน แต่สนุกดีนะ เทคนิคที่เรียนก็เอาไปปรับใช้กับการ์ตูนได้ด้วย ดีเลยแหละ

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะวาดภาพคนได้ แต่มันทำได้จริงๆด้วย

โลกนี้มีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ เราก็คงหาเรียนไปเรื่อยแหละ จนกว่าจะทำไม่ไหวน่ะ

Advertisements

บทบาทในการเป็น HUB ของไทย โรบอท ปัญหาค่าแรง และโอกาส

ออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์ ไม่เก่งคำนวณ เรียนรัฐศาสตร์มาบ้างนิดหน่อย ชอบพวกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตอนเด็กๆชอบอ่านหนังสือพิมพ์หน้าข่าวต่างประเทศ ดังนั้นจะเขียนจากประสบการณ์ จากการอนุมานเอาเอง ไม่สามารถนำไปอ้างอิงอะไรได้ทั้งนั้น และถ้าตรงไหนเรารู้น้อย หากจะช่วยชี้แนะก็จักขอบคุณยิ่ง

ทำไปเขียนเกริ่นนำซะแก่เลย มันดูเหมือนเข้าผิดบล็อกยังไงก็ไม่รู้ ปกติเขียนไร้สาระไม่ใช่เหรอ 5555

เหมือนเคยอ่านเจอเรื่อง ไทยจะเป็น HUB ของเอเชีย มาตั้งแต่สมัยเสือตัวที่เท่าไหร่ของเอเชียก็ไม่รู้ สมัยที่เรายังมองตัวเองว่ากำลังแข่งขันกับเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์

แต่หันมามองดูตัวเองในปัจจุบันแล้ว โดยส่วนตัวคิดว่าประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้า ไม่ได้เหนือกว่าชาติอาเซียนชาติใดเลย

ปีที่แล้วมีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขัน QCC ที่ประเทศมาเลเซีย และมีโอกาสได้เข้าชมโรงงานที่มาเลเซีย ก็รู้สึกว่าพอๆกัน

จากที่เคยไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น แล้วได้รู้จักเพื่อนคนเวียดนาม คนพม่าที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมา ก็รู้สึกว่าเค้าไม่ได้ต่างจากเราเลย เผลอๆจะเก่งกว่าเสียด้วยซ้ำ

คือวัดจากตัวเองล้วนๆ ไม่แน่ใจว่าอย่างเรานี่เป็นประชากรที่มีคุณภาพในระดับไหนเหมือนกัน แล้วคนที่เรารู้จักเค้ามาจากระดับไหน

ไม่ได้หมายถึงแบ่งแยกชั้นวรรณะนะ แต่ที่เค้ามีการแบ่งกลุ่มจากรายได้ เป็นชนชั้นต่างๆ เพื่อให้มันง่ายเวลาเราพูดถึง ประชากร ทางสถิติ อะไรทำนองนี้มั้ง

คือเพื่อนคนเวียดนามเราน่าจะลูกคุณหนู บ้านรวยประมาณนึงเลยแหละ สังเกตจากการช็อปปิ้ง

ส่วนเรามาจากบ้านที่มาฐานะปานกลาง ค่อนไปทางยากจนน่ะ แต่พอเรียนคลาสภาษาญีปุ่นด้วยกัน เราก็คิดว่าเพื่อนคนเวียดนามขยันและเรียนเก่งกว่าเรา

ในกลุ่มเพื่อนคนไทยที่ไปด้วยกัน ก็รู้สึกว่าเราบ้านจนกว่าเขา

ตอนนั้นฮิตไอ้เสื้อกันหนาวสีเขียวๆเหมือนสีชุดทหาร เพื่อนสิบคนใส่กันทุกคนยกเว้นเรา ไม่มีตังค์ซื้ออ่ะตอนนั้นที่บ้านลำบากขนาดตัวถูกสุดสี่พันกว่าเยนเรายังซือ้ไม่ไหวเลย พอแล้วๆไม่ดราม่า มันเป็นอดีต

คือเมื่อก่อนเนี่ยญี่ปุ่นจะมองว่าคนไทยชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่น อยากเรียนภาษาญี่ปุ่น ปรับตัวให้เข้ากับ Japanese Style ได้ง่าย ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้โรงงานญี่ปุ่นมาตั้งฐานการผลิตในไทย รวมถึงมาตรการทางภาษีที่ช่วยส่งเสริมการค้าอย่าง BOI  ทำให้ไทยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

แต่จากการที่ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นสูง ส่งผลให้มีการพยายามลดต้นทุนเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด มีผลกำไร และสามารถแข่งขันได้ เราทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำกิจกรรมพัฒนาโรบอทเพื่อนำมาลดจำนวนพนักงานฝ่ายผลิตลงอย่างจริงจัง

แต่ลดคนได้เค้าก็ไม่ได้เลิกจ้างคนแล้วไปจ้างโรบอทแทนนะ

คือการใช้โรบอทเนี่ยมันก็มีต้นทุน มีปัญหาที่ต้องจัดการเหมือนกัน ทรัพยากรบุคคลที่ต้องการก็จะเปลี่ยนไป จากอยากได้แรงงานที่ไม่ต้องมีฝีมืออะไรมาก แค่ประกอบงานได้ก็พอ ก็จะเปลี่ยนไปเป็นต้องการคนที่สามารถ operate เครื่องจักรได้ แก้ไขปัญหา alarm ได้มากขึ้น

เพราะเครื่องจักรไม่ได้ฉลาดกว่าคน เครื่องจักรฉลาดก็ต่อเมื่อกดป้อนคำสั่งให้มันฉลาด ยิ่งมีฐานข้อมูลมากยิ่งฉลาด

Google translate จะฉลาดขึ้นเรื่อยๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วสำหรับการใช้งานทางภาษาในบางแขนงที่มีความซับซ้อน ต้องพลิกแพลง ยังไงก็คิดว่าคนจะยังมีงานทำอยู่

แปลว่า ตราบใดที่ยังมีคนพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง ล่ามก็ยังมีงานทำนั่นเอง 555+

เราก็ชอบคิดตลกๆ เวลาเจอคนที่พูดอะไรก็ไม่รู้ฟังไม่ค่อยเข้าใจ แปลยากมาก จะขอบคุณเค้าอยู่ในใจเสมอ

ขอบคุณพี่มากๆเลยนะคะ เพราะมีพี่นี่แหละ หนูก็เลยยังมีงานทำ กราบค่ะ

เพื่อนเราที่เป็นวิศวกรถามว่าเราสนใจเปิดสอนให้คนพูดให้รู้เรื่องหรือเขียนอีเมลล์ให้รู้เรื่องบ้างไหม เพื่อนเรามีปัญหาด้านการสื่อสารถ้าเราเปิดสอน มันจะมาเรียน

เอ่อ…เราว่าเพื่อนประเมินเราสูงไป ทุกวันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดรู้เรื่องรึเปล่า ขนาดเขียนบล็อกยังรู้สึกว่ายังเรียบเรียงได้ไม่ดีเลย

วกกลับเข้ามาที่หัวเรื่องที่จั่วไว้ตอนแรกก่อน

ด้วยความที่ค่าแรงขั้นต่ำแพง ส่วนประเทศอื่นในอาเซียน หรืออินเดีย ค่าแรงถูกกว่า

ประเทศอื่นก็ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเหมือนกัน

ทำให้การสร้างโรงงานใหม่เริ่มหลั่งไหลไปสู่ชาติอื่นๆ

แต่การไปเริ่มใหม่จากศูนย์ในชาติอื่นอย่างเช่น อินเดีย หรือกัมพูชา นักธุรกิจญีปุ่นที่มักจะเพลย์เซฟอยู่เสมอแบบญี่ปุ่นก็ยังกลัวการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์

จึงมักจะมาเริ่มโปรเจคในไทยก่อน การพัฒนาสกิลอะไรจะเริ่มที่ไทยก่อน แล้วค่อยย้ายไปยังแหล่งผลิตเป้าหมายที่เล็งไว้

คิดว่านโยบายแบบนี้คงไม่ใช่แค่โรงงานที่เราทำงานอยู่อย่างเดียว แต่คงเป็นกระแสเดียวกันหมด

จริงๆถ้าเราพัฒนาตัวเองมากกว่านี้ ไปอ่านภาษาญี่ปุ่นใน JETRO บ่อยๆ น่าจะสรุปอะไรได้ฉลาดๆ หรือมีการอ้างอิงที่ดีกว่าการนั่งเทียนเขียนเอาเอง

แต่ก็นั่นแหละ บล็อกไร้สาระน่ะ ไม่เคยคิดจะเขียนบล็อกวิชาการ ไม่ได้มีบทบาทด้านการศึกษาใดๆ เขียนเอามันอย่างเดียวเลย ทำใจหน่อยน้าคร้า(ทดลองใช้ภาษาสก๊อยเพื่อลดความจริงจังในเนื้อหาลง)

ในวิกฤติที่หลายๆคนชอบบ่นกันว่าหุ่นยนต์จะมาทำงานแทนคน เรามองเห็นโอกาสบางอย่าง

เราว่าภาคการผลิตในประเทศไทยมีแนวโน้มจะลดลง แต่เราเห็นแสงลิบๆเกี่ยวกับธุรกิจภาคบริการที่สามารถทำให้ดีได้

เรายังรักในรอยยิ้มของคนไทย เรายังได้รับน้ำใจจากผู้ให้บริการในเมืองไทยอยู่บ่อยๆ

ของญี่ปุ่นจะมีคำว่า โอโมเทะนาชิ

แต่ก็เริ่มมีเสียงบ่นว่าประสบการณ์การไปเที่ยวญี่ปุ่นในทุกวันนี้ไมได้ดีเหมือนเมื่อก่อน เพราะเริ่มมีแรงงานต่างชาติมาทำงานภาคบริการมากขึ้น ด้วยความที่ภาษาอาจจะยังไม่เก่ง ภาษาที่ใช้ก็เลยค่อนข้างจะห้วนหรือแข็งกระด้างไป

อันนี้ก็ยอมรับเลย เพราะสำหรับเรา ภาษาญี่ปุ่นยิ่งพูดสุภาพยิ่งยาก

ถามว่าเราชอบการบริการของญี่ปุ่นมั้ย ถ้าเป็นลูกค้าก็ต้องชอบอยู่แล้วล่ะ แต่ถ้าไปยืนอยู่ในฐานะลูกจ้างผู้ให้บริการ บางสถานการณ์มันก็ออกจะนรกแตกอยู่สักหน่อย

หรือแม้แต่การเป็นลูกค้าบางที เวลาเจอการขอโทษที่ใช้คำแบบสุภาพมากๆ แต่เนื้อหาสุดแสนจะเย็นชา ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ก็เลยมองว่าภาคบริการของไทยโดยเฉพาะผู้ให้บริการรายย่อย น่าจะมีโอกาสในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าสามารถให้ประสบการณ์ที่ดีได้ในราคาที่ถูก ก็น่าจะดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการซ้ำได้ไม่ยาก

โดยส่วนตัวเราคิดว่าภาคบริการของไทย สามารถทำบริการที่น่าประทับใจได้ในราคาที่ถูก

เอาง่ายๆเลยอย่างเวลคัมดริงค์โรงแรม เราสามารถนำเสนอเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นได้

จริงๆถ้า OTOP แต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ไม่ทับไลน์กัน และทำของดีราคาถูกได้ เราว่ามันน่าจะไปรอด จนถึงไปได้สวยเลยนะ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้สินค้าและบริการในไทยเป็นไปอย่างรายรื่นคือระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก

คิดว่าเป็นเรื่องดีที่เริ่มมีการให้บริการขนส่งจากภาคเอกชนมากขึ้น แต่ปัญหาแกะของลูกค้ามาใช้ เอาลูกค้ามาประจานของขนส่งเจ้าหนึ่งก็ทำให้เรารู้สึกสยดสยอง

ตอนนี้กำลังเรียนวิชากฎหมายพาณิชย์ ก็จะได้เรียนเรื่องการรับขนบ้าง

ถ้ามีการออกพระราชบัญญัติหรือกฎหมายลูกที่เข้มงวดกับผู้ให้บริการขนส่งเพื่อรักษามาตรฐานอันดีได้ ก็น่าจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้ารายย่อยมีความเชื่อมั่นในการขนส่งมากขึ้น ลดต้นทุนที่สินค้าสูญหาระหว่างการขนส่งได้มากขึ้น

คือพอเรียนกฎหมายนิดหน่อย ก็จะเริ่มคิดนั่นคิดนี่ ว่าถ้าเป็นแบบนี้มันจะดีมั้ยนะ

แต่เราเรียนมาแค่ผิวๆไง เรียกว่ายังโลกสวย ใสๆ มองโลกในแง่ดีอยู่

แต่ถ้าเรียนลึกขึ้น รู้มากขึ้น แล้วได้รู้ว่าอุปสรรคมันฝังรากลึกเกินกว่าจะไปแก้ไขปรับปรุงอะไรได้ เราก็คงถอดใจน่ะ

ก็เลยชอบเวลาตัวเองเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพราะมันจะเป็นช่วงเวลาที่คนเรามี “ความหวัง”

และความหวังนี้แหละ ที่อาจจะกลายเป็นแรงผลักดันจนเอาชนะอุปสรรค เปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ขึ้นมา

ตัวแปรสำคัญก็คือเวลานี่แหละ

อย่างตอนเป็นล่ามใหม่ๆ เราเขียนบล็อกเราก็รู้ตัว มันมีไฟ มีความหวัง มีแรงบันดาลใจอยากจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น

แต่ตอนนี้เราก็รู้ตัวเหมือนกัน ว่าเราแก่แล้ว มันไม่เฟรชเหมือนสมัยจบมาใหม่ๆ ความรู้สึกอยากเอาชนะอุปสรรคมันน้อยลง

ก็เลยพยายามลุกมาทำอะไรใหม่ เวลาที่เปลี่ยนจากอะไรที่เคยทำได้กลายเป็นทำได้ เรารู้สึกเหมือนได้รางวัลน่ะ

และความรู้สึกแบบนี้นี่แหละ ที่ยังถีบให้เราก้าวไปข้างหน้าไหว

พยายามรักษามุมมองที่มองโลกแบบเด็กๆของตัวเองเอาไว้ แม้จะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆก็ตาม

สำหรับเรา เวลาคือสารกัดกร่อนที่ทรงอานุภาพที่สุด

บร๊ะ… ดูพูดอะไรเท่ๆกว่าเดิมเยอะเลย (คิดไปเองป่าว)

จริงๆถ้าดูจากอายุเราก็ยังสาว(?)นะ แม้จะตอนปลายมากๆแล้ว แต่ความคิดคือประมาณลุงแก่ๆวัยใกล้เกษียณ ที่เหลือแรงจูงใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไปคือเบียร์และกับแกล้มอร่อยๆ โคตรอ๊ตซังเลย ให้ตายสิพับผ่า

การเติบโตของข้าพเจ้า

จริงๆตอนแรกที่เปิดโปรแกรมมาพิมพ์เพื่อจะอัพบล็อก ตั้งใจว่าจะเขียนเกี่ยวกับคำศัพท์ที่เกี่ยวกับระบบการศึกษาของไทย

เช่น ปวช. ปวส.

คือเป็นคำถามที่มีคนถามบ่อย เป็นคำศัพท์ที่เราเองก็มักจะลืมเหมือนกัน

ก็มีคำอื่นนอกจากสองคำนี้ด้วยที่อยากจะรวบรวมไว้

เวลารวบรวมศัพท์ มันช่วยเพิ่มทราฟฟิคให้บล็อกเราได้ ทำให้คนเข้าบล็อกมากขึ้น

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือเอาไว้เสิร์ชสำหรับตัวเองนี่แหละ เวลาที่ลืมคำศัพท์ (แล้วเราก็มักจะลืมบ่อยๆเสียด้วยสิ)

ก็เหมือนเมโม่ออนไลน์ของตัวเองไปด้วย

แต่เหมือนว่าวันนี้เราจะมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าให้เขียน

เจอคำถามที่น่าสนใจนักแปลที่เราแอบติดตามเขาในทวิตเตอร์ และประสบการณ์ตรงของตัวเองเมื่อวานนี้พอดี เลยรู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ

Q: เวลาที่ต้องทำงานที่ยาก จะรู้สึกว่าไม่อยากทำ กลัว หรือว่าอยากทำ อยากสู้ดูสักตั้ง

ปีนี้เป็นปีที่เราเห็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงในการทำงานของตัวเองอย่างเห็นได้ชัดเลย

เมื่อก่อนเราเป็นคนที่จะรู้สึกกลัว ไม่อยากทำ

ความกลัวนั้นรุนแรงมาก

มากขนาดไหน?

ก็ถึงขนาดที่ว่ากลัวจนร้องไห้น่ะ

ต้องเล่าย้อน background ว่าตอนเราทำงานบริษัทที่ 3

เราเป็นล่ามแผนก ISO/TS16949 Promotion Section เป็นแผนกที่เป็น Sub ของแผนกคุณภาพอีกที (ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่ออะไรก็ตาม)

เนื้อหางานคือ นั่งแปล Global Standard จากญี่ปุ่น เป็นภาษาไทย (แปลไปเป็นร้อยฉบับ) นอกจากนั้นก็แปลประชุมอะไรก็ตามที่มันเกี่ยวกับ ISO

แปลว่าแทบไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับหน้างานการผลิตเลย

ประสบการณ์การทำงานที่ 2 บริษัทก่อนหน้านี้เป็นเป็นบริษัทเล็กๆ มี process ไม่มากนัก

ทีนี้ก็มีคนมาบอกว่า ประธานบริษัทเสนอชื่อเราให้เป็นล่ามไปแปลแข่ง skill competition ที่ญี่ปุ่น

เราควรจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสให้ไปทำงานต่างประเทศใช่ไหม ยิ่งไปกว่านั้น ประธานเป็นคนเลือกเองด้วยซ้ำ เราควรจะยิ้มรับด้วยความยินดี

แต่สิ่งที่เราทำก็คือ ตอนที่มีคนมาบอกว่าต้องทำงานนี้ ก็คือตอนที่เขาจะซ้อมเตรียมไปแข่งกันแล้ว แล้วคือต้องแปลของทุกสกิล ซึ่งเราไม่มีความรู้เลย หนักใจสุดก็คือแข่งไฟฟ้า ที่ต้องแปลโจทย์ภาษาญี่ปุ่นให้พนักงานปฏิบัติ ซึ่งแปลว่าล่ามมีผลต่อการแพ้ชนะของทีมมาก

เราทีไม่รู้อะไรเกี่ยวกับไฟฟ้าเลย แถมเพิ่งโดน rotation มาควบตำแหน่งล่ามและ staff ( ซึ่งตอนนั้นก็ทำได้แย่ทั้ง 2 อย่างจนตั้งใจว่าจะไม่เป็นล่ามควบ staff อีกแล้ว)

เรายังไม่คุ้นกับหน้าที่ใหม่ของตัวเอง โดนคนในแผนกด่าทุกวัน แถมไม่พร้อมรับความกดดันที่ต้องรับผิดชอบพาพนักงานไปแข่งที่ญี่ปุ่นด้วย ก็คือเราร้องไห้แล้วเดินไปหาพี่เลขาประธาน ร้องไห้ และขอร้องเขาว่าเราไม่อยากไปเลย

ซึ่งก็ไม่ได้ไปสมใจเรา 5555+ ก็เล่นใหญ่เบอร์นั้น ได้ไปก็แปลกแล้วล่ะ

แต่เมื่อวานนี้คือเราต้องแปลประชุมที่มีแต่ TOP Management เข้า เป็น TOP ของโรงงานอื่นในเครือด้วย หลายๆบริษัท แปลเหมาหมดทั้งแผนกที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับตัวเอง Business, Safety, Environment, Quality, IS

Weak Point ของเราคือเราทำแต่ด้าน Quality มา

ก็จะแถได้แค่ Quality, Production, Production Engineer ได้ Design อีกนิดหน่อย

คือจะเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

แต่เรื่องของ Business, Safety, Environment, IS ก็คือหัวสมองว่างเปล่าขาวโพลน

ยิ่งถ้าเป็นเรื่องบัญชีนี่คือไม่ต้องคาดหวัง ยังกับคุยกันคนละภาษา

ปกติเจอคนใหญ่คนโตขนาดนี้ งานที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ แทบจะไมได้เห็นเอกสารก่อนแบบนี้ แถมเวลาแปลก็เกือบๆจะโดจิด้วยซ้ำ

ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงจะกลัวมากๆ กลัวจนรู้สึกไม่อยากทำ

แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกว่า มาเถอะ ไม่แน่ใจหรอกว่าจะทำได้ดีมั้ย แต่จะขอลองดูสักตั้ง

อย่างน้อยถ้าผ่านอีเว้นต์ใหญ่ประจำปีครั้งนี้ไปได้ เราน่าจะเติบโตขึ้น และเก่งขึ้น

อีเว้นต์นี้เพื่อนล่ามเราเคยแปลมาแล้ว แปลแบบเสียน้ำตาไปเยอะมาก (อยู่ที่คนที่เขาเจอตอนนั้นด้วยแหละ คนนั้นเขาโทษล่าม) แต่หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่าเพื่อนล่ามเราคนนั้นเก่งขึ้นมากๆเลย

ก็เลยคิดว่างานนี้คือโอกาส มากกว่าจะรู้สึกกลัว กลับรู้สึกว่าอยากจะท้าทายความสามารถของตัวเอง

ถึงแม้จะพลาด ทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไร จะได้นำไปแก้ไขได้ถูกจุด

ปกติเวลาแปลประชุมถ้าเราว่างพอ เราจะชอบให้คะแนนตัวเองหลังประชุม (ทำตามพี่เมเนเจอร์คนนึง)

เมื่อวานตอนแรกเราให้ตัวเอง 6/10 เพราะมีคนญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่เราไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

เข้าใจได้ไม่ถึง 10% เลยมั้ง แต่โชคดีที่ในที่ประชุมนั้นมีพี่คนไทยที่เป็น Management ท่านหนึ่งช่วยแปลเสริมในจุดที่เราไม่เข้าใจ

เรามองไม่เห็นหน้าพี่เขาเท่าไหร่เพราะมันมืดและนั่งฝั่งเดียวกัน แต่ฟังจากเสียง เขาทำให้นึกถึงพี Factory Manager บริษัทเก่า

Factory Manager คนนั้นเป็นเจ้าของแนวคิดหลายๆแนวคิดที่เราจำๆมาเขียนบล็อกอันนี้ เช่นเรื่องล่าม 120% เป็นผู้ชายชอบกินผัก และชอบดื่มอเมริกาโน่ขมๆ

พอเล่าแบบนี้ฟังดูเราแอบชอบเขามั้ย? 5555+ ไม่หรอก ไม่ได้คิดแบบนั้น ปลื้มในเรื่องงานมากกว่า

เดี๋ยวนี้เราก็ชอบกินผักแล้วก็ดื่มอเมริกาโน่เย็นเหมือนกัน

แค่เห็นพี่เขากินผักแล้วรู้สึกว่าผักดูน่าอร่อยน่ะ สงสัยเราคงจะชอบ 草食系 จริงๆด้วย 5555

พี่ Factory Manager คนนั้นเป็นเด็กทุนมงมาก่อน

ทีนี้พี่คนที่ช่วยเราแปลในประชุมเมื่อวาน ก็มีออร่าออกมาแบบพี่ Factory Manager ที่บริษัทเก่าเราเลย

พอออกมาจากห้องประชุมก็มีคนมาเล่าประวัติเขาให้ฟังว่าเป็นใครมาจากไหน

เราก็ถามไปว่าพี่เขาเป็นเด็กทุนมงรึเปล่า ดูมีบรรยากาศแบบนั้นออกมาจากตัว

ก็ใช่อย่างที่คิดจริงๆ คือจบป.เอกที่ญี่ปุ่น ทำงานที่ญี่ปุ่นมาหลายปี

นี่เรากำลังอธิบายคำว่า “มีออร่าของเด็กทุนมง”รึเปล่านะ 555+

พอฟังเรื่องพี่เขา ประกอบกับพี่ที่อยู่อีกโรงงานหนึ่งก็บอกว่าไม่แปลอะไรที่เราจะแปลคนญี่ปุ่นคนนั้นไมได้เพราเสียงเขาฟังยากมาก ใช้คำศัพท์ยาก (และเป็นเรื่องที่เราไม่มีประสบการณ์ ไม่สามารถใช้จินตนาการไปแถได้) ฟังแล้วก็สบายใจขึ้น

ลุงหัวหน้าเราที่เข้าประชุมด้วยก็ชมว่าเราทำได้ดี เสียงนุ่มๆฟังแล้วสบายๆดี อันนี้เห็นได้ชัดมากเลยนะ เมื่อก่อนถ้าตื่นเต้นจะพานิค คุมอารฒณ์ไม่ค่อยอยู่เสียงจะสั่นมาก แต่เมื่อวานนี้คือรู้สึกสงบ ไม่ได้หวั่นกลัวอะไร เสียงก็ออกมานิ่งๆ คืดยังไม่เรียกว่าทำได้ดีหรอก ยังไม่พอใจในตัวเองเพราะคาดหวังกับตัวเองสูงกว่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี

การจะไปให้ถึงตัวตนที่ดีๆที่เราคาดหวังไว้ ต่อจากนี้ไปเราคงต้องเคี่ยวตัวเองให้หนักขึ้น (ในด้านภาษานะ เพราะมันเป็นอาชีพ)

เราเชื่อในหนังสือที่เราอ่าน (ก็ขโมยให้ได้อย่างศิลปินที่เคยเขียนถึงนั่นแหละ)

เราชอบประโยคที่ว่า จงมองหาคนที่เก่งที่สุดในห้อง แล้วพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆเขา

ตอนที่อยู่บริษัทที่ 3 เราปลื้มพี่เลขาประธานมาก พี่เค้าสอบ N1 ผ่านและ TOEIC 900 up แบบเกือบเต็มทุกปี

ก็เลยเอามาตั้ง target ว่า ตัวเองจะต้องผ่าน N1 และ TOEIC 900 up ให้ได้

ตอนนี้รู้สึกว่า อยากเข้าใจภาษาญี่ปุ่น อยากพูดให้ได้แบบพี่ดอกเตอร์ทุนมงคนนั้น

สำหรับเราอาจจะต้องใช้เวลามากหน่อย หรืออาจจะไปไม่ถึงจุดนั้นเลย

เพราะมันก็เป็นเป้าหมายที่ไกลนะ ต้องผ่านอะไรหลายๆอย่างกว่าจะได้ขนาดนั้น แถมยังดูเป็นมนุษย์สเปเชียลแบบหาได้ยากยิ่งด้วย

อาจจะทำได้ไม่เท่าเขา แต่อีก 3 ปี 5ปี หรือ 10ปี ถ้าเราขัยนพอเราก็ควรจะเก่งขึ้นบ้างสิน่า

ตั้งเป้าไว้แค่สักครึ่งนึงของพี่เขาก็พอ จะได้หรอืไมได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง

มันอาจจะเป็นเป้าหมายที่วัดออกมาเป็นตัวเลขไมได้ แต่อิมเมจหรือออร่าของพี่เขาเดินชัดมากในความรู้สึกของเรา

ก็เลยเขียนเรื่องนี้เอาไว้ในขณะที่ความรู้สึกแบบนี้ยังสดใหม่อยู่

สรุปก็คือเราเติบโตขึ้นแล้วจริงๆ จากคนที่เคยร้องไห้เพราะไม่อยากทำงานยาก แต่ตอนนี้เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเอง คิดว่าที่ได้ไปแข่งที่มาเลเซียปีที่แล้วน่าจะมีผลต่อความคิดเราค่อนข้างมากทีเดียว

ถ้าจะเอาสั้นๆก็พูดง่ายๆ แบบที่เจอในเอกสารที่ลุงให้เราแปล

ทำ capacity ตัวเองให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการอ่านหนังสือ ออกไปพบเจอผู้คน และออกเดินทาง

ในปีที่ 7 ของการทำงาน

เคยดูเรื่องรัก 7 ปี ดี 7 หนมั้ยคะ?

หรือคู่รักที่คบกันนานๆ ก็มีคำที่กล่าวถึงอาถรรพ์ 7 ปี ว่ามักจะเลิกกันในปีที่ 7 ที่คบกัน

สำหรับเราที่ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย ว่าจะแต่งกับงานแน่ๆ

จนถึงตอนนี้ก็ทำตามความตั้งใจที่เคยคิดไว้อยู่ (ไม่ว่าเราจะอยากหรือไม่อยากก็ตาม)

ปีนี้เป็นปีที่ 7 ของการทำงานของเรา (ว้ายยยย แก่จุงงง)

เป็นปีที่มาทำงานวันที่ 1 มกราคม

เป็นปีที่มาทำงาน ช่วงวันหยุดสงกรานต์

ตอนทำงานที่นี่แรกๆ ก็ต้องทำโอทีในวันเกิดตัวเองจนดึกๆดื่นๆ

ปีนี้วันเกิดก็เป็นวันเสาร์ทำงาน

เศร้ามั้ย? ไม่ขนาดนั้นอ่ะ เฉยๆ มองมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

เมื่อก่อนถ้าช่วงหยุดยาว เราอยากหาจ๊อบพิเศษทำ แก้ว่าง

แต่พอปีนี้ ต้องมาทำงานช่วงสงกรานต์จริงๆ เรากลับไม่อยากแฮะ

ทำงานมาก็นานแล้ว คิดว่าคงมีประสบการณ์พอจะไปทำฟรีแลนซ์ได้แบบไม่อายใคร(มั้ง) ถ้าเตรียมตัวดีๆก็น่าจะแปลได้ ไม่สั่นเหมือนตอนเป็นมือใหม่

แต่กลายเป็นว่าข้างในใจดันรู้สึกเหนื่อย อยากพัก…

เพราะเราเรียนนิติกับเรียนวาดรูปด้วยมั้ง ชีวิตมีหลายอย่างต้องทำ เหมือนคนที่ไม่เคยว่างเลยตลอดเวลามาเป็นปีแล้ว

 

ตอนทำงานที่แรก มีรุ่นพี่ล่ามอยู่ 1 คน บทสนทนาแรกที่คุยกันคือเราถามว่า “พี่ทำงานเป็นล่ามมากี่ปีแล้วคะ”

รุ่นพี่คนนั้นนับนิ้ว 1..2..3..4..5 “ห้าปีแล้วจ้ะ”

เรา “โอ้โหพี่ ตั้งห้าปี พี่ไม่เบื่อเหรอ”

พี่ “ไม่นะ มันเป็นงานอ่ะก็ต้องทำ ทำไปเรื่อยๆ” (จำคำตอบไม่ได้หรอก แต่ใจความประมาณนี้แหละ)

ใช่…มาถึงจุดๆหนึ่งเราก็จะมีแค่คำว่า มันเป็นงานก็ต้องทำ ไม่ว่าเราจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม

จริงๆเรารู้สึกถึงคำนี้มานานแล้วล่ะ

เพราะเราทำงานพิเศษตั้งแต่มหาลัย มีช่วงหนึ่งเป็นผู้ช่วยฝรั่ง ไปทำความสะอาด ซื้อของเล็กๆน้อยๆให้ ทำอาหารง่ายๆให้ แค่ช่วงวันหยุด แต่เหมือนมหาลัยก็มีกิจกรรม เราก็อยากลางานไปทำกิจกรรม ไปใช้เวลากับเพื่อนบ้าง

ลาครั้งแรกเค้าไม่ว่าอะไร แต่พอลาครั้งที่สองคือเราโดน SMS มาด่าแรงมาก “เธอรู้จักคำว่าความรับผิดชอบไหม”

โอ้โห…เราโกรธมาก โกรธตัวเองนี่แหละที่โดนด่าด้วยคำนี้

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเราทำงานเหมือนคนบ้า เพื่อไม่ให้มีใครมาว่าเราได้ว่าเราไม่มีความรับผิดชอบ

ไม่เคยทิ้งอะไรไว้ ทุกอย่างต้องเสร็จ งานแปลคือเราถาม due date ส่งทันหมดทุกครั้ง ถ้าติดปัญหาอะไรคือเราคุยกับ user ก่อนเสมอ เราทำงานแบบนี้มาตลอด 7 ปี

เจอคนไม่มีความรับผิดชอบก็เยอะ แล้วเราก็โกรธมากด้วย

โกรธจนเลิกโกรธ โกรธจนบางทีก็บอกเค้าว่า “พี่ไม่ทำใช่มั้ยคะ โอเค เราทำเอง”

คือไม่ได้ห้าวเป้งอยากจะไฟท์อะไรขนาดนั้นนะ ก็แค่มันคืองาน และต้องมีใครสักคนนึงทำนั่นแหละ

รู้ตัวเองว่าคิดแบบนี้มันก็ไม่ถูกหรอก แต่แค่พยายามแก้ปัญหาไปเรื่อยเปื่อยตามสถานการณ์ที่เจอ มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอก

เอาจริงๆเมื่อก่อนจะอยากเขียนอะไรที่มันมีประโยชน์กับคนอื่น แต่เดี๋ยวนี้คิดว่าประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับมันก็แตกต่างกัน เคสบายเคสอ่ะนะ ที่พอจะบอกได้ก็คือทุกๆสิ่งที่ผ่านเข้ามามันคือรสชาติชีวิต ดังนั้นก็รับไป และดื่มด่ำกับรสชาตินั้น ไม่ว่าจะหวานหรือขมก็ตาม บางทีมันอาจจะเป็นช่วงเวลาเดียวในชีวิต ที่เรารู้สึกแบบนี้ก็ได้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็รับมันไป เผชิญหน้ากลับมันอย่างกล้าหาญ

เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยตื่นเต้น หรือกลัวเวลาต้องทำงานยากๆ ไม่ใช่ว่าเก่ง หรือทำได้ดีนะ

คิดแค่ว่า เตรียมตัวไปให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ครั้งหน้าไม่ดีก็ทำใหม่ เราจะเก่งขึ้นทุกครั้งที่เราทำอะไรสักอย่างนั่นแหละ

ต่อให้อายุมากกว่านี้อีกยี่สิบสามสิบปีก็มีโอกาสทำผิดพลาดเหมือนกัน

มนุษย์เรามักจะทำผิดพลาดอยู่เสมอแหละ คุณลุงแผนก production ชอบพูดประโยคนี้บ่อยๆ (และตามมาด้วยคำว่า หัวหน้างานต้องคิดว่าทำยังไงลูกน้องเราถึงจะปฎิบัติงานได้โดยไม่ผิดพลาด)

สำหรับเรา เราคงจะพูดว่า มนุษย์เรามักจะทำผิดพลาดอยู่เสมอนั่นแหละ แต่เราจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ว่าถึงจะเกิดความผิดพลาดขึ้น มันจะเป้นความผิดพลาดที่เราจะไม่เสียใจทีหลัง เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว

เนี่ย… ทำงานมาแค่ประมาณ 7 ปีเอง รู้สึกตัวเองเป็นลุงวัยใกล้เกษียณ

ความสุขของเราคือวันที่ทำงานเหนื่อยๆ กลับบ้านไปกินไก่ทอดกับเบียร์อร่อยๆ

โคตรอ๊ตซัง…

คุณลุงหัวหน้าเราบอกว่า เราซื้อบ้านเร็วเกินไป รถก็ใหม่ (เธอเลยไม่ค่อยมีแรงจูงใจไง)

นั่นสิ…

ก่อนหน้านี้พยายามทำตัวเองให้มีความสุขด้วยการช่วยเหลือคนอื่น มันก็ดีนะ

ตอนนี้มีภารกิจหนึ่งที่อยากทำให้ได้ คือการบริจาคเลือดให้ได้อีกครั้ง

เคยไปบริจาคตอนม.ปลาย ที่โรงเรียน เป็นลมในแถว พยาบาลไล่กลับบ้าน

ตอนทำงานปีที่ 2 หรือ 3 ไปพยายามอีกครั้งที่สภากาชาดจังหวัด ทำได้สำเร็จแบบยากเย็น คือแทบเป็นลม เกือบบีบได้ไม่เต็มถุง

พยาบาลบอกว่า “เก่งมากเลยค่า แต่ไม่ต้องมาอีกนะคะ” ก็คือเป็นภาระมาก

กลัวเลือดแบบ phobia อ่ะ เป็นลม เหงื่อออก หน้าซีด ปากสั่น ต่อให้หลับตา ก็ยังได้กลิ่นคาวเลือด ก็กลัวอยู่ดี เป็นเฉพาะกับเลือดคน เลือดสัตว์ไม่เป็นไป เคยไปเก็บซากแมวโดนหมากัดตายที่คณะก็ไม่เป็นไร

เราอยากบริจาคเลือด ไม่อยากให้อุปสรรคทางกายภาพเรามาขัดขวาง เพราะมีคนต้องการเลือดอีกมากมาย ถ้าให้ได้ ถึงจะลำบากเราก็อยากจะให้

มันจะมีวิธีฝึกตัวเองไม่ให้กลัวเลือดมั้ยอ่ะ

ไปลงเรียนจิตวิทยาใน Thai MOOC มา

ช่วงนี้เชื่อในคำว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตก็เลยไปลงเรียนใน Thai MOOC ตามที่เห็นคนแชร์มาในเฟซบุค

จริงๆมันน่าจะลงได้หลายวิชานะ แต่น่าจะกำลังเทสระบบอยู่ เราเองก็ยังใช้งานไม่ค่อยเป็น กำลังศึกษาอยู่

ตอนนี้ลงไปวิชาเดียว ถ้าอยากลงวิชาเพิ่มต้องเข้าไปตรงไหนก็ยังไม่รู้ ว่างๆว่าจะลองหาทางดู

วิชาที่เราลงเรียนชื่อว่า CMU-MOOC : cmu007 จิตวิทยากับชีวิตประจำวัน (Psychology and Daily Life)

เพิ่งเรียนไปได้ 2 โมดูลเอง คงยังบอกอะไรมากไม่ค่อยได้

แต่เท่าที่เรียนมาคือ เนื้อหาเข้าใจง่าย และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ใช้เวลาเรียนต่อหน่วยไม่นาน อ่านเล่นๆคิดว่ามีประโยชน์ดีนะ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยระงับอาการหัวร้อนได้บ้าง

ด้วยความที่เราทำงานเป็นล่าม เรื่องของสุขภาพจิต การควบคุมอารมณ์ เลยมีความสำคัญมากๆ เพราะต้องทำงานกับคนตลอดเวลา ถ้าหัวร้อนขึ้นมาทีนี่อาจจะเสียหมา เอ้ย เสียคนเอาได้

ช่วงก่อนหน้านี้ตัวเราเองมีความเครียดหรือความกังวลใจอะไรหลายๆอย่างอยู่ แล้วสิ่งที่อยู่ในใจเก็บยังไงมันก็ไม่มิดหรอก มันมีออร่าของความมืดมนออกมาจากตัวเรา ไม่ว่าเราจะพยายามซ่อนยังไงก็ตาม

สำหรับเรา เราใช้วิธี “ตั้งกลยุทธ์ประจำวัน”

คือวันไหนที่รู้สึกว่าต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้เพราะมีงานสำคัญรออยู่ เราก็จะโพสลงทวิตเตอร์ เหมือนเป็นคำสัญญากับตัวเองว่า

กลยุทธ์ของวันนี้คือ จะยิ้มเยอะๆ จะอารมณ์ดี ร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส จะไม่โกรธ ไม่ว่าจะเจออะไรก็จะยิ้มไว้ก่อน ต่อให้ต้องยิ้มจนดูเหมือนเป็นอีบ้าก็จะทำ

เหมือนตั้งธงในใจ หรือตั้งเป้าหมายของวันนี้เอาไว้

เราพบว่าทำแบบนี้แล้วค่อนข้างใช้ได้ผลดีทีเดียว

ก่อนหน้านี้จะหงุดหงิดง่าย ไม่รู้เพราะว่าอากาศร้อน หรือปีนี้ปีชง แม่ไปดูดวงมาเผื่อ หมอดูบอกว่าให้ไปทำบุญโลงศพ เพราะปีนี้ปีชงจะหงุดหงิดง่าย โดยพื้นฐานนิสัยก็ขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญและชอบใช้ความรุนแรงอยู่แล้วแหละ 5555

มีอาทิตย์นี้ วันจันทร์เรานี่บูดบึ้งเชียว ไม่ถึงขั้นอารมณ์ร้าย แต่ก็พอรู้ตัว่าเป็นคนแผ่ออร่าที่ไม่ค่อยแฮปปี้ออกมาจากตัว

แล้วก็เหมือนรู้ตัวขึ้นมา วันอังคารเลยวางกลยุทธ์ แล้วก็เริ่มต้นด้วยการตื่นมาแต่งหน้าบ้างให้ดูสดใส ทัก โอะฮาโยแล้วยิ้มให้ลุงไป

ได้ฟีดแบคทันที ลุงบอกว่า ยิ้มๆแบบนี้อ่ะดีแล้ว

ลุงดูดีใจที่ล่ามลุงแฮปปี้ ลุงชอบเอาขนมปังแซนวิชที่แจกฟรีของเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์มาให้บ่อยๆ หรือบางทีแวะซูเปอร์ ซื้อขนมปังแล้วเจอ 1 แถม 1 ก็จะเอามาฝากเราตลอด นี่ก็เป็นคนเห็นแก่กิน ดีใจเวลามีคนให้อาหาร 555 ลุงเลยชอบเอามาฝาก แถมยังชอบพูดติดตลกกับคนอื่นว่าถ้าเราหิวเราจะโมโหมาก

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือมีพี่ที่ทำงานที่เมื่อก่อนเราเคยอคติกับเค้า เราว่าเค้าพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เวลาแปลให้เค้าเราต้องใช้ความพยายามมากในการทำความเข้าใจ แต่พอมานั่งใกล้กันมากขึ้น ทำงานด้วยกันมากขึ้น เราก็ได้รู้ว่าเรานั่นแหละ อคติกับเค้าไปเอง

พอคุยกัน เรียนรู้นิสัยกันและกันมากขึ้น ก็รู้สึกว่าสามารถแปลให้เค้าได้แบบสบายๆแล้วล่ะ ไม่มีปัญหาอะไรเลย ที่กังวลก่อนหน้านี้เรากังวลไปเองทั้งนั้น

พี่เค้าไปทำงานที่ญี่ปุ่นมา เราก็ได้ของมากกว่าที่เค้าแจกขนมทั่วๆไป พอเราพูดถึงขนมยัทสึฮาชิของเกียวโต พี่เค้าซื้อมาน้อยแต่ก็เอามาแบ่งให้ คือทุกอย่างมันอยู่ที่การเปิดใจให้กันทั้งนั้นแหละ เราไม่จำเป็นต้องเหมือนใครหรือต้องฝืนใจทำอะไรที่เราไม่ชอบ แค่เรียนรู้และยอมรับ เคารพผู้อื่นก็พอแล้วล่ะ

เราทำแบบทดสอบในบทเรียน หัวข้อ “คุณเป็นนักจิตวิทยาแบบไหน”

ได้อยู่สาย Psychoanalytic Approach จิตวิเคราะห์ สายซิกมันด์ ฟรอยด์เลย

ก็สอดคล้องกับสมัยปี 1 ที่ลงเรียนจิตวิทยา 101 ที่จำได้ติดในหัวสุดก็แนวคิดของฟรอยด์นี่แหละ

แล้วก็ทำแบบสำรวจอุปนิสัยของผู้ประสบความสำเร็จ

ได้ ประสบความสำเร็จในระดับปานกลาง คือขาดอีก 3 คะแนนจะได้เป็นผู้ประสบความสำเร็จในระดับสูง (เหรอ?)

ก็เหมาะกับเราดีนะ จริงๆพยายามทำให้ดี ทำมากกว่านี้ก็ทำได้ แต่ก็ทำแค่นี้แหละ พอแล้ว

สมกับเป็นเราดี

สิ่งที่มีคนบอกมาบ่อยๆก็คือเราเป็นคน 人間らしい

ดูสมกับเป็นมนุษย์ดี… แล้วมันแปลว่าไง แล้วคนอื่นๆล่ะ ก็เป็นมนุษย์เหมือนกันนี่นา

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจริงๆแล้วคำนี้แปลว่าไง

พยายามอ่าน 人間失格 ของดาไซ โอซามุเป็นภาษาญี่ปุ่นอยู่ แต่ด้วยความสามารถทางภาษาที่อ่อนด้อย เลยอ่านไม่ค่อยถึงไหนสักที 555+

หรือต้องไปซื้อ สูญสิ้นควาเมป็นคนฉบับแปลไทยมาอ่านกันนะ ถ้าเข้าใจว่าสูญสิ้นความเป็นคน หรือขาดคุณสมบัติในการเป็นมนุษย์ ก็น่าจะเปรียบเทียบกลับเป็นคำตรงข้ามได้ว่าแล้วคุณสมบัติในการเป็นมนุษย์ต้องเป็นแบบไหน

แต่ฉบับภาษาไทยมันต้องซื้อนี่นา ถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นได้จะอ่านฟรีใน Aozora Bunko ได้ แถมยังได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นที่เป็นภาษาวรรณกรรมด้วย อยากทำให้ได้ ก็เลยไม่ยอมซื้อฉบับแปลภาษาไทยมาอ่านสักที

แต่มันก็ยากนะ อยู่บนถนนของความลังเลว่าจะยอมแพ้แล้วไปอ่านฉบับแปลไทยให้จบๆไปสักทีดีไหมนะ

สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจที่ลงเรียนมาวันนี้สั้นๆเอาไว้สักหน่อยดีความ เราเคยฟัง podcast เจอคำว่า curate คัดสรร

แต่ตัวเราเองยัง input ข้อมูลเข้าไปในหัวไม่มากพอ ทำได้แค่สรุปเนื้อหาที่ตัวเองได้อ่านมาให้สั้นลง

แต่จะพยายามเก็บๆ keyword เอามาเขียนให้เป็นนิสัย

สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้มีเพียงแค่ ความคิดของเรา, ความพยายามของเรา, พฤติกรรมของเรา, การลงมือทำของเรา เท่านั้น

ตัวอย่างนิสัยของผู้ประสบความสำเร็จ(ที่เราอ่านมา)

1.เชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้

2.หมั่นสังเกตและรู้ตนเองอยู่เสมอ

3.เรียนรู้ตนเองให้มาก – เข้าใจตนเองให้มากขึ้น

4.ฝึกเน้นการลงมือทำ

5.หมั่นฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ

6.สร้างนิสัยให้เป็นผู้เข้าใจผู้อื่นและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

7.สร้างนิสัยให้เป็นผู้อยากรู้อยู่เสมอ

8.ความผิดพลาดก็เป็นประสบการณ์แบบหนึ่ง – ความผิดพลาดคือส่วนสำคัญของการเรียนรู้

9.หมั่นให้กำลังใจตนเองเสมอ – อย่าเอาแต่รอกำลังใจจากคนอื่น

โดยส่วนตัวเราว่านี่ไม่ใช่นิสัยของผู้ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ มันแค่ขั้นต่ำของการเอาชีวิตรอดเท่านั้นเอง

ถ้าจะให้เลือกข้อที่ทำง่ายที่สุด เราเลือกข้อ 9. มันเริ่มได้วันนี้เลย

แค่เริ่มชื่นชมตัวเองให้เป็นก่อน (ไม่เหมือนกับขี้อวด – ซูเนโอะนะ)

มีน้องแชร์มาในทวิตว่าการบ้านที่ให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทำคือการเขียนเรื่องดีๆ 3 เรื่องของวัน

เราว่ามันไม่ควรจำกัดว่าต้องเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเท่านั้นที่ควรทำการบ้านข้อนี้ แต่มันควรเป็นการทำการบ้านของผู้ที่อยากเริ่มดูแลสุขภาพจิตทุกคนด้วยซ้ำ

คือเราทุกคนรู้ว่าควรดูแลสุขภาพกายอย่างไร ทานอาหารให้ครบ 5หมู่ ดื่มน้ำเยอะๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

แต่ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยรู้ ว่าเราควรดูแลสุขภาพจิตตัวเองอย่างไร

เราว่า 9 ข้อที่เราเรียนมาวันนี้นี่แหละ หลัก”พิ้นฐาน”ของการดูแลสุขภาพจิตตัวเองเลย

ถ้ไม่รักตัวเองก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ดูแลสุขภาพจิตตัวเองให้ดี จะได้ไม่เผลอไปทำร้ายใคร ไม่ว่าจะโดยตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

เราเองก็ไม่ได้ทำได้ดีตลอด 100% ทุกวันหรอก ก็เหมือนเวลาเราแปลหรือเราล่ามนั่นแหละ เราเป็นคนผิดพลาดบ่อย ข้อ 8 นี่เพื่อนรักของฉันเลย

ได้แต่บอกตัวเองว่า ไม่ชอบอะไรพยายามอย่าไปทำแบบนั้นกับคนอื่น อย่าเป็นคนแบบที่ตัวเองเกลียด

ขอให้ทุกคนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่แข็งแรงนะ

ไปล่ะ ฟิ้วววววววววววว

จงมีความฝัน ไม่ว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วคุณลุงให้แปลเอกสารฉบับหนึ่ง เป็นประวัติการทำงานตลอด 40 ปีของคุณลุง

อ่านแล้วชอบมาก จากที่รู้สึกเนือยๆ รู้สึกว่าหมด passion ก็ทำให้รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาได้

จริงๆที่คำพูดดีๆในเอกสารที่แปลเยอะนะ แต่เราขอยกมาเฉพาะอันที่เราชอบที่สุด

叶う叶わないを問わず「夢を持つ」

จงมีความฝัน ไม่ว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม

ช่างเป็นคำพูดที่แสนเรียบง่าย แต่ทรงพลังมากสำหรับเรา

ด้วยความที่เราเป็นคนไม่ฝันไกล ไม่ฝันอะไรที่เป็นไปไม่ได้

ตอนเรียนมหาลัยเราเลยมีความฝันแค่เรียนจบ ทำงาน ซื้อบ้าน เลี้ยงแมว ช่างเป็นฝันที่เรียบง่ายจริงๆ

พอทำงานได้เข้าปีที่ 2 เราก็ซื้อบ้านเลย และรับแมวมาเลี้ยงทันทีที่ซื้อบ้านด้วยเช่นกัน

ระหว่างนั้นช่วงที่เปลี่ยนงาน ก็ไปเจอรุ่นพี่ที่ทำงานที่เขาเก่งมาก เป็นเลขา GM เก่งทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น TOEIC 900 ปลายๆ ทุกปี และผ่า น N1 แล้ว สามารถทำงานกับ GM ขาโหดได้นี่คือสุดยอด

เราโดน GM คนนั้นด่าบ่อยมาก และไม่รู้จะทำยังไงดี เลยไปถามพี่เค้าว่าเค้าทำยังไง

เค้าบอกว่า ก็ไม่รู้อ่ะ ก็ทำงานกับเค้าไปเรื่อยๆ

แต่มีรุ่นน้องมาเล่าให้ฟังว่าพี่เค้าเก่งมากๆ ถ้าได้รับคำสั่งมาหนึ่ง พี่เค้าจะทำเตรียมไว้ห้าถึงสิบ ไม่รู้น้องมันเว่อร์ไปเองรึเปล่า แต่มันทำให้เรารู้สึกว่าในการทำงานเราก็อยากเป็นเหมือนพี่คนนี้ ถึงได้ไม่เท่าเค้า แต่ได้สักครึ่งนึงก็ดีใจแล้ว

ก็เลยตั้งเป้าหมายว่า จะต้องสอบ TOEIC ให้ได้ 900 up และผ่าน N1

ปัจจุบันเราทำได้หมดแล้ว ทั้งซื้อบ้าน ได้คะแนน TOEIC ตามที่หวัง และผ่าน N1 แล้ว แมวก็ยังเลี้ยงอยู่นะ

ปัจจุบันเนื้อหางานที่ทำถึงจะเป็นล่ามก็จริง แต่คุณลุงเราก็เป็น GM งานก็มีความคล้ายๆเลขา และเราทำงานโดยพยายามคิดว่าจะทำให้ “เกินความคาดหมาย” ของ User ยังไง

เอาเป็นว่าพอใจตัวเองในเรื่องการทำงานแล้วแหละ คิดว่าคงโอเคประมาณนึง

แต่สังเกตว่า เป้าหมายของเรา ก็ไม่เป็นความฝันเท่าไหร่ มันดูใกล้เคียงกับความเป็นจริง เราเลยได้มันมาเร็วเกินไป

ทำให้ชีวิตที่เหลือของเรา มีสภาพเหมือนคุณลุงวัยใกล้เกษียณ

หลายๆคนอาจจะคุ้นเคยกับวาทกรรม “ออกจากคอมฟอร์ทโซน”

แต่สำหรับเรา เรารักในงานของตัวเอง และที่ทำงานปัจจุบัน เป็นที่ทำงานที่เรารู้สึกว่าเรามีความสุข เกือบๆที่สุดแล้วล่ะ คงไม่สามารถหางานที่ตัวเองพอใจมากขนาดนี้ได้ง่ายๆ เลยอยากใช้ช่วงเวลานี้ให้ดีที่สุด เพราะทุกอย่างก็ต้องผ่านเราไปตามกาลเวลา ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป

ไม่เคยรู้สึกเกลียดวันจันทร์

เราเกลียดเย็นวันศุกร์มากกว่า บางครั้งมันก็ว่างเปล่า รู้สึกไม่มีคุณค่า

เราชอบทำงาน ชอบเวลาตัวเองทำงานอะไรสักอย่างได้สำเร็จ ชอบที่จะได้เห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันมีประโยชน์ต่อคนอื่นอย่างไร

แต่นั่นแหละ…มันคือความชอบ มันไม่ใช่ความฝัน

เราไม่เคยฝันอยากเป็นล่ามที่เก่งที่สุด แต่อาจจะอยากเป็นล่ามที่ตลกที่สุด

การเป็นล่ามที่กวนตีนที่สุด… ที่สุดรึยังนะ แต่คิดว่าก็พอตัว 5555+ (นี่ภูมิใจกับเรื่องแบบนี้เหรอ)

เอาล่ะกลับมาที่เรื่องของความฝันกันต่อ ถ้าไม่คอยห้ามตัวเองไว้เราจะพาออกทะเลไปเรื่อยๆ

อีกหนึ่งข้อความในเอกสารที่มันส่งผลต่อความรู้สึกของเรามากๆก็คือ

本を読む、出会う、旅に出る

อ่านหนังสือ ออกไปพบเจอผู้คน ออกเดินทาง

เราทักแชทไปชวนน้องไปปีนภูเขาไฟฟูจิ ทั้งๆที่ยังแปลไม่เสร็จด้วยซ้ำ (แต่น้องฝึกงานพอดี ไม่รู้มันจะว่างมั้ย)

เราคุยกับลุงว่าเราไม่ค่อยไปเที่ยวเท่าไหร่ คือไม่ใช่ว่างกหรืออะไร แต่เราเป็น Introvert ชอบอยู่บ้าน อ่านหนังสือ แถมเราเลี้ยงแมวอีก ไม่สามารถทิ้งบ้านไปนานๆได้ พอรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าอยู่แต่กับตัวเองมากเกินไป

พอดีอาทิตย์ที่แล้วเป็นวันครบรอบวันเกิดเรา ก็เลยไปทานร้านอาหารที่ชอบคนเดียว

ไม่มีเพื่อนคบเหรอ? ก็มีนะ แต่ก็ขี้กลัว กลัวว่าชวนแล้วเพื่อนจะไม่ว่าง

แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญหรอก เนื่องจากมันเป็นวันเกิดของเรา สิ่งที่เราอยากทำที่สุดคือการได้กินอาหารอร่อยๆ อยากจะโฟกัสกับอาหารเลยไม่ได้ชวนเพื่อนน่ะ (เพื่อนเราเข้าใจนะ เราก็นิสัยแบบนี้แหละ ปกติ)

เดินเข้าไปในร้าน โชคดีมากที่คนเอาเมนูมาให้คือพี่เจ้าของร้าน จริงๆร้านใกล้จะปิดแล้วล่ะ(ปิดแบบหยุดพักอ่ะ ไม่ใช่วันนี้ปิดร้านกี่โมง) ด้วยเหตุผลส่วนตัวของพี่เจ้าของร้าน แต่เรารักร้านนี้มากเลย

เราก็เลยดูเมนูนิดหน่อย แต่ก็คิดไม่ออกว่าจะสั่งอะไรดี เลยถามเจ้าของร้าน(ก็พี่เค้านี่แหละที่เป็นเชฟ)

“ในเมนูนี้พี่ทำอะไรอร่อยที่สุดคะ นอกเมนูก็ได้ แต่ยกเว้นกุ้ง เพราะเราแพ้กุ้งค่ะ”

พี่เชฟลังเล “มีคนชอบหลายอย่างนะ แต่ส่วนมากที่ทำแล้วมีคนชมก็คืออาหารพื้นเมืองอังกฤษ สามีพี่ชอบทาน”

“วันนี้วันเกิดเราค่ะ อยากทานอะไรอร่อยๆ” เป็นคำพูดที่ดูอวดดีหรือว่ามั่นใจในตัวเองสูงเกินไปรึเปล่านะ เราไม่ได้กวนตีนนะ แต่นี่เป็นความตั้งใจของเราจริงๆที่เลือกจะมาฉลองวันเกิดตัวเองที่นี่

“เอาขาแกะมั้ยล่ะ”

“อันนั้นแหละค่ะ”

ง่ายๆแบบนั้นเลย

แล้วเมื่อขาแกะมาเสิร์ฟก็ไม่ผิดหวัง เนื้อแกะนุ่ม ไม่เหนียว แต่ยังคงรสสัมผัสที่ดีเยี่ยม บราวน์ซอสเคี่ยวเอง หอมเข้มข้น มีรสชาติแฝงจากต้นหอมญี่ปุ่น ทานคู่กับแครอทและมันฝรั่งอบ เป็นมื้ออาหารที่ประทับใจจริงๆ พี่เชฟยังแถม Appetizer เป็นเห็ดทอดให้ด้วย

แต่ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคือ เนื่องจากวันนี้ลูกค้าไม่เยอะ เลยได้มีโอกาสนั่งคุยกับพี่เชฟ เราไปถึงร้านประมาณห้าโมงเย็น

และกลับออกมาตอน ห้าทุ่มครึ่ง!!

เป็นการสนทนาที่สนุก และอาหารก็อร่อย กล้าพูดได้เลยว่าเป็น Quality Time จริงๆ

ก่อนกลับพี่เชฟกอดเราทีนึง แล้วบอกว่า “สุขสันต์วันเกิด”

เชื่อมั้ยว่านี่เป็นวันเกิดที่เรารู้สึกดีมากๆ (ปกติเรามักจะซวยในวันเกิดตัวเอง เช่นต้องทำโอทีดึกๆ หรือต้องมีเรื่องไม่สบายใจน่ะ)

รู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องที่สุดที่เลือกมาทานร้านนี้ในวันเกิด เราเติมเต็มแล้ว ไม่ใช่แค่อาหารที่ทำให้อิ่มท้อง แต่เป็นความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจด้วย

ถ้านี่เป็นเช็คลิสต์ เราคงติ๊กถูกที่ข้อ “ออกไปพบเจอผู้คน”

หลังจากนั้นพี่เค้าแอด facebook มา และคอมเม้นท์ใต้โพสที่เราเขียนถึงประสบการณ์ไปทานอาหารที่ร้านของเค้า

คือเรารีวิวร้านพี่เค้าซ้ำอีกครั้ง มันคงแปลกๆที่มารีวิวร้านที่กำลังจะปิดในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า แต่เราอยากจะบอกเล่าประสบการณ์ที่เราประทับใจในการทานอาหารมื้อนี้จริงๆ

เราเขียนยาวมาก พี่เชฟเค้าก็คอมเม้นท์ยาว แต่คำพูดที่เราประทับใจก็คือ “ถ้ามีโอกาสที่พี่กลับมาบ้านที่นี่อีก เราคงจะได้พบกันอีกในฐานะเพื่อนค่ะ มากินข้าวที่บ้านพี่ด้วยกันคงจะดีค่ะ”

มองตาพี่เชฟคนนี้ก็รู้ว่าเค้าไม่ธรรมดา เค้าเป็นคนที่รักในการทำอาหารอย่างสุดหัวใจ

หนึ่งในบทสนทนาที่คุยกันคือเราแพ้กุ้ง ไม่น่าจะแพ้ทีกุ้ง แต่แพ้ที่ฟอร์มาลินที่ถูกเจือปนลงไปมากกว่ เพราตอนเด็กๆกินแล้วไม่แพ้

พี่เชฟบอกว่าเค้าใช้กุ้งเป็น แววตาเค้ามั่นใจมาก เราเลยบอกว่าเราจะมาลอง “กุ้งถัง” ของพี่เค้าในวันรุ่งขึ้น

เราเชื่อใจพี่เค้านะ มันคือการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน “ถ้ากุ้งตาย คือเราตาย ถ้ากุ้งไม่ตาย(มาก่อนปรุง)คือเรารอด”

วันรุ่งขึ้นเรามาร้านพี่เค้าอีกครั้งตอนมื้อกลางวัน สั่งกุ้งถังตามแผน

เชื่อมั้ยว่านาทีที่แกะกุ้งแล้วเอาเข้าปาก คือมันอร่อยมากกกกกก อร่อยจนเหมือนเห็นแสงระยิบระยับจริงๆ เนื้อกุ้งแน่น นุ่ม เก้ง สุกกำลังดีคลุกเคล้ากับซอสสูตรพิเศษของพี่เชฟ ทานคู่กับข้าวโพดหวาน บีบมะนาวนิดหนึ่ง อร่อยมากๆ นี่พิมพ์ไปก็นึกอยากกินอีก

เราไมได้กินกุ้งมาห้าปีแล้ว เพราะหมอบอกว่าห้ามกิน ถ้าไม่อยากตายอย่ากิน ไปกินอย่างอื่นแทน และตอนเด็กๆเราชอบกินกุ้งมาก ตอนเพื่อนมาร้านนี้แล้วสั่งกุ้งถัง เราได้แต่นั่งกินข้าวโพด มอง และจินตนาการว่าไอ้ที่เคี้ยวนี่คือกุ้ง

จากการท้าทายอำนาจกุ้งในครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้แพ้กุ้ง แต่เราแพ้ฟอร์มาลิน

และอย่านึกว่าไปซื้อมาจากเรือแล้วจะรอด ใส่มาตั้งแต่บนเรือนั่นแหละ เคยเกือบตายมาแล้ว

ขอบคุณจรรยาบรรณของพี่เชฟ ที่ไม่ยอมใช้กุ้งตายถึงแม้จะต้องแบกรับต้นทุนที่แพงกว่า พี่เค้ามอบโอกาสให้ ทำให้เราได้สัมผัสความอร่อยของกุ้งอีกครั้ง มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆนะ แต่เราดีใจมากจริงๆ

คิดว่าได้แนวทางการใช้ชีวิตมาจากคำสอนในเอกสารของคุณลุงนี่แหละ

อ่านหนังสือ ออกไปพบเจอผู้คน ออกเดินทาง

ลุงรู้ว่าเราชอบประเทศเยอรมัน และเราอยากไปมาก

พอเราบอกว่าเราไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน ลุงก็ตอบว่า “ไปเยอรมันสิ ชั้นว่าเธอน่าจะชอบ” (ลุงเคยไปทำงานที่เยอรมัน)

เราโชคดีมากจริงๆที่ได้ทำงานกับหัวหน้าคนนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่ลุงยังสอนเราเรื่องการใช้ชีวิต

ตอนนี้ก็เลยเหมือนจะมองๆความฝันไว้ที่การออกเดินทางไปประเทศเยอรมัน ประเทศที่เราเคยฝันตั้งแต่เด็กๆ

จริงๆมันไม่ยากขนาดนั้นหรอก เงินก็มีพอซื้อตั๋วเครื่องบิน น่าจะมีพอใช้กินเที่ยวอยู่

แต่เราไม่อยากไปสั้นๆ เราอยากไปให้นานพอที่สมกับที่เรารอมาเนิ่นนาน

[ภาษาญี่ปุ่น]โรค…ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร รวมคำศัพท์เกี่ยวกับนานาสารพัดโรคที่ล่ามติดสตันท์

หลังจากเคยเขียนรวมคำศัพท์เกี่ยวกับการลาไปเมื่อหลายปีมากๆ วันนี้ฤกษ์งามยามดีมีฝุ่นเต็มบ้านเต็มเมือง เลยได้โอกาสมารวมคำศัพท์ เหตุผลประกอบการลาที่เคยเจอมา
เคยเป็นกันมั้ยคะ
พนักงานลาไปหาหมอ ป่วยเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (กระเพาะปัสสาวะนี่อะไรนะ จะแปลไปว่าไอ้ที่เอาไว้ฉี่ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ลุงยิ่งเป็นคนทะลึ่งๆอยู่)
แม่ยายพนักงานเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ต้องผ่าตัด (เอ้า…ถุงน้ำดีนี้อะไร ไม่ใช่ อี้มิซุแน่ๆ)
ลูกชายผู้จัดการป่วย ติดเชื้อแบคทีเรียมัยโคพลาสม่าลงปอด (ห๊ะ? แน่ใจนะว่าพี่กำลังพูดภาษาไทย)
ผู้ช่วยผู้จัดการไปตรวจมา เพราะมีอาการเหมือนจะเป็นโรคเงาตะกอนวุ้นตาและฟ้าแลบ (ห๊ะ?? ฟ้าแลบไปอีกกกก)
ลางานไปเฝ้าแฟนมาครับ แฟนป่วยเป็นโรคชิคุนกุนยา (ห๊ะ??? อะไรกันล่ะเนี่ย)
นี่คือสถานการณ์จริงที่เราต้องเผชิญและเคยติดสตันท์มาแล้ว
อย่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก มาค่ะ เขียนเอาไว้ วันหลังจะได้เสิร์ชง่ายๆ เพราะมันหายากเหลือเกิน
เวลาจะต้องใช้ที ได้แต่ยิ้มไฝแห้ง แล้วบอกลุงไปว่า เดี๋ยวขึ้นออฟฟิศไปจะบอกนะคะ ซึ่งมันไม่คูลเอาซะเลย

ด้วยความที่ลุงหัวหน้าเราเป็นคนสนใจเรื่องสุขภาพมาก ถามเรื่องสุขภาพทุกคนทุกวัน
ถามว่าเราวัดความดันรึเปล่า ความดันเท่าไหร่ เครื่องวัดความดันในไทยแพงมั้ย
ล่ามก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ แล้วตอบไปว่า “อายุเท่านี้ยังไม่ได้สนใจเรื่องวัดความดันเลยค่า”
ลุงก็ “เออเนอะ ยังอายุไม่เท่าผมนี่นา” 5555 ซิทคอมเบาๆ
เวลามีใครป่วยเป็นอะไรทีลุงก็จะสนใจใคร่รู้มาก แล้วพอเป็นล่ามที่แปลอะไรแบบนี้ไมได้ มันโคตรจะเฟล

จริงๆไม่ค่อยกล้าเขียนบทความแนวนี้เท่าไหร่ เพราะเราทำงานสายโรงงาน จะได้แปลแต่เรื่องเครื่องจักร ไม่ค่อยเก่งเรื่องสายโรงพยาบาลหรือสุขภาพเท่าไหร่ กลัวว่าแปลไปแล้วจะผิด แต่ถ้ามัวแต่กลัว ก็ไม่ได้เขียนสักที ก็ไม่รู้ว่าจะกลัวทำไม เขียนๆไปเถอะ ผิดก็ค่อยแก้แล้วกัน (เราเปิดคอมเม้นท์แล้วนะ จะพยายามขยันเข้ามาลบสแปม- -มันไม่โชว์หรอก แต่ไม่ชอบเวลาเห็นสแปมเยอะๆ หงุดหงิด)
นอกจากเรื่องสุขภาพแล้วยังมีเคสลิงเข้าโรงงาน จัดการด้วยการยิงปืนยาสลบ
เอ่อ… ปืนยาสลบนี่มันอิหยังวะ??
ลุงก็บอกให้ว่า 麻酔銃 ますいじゅう
麻酔 ますい ยาสลบ
吸入 きゅうにゅう สูดดม รมยาสลบ (เจอในบทสนทนา ไปผ่าตัดแล้วต้องดมยาสลบ)
ศัพท์หมวดนี้ค่อนข้างใกล้ตัวเรามาก เจอบ่อย ความถี่ประมาณอาทิตย์ละครั้งเลย ก็เลยอยากเตรียมตัวดีๆให้สามารถแปลได้ แต่มันมาเป็นข้อสอบอันซีน โผล่มาแบบไม่คาดคิดตลอดเลย ก็เลยติดสตันท์บ่อยๆ
ขอรวมไว้แบบรัวปืนกลแล้วกัน อาจจะไมได้จัดระเบียบเป็นหมวดหมู่เท่าไหร่ ไม่ทำเป็นตารางคำศัพท์ด้วยเพราะมันเสิร์ชไม่เจอ เขียนเป็นคำๆแบบนี้แหละ ง่ายต่อการเสิร์ชที่สุดแล้ว

炎症 えんしょう อักเสบ
幹線 かんせん ติดเชื้อ
点滴 てんてき ให้น้ำเกลือ
透析 とうせき ฟอกเลือก ฟอกไต
デング熱 でんぐねつ ไข้เลือดออก
チクングニア熱 ちくんぐにあねつ โรคชิคุนกุนยา
飛蚊症  ひぶんしょう เงาตะกอนน้ำวุ้นตา (เกินจากวุ้นในลูกตาเสื่อม) eye floaters
http://www.nichigan.or.jp/public/disease/hoka_hibun.jsp
網膜剥離 もうまくはくり จอประสาทตาลอก
白内障 はくないしょう ต้อกระจก
青内障 あおそこひ ต้อหิน
結膜炎 けつまくえん ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ
視野 しや สายตา การมองเห็น
近視 きんし สายตาสั้น
遠視 えんし  สายตายาว
乱視 らんし สายตาเอียง
斜視 しゃし ตาเข ตาเหล่
老眼 ろうがん สายตายาว (แก่แล้วเลยสายตายาว)
外眼筋 がいがんきん กล้ามเนื้อนอกลูกตา
結膜炎 けつまくえん ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ
耳鳴り みみなり หูอื้อ
メニエール น้ำในหูไม่เท่ากัน
筋肉 きんにく กล้ามเนื้อ
神経 しんけい เส้นประสาท
結石 けっせき ก้อนนิ่ว
尿路結石 にょうろけっせき นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
胆のうけっせき たんのうけっせき นิ่วในถุงน้ำดี
胆のう たんのう ถุงน้ำดี
急性胃炎 きゅうせいいえん กระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน
充血 じゅうけつ เลือดคั่ง
ポリープ เนื้องอก polyp
子宮腫瘍 しきゅうしゅよう เนื้องอกในมดลูก
子宮 しきゅう มดลูก
卵巣 らんそう รังไข่
いぼ หูด ติ่งเนื้อ
心臓 しんぞう หัวใจ
腎臓 じんぞう ไต
肝臓 かんぞう ตับ
肺 はい ปอด
**盲腸炎 もうちょうえん ไส้ติ่งอักเสบ
ヘルニア หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
糖尿病 とうにょうびょう เบาหวาน
消化性潰瘍 しょうかせいかいよう เป็นแผลในกระเพาะอาหาร
胃酸逆流 いさんぎゃくりゅう กรดไหลย้อน
胸焼け むねやけ จุกเสียด
ぴりぴり痛い ぴりぴりいたい ปวดแสบปวดร้อน
締め付け痛い しめつけいたい ปวดบิด
水部補充材 すいぶんひじゅうざい เกลือแร่
はれる บวม
捻挫 ねんざ ข้อเท้าแพลง ข้อเท้าพลิก
脳梗塞 のうこうそく เส้นเลือดในสมองตีบ
血圧 けつあつ ความดันโลหิต
低血圧 ていけつあつ ความดันโลหิตต่ำ
高血圧 こうけつあつ ความดันโลหิตสูง
化学療法 かがくりょうほう การทำคีโม การรักษาด้วยวิธี chemotherapy
抗がん剤 こうがんざい ยาต้านมะเร็ง
扁桃腺 へんとうせん ต่อมทอนซิล
へんとう炎 へんとうえん ทอนซิลอักเสบ
親知らず  おやしらず โรคไอ้ลูกเลวไม่รู้จักพ่อแม่!!!!!! บ้าเหรอ มันแปลว่าฟันคุด ผ่ามพามมมมม!
くらげに指された โดนแมงกระพรุน
肺炎 はいえん ปอดอักเสบ
マイコプラズマ感染症(かんせんしょう) マイコプラズマ肺炎(はいえん) ติดเชื้อแบคทีเรียมัยโคพลาสม่าลงปอด (มักพบในเด็ก ไอมีเสมหะแล้วเสมหะลงปอด จนติดเชื้อ)
痰 たん เสมหะ
頚動脈エコー けいどうみゃくえこー carotid duplex ultrasound ตรวจสมองจากหลอดเลือดใหญ่ที่คอด้วยคลื่นความถี่สูง
血便 けつべん ถ่ายเป็นเลือด
鎖骨が折れる さこつがおれる กระดูกไหปลาร้าหัก
うつ病 うつびょう โรคซึมเศร้า
躁うつ病 そううつびょう bipolar โรคอารมณ์สองขั้ว

卵巣 らんそう รังไข่

嚢胞 のうほう ซีสต์

ถ้ายังมีคนคิดว่าเป็นล่ามมันง่าย แค่แปลๆตามที่เค้าพูดก็ได้ตังค์แล้ว
เราก็จะตอบว่า สำหรับเรามันไม่เคยง่ายเลยค่ะ
นี่คือศัพท์ที่เราเจอใน “ชีวิตประจำวัน” ในช่วงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา
อาศัยว่าคำไหนเจอบ่อยหรือเคยเจอมาก่อน ถ้าจำได้ก็จะดีใจหน่อยๆ
แต่ก็ไม่ได้จะบอกว่าเป็นล่ามไม่ดีนะ คือเราว่าทุกอาชีพมันก็มีความยาก ต้องดิ้นรน ต้องฝ่าฟันกันทั้งนั้นแหละ
ทีเราทำได้ก็แค่พยายามเรียนรู้ จากสิ่งที่เคยผิดพลาด ทำให้ความไม่รู้ กลายเป็น รู้ ขึ้นมาให้ได้
แต่มันก็เหมือนการพยายามว่ายน้ำ ท่ามกลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่นั่นแหละ เราไม่มีทางรู้เลยว่าวันๆเราจะเจออะไรบ้าง