Power of words: พลังแห่งการใช้ถ้อยคำ

“จับสองผัวเมีย ลักลอบตัดไม้”

“สุดเวทนา! ศาลสั่งจำคุก สองตายายเก็บเห็ด”

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ที่มีรายการข่าวช่องหนึ่งทำข่าวโดยเลือกใช้คำที่ดึงดราม่า

ข้อความสองข้อความนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่การเลือกใช้คำ ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ฟังแตกต่างกัน

และอารมณ์ที่ว่านั้นได้ขยายผลไปเป็นวงกว้างในสังคมไทย

 

ข้อเท็จจริงคือ คนที่ถูกจับอายุ 48 และ 51 ปี

และไม่ได้ถูกจับข้อหาเก็บเห็ดในป่าสงวน แต่เป็นข้อหาบุกรุกป่าสงวน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเลือกใช้คำในข่าวเพื่อดึงดราม่า ทำให้เกิดการเปรียบเทียบในสังคมว่า “ทำไมลูกคนรวยขับรถชนคนตายแค่รอลงอาญา หรือคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น”

 

คนเรามักจะเชื่อสิ่งแรกที่เราได้ยินได้ฟังมาเสมอ

เราเคยแปลอีเว้นต์ที่ TOP Management สอนผู้บริหารคนไทยนำเสนอว่า “เวลาจะอธิบายอะไร ให้คิดว่าคุณอธิบายได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น อย่างเช่นถ้าถูกภรรยาจับได้ว่านอกใจ จะโกหกก็ได้ แต่ต้องเลือกเหตุผลใหเหตุผลหนึ่งเท่านั้น เช่น ขอโทษครับ เพราะผมเหงามากจริงๆจนทนไม่ไหว เลยเผลอนอกใจไป แต่ถ้าครั้งแรกคุณอธิบายไปว่า เพราะผมเหงา แต่พอพูดอีกครั้งคุณบอกว่า เพราะผู้หญิงคนนั้นน่ารักมากจนอดใจไม่ไหว ถ้าพูดไม่ตรงกัน ภรรยาคุณก็จะคิดว่าที่พูดมาทั้งหมดโกหกทั้งเพ”

เรากรี๊ด TOP Management คนญี่ปุ่นคนนี้มาก รู้สึกเป็นคนความคิดดีอ่ะ เจ๋งมาก เวลาแปลให้แล้วรู้สึกได้ความรู้ดีมาก

เค้าสอนเรื่องการใช้สีให้มีความหมาย ไม่ใช่ใช่สะเปะสะปะ ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ๆ พิถีพิถันในการเลือกใช้คำให้กระชับ สื่อสารได้ดี มีความหมาย ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคำไปเรื่อยๆแต่พูดเรื่องเดียวกันวกไปวนมา

ที่สำคัญ… เป็นคนที่ทำ presentation สวยมากกกกก

สวยขนาดที่ว่าพี่ GM คนไทยแผนกเราที่เก่งเรื่องการเขียนแผนภาพอธิบายให้เข้าใจง่ายๆบอกเราว่า “ภายใน 2 ปีผมจะทำ present ให้ได้แบบ TOP คนนี้” พี่แกละเอียดถึงขั้นที่ว่าจำว่า TOP คนนี้ใช้ภาษาญี่ปุ่นฟอนต์อะไร ภาษาอังกฤษใช้ฟอนต์อะไร

เราทำงานกับคนที่พิถีพิถันขนาดนี้ ก็เลยซึมซับมาบ้าง สไตล์ของพี่ GM คนนี้คือจะทำเอกสารภาษาอังกฤษ แล้วให้เราแปล Keyword เป็นภาษาญี่ปุ่นกำกับ เพื่อเวลาเค้าอธิบาย คนญี่ปุ่นที่เป็นคนฟังจะได้ดู Keyword ในเอกสารได้เลย

ตอนแรกเราก็แค่แปลๆไปไม่เข้าใจความหมายที่เค้าต้องการจะสื่อ แต่พอทำงานกับเค้าเรื่อยๆ พอเริ่มคุ้นเคยกับงาน เราก็เริ่ม “คิด” มากขึ้นเวลาจะเลือกคำที่เป็น Keyword มาแปล รวมถึงใส่ใจในการเลือกใช้คำภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย เริ่มใช้ Dictionary JP-JP

พอทำแบบนี้ซ้ำๆ จนครบปี พี่  GM ก็พูดกับเราว่า “ผมว่า(ชื่อเรา)ทำงานที่นี่ดีมากเลยนะ ได้เรียนเรื่องการเลือกใช้คำเหมือนกับที่ผู้บริหารเรียนเลย ดีมากๆเลยนะ”

เราก็ตอบไปว่า “จริงค่ะพี่ จริงมากๆเลย เทียบกับปีที่แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเลยค่ะ คิดว่าดีขึ้นเยอะเลยค่ะ”

ช่วงนี้ที่บริษัทเข้าสู่ช่วงสอบจอหงวนอีกแล้ว เวลาหนึ่งปีนี่ผ่านไปเร็วจัง

(สอบจอหงวนเป็นชื่อเล่นที่เราเรียกการสอบเลื่อนตำแหน่งของคนที่จะเป็นผู้บริหาร ที่ต้องเข้ารับการ Coaching จากผู้บริหารคนญี่ปุ่นโดยตรง)

ปีนี้พี่ GM เราสอบเป็นท่านอ๋องในราชสำนัก ยากกว่าสอบจอหงวนหลายร้อยเท่า เห็นบ่นว่าเครียด นอนไม่หลับ คิดไม่ออกอยู่

เมื่อเช้าได้อีเมลล์จากพี่ GM เป็นงานสุดโหดคือให้แปล powerpoint จำนวน 30 หน้า จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ ขอภายในวันนี้

ถ้าเห็นแค่นี้ ก็อาจจะคิดว่า “จะบ้าเหรอ! ใครจะไปทำได้ ”

แต่เพราะเมลล์ที่พี่เค้าเขียนมาว่า “เอกสารนี้สำคัญสำหรับผมมาก ช่วยแปลให้หน่อยนะครับ ขอโทษครับที่ร้องขออย่างเร่งด่วน”

คือน่ารัก! ดีกว่าคนที่เมลล์มาสั่งแค่ “แปล” “แปลหน่อย” “แปลด่วน” เยอะเลย

เราเข้าใจสถานการณ์พี่ GM ด้วยแหละ ว่าทำไมถึงต้องขอให้แปลด่วน เข้าใจความจำเป็นของเค้า

เช้ามาตอนเดินไป Genba กับลุงก็รีบบอกลุงเลย “วันนี้มีเรื่องนึงอยากขอร้องค่ะ มีเอกสารด่วนต้องแปลให้พี่ GM 30 หน้า จาก JP>EN ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็น ช่วยอย่าเรียกนะคะ ขนาดทำโอทียังคิดว่าแปลไม่ทันเลยค่ะ (ยิ้มแหะๆ)”

ลุงก็เข้าใจด้วยดี

ก็เร่งแปลให้พี่ GM คนอื่นมากเรียกก็บอกว่า “ด่วนมั้ยคะ สำคัญมั้ยคะ พอดีทำงานให้พี่ GM อยู่ ถ้าทำอันนี้ไม่ทันจะบอกพี่ GM ว่าเพราะพี่นะคะ” ขู่แบบตลกๆแหละ ทุกคนก็ “อุ่ยย~” เพราะว่ากลัวพี่ GM กัน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆเราก็แปลให้นะ

แต่ถ้าเรื่องง่ายๆ คุยสั้นๆ ลุงก็พูดไทยเก่ง พี่ก็ช่วยเหลือตัวเองไปก่อนนะ 555+

ช่วงบ่ายจริงๆเรามีประชุมยาว แต่เราขอให้ไปหาล่ามคนอื่นแทนเรา 1 meeting เพราะไม่งั้นทำไม่ทันจริงๆ (พยายามจะเป็นล่ามที่มีมุมมองแบบ management อย่างน้อยก็ manage งานแปลตัวเอง จัดลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ถึก บึกบึนตะบี้ตะบันแปลแต่ user ไม่อ่านแบบเมื่อก่อน)

ก็มีแปลประชุมรายงาย KPI ไป 1.30 ชั่วโมง แล้วก็รีบมาปั่นงานแปลต่อ

19:20(เวลาเลิกโอที) เสร็จที่ 27/30 หน้า (มีภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ต้องแปลประมาณ 5 หน้า) นี่คือเร่งเครื่องเต็มสปีดแล้วจริงๆ ระหว่างทำก็ส่งหน้าแรกๆที่เป็น point ให้เค้าอ่านก่อน รายงาน progress เป็นระยะ

พอเลิกโอทีเราก็ต้องกลับรถรับส่ง เลยไปต่อรองกับพี่ GM ว่าเหลือ 3 หน้า ขอเป็นพรุ่งนี้นะคะ พี่เค้าก็โอเค

วันนี้รู้สึกเหมือนวิ่งมาสุดกำลัง งานมันยากนะ ยากจนคิดว่ายังไงตัวเองก็ทำไม่ได้ แต่พอทำได้เกือบเสร็จก็คิดว่า “เราว่าเราก็ perfect ในระดับนึงอ่ะ 5555+”  (ทำหน้าเหมือนโฟร์แป๊บ แต่ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังไม่เหมือน)

แต่จากเอกสารที่แปลมาในวันนี้ มันสอนให้เรารู้ว่าอย่าพอใจกับสภาพปัจจุบัน และให้ถ่อมตัวอยู่เสมอ รวมถึงเมลล์ของพี่ GM ด้วย ตำแหน่งพี่เค้าใหญ่โตขนาดนั้น แต่พี่เค้าก็ร้องขอให้เราแปลแบบสุภาพมากๆ

คือเราเครียดกับความยากของงานแน่ๆ เปิดไฟล์มาเห็นเนื้อหากับจำนวนหน้าในใจนี่ร้องโวยวาย

“ムリだ!”

แต่เพราะข้อความในอีเมลล์ของพี่ GM ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ มีค่ามากกว่าแค่เครื่องจักรแปลภาษา รู้สึกเห็นคุณค่าในงานของตัวเองเพิ่มมากขึ้น พอคิดแบบนี้แล้วก็อยากทำงานขึ้นมาเลย

 

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เราจริงจังกับความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน

ก็เลยมีงานอดิเรกคือการสะสมคำพูดเท่ๆ เอาไว้เป็นวัตถุดิบในการเขียนของตัวเอง (ก็เอาแนวคิดมาจากหนังสือ ขโมยให้ได้อย่างศิลปินนั่นแหละ) รวมถึงเรามาใช้ Motivate ตัวเองด้วย

เอกสารที่เราแปลวันนี้มีอะไรคุ้มค่าน่าขโมยเยอะแยะเลย

แล้วเราก็อยากเป็นโรบินฮู้ดด้วย เลยขโมยมาแบ่งปัน (ไม่เป็นไรหรอก มันเรื่องทั่วๆไป ไม่ใช่ confidential)

แปลกากๆโดยเราเอง ทั้งอังกฤษและไทย ถ้ามีใครแปลได้เจ๋งๆช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วยก็จักขอบคุณยิ่ง

 

– 「問題」こそ現場力のガソリン

เราแปลไปว่า Problem is the fuel to drive your shop floor ability

แล้วก็เก็บมาประยุกต์ใช้ บอกตัวเองว่า”ปัญหาคือเชื้อเพลิงที่ช่วยขับเคลื่อนให้เรามีความสามารถมากขึ้น”

 

– 自分に役に立つと認識しなければ、人から教えられても能力の発揮はできない

If you think you are useless, you can’t show your ability even other tells you are worth

ถ้าไม่ตระหนักว่าตัวเองมีประโยชน์ ต่อให้คนอื่นจะช่วยบอกให้แค่ไหนก็แสดงความสามารถออกมาไม่ได้

 

– STRETCH : Self Training and Education Toward Challenge (อันนี้เสิร์ชเจอจาก HRD ของเว็บโตโยต้าญี่ปุ่น) STRETCH ไม่ครบทุกตัวหรอก แต่เราว่ามันเท่ๆ คูลๆดี

 

– การคิดหาข้อแก้ตัวเป็นเรื่องเสียเวลา

– Skill คือการฝึกฝน ทำซ้ำๆ ทำซ้ำๆ จนร่างกายจดจำได้

– ให้คิดว่าสภาพปัจจุบันคือสิ่งที่แย่ที่สุด แล้วหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

– ไม่ต้องคิดหาเหตุผลว่าทำไมถึงทำไม่ได้ แต่ให้คิดว่า ต้องทำยังไงถึงจะทำได้

 

อะไรแบบนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เราชอบเป็นล่าม

การได้เจอคนเจ๋งๆที่น่าเรียนรู้ เจอข้อความหรือแนวคิดเด็ดๆที่เอามาเป็นวัตถุดิบในการเขียนของเราได้

เราชอบงานของตัวเองตอนนี้นะ รู้สึกแฮปปี้ มีความสุขที่ได้ทำ ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่ายุ่งและเหนื่อยมากๆก็ตาม

ถึงเหนื่อยแต่ก็สนุกดีนะ

อดทนเวลาที่ฝนพรำ… อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง

 

เห็นเราชอบเขียนอะไรสไตล์ให้กำลังใจแบบนี้ (จริงๆแล้วแค่พยายามให้กำลังใจตัวเอง) แต่มันก็ต้องมีบ้างแหละ วันที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่วันของเราเอาซะเลย

เชื่อว่าคนเป็นล่ามหลายๆคนก็คงเคยเจอ ทั้งวันที่ทำได้ดีมากๆจนภูมิใจในตัวเอง กับวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นไปอย่างใจ ถึงจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร

มันเกิดขึ้นง่ายมากเลยนะ ความรู้สึกที่ว่าอยากจะเดินหนีไป ไม่อยากเป็นล่ามแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว

เมื่อก่อนเราก็เป็น เป็นหนักมาก

มีบางวันนอนมองเพดาน มองหลอดไฟ แล้วก็คิดว่า “ที่ทำอยู่นี่ได้อะไรนอกจากเงิน?”

ความรู้สึกเป็นลบมันเกิดขึ้นได้ง่าย สิ่งที่ยากคือการพยายามใส่พลังบวกเข้าไปเอาชนะความรู้สึกแย่ๆต่างหากล่ะ

เราใช้ความพยายามอย่างมาก ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเอง “ไปต่อ” ได้

แรกๆเราก็ยึดเอาคำพูดพี่ล่ามไอดอลที่บอกว่า “ล่ามอย่างเราเลือก user ไม่ได้” พอคิดตามนี้ได้มันก็ปลงอ่ะ

เวลาเห็นคนอื่นบ่น ด้วยความหวังดีอยากจะให้กำลังใจเค้า ดันเจอบุคคลที่สามมาด่าว่า “ใครจะโลกสวยคิดว่าล่ามเลือก user ไม่ได้ก็ช่าง แต่สำหรับตัวเค้า เค้าจะเลือก เค้าไปทำงาน ไม่ได้ไปตอแหล” (เอ๊าาา ด่ากุเปล่าว้าาา คือเราไม่รู้จักกันอ่ะ ด่าทำไมอ่ะ งงนะ)

เลยรู้สึกว่าความรู้สึกแย่ๆ ความรู้สึกเป็นลบ พูดให้ชัดๆคือขยะอารมณ์มันมีอยู่รอบๆตัวเราเสมอ อยู่ที่เราว่าจะหยิบเอามาใส่ใจ หรือจะมองข้ามผ่านมันไป

ปกติคนดีเห็นขยะตกพื้นก็ต้องเก็บไปทิ้งลงถังใช่มั้ย?

แต่คำพูดแย่ๆ ไม่ต้องถึงกับจัดการเก็บกวาดเอาไปทิ้งก็ได้ มันแค่ลมปากอ่ะ ถ้าพูดออกมาแล้วไม่มีใครไปใส่ใจให้ราคา มันก็ไม่ต่างอะไรจากตด เหม็นเฉยๆแล้วก็หายไป อาจจะขมคอหน่อยตอนได้กลิ่น แต่มันก็ไม่ได้ทำลายชีวิตใครขนาดนั้นถ้าคนได้กลิ่นรีบเดินหนีไปหาอากาศบริสุทธิ์ แต่ถ้าเอาแต่พูดว่า “เหม็นๆๆๆ เชี่ยใครตดวะ เหม็นควายตาย กินอะไรเข้าไปถึงได้ตดอุบาทว์แบบนี้ ไอ้!@#$%^&*(” มีแต่คำพูดลบๆ ยิ่งพูดยิ่งเหม็น ทั้งๆที่กลิ่นตดที่แท้จริงอาจจะจางหายไปแล้วก็ได้ แต่เพราะพูดว่าเหม็น เลยยังรู้สึกเหม็นติดปลายจมูกอยู่

เคยทำงานกับพี่ล่ามผู้ชายคนหนึ่ง เป็นคนตลกมาก ไปคาราโอเกะแล้วสามารถแปลเพลงญี่ปุ่นออกมาเป็นภาษาไทยได้โคตรฮา แถมแร็พสดได้อีก เป็นคนที่มีมุมมองบวกดีนะ คือต้องประมาณนี้เลยถึงจะเป็นล่ามต่อไปได้ยาวๆแบบไม่ทรมานน่ะ

พี่เค้าเคยสอนเราไว้ว่าเวลามีปัญหาจบไม่ลง พี่แกก็จะตัดบทว่า “ผิดที่ล่ามครับ ผมแปลผิดเองครับ” แกก็เล่าให้ฟังขำๆว่าโทษล่ามได้เลยเพราะมันง่ายดี

เราว่าคิดแบบนี้ก็ดีนะ เป็นล่ามควรจะผิดให้เป็น (ไม่ได้บอกให้แปลมั่วนะ)

ขนาดเครื่องจักร set condition ทุกอย่าง เผื่อ safety margin ก็แล้ว ทำ daily check ก็แล้ว ยังเกิด error ได้เลย นับประสาอะไรกับคน

พอคิดแบบนี้แล้วก็ปลงขึ้นเยอะนะ

เมื่อก่อนเวลาเครียดเราจะบ่นๆๆ คิดได้แต่แง่ลบตลอด (เหม็นตดอ่ะ!) แต่เดี๋ยวนี้เราพยายามเอามุมมองของ management มาใช้ ว่ามีปัญหาแล้วจะต้องแก้ไขอย่างไร (ดมยาดมแทนมั้ย? หรือคิดซะว่า แค่ลมตด เดี๋ยวมันก็จางหายไป)

เช่น พรุ่งนี้ เรามีตารางประชุมตั้งแต่ 10:00-11:45 – พักกินข้าว – แล้วแปล 2 ประชุมติดกันตั้งแต่บ่ายโมงรันยาวถึงสี่โมงเย็นแบบนอนสต็อปสามช่าเลยทีเดียว (บางคนอาจจะคิดว่าแค่ 3 ประชุมเอง ชิวๆ แต่เราเคยแปลยาวๆแบบนี้แล้ว ไม่ชิวเลย เหนื่อยมาก แล้วแต่ละประชุมคือเป็นคนละเรื่อง ต้องสลับโหมดไปมา รู้สึกสมองแทบเอ๋อเหรอ รอดมาได้ก็บุญแล้ว)

เมื่อก่อนเราคงถึกทนกล้ำกลืนแปลไป แล้วพอทำออกมาได้ไม่ดีก็กลับมานอนร้องไห้ที่บ้าน ถามตัวเองว่าทำไมต้องอดทนขนาดนั้น

แต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่อ่ะ เรามองว่าปัญหาจะเกิด เราจะป้องกันยังไงดี ถ้าเอาประชุมตรงกลางตอน 13:00-14:00 ออกไปได้ เราจะไม่ต้องแปลติดต่อกันนานเกินไป (เรารู้ความสามารถตัวเอง ถ้าแปลติดกันนานๆเราจะโฟกัสได้ยากขึ้น คุณภาพในการแปลก็แย่ลงตาม)

ก็เลยปรึกษากับคนเซ็ตประชุม คนจัดตารางผู้บริหาร พี่เมเนเจอร์แผนกเรา advisor คนญี่ปุ่นหัวหน้าเรา ว่าจะทำยังไงดี ถ้าเลื่อนประชุมนี้ไปบ่ายวันศุกร์ (ที่ตารางผู้บริหารว่าง) ได้ก็จะขอบคุณมาก แต่พี่เมเนเจอร์ก็ไม่อยากเลื่อน กลัวเลื่อนประชุมแล้วจะกลายเป็นไม่ได้จัด สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้ด้วยการขอให้พี่ล่ามอีกคนมาแปลแทนเราในประชุมอันตรงกลาง ให้เราได้มีเวลาพักหายใจหายคอหน่อย ไม่ต้องพูดตลอด

มองว่ามันเหมือนการจัดการกำลังคน ถ้างานเยอะ ก็ต้องใส่คนเข้าไปเพิ่ม ถ้าไลน์ไหนคนน้อย ก็บาลานซ์คนไปช่วยไลน์ที่งานยุ่งแทน

ต้องขอบคุณลุง GM สุดโหดจากที่ทำงานเก่า ที่ย้ายเราไปทำงานที่ได้คลุกคลีกับ Genba มากขึ้น คอยด่าเราบ่อยๆ จนจิตใจเราเข้มแข็งและเอามุมมองในตอนนั้น (การ balance manpower, job allocation) มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหา ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหน้างานโดยตรง แต่วิธีคิดหลายอย่าง มันเอามาปรับใช้ได้

เดี๋ยวนี้เราอ่านหนังสือพวกการจัดการอุตสาหกรรมด้วยนะ ปกติเมื่อก่อนเห็นหนังสือแนวนี้นี่ไม่อ่านเลย อ่านแต่นิยาย

 

“เค้าจ้างมาทำงานให้มาแก้ปัญหา ไม่ใช่มาเพิ่มปัญหา”—- เคยมีคนบอกเอาไว้ เออ ก็ถูกของเค้านะ

การทำงานคือการแก้ปัญหาจริงๆ มันอาจจะมีมีบางวันที่ปัญหารุมเร้า อาจจะเป็นวันที่ฝนตกสำหรับเรา

แต่เชื่อสิ ฝนน่ะไม่ได้ตกทุกวันหรอก ฝนตก… ถ้าไม่อยากเปียกก็กางร่มเอา ร่มใหญ่หน่อยก็กันลมกันฝนได้ดีขึ้น ร่มเล็กก็เปียกเยอะหน่อย

พอสตรองขึ้น(ร่มใหญ่ขึ้น) มันก็จะเผชิญหน้ากับปัญหาได้ดีขึ้นไปเอง ประสบการณ์ก็เลยสำคัญไง ต้องควบคู่ไปกับความรู้

 

ประโยคให้กำลังใจตัวเองจากเพลงโปรด ชอบฟังเวลาเหนื่อยๆ หรือท้อแท้ ฟังแล้วฮึกเหิม อยากนุ่งโจงกระเบนแดงออกรบเลย

What doesn’t kill you make you stronger!

Stronger (What doesn’t kill you) – Kelly Clarkson

5 ไอดอลคนเก่ง รวมเพจเจ๋งๆที่ล่ามญี่ปุ่นไม่ควรพลาด

เคยอ่านเจอมาว่า “เพื่อนที่คุณคบ หนังสือที่คุณอ่าน เพลงที่คุณฟัง หนังที่คุณดู จะสะท้อนความเป็นตัวคุณ”
ช่วงนี้เลยพยายาม record ว่าตัวเองอ่านหนังสืออะไรไปบ้าง เผื่อว่าชอบจะได้กลับไปค้นหาได้ง่ายๆ

แต่ปัจจุบันเป็นยุคอินเตอร์เน็ตที่การสืบค้นทุกอย่างสะดวกง่ายดายแค่เพียงปลายนิ้ว

เพียงแค่ยืนรอรถรับส่งตอนเช้าก็เป็นโอกาสดีๆที่จะเติมอาหารให้สมองสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่แล้ว

เราชอบหนังสือเรื่อง “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” เอามากๆ โดนใจแทบทุกถ้อยคำในนั้น เราจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้บ่อยมาก เพราะเราชอบมากจริงๆ พูดถึงบ่อยมากจนคนรอบตัวรำคาญหมดแล้วมั้ง 555+

หนึ่งในถ้อยคำที่เราประทับใจคือ “ศึกษาที่มาของความคิด”

ในยุค Big Data มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะใส่ทุกอย่างลงไปในหัวของเราซึ่งมีเมมโมรี่จำกัด

หนังสือแนะนำให้เราหาต้นแบบที่เราชื่นชอบ และศึกษาเกี่ยวกับต้นแบบดังกล่าว
จากนั้นศึกษาให้ลึกขึ้นว่าต้นแบบของเราชื่นชมใครอีกสามคน ศึกษาไปถึงสามคนนั้นด้วย

เราประทับใจมาก รวมถึงประทับใจภาพประกอบในหนังสือด้วย จนตั้ง target ของตัวเองเอาไว้เลยว่า จะเขียนหนังสือที่ตัวเองอยากอ่าน และต้องเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบด้วย

มันคือการมองหาไอดอลที่เราชื่นชม คนที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นพลังในด้านบวกที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง เราเลยเลือกไอดอลที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นที่เราชื่นชอบ และอยากแนะนำให้เพื่อนเราได้รู้จักด้วย เพราะเรามองคนเข้ามาอ่านบล็อกเราทุกคนเป็นเพื่อน ที่เราอยากจะแชร์สิ่งที่เราคิดว่าดี

 

บทความดีๆ ยิ่งกว่าความรู้ด้าน Marketing คือมุมมองเจ๋งๆในการทำงาน

คุณเกตุวดีเป็นนักเขียนที่เราประทับใจมาก คือถ้าจะเขียน ก็อยากพัฒนาตัวเองให้ไปถึงระดับนี้ให้ได้

แนะนำให้อ่านคอลัมน์ใหม่ของคุณเกตุวดี Makoto Marketing โดนใจเราสุดๆ เขียนสนุก มีสาระและชวนประทับใจ

บทความที่เราชอบที่สุด บทเรียนธุรกิจสดจากเตาร้านขนมปังญี่ปุ่น
คุณเกตุวดีบอกว่าตอนเขียนอินมาก เราเชื่อสุดหัวใจเลย คือพออ่านจบ เราอยากลาออกจากงานไปหัดทำขนมปังที่ร้านที่สามเลย แม่เรารีบเหยียบเบรคดังเอี๊ยดเลย 555+

เราชอบทำขนมปังอยู่แล้วเลยคลั่งไคล้มากเป็นพิเศษ เริ่มมาจริงจังกับการทำขนมปังก็ตอนไปบ้านเพื่อนคนญี่ปุ่นแล้วได้กินขนมปังอบใหม่ๆ กรอบนอก นุ่มใน มีความเหนียว มี texture ที่แตกต่างจากขนมปังที่วางขายทั่วไปในไทยเลย ชอบมากจนอยากทำให้ได้แบบนั้น

แต่ทุกวันนี้ก็ยังกาก ชอบทำขนมปังมั่วๆแบบไม่มีสูตร 555+ จะไปลงเรียน เลอ กอร์ดองเบลอ คอร์สเป็นแสนแม่ก็ด่าว่าแกจะบ้าเหรอ บ้านเราไม่มีเงินขนาดนั้น T^T

 

สุดยอดล่ามควบพิธีกรสายบันเทิงเกี่ยวกับญี่ปุ่นของเมืองไทย สวย เก่ง ครบ จบในคนเดียว ถ้าพูดถึงงานแนวนี้ต้องนึกถึงชื่อ บก. เรโกะขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ผลงานล่าสุดคือการเป็นพิธีกรงานเดบิวต์วง BNK48

“ตอนที่ได้รับการติดต่อจากทีมงานให้มารับหน้าที่นี้ บอกตรงๆเรามีความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง และค่อนข้างกดดัน เพราะช่วงนั้นมีข่าวดราม่าเกี่ยวกับงานอีเว้นต์ พิธีกรและศิลปินต่างประเทศ เราเองก็ไม่ใช่คนที่รับงานพิธีกรงานอีเว้นต์บ่อยมาก ผลงานเบื้องหน้าส่วนใหญ่ที่ผ่านมา เป็นพิธีกรรายการทีวีที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น (เคยทำมา 4 รายการ) ซึ่งมันเป็นการอัดเทปไว้ มีอะไรพลาดไปยังถ่ายใหม่ ยังตัดต่อได้ แต่นี่คือสดจริงๆ ต่อหน้าคนดูหลายร้อย ซึ่งทุกคนต่างเป็นแฟนคลับที่คาดหวังกับงานเปิดครั้งนี้มาก จะไม่ให้กดดันได้ยังไงล่ะ

แต่ถ้าเราไม่ลองทำ แล้วเมื่อไหร่จะก้าวไปอีกสเต็ปได้ เราเลยตกลงรับงานนี้ และหาข้อมูลเพิ่มเติม…”

ไดอารี่ประสบการณ์เป็นพิธีกรในงาน BNK48 The Debut

 

เสิร์ฟอาหารสมองๆทุกเช้าด้วยข่าวเหตุการณ์ปัจจุบัน ล่ามด๋อยๆอย่างข้าพเจ้า รอดตายเพราะศัพท์พี่ท่านมาหลายครั้งแล้ว รวมถึงเว็บ J-doradic ดิกชันนารีออนไลน์ที่เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานของล่ามหลายๆคน

 

ความรู้ภาษาญี่ปุ่นแน่นๆของล่ามมือเก๋าที่ยินดีแบ่งปันให้ล่ามรุ่นน้องด้วยน้ำใจอันล้นเหลือ มุมมองของล่ามภาษาญี่ปุ่นมืออาชีพที่ผ่านประสบการณ์อันยาวนาน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานที่จะช่วยทำให้คุณ “แปลได้”

“ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร” – พี่เอ็ม เพจล่ามอิสระ

 

มุมมองที่เข้าใจหัวอกล่ามด้วยกันเองผ่านตัวการ์ตูนล่ามน้องต่ายสุดน่ารัก ที่ล่ามคนไหนมาเห็นเป็นต้องกดไลค์ กดแชร์ เพราะเคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน 55555T_T5555 (ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่)

แต่ละมุกคือมันใช่ มันโดน มันคืออะไรที่โดนใจชาวล่ามอย่างแท้จริง บางเรื่องเห็นในการ์ตูนอาจจะขำ พอเจอกับตัวเองจริงๆนี่แทบน้ำตาร่วง (แง)

 

จริงๆแล้วเพจเกี่ยวกับญี่ปุ่นและภาษาญี่ปุ่นเยอะมากๆเลยค่ะ มีทั้งที่แบ่งปันเรื่องราวสนุกๆ ได้ความรู้และได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นไปด้วยในตัว มีเว็บแชร์คำศัพท์ที่รวบรวมไว้มากมาย เราตามไว้หลายเพจเหมือนกัน มีโอกาสเราจะเอามาแนะนำอีกนะ เหมือนอยากบอกเพื่อนอ่ะ “แกๆ ตามอันนี้ดิ สนุกดี ชั้นชอบ” แต่วันนี้เราเลือกมา 5 คนที่เราคิดว่าเป็นต้นแบบที่น่าศึกษา ตามความชอบส่วนตัวล้วนๆ ไม่อ้างอิงข้อมูลทางสถิติใดๆทั้งสิ้น

 

ตัวอย่างที่น่าศึกษาอีก 1 ท่านจากบทความที่เราได้อ่านมา

“ล่ามที่ดี กับล่ามที่เก่ง ไม่เหมือนกัน .. ล่ามที่ดีคือ แปลได้ถูกต้อง เป็นกลาง แปลตรงเท่านั้น แต่ล่ามเก่งต้องมีลีลา มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศ ทั้งรูปแบบประโยค น้ำเสียง ลีลา มาด
ล่ามต้องเป็นทั้งสองอย่างคือเป็นล่ามที่ดี และล่ามที่เก่งได้ และเลือกที่จะเป็นในเวลาที่เหมาะสม จึงเป็นล่ามที่ดีได้ คนที่จะเป็นล่ามที่ดีคือคนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้และรู้วิธี รู้การปรับ รู้การนำสติปัญญา ความสามารถของตนเองออกมาใช้ในการทำงานแปล และรู้วิธีในการฝึกทักษะ รวมถึง ความอุตสาหะหมั่นฝึกฝน”

อาจารย์บุญชู ตันติรัตนสุนทร ปรมาจารย์ล่ามญี่ปุ่น กับประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี

อ่านถ้อยคำนี้จบแล้วคือแอบกรี๊ดในใจเลย จริงมากๆ มันคือสายตาอันเฉียบคมที่ผ่านประสบการณ์ยาวนาน

เราอ่านหนังสือเรื่องขโมยให้ได้อย่างศิลปินมา แล้วอินมาก ก็เลยไปมองหาคนที่ควรค่าแก่การ”ขโมย”มา

ลองมองดูรอบๆตัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า นายญี่ปุ่น เพื่อนร่วมงาน พี่ล่าม คนที่ทำงานหน้างาน เราเชื่อว่าประสบการณ์และมุมมองของแต่ละคนมีอะไรเจ๋งๆที่ควรค่าแก่การขโมยแน่นอน

[หนังสือ] ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน อ่านแล้วเอามาเล่า เพราะมันทำให้เราอยากเป็นล่ามจอมขโมย

เคยอ่านหนังสือที่ทำให้รู้สึกชอบถ้อยคำในนั้นมาก ๆ จนต้องหยิบสมุดมาจดเก็บไว้มั้ยคะ

เราเพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” จบไป แล้วก็รู้สึกชอบมาก ๆ จนอยากแนะนำให้คนอื่นได้อ่านด้วย

สำหรับเราแล้ว เราคิดว่า อาชีพล่ามเป็นอาชีพที่เหมาะกับหัวขโมยมาก ๆ

ลองคิดดูสิว่าถ้าได้ทำงานที่แวดล้อมไปด้วยคนเจ๋ง ๆ ที่ควรค่าแก่การขโมยความคิด มันจะสุดยอดขนาดไหน

แถมการเป็นล่ามยังเปิดโอกาสให้เราได้กระทบไหล่ผู้บริหารอีกต่างหาก ซึ่งผู้บริหารเนี่ยเค้ามักจะมีแนวคิดดี ๆ เสมอ แค่ได้แปลให้ก็ถือว่าได้เรียนรู้แล้ว

นี่มันหัวขโมยที่หลุดเข้าในห้องที่มีแต่สมบัติล้ำค่าชัด ๆ

ไม่ใช่แค่ผู้บริหารนะ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานในไลน์ รุ่นพี่ล่าม รุ่นน้อง ทุก ๆ คนที่เรามีโอกาสได้พบเจอในที่ทำงาน เค้าผ่านประสบการณ์อะไรมามากมาย

เราเคยเจอ Factory Manager ที่เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นและเก่งมาก ๆ พี่คนนี้เป็นต้นแบบของความคิดในการทำงานเรามาจนทุกวันนี้

ตอนไปทำไบท์ที่ญี่ปุ่น เราได้เจอสุดยอดพ่อครัวอาหารไทย ที่สอนให้เราใส่ใจและพิถีพิถันในการทำงานเพื่อความสุขของลูกค้า ก่อนยกอาหารไปเสิร์ฟ พี่เค้าจะถามเราเสมอว่า “ใส่ใจรึยัง?”

ได้มีโอกาสรู้จักรุ่นพี่ล่ามเจ๋ง ๆ หลาย ๆ คนที่ช่วยสอน ช่วยแนะนำ อบรมสั่งสอนและตักเตือนเมื่อเราทำผิด ให้คำสอนดี ๆ ที่เราเอามานึกเตือนตัวเองเสมอเวลาเจอสถานการณ์ยาก ๆ ถ้าไม่ได้พี่ ๆ เหล่านี่ช่วยไว้ ป่านนี้เราจะเป็นยังไงก็ไม่รู้

 

เราเชื่อว่าไม่มีล่ามคนไหนอยู่ดี ๆ ก็แปลได้ทุกเรื่องบนโลกใบนี้หรอก
การได้แปล = ได้รับโอกาส

พอคิดแบบนี้เราก็เลยไม่ค่อยเบื่องานเท่าไหร่ ก็พยายามสร้างทัศนคติที่ทำให้ตัวเองดีใจ เวลาได้รับมอบหมายให้ทำงานยาก ๆ

ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เราก็คิดแบบนี้ขึ้นมาได้นะ ก่อนจะคิดได้แบบนี้ ตัวเราเองก็เคยผ่านยุคมืดมาแล้วเหมือนกัน

ตอนนั้นเราถึงกับปฏิเสธโอกาสในการไปทำงานที่ญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่ประธานบริษัทเป็นคนเสนอชื่อเราขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเราคิดว่าตัวเองคงทำไม่ได้ โง่ชะมัด!

จริง ๆ แล้ว Flow มันก็เป็นแบบนี้

ต้องแปล → ไปแปลแล้วเจอสิ่งที่ไม่รู้ → ศึกษาค้นคว้าเพิ่ม → รู้ → แปลได้ → กลับไปที่อันแรก
(วนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ)

พอเราทำ cycle แบบนี้ซ้ำ ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ขอบเขตของสิ่งที่เราไม่รู้ ก็จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่เรารู้  พอทำแบบนี้ไปจนถึงจุด ๆ หนึ่ง เราก็จะเริ่ม”แปลได้” ขึ้นมา

ยิ่งงานยากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เราเก่งขึ้นมาเท่านั้น

d1

อิมเมจง่าย ๆ ก็เหมือนเราร่ายคาถา สู้กับลอร์ดโวลเดอร์มอร์ เราก็ต้องพยายามผลักดันให้คาถามันไปทางลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ก็ต้องเพิ่มขอบเขตสิ่งที่เรารู้ให้มาก ๆ เข้าไว้ เพื่อรับมือกับความไม่รู้ที่มีมากกว่า

ยิ่งงานยาก ๆ ก็ยิ่งท้าทาย! ตามหลัก High Risk, High Return.

มันก็เหมือนกับการขโมยนั่นแหละ

ถ้าการป้องกันไม่แน่นหนา แปลว่าทรัพย์สินในนั้นไม่มีราคาค่างวดอะไร

แต่ถ้ามีล็อคหลายชั้น มีการป้องกันเป็นอย่างดี ก็แปลว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในนั้นมันต้องคุ้มค่าแก่การลงมือขโมย

ไม่ได้หมายถึงให้ขโมยความลับบริษัทไปขายนะ แบบนั้นนอกจากจะโดนไล่ออกแล้วยังจะติดคุกอีก 555+

หมายถึงการขโมยความรู้ ความคิดดี ๆ เอามาใส่หัวตัวเองน่ะ

ในหนังสือ “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” ก็เขียนเอาไว้เรื่อง “อย่าทิ้งงานประจำ” ซึ่งเราเห็นด้วยมาก ๆ

เราเขียน 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม (ซึ่งมันกลายเป็นเอนทรี่ที่คนเข้าชมมากที่สุดในบล็อกเรา)

แต่ทุกวันนี้เราก็ยังเป็นล่ามอยู่นะ แปลว่ามันมีอะไรดี ๆ

สำหรับเราแล้วเราคิดว่า งานล่ามเป็นงานประจำที่ดี มีรายได้ทีเ่หมาะสม และเรายังมีเวลา มีแรงเหลือพอมาทำงานเขียนที่เรารัก เราก็เลยชอบและรักการเป็นล่าม (แถมเอามาโม้ในบล็อกบ่อยๆด้วย)

ไปอ่านเจอคำพูดหนึ่งมาแล้วชอบมาก – เลยคิดจะใช้ชีวิตโดยยึดถือคติแบบนี้

ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากใช้ เขียนหนังสือในแบบที่ตัวเองอยากอ่าน

(อันแรกเอามาจาก FB เพื่อน อันที่สองมาจากขโมยให้ได้อย่างศิลปิน และในนิยายของ “เจ้าปลาน้อย” นักเขียนคนโปรดของเรา)

แรงบันดาลในในการเขียนเอนทรี่นี้

  • ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน – STEAL LIKE AN ARTIST : AUSTIN KLEON (แนะนำให้อ่านจริงๆ เราชอบมาก) เข้าไปดูเว็บไซต์ของเค้าได้ที่ http://austinkleon.com
  • เพลง Something just like this

 

ในขโมยให้ได้อย่างศิลปิน บอกว่า “ศึกษาที่มาของความคิด”

เราอ่านแล้วคิดได้ว่า “หาไอดอลที่เราชื่นชม ศึกษาไอดอลของไอดอลเราด้วย เอามายำรวมกัน = ตัวเราที่เป็น original”

เราอยากเป็นนักเขียน ตอนนี้จริงจังกับเรื่องนี้มาก ๆ

ไม่ได้อยากเขียนอะไรที่เป็น Best Seller แล้วหายไป แต่เราอยากเป็นคนเขียนหนังสือที่ให้คนประทับใจได้ ถึงแม้จะแค่คนเดียวก็ตาม

Next Target ของเราคือการเขียนหนังสือสักเล่ม

มันเหมือนกับท่อนหนึ่งในเพลง Big Mini World (Int’l Version) ของ Jessica

Here I break away, Start a brand new day
Write a story that no one but me can write
Feel and try it all, make mistakes and fall
Be on my own, Gotta do my best and take this chance

[หนังสือ] วันนี้ฉันอ่านเรื่อง “There’s a Boy in the Girls’ Bathroom”

สวัสดีค่ะ วันนี้วันพืชมงคล

วันนี้บทความที่มีคนคลิกเข้าไปอ่านเยอะที่สุดก็คือ

[ภาษาญี่ปุ่น] วันพืชมงคล ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร? และวันหยุดอื่นๆ

ถ้าเสิร์ชกูเกิ้ลว่า “วันพืชมงคล ภาษาญี่ปุ่น” จะเห็นบทความของเราขึ้นมาเป็นอันแรก

นึกย้อนไปแล้วก็ขำ 木の日 แหม~ แปลไปด้ายยยยย

ต้องขอบคุณ N ซังที่ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นกากๆของเรา และช่วยสอนคำว่า 農耕際 のうこうさい ให้ค่ะ

ไม่งั้นเราก็คงจำคำนี้ไม่ได้หรอก

ดีใจที่เห็นว่ามีคนค้นหาคำนี้เหมือนกัน หวังว่าบล็อกของเราจะมีประโยชน์บ้าง

เพราะในชีวิตจริงบอกได้เลยว่าตอนนี้ชีวิตมีเกือบทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียว

.

.

.

ไม่มีประโยชน์!!!

(ผ่ามมมมมมมม!)

เข้าเรื่องเลยแล้วกัน

ไม่รู้จะเรียกว่ารีวิวหนังสือได้รึเปล่า ไม่เชิงอ่ะ ถือว่าเป็น 感想文 ก็แล้วกัน เราแค่อ่านแล้วชอบเลยอยากเขียนถึงหนังสือเรื่องนี้

screenshot_2016-01-11_15.13.00

รูปจาก http://readery.co/9786167018560

There’s a Boy in the Girls’ Bathroom

ชื่อไทย: บรัดเล่ย์ เด็กเกเรหลังห้องเรียน
สมกับเป็นหนังสือที่สำนักพิมพ์เลือกมาพิมพ์ในชุด All Time Favorite
สนุกจนวางไม่ลงเลยล่ะ

อาจจะเพราะเราเป็นเด็กหลังห้องด้วยมั้ง
หลายๆคนอาจจะเคยเห็นหนังสือเรื่อง โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง
ถ้าให้เขียนเรื่องตัวเอง เราคงเขียนเรื่อง เด็กหญิงข้างถังขยะ 5555+

เราเกลียดโรงเรียน เกลียดระบบการศึกษาของไทยที่มีนักเรียนเยอะเกินไป
เกลียดที่ครูบางคนไม่ใส่ใจ เกลียดที่เราต้องไปนั่งข้างถังขยะ บางทีก็ต้องนั่งกับพื้นเพราะโต๊ะไม่พอ พอเดินไปขอโต๊ะห้องอื่นบางทีอาจารย์ก็ไม่ให้ เพราะคนนั่งเต็มแล้ว

เฮ้ ตอนนั้นเราแค่ม.ต้นเองนะ เงินอะไรแม่เราก็จ่ายเหมือนคนอื่น ทำไมต้องเป็นเราคนเดียวที่ไม่มีโต๊ะเรียนด้วยล่ะ

แล้วรู้มั้ย อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุด ก็ถังขยะหลังห้องไง มันจะมีคนทิ้งกล่องนมที่กินไม่หมดลงไป แล้วนมก็จะหกเป็นคราบเหนียวๆ ส่งกลิ่นนมบูดโชยออกมา โอ้โห~ โคตรแย่

เราไม่เคยกินนมไม่หมดกล่องแล้วทิ้งเลยสักครั้งในชีวิต เพราะมันเป็นสิ่งที่เราเกลียด เราจะไม่มีวันสร้างภาระในถังขยะด้วยนมที่กินไม่หมดกล่อง!

เราเจอเรื่องแย่ๆ เรื่องที่เราไม่ชอบในโรงเรียนเยอะมาก ก็เหมือนบรัดเล่ย์ตอนต้นเรื่องนั่นแหละ แล้วก็ไม่มีใครเข้าใจด้วย

ทะเลาะกับครูด้วยนะ เคยมีแบบโดนด่าต่อหน้าคนทั้งห้องว่า “ชั้นจะหักคะแนนเธอแล้วก็เรียกผู้ปกครองมาพบ” ก็ตอบไปว่า “เชิญค่ะ”

สุดท้ายแล้วครูก็ไม่เรียกนะ

เห็นแค่นี้อาจจะดูแย่ใช่มั้ย แต่จริงๆคือเราส่งงานแล้วครูทำงานเราหาย แล้วตอนจะจบเทอมมาบอกว่าเราไม่ส่งงาน เราเลยถามว่าเราไม่ส่งงานไหน เพราะเราส่งทุกงาน ส่งคนแรกด้วย ช่วยเพื่อนทำงานด้วย แต่พอไปถาม ครูดันตอบว่า “จะไปรู้กับเธอเหรอ ก็เธอไม่ส่งเองนี่” เราก็เลยถามกลับซื่อๆว่า “ถ้าครูไม่รู้ ก็คงไม่มีใครรู้แล้วค่ะ” ครูดันโมโหซะงั้น

สุดท้ายแล้ววิชานั้นเราได้เกรด 2 นะ ขนาดคนที่แทบไม่เคยเข้าเรียนยังได้ 2.5 เลย

แต่ตอนเข้ามหาลัยเราไม่เคยมีปัญหากับอาจารย์เลยนะ ออกจะชอบชีวิตมหาลัยด้วยซ้ำ
เร็วๆนี้เพิ่งเมลล์ไปคุยกับเซนเซย์ที่มหาลัย อ่านเมลล์ของเซนเซย์แล้วรู้สึกดีใจอ่ะ เซนเซย์บอกว่า “คนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร”

เราชอบเขียนอีเมลล์มากกว่าแชท เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนเขียนจดหมาย

เราคิดว่าการศึกษาไทยต้องการครูแบบคาร์ล่า เดวิส ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ต้องเยอะก็ได้ แต่เด็ก 1 คน ควรจะได้เจอครูที่ปรึกษาแบบนี้สักครั้งนึงในชีวิต

มันจะทำให้เด็กคนนั้นรู้ว่า ควาจะคิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร ไม่ใช่เอาความคิดไปยัดใส่หัวเด็กว่าต้องคิดแบบนี้ๆ

ในหนังสือยังพูดถึงเรื่องสัตว์ประหลาดด้วย เอาเป็นว่ามันรวมทุกอย่างในช่วงชีวิตวัยเด็กเลยล่ะ มีทั้งเด็กที่เหมือนคนอื่น และเด็กที่ไม่เหมือนคนอื่น

นอกจากจะขึ้นหิ้ง All Time Favorite ของสำนักพิมพ์แล้ว เรื่องนี้ยังกลายเป็นอีกเล่มโปรดของเรา
ครั้งนี้ยืมห้องสมุดมา แต่คิดว่าถ้าซื้อหนังสือครั้งหน้าก็จะเก็บเรื่องนี้ด้วย

ปล. เราเขียนบทวิจารณ์นี้เพราะในเรื่องบรัดเล่ย์วิจารณ์หนังสือเรื่อง พ่อแม่ของฉันไม่ได้ขโมยช้าง แล้วได้ดาวทอง

เราก็อยากได้ดาวทองบ้างนะ สำหรับเรา แค่มีคนมาอ่าน ก็เหมือนเราได้ดาวทองแล้วล่ะ

——————————————————————————–

หลังๆมีคนมาคอมเม้นท์อะไรที่เราอ่านแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี (เอาจริงๆ เรารู้ตัวดีนะว่าถ้าจิตใจอ่อนไหวขนาดนี้ก็ไม่ควรเขียนอะไรลงอินเตอร์เน็ตนะ ขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วเน่าตายไปเหอะ)

แต่การเป็นนักเขียนคือความฝันของเรา วันนี้เรายังเป็นไม่ได้หรอก ยังอีกไกล ยังต้องฝึกอีกเยอะ

เวลาเจอคอมเม้นท์ เราพยายามจะตอบ เรารู้ว่ามันงี่เง่า คือไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจทุกคอมเม้นท์ก็ได้ เลือกรับแต่สิ่งดีๆก็พอ

แต่เราไม่อ่ะ เราอยากสื่อสาร เราเลยตอบ ตอบอย่างใส่ใจมากๆด้วย เพราะงานเขียนคือสิ่งที่เรารัก ถ้าเราปล่อยผ่าน แต่จิตใจเรายังยอมรับคอมเม้นท์ไม่ได้ เราก็จะไม่มีความสุขกับงานของเรา แล้วสุดท้าย เราก็จะสูญเสียสิง่ที่เราชอบไป ซึ่งเรายอมไม่ได้

เราเขียน เพราะเราชอบเขียน

เราเริ่มทำบล็อกนี้เพราะรุ่นพี่ที่เป็นไอดอลเราบอกว่า “ถ้าแกอยากเขียน ก็เขียน แกนั่งเฉยๆไปมันก็ไม่ได้อะไร”

ก็เลยกลายเป็นบล็อกที่เราเขียนเรื่องของเราเอง เขียนเรื่องที่เราอยากเขียน เราเลยไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงมีคนมาบอกเราว่า “ถ้าคุณมโนเอาเองคุณก็ไม่ควรเขียนนะคะ”

ง่ะ…เราบอกตลอดนะว่าความคิดเห็นส่วนตัว เขียนเรื่องตัวเองอ่ะ ไม่ให้มโนเองแล้วจะให้เราเขียนอะไร ทั้งชีวิตก็มีปัญญาเขียนได้แค่นี้อ่ะ T^T

เรามีความสุขกับบล็อกนี้ เราชอบดูสถิตติคนเข้าชม แล้วมันจะมีฟีเจอร์ทีดู่ได้ว่าคนเข้ามาบล็อกเราเสิร์ชคำว่าอะไร วันก่อนมีคนเข้าบล็อกเราด้วยคำว่า “เป็นล่ามตอนท้อง”

5555+ ไปต่อไม่ถูกเลย ไม่เคยท้อง เลยไม่รู้จะสื่อสารอะไรกับเค้าดี ไม่รู้จะเขียนอะไรให้ล่ามที่ท้องคนนี้อ่านดี เราไม่มีประสบการณ์

ชีวิตจริงเราเป็นคนพูดมาก แต่พูดไม่เก่งเลย พูดแล้วคนชอบเข้าใจผิดว่าเราหาเรื่องทุกที เลยพยายามสื่อสารด้วยการเขียน มีคนถามว่า “ทำแล้วได้ตังค์เหรอ”

อืม..ก็ไม่ได้นะ แต่ได้แรงบันดาลใจ บางวันที่รู้สึกว่ามันเป็นวันที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มาอ่านคอมเม้นท์ในนี้ มามองย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองได้ผ่านมาแล้วเรามีกำลังใจ มันทำให้เราไปต่อได้

ความรู้สึกในวันนี้กับปีที่ 5 ของการทำงาน + ของแถม [ศัพท์ BoI]

ตอนทำงานปีแรก ประโยคแรกๆที่คุยกับรุ่นพี่ล่ามในที่ทำงานคือ “พี่ทำงานเป็นล่ามมาแล้วกี่ปีคะ”
รุ่นพี่ล่ามของเรานับนิ้ว ยิ้ม และตอบว่า “ห้าปีแล้วล่ะ”
เรา “โอ้โห เป็นล่ามมาตั้งห้าปี พี่ไม่เบื่อเหรอคะ เป็นเราเบื่อแย่เลย”
พี่ล่าม “ไม่รู้สิ เวลามันผ่านไปเร็วนะ”
เนื่องจากวันนี้ครบรอบการทำงานปีที่ 5 ของตัวเอง ก็เลยอยากจะเขียนอะไรสักหน่อย
(“หน่อย”ของเรานี่คือยาวมากเป็นเรื่องปกตินะ ถ้าจะดูศัพท์เลื่อนลงไปข้างล่างๆเลย แต่ถ้าอยากอ่านเราพร่ำเพ้อก็อ่านไปเรื่อยๆแหละ 555+)
ทำงานมาครบ 5 ปีแล้ว รู้สึกแบบเดียวกับรุ่นน้องมหาลัยที่เริ่มงานวันแรกวันเดียวกัน (แต่คนละปี) โพสสเตตัสว่า “เหมือนว่าไม่ได้เก่งขึ้นเลย แต่ด้านชา”
(อยากจิบอกว่า Quote น้องมา แต่ไม่รู้ว่าน้องอยากได้เครดิตรึเปล่า พี่มีแต่เดบิต แต่พี่ก็ไม่ให้อยู่ดี เอ๊ะยังไง??)
ใช่เลยยยยยยย ไอ้ที่ทำๆอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้เก่งขึ้น แต่มึนมากขึ้นกว่าตอนจบใหม่ๆเยอะ
ตอนเด็กๆวิชาที่เรียนแล้วสนุกที่สุดและทำได้ดีที่สุดก็คือ “ข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบัน” จำได้เลยว่าครูที่สอนวิชานี้โหดมาก ชื่อเสียงเลื่องลือ และนิสัยเสียๆของเราคือชอบหลับในห้องเรียน (จริงๆไม่ได้ชอบหรอก มันควบคุมไม่ได้ ตอนเราเรียนวิชาจิตวิทยา เราคิดว่าเราอาจจะเป็นโรค Narcolepsy) แล้วดันหลับในคาบครูคนนี้พอดี ครูเลยเรียกให้เราตอบคำถาม แต่ดันฟลุคตอบได้ (ที่บ้านขายข้าวแกง ก็จะรับหนังสือพิมพ์ เราอ่านทุกวันจนข้อศอกดำจากหมึกหนังสือพิมพ์ แล้วโชคดี ครูถามเรื่องที่เพิ่งอ่านมาพอดี) เลยรู้สึกว่าสายตาที่ครูมองเราเปลี่ยนไป พอเข้าใจก็เรียนวิชานี้สนุกขึ้นเยอะ อ่านข่าวมา แล้วก็เอามาวิเคราะห์ อะไรแบบนี้
พอมาทำงาน เจอหัวหน้าที่สอนงานเก่ง เค้าไม่ยอมเฉลยสิ่งที่เราไม่รู้ให้ง่ายๆ ให้เราไปค้นหาเอา เคยมีศัพท์คำเดียว เรานั่งหาครึ่งวัน หรือแปลเรื่องเดียว เราต้องค้นคว้าสามวันเพื่อให้สามารถแปลได้ก็มี พี่เค้าบอกเราว่า “พี่จะเฉลยเลยก็ได้ แต่อยากให้ลองหาเอง มันท้าทายกว่า น่าสนุกกว่านะ”
ตอนนั้นรู้สึกทุกข์ทรมานกับความโง่ ความไม่รู้ของตัวเองมาก แต่พี่เค้าให้กำลังใจว่า “ตอนเรียนภาษาแรกๆมันจะไปได้เร็ว แต่สักพักมันจะเริ่มนิ่ง พอมันนิ่ง เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ไปข้างหน้า ก็จะท้อใจเป็นธรรมดา ตอนนี้เหมือนเราเผชิญหน้ากับกำแพงอยู่ ตอนที่ยังข้ามไม่ได้เราก็จะรู้สึกว่ากำแพงนั้นสูง แต่ถ้าข้ามได้แล้วมองย้อนกลับไป มันก็แค่สิ่งที่เราเคยผ่านมาแล้ว แล้วหลังจากนั้นเราก็จะพัฒนาได้เร็ว” (จริงๆพี่เค้าวาดกราฟให้ดูด้วย คนที่อธิบายด้วยกราฟหรือแผนภาพให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนี่มันเท่จริงๆนะ เราพยายามจะเป็นแบบนั้นอยู่ ยังอีกไกลเลย)
ตอนแรกก็ไม่เข้าใจที่เค้าบอกหรอก แต่ตอนนี้เรารู้สึกสนุกกับงาน สนุกกับการหาข้อมูลเพื่อมาตอบในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้
ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นล่ามได้ แต่ก็ทำมันมา 5 ปีแล้วล่ะ แล้วมันแปลกตรงที่ว่า พอเป็นล่ามเพียวๆ เรากลับสนุกกับงานมากกว่าทำอย่างอื่นควบไปด้วย (ไม่ได้เป็นเพราะงานหรอก เป็นเพราะเรานี่แหละเรื่องมากเอง) ตอนนี้ทำงานเป็นล่ามด้วยความรู้สึกสนุกจริงๆนะ ก็มีบางวันที่รู้สึกว่าทำได้ไม่ดี แต่โดยรวมๆแล้วเราชอบ เรามีความสุขกับงานที่ทำ
ข้อดีอีกอย่างของการเป็นล่ามก็คือ มีโอกาสได้ใกล้ชิดผู้บริหาร
การแปลให้ผู้บริหารนั้นเป็นงานที่ยากมาก เราร้องไห้ไปหลายทีแล้วเพราะตามเค้าไม่ทัน แล้วเราเกลียดมากกับการที่ตามไม่ทันแล้วโดนทิ้งไว้กลางทาง (เคยโดนมาแล้ว เจ็บและจุก นั่งซึมจนไม่ไหวจนเดินไปร้องไห้ในห้องน้ำ) ไม่อยากตกอยู่ในสภาวะแบบนั้นอีก ก็เลยพยายามหาข้อมูลเอาไว้ก่อนเสมอ
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเป็นวันทำงานวันแรกหลังหยุดยาว พอดีพี่คนที่แปลประชุมผู้บริหารเค้าลาเช้า เราก็เลยได้เข้าแทน (พี่เค้ามาขอให้เข้าแทนไว้ล่วงหน้าแล้วแหละ แต่เราเล่นตัวก่อนเพื่อไถเอาขนมจากเค้า ทำไมเลว 55+)
โชคดีมากๆที่ได้เข้าไปแปล เพราะได้รู้ข้อมูลเจ๋งๆมาจากการแปลประชุม
อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่าเราชอบเรียนวิชาข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบันมาก แต่ห่างหายไปนานแล้ว
เพิ่งเริ่มกลับมาอ่านข่าวอีกทีก็ปลายปีที่แล้ว แต่ก็อ่านน้อยมากๆ ตามพวกแอพข่าวภาษาญี่ปุ่นแล้วก็อ่านข่าวต่างประเทศ
เราเป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือมาก แต่แค่เริ่มอ่านตอนเช้าที่รอรถรับส่ง มันช่วยให้เราสอบวัดระดับผ่านได้จริงๆนะ  หลังจากที่สอบไม่ผ่านมาหลายปี (จริงๆก็ทำอย่างอื่นด้วยแหละ)
เคยอ่านเจอในหนังสือว่า “action ก่อให้เกิด reaction เสมอ เพราะพลังงานไม่เคยหายไปจากโลกนี้”
ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างในชีวิตตัวเอง ลองเปลี่ยนพฤติกรรมดู เราลองกับตัวเองแล้วพบว่าผลมันน่าสนใจมาก
ทีนี้พออ่านข่าวแล้วไม่รู้ศัพท์ หรือเวลาแปลอะไรไม่ได้แล้วต้องหาข้อมูลเพิ่ม มันทำให้เราได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับตัวย่อพวก GMS (Greater Mekong Sub-region) หรือ EC (Economic Corridor ระเบียงเศรษฐกิจ 経済回廊 けいざいかいろう) ซึ่งคำศัพท์พวกนี้มันไปจุดประกายความชอบวิชาข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบันของเราที่จางหายไปขึ้นมา
แล้วการประชุมที่ไปเข้ามา เค้าก็พูดเรื่องรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ
คือเราชอบวิชาแนวๆ กฎหมาย สังคม ประวัติศาสตร์อยู่แล้ว เวลาค้นคว้าเรื่องพวกนี้มันเลยสนุก
แล้วพอไปหาข้อมูลบทความใน JETRO ที่เขียนเกี่ยวกับอาเซียน เราก็รู้สึกว่า “เห้ย ทำไมเราหาข้อมูลเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ง่ายกว่าภาษาไทย” พอคิดว่าบนโลกนี้มีคนญี่ปุ่นที่จะรู้เรื่องในอาเซียนดีกว่าเราซึ่งเป็นคนไทยแท้ๆ มันทำให้เราช็อคมาก เลยตั้งใจว่าจะพยายามหาความรู้เอาไว้
ประกอบกับเอกสารที่เราต้องแปลกับประชุมที่เราต้องแปลก็พูดเรื่อง BoI การได้แปลอะไรที่ไม่คุ้นเคยมันช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เรามากขึ้นจริงๆ มันทำให้เรารู้เหมือนที่โซเครตีสรู้และเป็นคติประจำใจเวลาสอบเสมอว่า
“ข้าพเจ้ารู้อยู่อย่างเดียวคือข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย”
เอกสารที่เราต้องแปลเป็นการแชร์ข้อมูลบทความจาก BoI ซึ่งในนั้นระบุชื่อผู้บริหารคนไทย เขียนเป็นคาตากานะ เราอ่านไม่ออกจริงๆ ก็เลยต้องไปเปิด Organization BoI เพื่อหาชื่อเค้า (ทำขนาดนั้นเลย?)
สุดท้ายก็หาไม่เจอ คือเจอคนที่คิดว่าน่าจะใช่ แต่มันไม่ตรงกับคาตากานะซะทีเดียวเลยไม่กล้าแปล
ก็เลยต้องหาต่อไปถึงบทความที่เค้าอ้างถึง เผื่อจะเจอชื่อผู้บริหารคนนั้น ก็เจอบทความแหละ แต่ชื่อเขียนไม่ตรงกัน เลยอ้างอิงแค่ตำแหน่งในบทความไป
ซึ่งก็คือบทความนี้

สรุปรายละเอียดตามที่เราเข้าใจมาได้ดังนี้ (เราพยายามระลึกชาติด้วยการใส่ภาษาญี่ปุ่นที่เจอลงไป แต่สมองปลาทอง จำได้บ้างไม่ได้บ้าง จำถูกบ้างผิดบ้าง เดี๋ยวมา edit ใหม่ ถ้าช่วยแนะนำก็จักเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ)

BOI ได้ให้สิทธิประโยชน์กับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่

  1. รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (Hybrid Electric Vehicle – HEV)
  2. รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid Electric Vehicle – PHEV)
  3. รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle -BEV)

ชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

แบตเตอรี่ バッテリ

Traction Motor トラクションモータ・主電動機

ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ バッテリ管理システム Battery Management System(BMS)

ระบบควบคุมการขับขี่ 運転制御システム Driving Control Unit(DCU)

On-Board Charger, สายชาร์จแบตเตอรี่พร้อมเต้ารับ-เต้าเสียบ ワイヤチャージャー

DC/DC Converter DC/DCコンバータ

Inverter インバーター

Portable Electric Vehicle Charger

Electrical Circuit Breaker 電気回路ブレーガー

ระบบอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging System)

กิจการผลิตคานหน้า/คานหลังสำหรับรถโดยสารไฟฟ้า

ตอนแปลประชุมเจอคำศัพท์ที่น่าสนใจด้วย

恩典 おんてん สิทธิประโยชน์

優遇措置 ゆうぐうそち ใน dict แปล 優遇 ว่า การต้อนรับเป็นอย่างดี การเอาใจเป็นพิเศษ โดยรวมๆคิดว่าน่าจะเป็น มาตรการสิทธิประโยชน์

法人税の免除 การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

機械の輸入関税の免除 การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร

ทำงานมาห้าปีแล้วนะ ต่อจากนี้ก็จะพยายามอ่านข่าวและหาข้อมูลมาอัพเดตเรื่อยๆ เพื่อมุ่งสู่การเป็นนักเขียน พยายามจะอัพเดตให้ได้เดือนละ 1 บทความ เป็นอย่างน้อยค่ะ

ในยุคของ IoT ซอฟท์แวร์แปลภาษาจะสามารถเข้ามาแทนที่ล่ามได้หรือไม่

เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราเคยเขียนเรื่อง เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

มองย้อนกลับไปแล้วตลกชื่อหัวข้อ ตอนนั้นพวกเพจแนว click-bait กำลังดัง

จากสถิติใน wordpress เรื่องนี้เป็นบทความที่มีคนเข้าชมสูงสุดตลอดต่อเนื่องมา 2 ปีซ้อน จากทุกเรื่องที่เราเคยเขียนมา (ศรีดีใจเหลือเกินค่ะคุณขา ขอบคุณมากๆเลยนะคะ) แสดงว่าเรา… เราฟลุค 555+

เราอยากเป็นนักเขียน แต่ก็อยากเป็นด้วยความกลัวมาตลอด เพราะตอนป.5 เราบอกครูว่าอยากเป็นนักเขียน หรือบอกใครว่าอยากเป็นนักเขียน ทุกคนก็บอกเราว่า มันไส้แห้งนะ (จริงๆบอกว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน เราชอบพี่ต่ายกับพี่นิคขายหัวเราะ) พอบอกอย่างนั้นทุกคนก็ช่วยเหยียบเบรคดังเอี๊ยดดดดด! ว่าอย่าเลย “มันไส้แห้งนะ เราเรียนเก่ง ไปเป็นอย่างอื่นดีกว่า”

ผิดที่ตอนเด็กๆเรียนเก่ง เลยไม่มีสิทธิ์ทำตามความฝัน? พอโตมา ความที่เคยเรียนเก่ง ก็ไปเจอคนเก่งกว่า เราก็ไม่เก่งแล้วอ่ะ

ใครถามว่าอยากเป็นอะไรเราตอบไปหลายอย่างนะ หมอมั่ง นักการทูตมั่ง ผู้พิพากษามั่ง อัยการมั่ง (ไม่มีอาชีพล่ามเลย)

ก็ตอบเหมือนพี่ทอม Room39 ที่กำลังดังสุดๆในตอนนี้จากรายการ the mask singer ว่าอยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักร้อง แต่ไม่กล้าตอบครูแบบนั้น ก็ได้แต่ตอบตามเพื่อนๆไป

แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความอยากเป็นนักเขียนไม่เคยหายไปจากใจเราจริงๆ

เราเป็นล่าม เราซื้อบ้าน เราหาเงินได้ ทั้งหมดที่ทำ ก็ทำเพื่อให้ไส้ไม่แห้ง จะได้มีอิสระพอ ที่จะทำตามความฝัน

บล็อกนี้เป็นความฝันของเรา แค่ขอให้ได้ทำมันเป็นงานอดิเรกก็ยังดี

เนื่องจากมันเป็นแค่ความฝันเดียวที่เรามีในตอนนี้ เราเลยกลัวมาก เราเขียนด้วยความกลัวลึกๆ เรากลัวคอมเม้นท์ เรากลัว cyber-bullying แต่ถ้าเอาแต่กลัว ก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี เราเลยตัดสินใจเขียน แบบกลัวๆกล้าๆ ที่เกริ่นเรื่องตัวเองมายาวๆน่าเบื่อ เพราะเราอยากจะบอกว่า เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นกูรูอะไรเลย เราแค่คาดการณ์ทิศทางในอนาคต จากสิ่งที่เราได้เห็น ได้ฟัง ได้แปลมา มันเป็นการคาดการณ์ลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป ไม่สามารถอ้างอิงอะไรได้เลย ถ้ามีคนถามมาเราจะพยายามตอบนะ ตอบเท่าที่เรารู้ แต่เราไม่ใช่อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะตอบอะไรยากๆได้ มันแค่บล็อกของคนอยากเป็นนักเขียนและพยายามเขียนอะไรออกมา คือเรา wannabe แต่เราก็ยังไม่ได้เป็นนักเขียนจริงจัง

เกริ่นมาซะยาวเหมือนระบายความอัดอั้นตันใจ ไม่ต้องอ่านก็ได้ค่ะ ข้ามมาตรงนี้ได้เลย

สาระ(ที่พอจะมีบ้าง แม้จะน้อย) อยู่ถัดจากนี้ไป⇒

บทความเรื่อง 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม เราเขียนเอาไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเรามีมุมมองที่เด็กกว่าตอนนี้ ในช่วงเวลา 2 ปี เรามีโอกาสได้พบ ได้เห็น ได้แปลอะไรมากขึ้น ก็เลยคิดอะไรได้มากขึ้น หากมีคนมาถามเราว่า “คิดว่าอาชีพล่ามยังจำเป็นอยู่มั้ย” เราตอบอย่างมั่นใจเลยว่า “จำเป็น”

ก่อนหน้านี้เรามีโอกาสได้เข้าฟังอบรมเรื่องระบบบริหารคุณภาพ IATF16949 มา ซึ่งเราได้แนวคิดที่น่าสนใจมาว่า “องค์กรจะต้องดูบริบท (สิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก)ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ และนำมาคิดคำนึงถึงความเสี่ยง”

“ความเสี่ยง คือ อุปสรรคที่จะขัดขวางให้เราไม่บรรลุเป้าหมาย ถ้าเราสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ดี เราก็มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้น”

นอกจากนี้เรายังมีโอกาสได้แปลบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร ซึ่งพูดถึงในเรื่อง IoT: Internet of Things ที่อินเตอร์เน็ตจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึง Connected Car ที่รถยนต์ไม่ได้มีหน้าที่เป็นแค่ยานพาหนะที่ใช้เคลื่อนย้ายพาคนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นยานพาหนะที่มีผลต่อชีวิตของผู้โดยสารในนั้น จึงมีการเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้น เช่น การขับขี่ที่ปลอดภัยมากขึ้น ระบบขับขี่อัตโนมัติ หรือการเชื่อมต่อกับบริการต่างๆ (เกิดอุบัติเหตุแล้วมีการส่งสัญญาณไปยังศูนย์ช่วยเหลืออัติโนมัติ)

อ่านเพิ่มเติม モノのインターネット

บอกเลยว่าแปลไปขนลุกไป (ไม่ได้ปวดอึนะ!) คือเราเป็นคนอินง่าย และชอบเอาทุกอย่างมารวมกัน เรามองว่าความคิดของผู้บริหารและคุณค่าที่ลูกค้าคาดหวังต่อรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป มันจะส่งผลกระทบอะไรต่อล่ามที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมรมยนต์บ้าง ก็นั่งคิดเล่นๆแต่ความคิดยังไม่ตกผลึกดีนัก และคิดว่าเรื่องแบบนี้คิดคนเดียวก็ไม่ได้ด้วย ดังนั้นเราเปิดคำถามทิ้งไว้ เผื่อมีใครมีไอเดียที่น่าสนใจ เราจะได้คิดต่อ

คุณคิดว่าในอนาคต อาชีพล่ามยังจำเป็นอยู่หรือไม่ และถ้าจำเป็นล่ามที่เหมาะสำหรับอนาคตควรเป็นอย่างไร?

ที่เรามีคำถามแบบนี้ เพราะมีคนมาถามเราว่า “ในการประชุมใหญ่ๆ คิดว่า software อย่าง google translate จะสามารถใช้งานได้จริงๆหรือ”

สำหรับตอนนี้ คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วว่า “ไม่ใช่” เพราะเราไม่เคยเห็นใครใช้ google translate แปลประชุม

แต่ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ เอ็นจิเนียเค้าใช้นะ เช่น ใช้แปล FTA เค้านั่งก็อปแปะแปล FTA จากญีุ่่ปุ่นเป็นอังกฤษเอง ซึ่งค่อนข้างจะแม่นด้วย (พี่เค้าไม่ได้ส่งให้เราแปลเพราะเห็นว่าเรางานยุ่ง โถ…พ่อคุณ ทำไปเป็นคนดีจัง ส่งมาเถอะค่ะ อย่างน้อยจะได้ช่วย cross-check ว่ากูเกิ้ลมันแปลถูกรึเปล่า บางทีมันก็แปลถูก บางทีมันแปลอะไรมาก็ไม่รู้)

เราไปเจอบทความที่น่าสนใจมา

Humans beat AI in language translation

สรุปคร่าวๆคือในการแปล คนสามารถเอาชนะซอฟท์แวร์ได้ในการแปล แต่ในอนาคต ถ้ามีผู้ใช้งานซอฟท์แวร์มากขึ้น ซอฟท์แวร์พวกนี้ก็จะฉลาดมากขึ้น แถมยัง”ไม่ลืม”ด้วย ในขณะที่คนลืมได้ ใครจะไปรู้ วันหนึ่งเราอาจจะแพ้ AI ก็ได้

ตอนนี้เวลาเจอคนพูดไม่รู้เรื่อง พูดแล้วงงๆ แปลยากๆ เราก็เลยพยายามโลกสวยวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ ด้วยการนึกในใจว่า “ขอบคุณค่ะที่ทำให้เรามีงานทำ มีเงินใช้ ถ้าพี่พูดรู้เรื่อง ป่านนี้หนูอาจจะตกงานไปแล้วก็ได้ค่ะ”

เราชอบแนวคิดของลุงจิโร่ แห่ง JIRO DREAM OF SUSHI นะดูหนังแกแล้วจะหลับๆก็จริง แต่ชอบที่แกบอกว่า “คิดเรื่องซูชิทุกวัน ตลอดเวลา พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆในทุกๆวัน” (ไม่รู้พูดจริงๆพูดแบบนี้รึเปล่านะ ดูตอนง่วงอ่ะ แต่จำได้ว่าแบบนี้)

ซึง่มันสอดคล้องกับแนวคิดขององค์กรญี่ปุ่นเรื่องการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่อยู่ในแนวคิด MONOZUKURI ของญี่ปุ่นนะ ใน ISO ก็มี ตั้งแต่ทำงานนี่เจอคำว่า 継続的な改善 บ่อยมาก คือแปลจนมันฝังรากลงไปในสมอง จนซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว

ที่เราไปทำงานเป็นล่ามทุกวัน เราก็น่าจะคุ้นเคยกับ GENBA ดี ในขณะที่ GENBA พยายามปรับปรุงอยู่ทุกวัน ถ้าพนักงาน indirect หรือแม้แต่ล่ามไม่ปรับปรุงการทำงานของตัวเอง มันก็ดูจะเอาเปรียบพนักงานที่ทำงานร้อนๆอยู่หน้างาน (ต้องขอบคุณคุณลุง GM จอมโหดที่บริษัทเก่า ที่ด่าเราหรือด่าคนอื่นไม่รู้แต่เราต้องแปลแทบทุกวันจนความคิดนี้ฝังติดแน่นในหัวเรา ขนาดข้ามถนนนอกบริษัทเรายังมองซ้าย-ขวา ชี้นิ้วเมื่อถึงทางแยกเลย)

เอกสารที่เราได้แปลบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร เค้าบอกว่าเค้าอยากเอา IoT เข้ามาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือดึงเอาภูมิปัญญาของมนุษย์ออกมา IoT จะช่วยทำงาน routine แทนคนได้ และพองานตรงนี้หายไป คนก็จะมีเวลาเหลือพอไปใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นหรือสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา เราแปลไปแล้วเรารู้สึกว่า เคา้เจ๋งอ่ะ เราชอบแนวคิดนี้ของเค้า อ่านแล้วมัน ว้าว! มากๆ

อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่  IoTで人智を引き出し究極のモノづくりを目指す

แน่นอนว่าอีกนานกว่าซอฟท์แวร์จะสามารถเอาชนะคนได้ในการแปลภาษา เพราะงานล่ามแทบจะไม่มีความเป็น routine เลยแต่สำหรับเรา เราคงจะไม่รู้สึกว่าพอใจแค่ว่า ชั้นชนะกูเกิ้ลทรานเสลทนะ ชั้นสบายใจแล้ว เราคงไม่พอใจอะไรง่ายๆแค่นี้ ถ้าอยากจะตามทันการเปลี่ยนแปลง เราคิดว่าต้องทำแบบลุงจิโร่ ต้องแข่งกับตัวเอง ท้าทายตัวเอง ยกระดับให้สูงขึ้นไปอีก (เออ เราบ้าไปแล้ว เราแปลเรื่องพวกนี้จนมันฝังเข้าไปในหัวเรา ขนาดวันหยุดเรายังคิดเรื่องพวกนี้เลย ฮืออ ข้อเสียของคนอินง่าย อ่านนิยายก็ร้องไห้ เจออะไรก็เก็บไปฝัน)

ปีนี้เป็นปีที่มุมมองในการทำงานเราเปลี่ยนเยอะมาก เราพยายามดิ้นรนหาเป้าหมายใหม่ๆให้ตัวเองหลังจากสอบผ่าน แต่ก็ยังหาเป้าหมายที่ท้าทายและทำให้เป็นจริงได้ไม่เจอสักที

เราเลยไปนั่งเล่นเกมซิมส์ 4 ที่ซื้อมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเล่นสักที เมื่อวานเล่นไป 10 ชั่วโมง ในนั้นเราเล่นเป็นนักเขียน สิ่งที่ซิมส์เราทำก็คือ เขียนๆๆๆและเขียนเพื่อประสบความสำเร็จในอาชีพ

นั่นแหละ..เป้าหมายเรา อยากเป็นนักเขียน คุณก็ต้องเขียนสิ ไปทำอย่างอื่นมันช่วยให้เป็นนักเขียนได้มั้ย

อย่างที่บ่นไปยาวๆตอนแรกว่าเรากลัวการเขียน เพราะรู้สึกว่าตัวเองกากเกินกว่าจะไปสอนใคร ภาษาญี่ปุ่นเราก็งั้นๆ เราเป็นแค่ล่ามธรรมดาที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน (ที่ต้องเป็นแบบนี้เพราะถ้าเป็นนักเขียนอย่างเดียวไส้จะแห้ง เลยต้องเป็นล่ามควบด้วยเพื่อให้ไส้เปียก)

เมื่อเดือนที่แล้วมีเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเราอย่างรุนแรง จนเรารู้สึกว่าต้องระวังตัว ต้องระมัดระวังคำพูดให้มากๆ แต่ถ้ากลัวจนไม่พูด ไม่คิด ไม่ทำอะไรเลย มันก็คงไม่ดีเท่าไหร่ เราเลยพยายามเอาชนะความกลัวของตัวเองด้วยการเขียนออกมา เพราะเราพูดไม่ค่อยเก่ง (แต่รักหมดใจ… ถ้ารู้ว่าชอบอะไรจะหาให้เธอออออ) พูดแล้วทำให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือรู้สึกแย่ได้ง่าย เราเลยพยายามแสดงออกด้วยการเขียนแทน