Management สำหรับล่าม

ไม่ได้เขียนนานมากกกกกกกกกกกกกกกก (จริงๆก็ไม่นานขนาดนั้น) แต่ปีที่แล้วรู้สึเขียนน้อย หรือไม่ก็ยังเขียนเรื่องดีๆไม่ค่อยได้

เอาจริงๆเรารู้นะว่าจุดขายของบล็อกเราคืออะไร

คำศัพท์ ยังไงล่ะ

ไม่ใช่ให้คำศัพท์ดี ศัพท์เยอะ หรืออะไรนะ แต่มันเป็นศัพท์ที่คนมักจะลืมน่ะ (เวลาเราลืม นึกไม่ออก บางทีก็เสิร์ชบล็อกตัวเองนี่แหละ)

แต่เราไม่มีอะไรจะเขียนเกี่ยวกับคำศัพท์อีกแล้ว หมดแล้วจริงๆ

ถ้าจะเขียนก็คงเป็นพวกสำนวนแปลกๆที่ไปเจอมาแล้วมันน่าสนใจ

อย่างเช่นวันก่อนเจอคำว่า 内弁慶

ก็คือเบ็งเคเนี่ยเป็นนักรบที่เก่งและกล้าหาญมาก ขนาดตายยังยืนตายเลย จนมีคำว่า “ยืนตายแบบเบ็งเค”

弁慶の立ち往生 べんけいのたちおうじょう

ส่วน 内弁慶 うちべんけい ก็คือเก่งแต่ในหมู่พวกตัวเอง เป็นหัวโจกแค่ในกลุ่มเด็กๆที่เล่นด้วยกัน พอไปเจอคนอื่นก็หงอ ภาษาไทยมีคำว่า “เก่งแต่กับหมา กล้าแต่กับเด็ก” อะไรทำนองนี้

ซึ่งคนอื่นก็คงไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ รู้ไว้หล่อๆ เท่านั้นพอจริงๆ

สำหรับบทความแรกของเดือน ก็อยากเขียนอะไรที่มันมีประโยชน์แหละ แต่พอดีเราเป็นคนที่ชีวิตนี้มีหมดทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียว ก็คือไม่มีประโยชน์นี่แหละ 5555+

เอาล่ะ มาดูความพยายามในการดินร้น ทำตนให้เป็นประโยชน์ของเราหน่อยแล้วกัน

ในชีวิตการทำงานเป็นล่ามที่ผ่านมา ตอนปีแรกที่ทำงาน เคยถามพี่ล่ามว่าพี่เค้าทำงานมาแล้วกี่ปี พอเค้าตอบว่าห้าปีแล้ว นี่ก็ตกใจมาก พี่ทนได้ไง?

แต่พอมาเป็นตัวเอง… เออ มันก็ไม่ต้องทนนะ เวลามันก็ไหลผ่านเราไปตามเรื่องราวของมัน

มันอยู่ที่ว่าเราจะใช้ชีวิตยังไง ท่ามกลางเวลาที่ไหลผ่านไปและไม่หวนกลับมา (นายๆ เราว่านายเลิกเขียนบล็อก แล้วไปแต่งฟิคดีมั้ย สำนวนนายมันไม่ใช่ทางนี้แล้วอ่ะ 5555+ เอ้ออออ วันนี้จะได้มั้ยเนี่ย สาระ)

 

มาพูดถึงเรื่องการบริหารจัดการของล่ามดีกว่า ส่วนใหญ่พนักงานทั่วๆไป ทำงานไปสักพักก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นหัวหน้า และมีสิ่งต่างๆต้องบริหารจัดการมากมาย ต้องดูแลลูกน้อง ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าระดับสูงกว่าขึ้นไป ไหนจะเรื่องครอบครัวที่ต้องดูแล คือวันๆหนึ่งเนี่ยชีวิตคนเรามีเรื่องต้องบริหารจัดการเยอะมาก ล่ามก็เช่นกัน

วันนี้เราจะยกมาสัก 5 ข้อพอ

แต่มันไม่ได้มีเท่านี้แน่ๆ มันมีอีกเยอะมากๆๆๆๆๆ ดังนั้นไม่ต้องว่าว่าเราเอามาไม่ครบนะ บ้าบอ ใครจะเขียนได้หมด (ฝังใจ เคยพูดสปีชเรื่องคนที่เมหือนหมากับคนที่เหมือนแมว แล้วโดนคอมเม้นว่า คนเราไมไ่ด้มีแค่สองแบบนะ มันมีหลากหลายมากๆ จ้าาาาา คือสปีชมันภายในห้านาทีไง จะให้เล่าหมดสวนสัตว์ก็ไม่ไหวเด้ออออ บายเด้อออออออออ – – – เนี่ย ขี้เถียงอ่ะเรา ชีวิตเลยไม่ค่อยเจริญ 5555)

1. Time Management – เวลา

ปกติแล้วแม่เราบอกว่าบนโลกนี้ไม่มีอะไรเท่ากัน ความยุติธรรมอยู่ที่ความพอใจ แต่ต้นทุนอย่างหนึ่งที่เราทุกคนได้มาเท่าๆกัน คือ 24 ชั่วโมงต่อวัน (แต่จำนวนวันที่ได้รับมาเพื่อมีชีวิตอยู่ อันนี้ไม่รู้นะ เราไม่มีเดธโน้ต ไม่ได้ขอดวงตายมทูต เลยมองไม่เห็นอายุขัย—เอาแต่เล่น ชาตินี้จะเขียนมั้ย ฮ่วยยย)

เมื่อก่อนไม่เคยรู้สึกว่า 24 ชั่วโมงมันน้อยเลย จนกระทั่งปีที่แล้วที่เราเริ่มทำหลายอย่าง เริ่มอัดตารางตัวเองเยอะๆ จนรู้สึกว่าอยากให้หนึ่งวันมีสัก 36 ชั่วโมง เผื่อว่าจะได้มีเวลานอนมากขึ้นสักหน่อย (ทำไมดูเศร้าๆ)

พูดถึงเฉพาะ 8 ชั่วโมงที่เป็นเวลาทำงาน (และโอที) ก็แล้วกัน เพราะนอกเวลางานเราบริหารจัดการเวลาได้แย่มาก

ปีแรกที่เข้ามาทำงานที่นี่ เราทำ โอทีไป 200 กว่าชั่วโมง (เป็นช่วงที่มีปัญหาพอดี) ประชุมจนดึกๆ ถึงห้าทุ่มก็มี เคยทำโอทีแทบทุกวัน ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันก็มี

ปีที่สอง เราลดชั่วโมงโอทีตัวเองลง เหลือ 160 กว่าชั่วโมงต่อปี

ปีที่สามน่าจะประมาณ 70 ชั่วโมง

แน่นอนมันคือรายรับต่อปีที่ลดลง แต่สิ่งที่เราได้มา คือเวลา สำหรับไปทำอะไรที่ตัวเองอยากทำมากขึ้น เราว่าเรามีความสุขมากขึ้นกับเรื่องนี้ และมันเป็นการแลกที่คุ้มค่า

ทีนี้มาดูว่า เราทำยังไง

พี่ล่ามที่อยู่ตำแหน่งนี้ก่อนหน้าเราน่าจะค่อนข้างมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการเวลา ก็เลยมีคนญีปุ่่นสั่งให้ทำตาราง record เวลาทำงาน ซึ่งไฟล์มันก็ยังอยู่ในเครื่อง แล้วช่วงทีเรียนรู้งานเราก็มีเวลาเปิดๆดู (ขอบคุณความขี้เสือกของตัวเอง)

เราก็เลยเอาตาราง Excel นั่นแหละ  มาปรับนิดหน่อยให้เข้ากับการทำงานของตัวเอง เอาความรู้เดิมจากที่เคยทำงานแผนก Training 6 เดือนมาประยุกต์ใช้ ใส่สูตร เพื่อให้มันเป็นตารางที่บันทึกการทำงานได้ง่ายที่สุด

จริงๆต้องขอบคุณที่ทำงานเก่า ตอนที่เราเป็นทั้งสตาฟและล่ามควบกัน แล้วเราทำงานไม่ทัน ก็โดนว่าเอาแรงๆว่าให้จัดลำดับความสำคัญ แต่ตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่าให้ทำยังไง เค้าก็ให้เราเขียนส่งทุกวันว่าวันๆทำอะไรบ้าง เราก็เขียนส่ง แต่รู้สึกว่ามันช่างไร้ความหมาย

ทีนี้พอย้ายงาน เราก็ลองบันทึกการทำงานอีกที ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือลงเวลา ลงรายละเอียดสั้นๆว่างานอะไร จัดหมวดหมู่ ลงว่างานนี้ใครสั่ง ตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง (ใส่สูตรคำนวณอัตโนมัติว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่) พอจบเดือนก็ทำสรุปออกมาเป็นกราฟ ก็จะรู้เลยว่าเดือนนี้เราแปลล่ามเยอะมั้ย ประชุมเยอะมั้ย แปลเอกสารหรือแปลเมลเยอะแค่ไหน

พอทำแบบนี้ไปสักปี เหมือนเราก็เริ่มรู้ว่า งานอะไรคือ MUDA ก็หาทางลด (อันนี้ก็แอบๆจำๆเขามาใช้ ตอนไปแปลในไลน์เราได้ยินมา)

คือบางทีมีเอกสารมาให้แปล 30 หน้า คนจะใช้เอกสารเค้าก็อ่านไม่ออก เค้าก็แค่ส่งเมลล์มาบอกว่าแปลให้หน่อย เมื่อก่อนก็ไม่รู้ นั่งตะบี้ตะบันแปลมันทั้ง 30 หน้านั้นแหละ แปลไป สุดท้ายก็รู้สึกว่า ไม่ได้มีใครสนใจจะอ่านทั้งหมดขนาดนั้น

ก็เลยเปลี่ยนใหม่ จะถามเขาว่า พี่เอาไปทำอะไรคะ แล้วเอาเมื่อไหร่

เอาไปทำอะไร ก็คือถามวัตถุประสงค์ หลายๆครั้งที่เอกสารมาเป็นสิบๆหน้าแต่คนใช้ ต้องการใช้แค่สองหน้าแรก แปลไปทั้งหมดก็เสียเปล่า เรื่องนี้มันแก้ได้ด้วยการคุยกัน สอบถามกัน

ส่วนเอาเมื่อไหร่นี่จะเป็นเรื่องการจัดลำดับความสำคัญ จัดคิวงานแปลเอกสาร

เราก็ทำตาราง excel อีกนั่นแหละ อันนี้จะเป็นแผนการแปลงาน คือไม่ได้ลงทุกอัน จะลงเฉพาะช่วงที่งานยุ่งๆ มีเอกสารต้องแปลหลายฉบับพร้อมกัน

ทีนี้พอคนมาร้องขอว่า “แปลให้หน่อย เอาด่วน” เราก็จะเปิดให้เค้าดูว่า “พี่คะ ตอนนี้มีงานมือทั้งหมดเท่านี้ พี่ด่วนกว่างานนี้รึเปล่า ถ้าด่วนกว่าจะแซงให้ค่ะ แต่ของพี่อีกคนเค้ามาก่อน พี่ไปคุยกับเค้านะคะ ว่าขอเราขอทำของพี่ก่อน เสร็จแล้วจะรีบทำของเค้าให้ ขอบคุณค่ะ”

สามปีเต็มๆที่เราทำงานที่นี่ ไม่เคยมีคำว่าแปลเอกสารไม่ทันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

คือการจะพูดว่ายุ่งๆๆๆๆๆๆ ใครๆก็พูดได้แหละ แต่แสดงให้ดูเลยมันง่ายกว่า ว่ายุ่งยังไง

พอบันทึกจนเป็นนิสัย เราก็เข้าใจสภาพการทำงานของตัวเอง  และจัดลำดับความสำคัญ จัดสรรเวลาได้ดีขึ้น

ผลลัพธ์ก็คือชั่วโมงโอทีต่อปีที่ลดลง แต่ปีนี้น่าจะสุดๆแล้วล่ะ (ไม่ใช่ไม่ทำโอทีนะ เราทำ แต่ทำเท่าที่จำเป็น)

 

2. Emotion Management – อารมณ์

ข้อนี้โดนคอมเม้นท์มาบ่อยมากเมื่อก่อน เอาจริงแก้ไปแล้ว แต่ก็ยังโดนอยู่ดี คือเป็นคนหน้าตาจริงจังอ้ะ ไม่ได้โกรธ บางทีเครียดงานตัวเองอยู่ หรือฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็ทำหน้าไม่เข้าใจ (ก็คุณพูดไม่รู้เรื่องอ้ะ จะให้แปลยังไง)

บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าควรจัดการยังไงดี แต่รู้แนๆ่อยู่อย่างหนึ่งว่ายิ้มช่วยได้ แค่เรายิ้ม เราก็จะสวยขึ้นแล้ว ก็เลยฝึกตัวเองให้ยิ้มง่ายขึ้น ยิ้มบ่อยๆ เราเรียกมันว่ารอยยิ้มเพื่อการค้า เพื่อนเราบอกว่าเรายังดีที่ตอแหลเป็น (อ้าวเพื่อนนน นี่เพื่อนไง จำไม่ได้เหรอ)

คือถ้าเรียกว่าตอแปลมันก็ดูแรงนะ จะบอกว่าฝืนก็ยังไงๆ คือจริงๆเป็นคนดาร์คอ่ะ มืดมนมาจากภายในเลย แต่งานล่ามมันคือการทังานกับคนอ่ะ มันควรจะต้องสดใสร่าเริงนิดหนึ่ง เหมือนเราเป็นดารา กล้องจับปุ๊บ ยิ้มปั๊บ อ่าฮ้าาา มืออาชีพ!

ได้เหรอ?

ไม่รู้เหมือนกัน ข้อนี้ไม่รู้เลยจริงๆ แต่รู้สึกว่าพอยิ้มแล้วอะไรๆก็ดีขึ้นนะ

สิ่งที่ทำให้ยิ้มได้มากชึ้น คือการเปลี่ยนวิธีคิิด กับแนวคิดที่บอกว่า “คนคือสภาพแวดล้อมในการทำงาน”

ถ้าเราทำหน้าบูดหน้างอ คนรอบข้ากง็พลอยไม่สบายใจ เท่ากับว่าเราเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีในที่ทำงานแล้ว แต่ถ้าเรายิ้มเก่งหน่อย สดใสร่าเริง ก็ช่วยให้บรรยากาศในการทำงานมันดีขึ้น

อันนี้ต้องขอบคุณลุงหัวหน้าเราที่เป็น Mood-maker ในทุกสถานการณ์ ลุงเป็นคนตลก ล่ามก็ต้องแปลให้ตลก ทีนี้เวลาคุยอะไรมันก็ค่อนข้างจะง่ายเลยล่ะ

 

3. Relation Management – ความสัมพันธ์

อันนี้จะคล้ายๆข้อ 2 คือพอเรายิ้มแล้วบรรยากาศในการทำงานมันก็ดี ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก็ดี ทีนี้เวลาขอความช่วยเหลืออะไรมันก็ง่าย

ส่วนใหญ่ล่ามมักจะอยากได้เอกสารมากศึกษาเพื่อเตรียมตัวก่อนแปลจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันมักจะมาร้อนๆก่อนประชุมแค่ 5 นาที แหม อย่าไปว่าเขาเลย ตอนเราส่งรายงานวิจัยสมัยเรียนมหาลัย ก็งานเผาเหมือนกันนี่แหละจ้า 555+

พอเข้าใจความจริงในข้อนี้ เราก็เลยไมไ่ด้นั่งรอคนส่งเอกสารมาให้ แต่เดินไปหาเขา face to face หรือนัดเวลาถามว่าเขาพอจะว่างสักสิบห้านาทีหรือครึ่งชั่วโมงมั้ย เราไม่ได้ต้องการเอกสารที่สวยงาม หรือเป็นฉบับไฟนอล เราแค่อยากรู้ว่าเขาจะพูดเรื่องอะไร การประชุมนี้มีหัวข้อประชุมอะไรบ้าง วัตถุประสงค์ในการประชุมคืออะไร

เท่าที่ทำมา ส่วนมากทุกคนให้ความร่วมมือดีนะ มีส่วนน้อยที่จะบอกปัด เอาแต่บอกว่าไม่ว่างๆ ซึ่งคนประเภทนี้เราไม่มีอะไรจะพูดด้วย ปลงอย่างเดียวเลย

สามปีที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง มันส่งผลให้เห็นแล้วในปีที่ผ่านมานี้ ถ้ามีประชุมหรืออดิทสำคัญๆ คือเราไม่ต้องร้องขอเลย แต่คนที่เป็นคนต้องนำเสนอหรือรายงาน จะบอกคนจัดการประชุมว่านัดล่ามมาซ้อมก่อนมั้ย เห็นเราชอบอยากรู้ก่อน

คือคนที่เป็นคนรายงานเค้ารับรู้แล้วว่า ถ้าล่ามเตรียมตัวดี งานมันก็ออกมาดี เค้าก็เริ่มให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวด้วย งานเค้าก็ไม่เผา เราก็แปลได้ราบรื่น ก็วินวินกันไป อันนี้ดีใจมากที่เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานได้ อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ดีขึ้นเยอะ

พอทำงานราบรื่น ครั้งหน้าเราก็รู้สึกเป็นทีมเดียวกัน มันก็ค่อนข้างไปได้สวยเลย การทำงานในทุกๆวันก็เลยสนุกสำหรับเรา

 

4. Health Management – สุขภาพ

จริงๆอันนี้ควรจะเป็นข้อแรก แต่เราทำไม่ได้ มันหล่นมาอยู่ข้อ 4 ได้ไง ไม่น่าเลย

คือบนโลกใบนี้ทุกๆอย่างเรามีสำรองหมดแหละ ผิดพลาดอะไรมา มันยังหาทางแก้ไขได้

แต่เรามีร่างกายนี้แค่ร่างกายเดียว อวัยวะส่วนใหญ่ก็มีชิ้นเดียว ถึงจะมีสองชิ้น เช่น ไต แต่ถ้าหายไปสักข้าง การดำรงชีวิตเราก็จะยากลำบากมากขึ้น เพราะฉะนั้น อย่ากินเค็มจัดเลยนะ

คือถ้าเราป่วย ไม่ว่าจะป่วยกาย หรือป่วยใจก็ตาม มันส่งผลกระทบต่อทุกอย่างเลย เอาง่ายๆแค่ไม่สบาย เป็นหวัด ปวดหัว มีไข้ น้ำมูกไหล ไอจาม แค่อาการป่วยพื้นๆแค่นี้ ก็เล่นงานจนเราไปทำงานไม่ไหว ฝืนไปก็ทำงานได้ประสิทธิภาพไม่เท่าเดิมอ่ะ

ดังนั้นก็เลยอยากบอกทุกๆคนที่ผ่านมาอ่านว่า ดูแลสุขภาพให้ดีกันเถอะ อย่าน้อยก็พยายามนั่งหลังตรงๆ จะได้ไม่เป็นออฟฟิศซินโดรม

ป่วยมานอกจากจะเสียเวลาไปหาหมอแล้ว ยังเสียเงินค่ารักษา (ถึงจะมีประกันก็เถอะ จริงๆประกันก็มีต้นทุนนะ) แล้วพอป่วย อะไรที่เคยทำได้ดี มันจะทำไม่ได้

ข้อนี้นี่เราก็ต้องให้ความสำคัญเหมือนกัน คือในเวลางานเราค่อนข้างบริหารเวลาได้แล้ว แต่กลับบ้านมาเราทำหลายอย่างเกินไป สุขภาพเลยเริ่มแย่ เทอมหน้าเราเลยจะดร็อปที่ลงเรียนนิติแล้วล่ะ ไม่ได้เลิกนะ เรียนอยู่ แต่ช้าหน่อย เพราะเราไม่อยากอดหลับอดนอนอ่านหนังสือขนาดนั้น ปริญญาใบที่สองนี้เราเรียนเพื่อเอาความรู้ ดังนั้นมันไม่จำเป็นที่ต้องเอาสุขภาพไปแลกขนาดนั้น มันไม่คุ้มกันเลย

5. Money Management – เงิน

ข้อนี้คือใส่มาให้เลขมันสวยเฉยๆ ใครๆก็รู้แหละว่าจำเป็นต้องทำ แต่เราไม่สันทัดเรื่องการลงทุน เราเลยไม่มีอะไรจะเขียนจริงๆ ของเรานี่เน้นเรื่องของการใช้เท่าที่จำเป็นมากกว่า

แต่ปีที่แล้วก็รู้สึกว่าซื้อเลโก้ ซื้อของที่ชอบไปเยอะ ซื้อทีวีด้วย แล้วก็ไม่มีเวลาเล่น ไม่มีเวลาดู แต่อยากได้อ่ะ ก็เลยซื้อ

เลยรู้สึกว่าข้อนี้ทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะเริ่มซื้อของที่ซื้อมาแล้วไมไ่ด้ใช้ แปลว่ามันไม่จำเป็นไง สนองนี้ดล้วนๆเลย โขคดีหน่อยที่ชีวิตนี้ไมค่อยอยากได้อะไรแพงๆ มันเลยไม่เดือดร้อนอ่ะ เราคงไม่สามารถแนะนำอะไรเรื่องการใช้เงินของคนอื่นได้ แต่อย่างน้อยก็ควรบริหารเรื่องการลดหย่อนภาษีของตัวเองให้ดีๆก่อน

ปีนี้แหละ จะตั้งใจแล้ว

 

โว้ววว วันนี้เขียนได้ยาวจัง ถามว่าว่างเหรอมาเขียนบล็อกเนี่ย ก็ไม่ว่างหรอก

จริงๆเราลงเรียนนิติไป 3 ตัว แต่เราตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าสอบ แค่ 2 ตัว อีก 1 ตัวเก็บไว้สอบรอบสอบซ่อม เพราะเราอ่านหนังสือไม่ทันจริงๆ อันนี้ก็เป็น Time management นะ

เป็น Health management ด้วย เราอดหลับอดนอนอ่านหนังสือดึกๆไม่ไหวจริงๆ นาทีนี้ขอเลือกการนอน เป็นคำตอบสุดท้ายยยย

พอตัด(สิน)ใจ แบบนี้ได้ ก็ผ่นอคลายขึ้นเยอะเลย จากที่เครียดๆจนกล้าพูดว่าการเรียนนิติคือความเครียดเดียวในชีวิตเรา แต่พอตัดสินใจว่าจะยอมไปสอบซ่อมตัวหนึ่ง มันโล่งเลย

ก็เลยมีเวลามานั่งเขียนบล็อกนี่แหละ เราว่ามันก็คุ้มอยู่นะ

Advertisements

รีวิวชีวิต(การทำงาน)ปีนี้ของข้าพเจ้า

จริงๆแล้วเขียนลงเฟซบุค แต่รุ่นน้องบอกอ่านแล้วยิ้ม เลยก็อปมาแปะลงบล็อกดื้อๆเลย หากินง่ายจัง..

น้องอาจจะแค่ขำกรุบกริบกับมุกไฝแห้งก็ได้ แต่ก็ดีใจอยู่ดี

สิ่งหนึ่งที่รู้สึกอยากขอบคุณเพื่อนร่วมงานหลายๆคนในปีนี้ก็คือ การบรีฟให้ล่ามก่อน จะสั้นๆหรือยาวๆก็ได้หมดเลยค่ะ ดีกว่าปล่อยเราไปนั่งเด๋อด๋าไม่รู้อิโหน่อิเหน่คนเดียวในห้องปลาชุม🐳🐋🐬🐟🐠🐡🦈🐙🐚🦀🦐

เดี๋ยวนี้คือก่อนมีอีเว้นต์ที่สำคัญกับลูกค้า ก็มีนัดล่ามไปซ้อมก่อน อันนี้ขอบพระคุณจริงๆค่ะ มีพี่ๆหลายคนน่ารักมาก เขาเสนอเรื่องนี้เลยโดยไม่ต้องร้องขอ

ก็ดีใจที่มีวัฒนธรรมนี้เกิดขึ้น นานๆทีเราจะเจอประชุมกะทันหันสักที ไม่รู้คนอื่นเป็นยังไงบ้าง แต่โดยส่วนตัวเรา นี่เป็น condition การทำงานที่ดีที่สุดตั้งแต่เราทำมาแล้ว

มันก็ไม่ 100% หรอก แหม แก ใครมันจะไปโชคดีทุกวันล่ะจริงมั้ย? แต่ถ้าส่วนใหญ่แล้วเราจำได้แต่เรื่องดีๆ ก็แปลว่ามันดีแหละ

คือเมื่อก่อนเราชอบจำแม่นแต่เรื่องร้ายๆ เก็บมาคิดวกวนวุ่นวาย อยู่ๆก็มีเรื่องเธอรบกวนหัวใจ

พอแล้วววว จะร้องเพลงทำเตี้ยอะไร๊!?

แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่า เรื่องไม่ดีไม่ค่อยจำเท่าไหร่ ไม่ค่อยเขียนอะไรที่มันไม่ดี ไม่คิดถึง ไม่นึกถึงเลย

มีบางคนมาทำให้โกรธเหมือนกันนะ ถ้าเกิดขึ้นที่ทำงาน เราก็มักจะทำตลกกลบเกลื่อน ปนหลอกด่านิดๆ(เลว)

แต่ถ้าเกิดขึ้นกับคนรู้จัก ถ้าแบบคุยแชทไม่เห็นหน้า เราก็เลือกจะหนีมากกว่า นิ่งๆไป ไว้อารมณ์เย็นแล้วค่อยคุยน่ะ อันนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับมนุษย์หัวร้อนแบบเราเลย

ปีใหม่เรามักจะได้ขนมหรือของเล็กๆน้อยๆบ้าง ปีนี้ได้เสื้อม่อฮ่อมจากพนักงาน receiving โดยไม่รู้ตัวคนให้ด้วย

คือเราทำงานกับคนหลายคน อาจจะซื้อของให้ทุกคนไม่ไหว แต่เพื่อตอบแทนน้ำใจและความร่วมมือดีๆ จะตั้งใจเป็นทรายที่ดีขึ้น ถึงจะมีกวนตีนบ้าง (บ้างเหรอออออ นี่ใช้คำว่าบ้างเหรอ)

อันไหนที่มีข้อติมา ถ้าพิจารณาแล้วเราควรแก้ เราก็แก้ไขค่ะ จากวันนั้นที่ไปฟังประเมินมา เรายิ้มเยอะขึ้นจนเป็นอีบ้าเลย

เราได้รับเงินเดือน รอยยิ้มนี้รวมอยู่ในค่าจ้างของเราแล้ว มันคือรอยยิ้มเพื่อการค้า 5555

ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ หน้าเพือนคนหนึ่งจะลอยมา ผู้ชายด้วยนะ “(ชื่อเรา)ยังดีที่ตอแหลเป็น”

จ้ะ… 😅

จริงๆก็มีหลายอย่างที่อาจจะยังติดขัด หรืออึดอัดบ้าง แต่ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า การคุยกัน สื่อสารกัน มันจะช่วยทำให้อะไรดีขึ้นได้

อาจจะมีบางคนไม่ค่อยอยากคุยกับเราเพราะรำคาญ 5555 แต่เราก็จะยังคอยไปแหย่ให้โกรธบ้าง ไปแกล้งให้ยิ้มบ้าง ถ้าเขารำคาญก็ลดๆลงบ้าง

บางทีแหย่จนเขายิ้ม แค่มุมปากพอกรุบกริบก็ดีใจแล้วอ่ะ

ขอบคุณลุงมาก ที่สอนเราเรื่องการเป็น moodmaker
ทั้งๆที่จริงๆทักษะการเข้าสังคมเราแย่มาก คือเจอคนเยอะๆเราทำตัวไม่ถูกน่ะ โฟกัสไม่ได้ว่าควรทำตัวยังไง

INFJ – I : Introvert

เราทำแบบทดสอบ MBTI ได้ INFJ เลยอยากเขียนเกี่ยวกับ ตัว I ของตัวเองสักหน่อย

ในเอนทรี่ก่อนเขียนเกริ่นๆนำไปนิดหนึ่งแล้ว ว่ามีน้องแนะนำให้ฟัง Podcast R U OK ของ THE STANDARD ซึ่งฟังแล้วก็ชอบนะ ก็เลยอยากจะ “ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์”

แต่ด้วยความที่เราเป็น Introvert ไง มันก็เลยต้อง Deep อ่ะ มันจะไม่จบแค่กดแชร์ลิงค์

มันต้อง discussion ต่อ

รำคาญมั้ย พูดไทยคำอังกฤษคำ

เอ่อ เนื่องจากว่าเราเป็นคนอินโทรเวิร์ต มันจะต้อง ลึก มันต้องอภิปรายต่อ…

ดูฝืนๆมั้ย? บางทีก็รู้สึกว่าใช้อังกฤษเป็นธรรมชาติกว่า แต่จะให้เขียนบทความเป็นอังกฤษทั้งหมดเลยก็ไม่ไหว ก็จะเขียนไปแบบที่ตัวเองอยากเขียนก็แล้วกัน

https://thestandard.co/podcast/ruok03

นี่คือ Podcast ที่เราฟังไปเมื่อวันก่อน และมันคือตอนต่อไปของ Friday Night อาการซึมเศร้าในคืนวันศุกร์

เรามองว่าตัวเองชอบที่ทำงาน ชอบได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทำงานเก่ง พูดให้เว่อร์เลยคือเวลามีคนชมว่าทำงานดี หรือเวลา user มาขอบคุณเป็นพิเศษ อาจจะเพราะเขามารยาทดี หรือเขาอยากขอบคุณจริงๆก็ตาม ก็จะรู้สึกดีใจทุกครั้งแหละ เหมือนมีแสงแห่งความชื่นชมส่องมาที่ฉันอ่ะ

ไม่ว่าคนนั้นจะเป็น Introvert หรือ Extrovert หรือจะเป็นใครก็ตาม ขี้เกียจจะหานิยาม แต่มนุษย์ทุกคนมักจะพอใจเมื่อได้รับการยอมรับอยู่แล้วล่ะ

คือถ้าเป็นคนประเภท Extrovert การเข้าผับในคืนวันศุกร์ แฮงค์เอาท์ กินเหล้า เต้นๆ มันปลอดปล่อย มันชาร์จพลังได้หลังจากทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน

แต่กับ Introvert มันตรงข้ามไง

สิ่งที่ฮีลเราได้คือร้านที่เงียบๆสักหน่อย อาหารอร่อย เครื่องดื่มดีๆ และบทสนทนาที่เป็น Quality Time

จริงอย่างที่ใน podcast ว่าไว้เลย คือเราคุยไม่เก่งเลยเวลาอยู่ในที่คนเยอะๆ พูดอะไรก็ดูจะผิดไปเสียหมด ไม่รู้จะโฟกัสกับเรื่องอะไรดี รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันวุ่นวาย ไปห้างคนเยอะๆแล้วมันเหนื่อย วันหยุดนี่ชอบอยู่บ้าน ไม่งั้นก็เข้าห้องสมุดประชาชน

คือจริงๆชอบวงไอดอล รู้สึกมันสดใสดี แต่ถ้าไปตามอีเว้นต์ แล้วคนเยอะๆ กลับมาเราก็เหนื่อยอ่ะ

สงสัยจะชอบเป็นโซนหน้าจอมากกว่า

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาคืออยู่แต่บ้านจริงๆ ขนาดหิวยังไม่ค่อยอยากออกไปหาของกินเลย ทั้งๆที่ในบ้านก็ไม่ค่อยจะมีอะไรกินเท่าไหร่

เข้าใจนะ ที่เค้าคุยกันว่า บางคนเป็น Introvert บางคนเป็น Extrovert ได้ดี

นี่ก็เป็น มันคือสิ่งที่เรียกว่า รอยยิ้มเพื่อการค้าไง เรายิ้มเก่งมากตอนอยู่ที่ทำงานหรือตอนไปสอน มันคือการสร้างบรรยากาศดีๆ คือการทำตัวเองให้เป็นสภาพแวดล้อมดีๆที่ผู้ได้พบเห็นสบายใจอ่ะ ถ้าเปรียบกับการเป็นไอดอล ทุกการประชุม หรือทุกชั่วโมงเรียน ก็คือเวทีของเราอ่ะ มันก็ต้อง The show must go on.

โดยเฉพาะการสอน นักเรียนของเรามักจะอายุมากกว่าเรา ในชั่วโมงแรกที่ต้องสร้าง First impression เราจะพยายามเตรียมตัวมาก่อนเป็นอย่างดี เพื่อแสดงให้นักเรียนเห็นว่า คนคนนี้สามารถสอนเค้าได้จริงๆ เค้าจะได้เรียนได้อย่างสบายใจ

มันไม่ง่ายเลยนะสำหรับคนไม่กล้าแสดงออก ที่จะยืนขึ้น แล้วพูดหน้าห้อง ให้คนอื่นฟัง

แต่ในที่สุดก็ทำได้ ฝึกตัวเองมาจนทำได้ดีประมาณหนึ่ง แต่ในทางกลับกันมันก็ต้องใช้พลังงานสูงมาก กลับไปบ้านเลยชอบที่จะอยู่นิ่งๆมากกว่า

ตัวอย่างของคนแบบนี้ที่ชัดเจนที่สุดในสายตาเราคือ มิวสิค BNK48

บนเวทีน้องจะสดใส ร่าเริง ยิ้มเก่ง เต้นเต็มที่ ทำทุกเพลงให้เป็นเพลงร็อค เต้นจนหัวจะหลุดแขนจะหลุดเอาได้ น้องเป็นคุณพระอาทิตย์ที่แสนสดใสจริงๆ เป็นแหล่งฮีลลิ่งอ่ะ ออร่าของพลังมันพุ่งมากๆ ถ้าให้เราบรรยายเราคงใช้คำว่า “ร้อนแรว๊งงงงง!”

แต่พอจบการแสดง พีเ่ต๋อที่เป็นผู้กำกับสารคดี Girls don’t cry เคยกล่าวไว้ว่า

พอนอนอยู่บ้านเสาร์อาทิตย์ แล้วไปทำงานวันจันทร์ ประโยคแรกที่ลุงหัวหน้าถามเราคือ “หยุดเสาร์อาทิตย์ไปไหนมา?”

และนี่คือบทสนทนาจากสถานการณ์จริง

เรา “ไม่ได้ไปไหนเลย”
ลุงก็ “ทำไมอ่ะ??” (ลุงคือคน extrovert โคตรๆ)เรา “ก็ไม่เห็นต้องไปไหนเลย ร้อน เป็น introvert ไง ไม่อยากออกไปไหน”
ลุง “เธอกลายเป็นคุณป้าแก่ๆไปแล้วววว เออ แต่ร้อนจริง”

คือนี่ไม่เข้าใจมากว่า ทำไมคนชอบอยู่บ้าน=คนมืดมน ไม่แฮปปี้

ตอนเด็กๆไปโรงเรียน เด็กเยอะๆมารวมตัวกัน มันทำให้เราเหนื่อยนะ (ตอนนั้นแกก็เด็กโว้ย!)

สิ่งรบกวนมันเยอะไปอ่ะ เสียงดัง สีหน้าของแต่ละคน มันคือ input ปริมาณมาณมหาศาลที่เข้าสู่สมองเรา แล้วดันคิดเยอะ ต้องแปลผลเยอะ เลยเหนื่อยไง

ตอนเด็กๆเลยชอบที่จะเข้าห้องสมุด เพราะอย่างน้อยคนส่วนใหญ่ในนั้นก็พยายามอยู่เงียบๆ

แล้วก็ชอบจดจ่อกับหนังสือตรงหน้า มากกว่าจ้องหน้าคน เพราะเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราจะประหม่า ทำตัวไม่ถูก

ยังจำได้อยู่เลยว่าตอนไปสอบพูดภาษาอังกฤษตอนป.5 เราไปยืนบิดชายเสื้อให้ครูดู จนครูทักว่า “เสื้อจะขาดแล้ว”

เด็กคนนั้นนั่นแหละ ที่มาเป็นล่ามในวันนี้ หลายๆทีก็มีต้องไปยืนจับไมค์แปลต่อหน้าคนทั้งโรงงานบ้าง ยืนเผชอญหน้ากับทุกคนแล้วแปลบ้าง

คนเดียวกันกับที่ยืนสอนหน้าห้อง ต่อหน้านักเรียนในโรงเรียนสอนภาษา

แน่นอนว่าเราชอบงานเรา เพราะถ้าไม่ชอบคงเลิกทำไปแล้ว

ก็คิดว่าทำได้โอเคประมาณนึง เพราะมีนักเรียนที่ต่อคอร์สเรียนกับเราต่อ หรือบริษัทก็ยังต่อสัญญาอยู่ แปลว่าเรายังใช้งานได้ตามฟังก์ชั่นอยู่นะ

คือไม่ได้รู้สึกฝืนอะไรเวลาต้องทำตัว Extrovert แต่แค่เวลาพัก จะชอบอยู่เงียบๆมากกว่า

ชอบกินข้าวคนเดียวด้วย เพราะมีเวลาคิดอะไรมากกว่าฟังเรื่องคนอื่นน่ะ

พอเป็นแบบนี้ บางทีก็เลยถูกมองแปลกๆอยู่เหมือนกัน แต่โตมาก็ดีขึ้นนะ ไม่ใช่เราปรับตัวหรอก แต่พอโตขึ้น คนเรามีอะไรให้โฟกัสมากขึ้น ตัวตนของคนอื่นเลยจางๆไป เราเลยไม่ค่อยสะดุดตาในฐานะคนที่แตกต่างจากคนอื่นแล้วเท่านั้นเอง

สิ่งที่เราเชื่อผิดๆมาเป็นสิบปี

รู้สึกว่าช่วงนี้เขียนได้ไม่ดีเลย

แม่คอยตามอ่านบล็อกอยู่ แม่ก็บอกว่า “ถ้ายังไม่อยากเขียน ก็ไม่ต้องเขียน”

อยากเขียนสิ… ยิ่งทำได้ไม่ดียิ่งต้องทำเยอะขึ้น จะได้รู้ว่าควรแก้ตรงไหน

เอาจริงๆพอจะรู้แหละ เมื่อก่อนคือสิ่งที่เขียนมันตอบโจทย์สิ่งที่คนต้องการไง คนหา “บางอย่าง” เช่น คำศัพท์ หรือมีคำถามบางอย่าง แล้วเรามีเรื่องราวที่ตอบโจทย์ตรงนั้น หรืออาจะไม่ตอบโจทย์ แต่มีอะไรบางอย่าง ที่พอจะเกี่ยวข้องบ้าง

แต่สิ่งที่เราเขียนตอนนี้ คือการค้นหาตัวตนของตนเอง ซึ่งมันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับใครเลย

แล้วทำไมคนอื่นต้องมาอ่านด้วยล่ะ?

แล้วเราจะเขียนทำไมให้มันเป็นขยะในยุค Big data

แต่คำตอบก็คือ…มันจำเป็นสำหรับเรา

จริงๆก็เอาประสบการณ์การทำงานมาเล่าก็ได้ รู้สึกว่าได้ทำอะไรแปลกๆที่คิดว่าเจ๋งดี แต่เราว่ามันเทาๆ เราทำเกินหน้าที่ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่จะเปิดเผย คนเราก็ไม่จำเป็นต้องโพสต์ทุกอย่างลงอินเตอร์เน็ตใช่มั้ยล่ะ อย่าเพิ่งคิดไกล เราไม่ได้ทุจริตอะไร ไม่ได้ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน 5555+

ตอนนี้คิดว่าตัวเองทำงาไนด้ดีประมาณหนึ่งแหละ (คิดเอาเองนี่แหละ เออ มีคนหลงตัวเองเบอร์นี้อยู่บนโลกหนึ่งคน) บางทีก็รู้สึกตัวเองเหลิงเกินไปหน่อย

คือคุยกับลุงหัวหน้า แล้วลุงก็บ่นคนคนหนึ่งที่เค้าไม่ค่อยทำงาน รับเมลล์มาแล้วส่งออกไปเฉยๆ เป็นไฟล์สแกนไม่ชัด ห้าหน้า ตัวหนังสือละเอียดยิบ คันจิเป็นก้อนดำๆ แล้วมาบอกให้แปล

เราก็ถามลุงว่า “เอกสารนี้ต้องแปลมั้ยคะ”

ลุง “ไม่ต้องเปล เยอะเกินไป ไม่ต้องทำ K ซังนี่ไม่ไหว แค่รับแล้วก็ส่งออกไป ไม่คิดเล้ย”

เรา “ใช่เลยค่ะ” (นั่นไง ผสมโรงซะงั้น) “เนี่ย เอกสารตั้งห้าหน้า มาเป็น PDF ตัวหนังสือเยอะ คันจิก็เล็ก อ่านไม่ออก”

ลุง “ผมก็อ่านไม่ออกเหมือนกัน ผมเมลล์ไปบอกเค้าแล้ว ส่งมาแบบนี้ก็อ่านไม่ออกหรอก”

เรา “อ่านคันจิไม่ได้เลย บลาๆ” (ตั้งท่าจะบ่นต่อ แล้วเรารู้ตัวว่าพูดมากไปเลยหุบปาก ฉับ! แบบตัดบทสนทนาดื้อๆเลย หน้าเราคงตลกมากอ่ะ เห็นลุงแอบยิ้ม) “ขอโทษค่ะ ช่วงนี้เรา なまいき เกินไปจริงๆ ขอโทษค่ะ” แปลคำนี้ยังไงดี?? กร่าง มั่นหน้ามั่นโหนก

ลุงก็หัวเราะ “อ่อ รู้ตัวด้วย はんせい ตัวเองนี่นา”

เรา “ก็ はんせい ตลอดแหละค่า”

เลยไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องงานเท่าไหร่ เพราะช่วงนี้เราเหลิงอ่ะ นิสัยไม่ค่อยดี ไม่มีใครอยากเปิดเผยเรื่องชั่วๆ ของตัวเองหรอก 55555+

เราพยายามปรับปรุงตัวอยู่ค่ะ ไม่ต้องด่านะคะ กลัวสำนึกผิดไม่ทัน (อันนี้เอาฮาเด้อ)

 

 

จากการพยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง เราเป็นคนคิดเยอะมาก

แต่พบว่าชีวิตไม่มีอะไรให้เครียดเลย มีความสุขดีมาก (เอ๋า แล้วไม่ดียังไง) สิ่งเดียวที่เป้นความทรมานคือการที่เราไปลงเรียนนิติ (นี่เป็นหนึ่งในเป้าหมายของเราตอนปี 2015 นะ)

คือเราอ่ะ เข้าใจผิด ว่านิติเป็นวิชาใช้เหตุผล แต่พอเรียนดู เรากลับพบว่า นี่มันท่องล้วนๆเลยนี่นา แล้วเราเกลียดการท่องจำมาก เพราะเราจำไม่ได้จริงๆ

ตอนม.ปลายเราคิดว่าเราคงจะเรียนนิติศาสตร์ได้ดี แต่ก็ไปเลือกเรียนภาษา แล้วก็เชื่อมั่นในตัวเองแบบผิดมากตลอดเลยว่าตัวเองน่าจะเรียนนิติได้ดี

แต่พอมาเรียนดู เราพบว่า ถ้าเราเรียนนิติตอนป.ตรี หลังจบม.ปลาย เราต้องเรียนไม่จบแน่ๆเลย ต้องร้องไห้ ขอซิ่ว ดราม่า น้ำตารินแน่นอนนนนน

คือเรา เกลียด-การ-ท่อง-จำ มากจริงๆ

เรียนเทอมแรก สามตัว รวม 45 บท ชอบ 3 บท นอกนั้นเกลียด

เทอมนี้ 45 บทเหมือนเดิม ยังไม่ชอบเลยสักบท

ถ้าไม่ชอบขนาดนั้น ก็พอเถอะ อย่าฝืนเลย

แม่อุตส่าห์เตือน ว่าอย่าเรียนเลยมันลำบาก ท่องหนังสือจนหัวผุ นี่ก็ไม่เชื่อ บอกว่าเดี๋ยวจะเรียนแบบไม่ท่องให้ดู

อ๋ออออ ทำไม่ได้จ้า อ่อนแอก็แพ้ไปนะจ๊ะ

กลายเป็นว่าที่เรียนภาษาอ่ะ ถูกแล้ว มันทำให้เราเข้าถึงเนื้อหาที่เราอยากอ่านได้มากขึ้น

 

ตอนนี้การต้องอ่านหนังสือเรียนวิชากฎหมายเพื่อสอบเป็นความทุกข์ทรมานอย่างเดียวของเราจริงๆ จะเทก็ไม่ได้ สอบตกก็ละอายใจอีก เพราะเราแทบไม่เคยสอบตกเลย

เทอมหน้าเราว่าจะพักสักเทอม

แม่บอกว่าก็เรียนไปให้มันครบๆแปดปี ไม่ต้องรีบ

คือเรียนแล้วได้ความรู้นะ มีก็ได้ใช้นั่นแหละ มันดีมากๆ มันแก้ปัญหาที่เราเจอในชีวิตประจำวันได้

แต่เรียนแล้วมันทรมานนนนน ฮือออออ

 

การไปเรียนวาดรูปฮีลลิ่งเราได้ดีกว่า เพราะการทำงานปกติในบริษัทมันก็เครียดอยู่แล้ว ไปเรียนสาดรูปนี่เหมือนไปพัก ถึงจะหัวร้อนบ้างบางทีที่ทำไม่ได้อย่างใจ แต่ก็รู้สึกมันทำให้เป็นคนใจเย็นขึ้นเยอะ

เอาจริงๆจะเขียนเรื่องงานก็ได้ แต่ก็จะเขียนได้แค่ พยายาม พยายาม ทำทุกวันให้ดีที่สุด ทุกการประชุมคือรันเวย์ของล่าม อะไรงี้

มันก็ดีแหละ แต่เรารู้สึกว่ามันเริ่มตันแล้วล่ะ คือไม่อยากทำตัวเป็นกูรูเพราะตัวเองเบบี๋ไม่เก่งเลย ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือการพยายามเรียนรู้จากคนเก่งๆอยู่

แต่นั่นแหละ เราก็จะไปช้าๆหน่อย ตามสไตล์

ถ้ามายืนอยู่ในจุดที่เรายืนอยู่ตอนนี้ ไกด์ไลน์จากคนอื่นไม่ค่อยมีผลแล้ว อยู่ที่ใจตัวเองล้วนๆเลย ว่าอยากจะไปไกลแค่ไหน

 

สรุปสาระสำคัญในหนึ่งบรรทัด มาอ่านตรงนีก้็ได้ ข้างบนนั่นเราบ่นเฉยๆ

“เราคิดผิดที่เรียนนิติ จะดราม่าป่าว? งั้นเปลี่ยนเป็น เราคิดผิดที่คิดว่าตัวเองจะเรียนนิติได้ดี 555555”

นี่คือการแสดงอารมณ์และทรงผมในการเรียนนิติของข้าพเจ้า

wtf

wtf1

และผลลัพธ์คือ ก่อนเรียนสอบได้ 6/10 หลังเรียนได้ 4/10

ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเซ่อจริงๆ

Friday Night อาการซึมเศร้าในคืนวันศุกร์

เราไม่เคยไปหาหมอจิตวิทยา แต่ถ้าเห็นคนรอบตัวมีอาการที่เป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้า เรามักจะบอกให้เขาไปหาหมอ ไม่ได้คิดว่าคนที่ไปหาหมอคือคนผิดปกติอะไร เพราะตอนช่วงมหาลัยเราก็อยากไปโรงบาลเฉพาะทางด้านนี้ ก็ขี่รถเข้าไปเลยมั้ง แล้วก็ไม่ได้หาหมอ เพราะหมอไม่อยู่ 5555+

เพิ่งได้อ่านบทความว่า เราไปหาหมอจิตวิทยา ไม่ใช่เพราะเราเป็นบ้า แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เราเป็นบ้าต่างหาก อันนี้เห็นด้วยนะ คือสำหรับเรา เรามองว่า ไม่ว่าร่างกาย หรือจิตใจ ก็สามารถเกิดการเจ็บป่วยได้เช่นกัน

คนที่ดูแลสุขภาพร่างกายดีๆ ออกกำลังกายบ่อยๆ ทานอาหารครบห้าหมู่ ก็จะไม่ค่อยป่วย

ก็เหมือนกัน คนที่มีมุมมองที่เป็นบวก รู้วิธีจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง เขาก็จะสามารถผ่านทุกเหตุการณ์ที่เข้ามาได้สบายๆ

ถ้าเราเป็นหวัด นอนพักแล้วไม่หาย แล้วอาการมันหนักขึ้นเรื่อยๆ เราก็ควรไปหาหมอ ดีกว่านอนปล่อยให้ตัวเองเป็นหนักมากขึ้น แล้วสุดท้ายก็เกิดโรคแทรกซ้อน หนักกว่าเดิม

การเจ็บป่วยทางจิตใจเองก็เช่นกัน ถ้าคิดว่าไม่ไหว ให้ไปหาหมอ

สำหรับเราเรามองว่ามันเป็นสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ เรามักจะนึกเป็นภาพจานหมุนๆของฮาร์ดดิสก์ มันอาจจะมีจุดที่เป็น Bad sector ถ้าหมุนมาเจอจุดนั้น ก็คือซวยเลยไง

เกริ่นมาถึงเรื่องนี้แล้วยังไง มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่กำลังจะเล่า…

คือเราอ่ะ ค่อนข้างจะมีความสุขกับชีวิตมาก ๆ เรียกได้ว่าพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีแล้วกัน แล้วก็คิดไม่ค่อยออกว่าตัวเองอยากจะได้อะไร หรืออยากจะดิ้นรนในเรื่องไหน ติดจะเป็นคนเฉื่อยชาด้วยซ้ำ เราเลยต้องมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตนเอง แต่ปีนี้เป็นปีที่เราไม่มีเป้าหมายเป็นชิ้นเป็นอัน มันเลยค่อนข้างสะเปะสะปะ ไม่ชัดเจนเท่าไหร่

ก็ซื้อรถแล้ว ขับรถพาตัวเองไปที่ไหนๆได้ไกลขึ้น ก็เลยไปลงเรียนวาดรูปบ้าง

ลงเรียนนิติไปแล้ว เพื่อพบว่าตัวเองไม่ชอบท่องเอาเสียเลย คือเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นวิชาใช้เหตุผลไง อ๋อไม่ใช่ มันคืออ่าน ทำความเข้าใจ จำ ซึ่งเป็นวิธีเรียนที่เราไม่ถนัดเอาเสียเลย แต่ก็คิดว่ามีประโยชน์นะ

งานสอน อันนี้ค่อนข้างสนุก ชอบเลยแหละ ทำแล้วรู้สึก motivation เพิ่มขึ้น

งานล่าม อันนี้ก็ค่อนข้างแฮปปี้ คิดว่าตัวเองโชคดีมาก จนคิดว่าตอนนี้ชัดจะรู้สึกได้ถึงสิ่งที่เรียกว่าคอมฟอร์ทโซนแล้วล่ะ เราเริ่มชอบงานที่ทำอยู่ตอนนี้มาก จนกลัวว่าวันหนึ่งจะสูญเสียมันไป

ในชีวิตการทำงานหลายคนมักมองถึงเรื่องความมั่นคง แต่สำหรับเรามันไม่ใช่การที่เค้าไม่ไล่เราออก แต่มันคือการที่เรามีความสุขกับงานที่ทำไปได้เรื่อยๆ

สำหรับเรา เรามีบ้านแล้ว มีงานที่มีรายได้เพียงพอกับการดำรงชีวิต แล้วก็โชคดีมากที่เป็น Introvert เลยชอบอยู่ติดบ้านมากๆ

แต่ดันเสพติดการทำงานไปด้วย เวลาทำงานแล้วทำได้ดี เราชอบ รู้สึกตัวเองมีคุณค่า ชอบมากๆเลยนะเวลาทำงานยากๆได้สำเร็จน่ะ

แต่บางอาทิตย์ พอถึงคืนวันศุกร์ เราจะรู้สึกว่างเปล่า ไม่เคยเกลียดเช้าวันจันทร์มานานแล้ว แต่มีบางอาทิตย์ที่ไม่ชอบคืนวันศุกร์เท่าไหร่ บางทีอยู่ดีๆก็ร้องไห้เลยนะ มันไร้เหตุผลมากๆ แค่ต้องพยายามผ่านคืนวันศุกร์ไปให้ได้ บางครั้งก็ดื่มแอลกอฮอล์บ้างเพื่อน็อคตัวเองให้หลับไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ดื่ม เพราะยุ่งมากจนดื่มไม่ได้ ก็นั่นแหละ คนที่ทำงานบริษัท สอนประมาณ 2-3 คอร์ส เรียนนิติไปด้วย เรียนวาดรูปด้วย หัดเล่นกีต้าร์บ้าง เลี้ยงแมว แถมทำงานบ้านเอง ก็คงไม่มีเวลาว่างพอจะฟุ้งซ่านแล้วล่ะ

สำหรับเรา การทำงานช่วยบำบัดได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าช่วงไหนว่างเราจะฟุ้งซ่านไง เหมือนอย่างตอนนี้ก็คิดว่า เรามีความสุขเกินไปมั้ย แล้วถ้าวันหนึ่งสูญเสียมันไปจะทำยังไง แล้วตอนนี้ต้องทำอะไรมั้ย

คือคนอื่นก็บอกว่า ถ้าชีวิตดี มีความสุขอยู่แล้ว ก็ใช้โชคดีตรงนี้ไป แม่ก็บอกว่างานก็ดีอยู่แล้ว

เราแค่อยากรู้ว่า คนเราควรจะแค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอ หรือควรจะท้าทายตัวเองยิ่งๆขึ้นไปดี

ถามไปก็เท่านั้นแหละ รู้ว่าไม่มีคำตอบหรอก ขึ้นอยู่กับอารมณ์และทรงผม

ในคืนวันศุกร์บางคืน เราก็ชอบอ่านหนังสือเงียบๆ

บางทีก็เล่นเกม ช่วงนี้ติดเกมซูม่า

บางทีแค่ไปกอดแมวก็ฮีลลิ่งได้แล้ว

บางทีก็ตามไอดอลบ้าง หรือไม่ก็วาดรูป

เหมือนพยายามค้นหา สิ่งที่ตัวเองชอบอยู่

จริงๆเราชอบดูดาว กับไปแคมป์ ฝันจะมีบ้านในที่ที่อากาศดีและมองเห็นดาว จริงๆก็มีที่ที่เล็งเอาไว้ แต่ก็กลัวว่าจะมีคนเอาไปสร้างโรงงานอุตสาหกรรมรอบๆเสียหมด ทำให้มันไม่ใช่ที่ที่อากาศดีอีกต่อไป

จริงๆอยากไปซื้อที่ตรงนั้น แล้วทำให้เป็นบ้านที่เอาไว้หนีตอนช่วงวันหยุดน่ะ แต่ก็นั่นแหละ ถ้างั้นก็ทำบ้านที่อยู่ตอนนี้ให้เป็นแบบที่ชอบไปเลยสิ (ยากอีก คือถ้าอยู่บ้าน มันมีงานบ้าน มีสิ่งที่ต้องทำ ไม่รู้สึกว่าได้หนีเลยอ่ะ)

ตอนสมัยไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น มีร้านเหล้าร้านหนึ่งที่เราชอบมาก เป็นร้านที่เพื่อนที่ทำงานพาไปเลี้ยงส่งเราก่อนกลับไทย มันจะเป็นร้านเหล้าแบบอิซาคายะ มีบอร์ดเกม มีโต๊ะปิงปอง คือมันเป็นวันที่สนุกมากจริงๆ

เมื่อก่อนตอนอยู่ที่ทำงานเก่าก็เล่นปิงปองบ่อย แต่ก็โดนย้ายแผนกทำให้เวลาเบรคไม่ตรงกับแก๊งเพื่อนเล่นปิงปอง เลยอดเลย หมดสัญญาก็ออก

ที่ทำงานปัจจุบันก็มีโต๊ะปิงปองนะ มีคนเล่นอยู่ แต่ไม่รุ้จักเขาอ่ะ ไม่กล้า แล้วมีแต่ผุ้ชายเล่นกันโหดๆ เราเล่นปิงปองแบบเดอะกากอ่ะ

ตอนนี้ทางแก้ก็คือเล่น Wii เอา ได้เครื่องเก่ามาจากคนญี่ปุ่นที่กลับประเทศ ซื้ออุปกรณ์เพิ่มหมดไปหลายอยู่ ซื้อทีวีจอใหญ่ๆมาด้วย ก็เล่นบ้างนะ แต่ก็เบื่อๆ

นี่ก็ซื้อเกมมาเยอะอยู่ ซื้อเลโก้ เกมตีน้ำแข็งเพนกวิ้น เจนก้า ถังโจรสลัด พวกเกมเล่นในวงเหล้าอ่ะ ซึ่งเล่นคนเดียวมันเหงาไป

เหมือนเป็นปีที่ค้นหาตัวเองมาทั้งปีก็ยังตั้งเป้าหมายไม่ได้ ก็คงต้องหาๆกันต่อไป

seeker

เป็นซีกเกอร์ที่พยายามหาลูกสนิชสีทองเพื่อจบเกมของตัวเองอยู่ แต่ยังไงก็ไม่เจอสักทีแฮะ มันบินเร็วไป หรือเราเซ่อเกินไปล่ะเนี่ย

ว่าแล้วก็ขอพูดถึงบ้านเรเวนคลอหน่อย

คือเมื่อก่อนอ่ะ ตอนเด็กๆที่อ่านแฮร์รี่ ก็ต้องชอบบ้านกริฟฟินดอร์อยู่แล้ว ไม่งั้นก็สลิธิรินอ่ะ

ก็อีกสองบ้านไม่มีบท จืดจางจะตายไป

ทีนี้พอมาเล่มสี่ ฮัฟเฟิลพัฟก็มีบทบ้าง เซดริกอย่างหล่อ พอมาเป็นหนังคนเล่นก็ได้โรเบิร์ต แพททินสัน ซึ่งหล่อระเบิดระเบ้อเลย โผล่ออกมานี่แบบ กรี๊ดดดดด หล่อออออ

ตอนนี้ก็มี สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ซึ่งนิวท์ก็น่ารักไง นี่เด็กบ้านฮัฟเฟิลพัฟ คนเล่นเป็นนิวท์ตอนเด็กก็หล่อ

หันมามองเรเวนคลอ หล่อสุดคือกิลเดอรอย ล็อกฮาร์ต หล่อมากนะ สาวกรี๊ดทั้งเรื่อง แต่ดูน่าคนแสดงแล้วแบบ ฮืออออ โทษที คำว่าหล่อของเราไม่ใช่แบบนี้

แล้วต้องมองใคร ศาสตราจารย์ฟลิตวิคเหรอ

เอาจริงๆที่พอจะได้บทดีๆหน่อยก็ลูน่า เลิฟกู๊ด แต่บทน้อยมาก

คือเราไปทำแบบทดสอบในพอตเตอร์มอร์แล้วได้บ้านเรเวนคลอ อ่านเรื่องห้องนั่งเล่นรวมที่เป็นหลังคาโดม เห็นดาวก็ชอบ คือเออ มันใช่เราดี หรือวิธีการเข้าห้องนั่งเล่นรวมที่ต้องตอบคำถามก่อน คือแบบเป็นบ้านที่ฉลาดดีอ่ะ

แต่บทที่ได้นี่คือ ออกมาเพื่อตายโง่ๆให้ตัวเอกดูดีทุกทีเลย

นี่คาดหวังมากว่าเจเคจะมีบทดีๆให้เรเวนคลอบ้าง ไม่รู้จะตายก่อนได้ดูรึเปล่า 5555+

จืดจางเหลือเกิน ขนาดจะว่ารูปซีกเกอร์บ้านเรเวนคลอ ยังหารูปอ้างอิงไม่ได้เลย

พอบ่นๆเรื่องนี้ เพื่อนก็บอกว่า เด็กเรเวนคลอรีบกลับหอไปอ่านหนังสือไง กิจกรรมอไรไม่ทำ เสียเวลา ก็เลยไม่มีบท 5555+ เออ จริงของมัน

แถมเป็นเด็กดี เรียบร้อย เลยไม่ค่อยโดนลงโทษให้ทำอะไรแปลกๆอย่างเข้าไปในป่าต้องห้ามด้วย

โถ…เป็นคนดีที่แสนจาง

มี Podcast น่าสนใจที่อยากแปะไว้ คือ R U OK ของ The Standard เห็นมีน้องบอกว่ามันดี

เผื่อว่าใครเสิร์ชเรื่องโรคซึมเศร้า แล้วผ่านมาเจอบทความนี้ เราก็ทิ้งลายแทงเล็กๆไว้แล้วกัน เผื่อว่ามันจะมีประโยชน์

https://thestandard.co/podcast_channel/ruok/

โลกใบใหม่…

ปีนี้เรื่องเขียนบล็อกเราดรอปลงไปมากเลย เรียกได้ว่าเป็นช่วงเว้นวรรค หาความรู้ เพื่อเริ่มต้นอะไรใหม่ๆแล้วกัน

นั่นๆปลอบใจตัวเองไปอีก หาข้ออ้างอ่ะ ขี้เกียจก็ไม่ยอมรับว่าขี้เกียจ เมื่อก่อนยุ่งแค่ไหนยังเขียนได้เลย

(คนบ้าอะไรเนี่ย มาคุยกับตัวเองเป็นวรรคเป็นเวร ขอเรียกการกระทำแบบนี้ว่าส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดแล้วกัน ดูเท่ดีมั้ย จริงๆคือเป็นบ้า นั่งคุยกับตัวเอง)

ไปลงเรียนคลาสศิลปะมาแหละค่ะ ไปมาได้ 2 ครั้งแล้ว ครั้งละ 3 ชั่วโมง

ส่วนใหญ่เพื่อนร่วมคลาสเราจะเป็นเด็ก อายุไม่เกิน 10 ขวบ

ครูที่สอนก็จะมีอาจารย์เจ้าของโรงเรียน ที่เหลือจะเป็นครูเด็กๆ วัยเพิ่งจบมหาลัย

ตอนไปเรียนเค้าก็ถามแบคกราวด์ก่อนว่าเรามาเรียนทำไม คาดหวังอะไร

คำตอบของเราก็คือ “อยากเขียนหนังสือของตัวเองสักเล่ม ที่วาดภาพประกอบเอง จริงๆก็วาดรูปมาบ้าง แบบหัดเองนี่แหละ แต่มันเริ่มตันแล้ว เลยคิดว่าต้องมาเรียนแล้ว”

หนังสือที่เราเขียนอยู่ ก็คือบล็อกอันนี้นี่แหละ คงต้องเขียนไปอีกเป็นสิบปี กว่าจะได้ขาย ถึงตอนนั้นเรื่องมันอาจจะไม่สดใหม่แล้วก็ได้ แต่มันคือชีวิตเราทั้งชีวิต

ตอนนี้ก็พยายามพิสูจน์ตัวเองอยู่ เขีบนสเตตัสยาวๆในเฟซบุคให้แม่อ่านบ้าง มาเขียนบล็อกบ้าง แล้วก็จะถามแม่ว่า ถ้าเป็นแม่แม่จะซื้องานเรามั้ย คำตอบที่ได้ก็ยังคงเป็น “ไม่ซื้อ” เหมือนเดิมทุกที 555+

เอาล่ะ เข้าเรื่องที่ไปเรียนศิลปะต่อ

คือแน่นอนว่ามันแปลกที่คนอายุขนาดเรา ที่ทำงานไม่ได้เกี่ยวอะไรกับด้านนี้เลยจะไปลงเรียนวาดรูประบายสี

แต่สำหรับเรามันก็ธรรมดาอ่ะ แค่คิดว่าต้องเรียนแล้ว เลยไปเรียน

ก็ได้คุยกับครูเยอะนะ คือตอนจะเข้ามหาลัย เรามีรุ่นพี่ที่เราชื่นชมมากๆ ปลื้มเขามาตั้งแต่ม.ต้น ก็อยากจะเข้าคณะเดียวกับพี่คนนี้ ในมหาลัยเดียวกัน (เคยเขียนถึงพี่คนนี้ไปแล้วล่ะ)

แต่สุดท้ายพอจะไปสอบ ครูก็ไม่ให้เลือกคณะนั้น ให้เรียนเอกภาษาญี่ปุ่นแทน ก็เลยเรียนแล้วก็ทำงานเป็นล่ามมาจนทุกวันนี้ เพราะขัดครูไม่ได้ ครูดุมากเลยล่ะ

พอเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ครูสอนศิลปะฟัง ตอนนั้นมีครูในห้องอยู่ 3 คน ทุกคนมองหน้าเราเหมือนมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เราไม่ดื้อ ยอมทำตามที่ครูบอก เพราะทุกคนคือคนที่ดื้อเรียนเอกศิลปะ วาดรูป จิตรกรรม ทั้งๆที่คนรอบข้างไม่เห็นด้วยไง อาจารย์ที่เป็นเจ้าของโรงเรียนยังพูดเลยว่า “ครูจะมารู้อะไรดีกว่าเราล่ะ สำหรับผมไม่ได้เลยนะ ถ้าจะต้องทุบหม้อข้าวเพื่อไปต่อก็ต้องทำ มันต้องเอาชีวิตรอดให้ได้” (ไม่ได้พูดแบบนี้เป๊ะๆหรอก แต่เราจำมาแบบนี้แหละ)

ส่วนตัวเรานั้น เราให้เหตุผลว่า “เพราะเราวาดรูปไม่เก่งมากพอที่เราจะดื้อได้ไง ถ้าเราวาดรูปเก่งมากพอ หรือเก่งในคณะที่เราอยากจะไป เราก็คงกล้าไป โดยไม่สนว่าคนอื่นจะพูดยังไงแล้วล่ะ”

“ดูรูปที่เราวาดสิ แค่วาดเส้นให้ตรงยังไม่มีปัญญาเลย 5555”

แต่ว่านะ… ถึงแม้ว่าเราจะไม่เก่งยังไง แต่สุดท้าย เราก็หนีตัวเองไม่พ้น ก็เลยต้องขวนขวายมาเรียนวาดรูปนี่ไง

ตอนแรกนี้ถึงขั้นเสิร์ชโรงเรียนเซมมงในญี่ปุ่นเลยนะ แต่เห็นค่าใช้จ่ายแล้วคิดว่า เรียนในไทยดีกว่เาพราะเราเบสิคยังแย่เลย ทำเบสิคให้ดีก่อน อีกอย่างเรียนในไทยเราทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้ แต่ถ้าไปทำงานที่ญี่ปุ่นแล้วเรียนเซมมง เราอาจจะไม่สามารถหางานที่เพียงพอต่อการดำรงชีพได้

ถ้าเราเป็นนักดาบมือหนึ่ง ฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดในยุทธจักร เราก็กล้าลุยแหละ แต่นี่แค่จับดาบไม้ให้ตั้งตรงยังไม่มีปัญญา อย่าเพิ่งฝันไปไกลถึงขั้นเดี่ยวมือหนึ่งเลย

แค่ทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองมีพัฒนาการ เอาชนะตัวเองคนเมื่อวานได้ ก็ดีใจมากแล้วล่ะ

Class 1 : เส้น

44416426_2260422720648953_8654499997842145280_n

ถ้าดูงานที่ทำ อาจจะเป็นแค่การลากเส้นนะ แต่เราได้ฝึกอะไรเยอะแยะเลย สมาธิ ท่านั่ง การหายใจ ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง มันฝึกให้ใจเย็นขึ้นเยอะ ปกติเราทำงานเราไม่ค่อยได้ทำบนกระดาษจริงๆสักเท่าไหร่ ทำแต่งานดิจิตอล แล้วเราใจร้อนมาก

Class 2 : แรเงา

43626613_2268785263146032_2130932587797938176_o
คือถ้าพูดถึงความเข้มอ่อนเนี่ยคำว่าเข้มหรืออ่อนของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ก็เลยทำให้มันเป็นตัวเลขซะ

ก็ฝึกระบายความเข้มทั้งหมด 7 ระดับ

ช่องสุดท้ายก็ฝึกใช้สี เหลือง แดง ม่วง น้ำเงิน ดำ ไล่ระดับสี เบลนด์ให้กลมกลืนกัน

เทคนิคคือที่ความเข้มระดับสอง จับดินสอห่างๆ ลงเบาๆ เบาที่สุด
พอเข้มขึ้นก็จับใกล้ขึ้น

สีต้องแหลม จะได้ระบายลงร่องกระดาษได้

ความเข้มอ่อนคือการที่สีขาวผสมอยู่ในสีเยอะแค่ไหน

สิ่งที่แปลกใหม่มากสำหรับเราก็คือในวงการศิลปะเขาก็จะคุยกันเรื่องคอลลีนออกโปรดักส์ใหม่ 120 สี กล่อง 3 ชั้น กระดาษ ยี่ห้อไหนเป็นยังไง เนื้อหนาบางต่างกันยังไง กระดาษยับหรือไม่ยับ ใส่กรอบกระจกตัดแสงราคาแพงมาก ใช้เงินทุกอย่าง แพงทุกอย่าง

มันค่อนข้างเป็นโลกที่แปลกใหม่สำหรับเรา ก็เลยสนุกดี เมื่อวานพาแม่ไปด้วย

ก็เลยโดนแซวว่ามีผู้ปกครองมาด้วยแล้วนะ (คราวที่แล้วไปเรียนเองไง ส่วนนักเรียนคนอื่นพ่อแม่มาส่ง)

เพื่อนร่วมคลาสเราจะเป็นเด็กๆไม่เกินสิบขวบน่ะ ส่วนคุณครูส่วนมากก็เด็กกว่าเรา

ด้วยความที่เป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นให้นักเรียนที่โตกว่าตัวเองเหมือนกัน ด้วยความที่เวลาเจอนักเรียนอายุมากกว่า ครูก็มักจะทำตัวไม่ถูกน่ะ เรามักจะละลายพฤติกรรมก่อน คลาสแรกต้องสร้างความประทับใจก่อน ให้เค้าเชื่อว่าเราเป็นครูจริงๆนะ แล้วหลังจากนั้นมันจะราบรื่น คือเราต้องมั่นใจก่อน ว่าเราสอนได้จริงๆ

เมื่อวานนี้ครูที่สอนเราอายุประมาณ 24 จบเอกสอนศิลปะโดยตรง เห็นหน้าครูปุ๊บเรารู้เลย ครูก็ดูเกร็งๆ เราเลยแนะนำตัวก่อนว่า “ชื่อน้อง(บอกชื่อ)นะคะ อายุจริงก็ไม่น้อยแล้ว แต่อายุสมองประมาณสามขวบ เรียนกับเด็กได้ค่ะ สอนเหมือนสอนเด็กได้เลย” แล้วก็เรียกเค้าว่าครูตลอด เหมือนที่เด็ฏๆเรียก จะไม่เรียกครูว่าน้องอย่างเด็ดขาด

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการมีเพื่อนเป็นเด็กคือ เราอยากเป็นตัวอย่างที่ดี ก็จะพยายามพูดเพราะ คะขาทุกคำ ก็อยากซึมซับนิสัยนี้ไปใช้ให้ได้นะ

แล้วคือชั้นล่างของโรงเรียนเป็นร้านกาแฟ มีกระป๋องใส่สีไว้ให้เด็กมาระบายสีได้ คือเอาจริงๆเราห่างหายไปจากการจับดินสอสีนานมาก สมัยเรียนเราก็ไม่ชอบระบายสี วาดได้ แต่จะไม่ระบายสีแน่นอน

สิ่งแรกที่เรไาด้เรียนรู้ตอนไปเรียนคลาสแรกคือ เราต้องเหลาสีให้แหลม ถึงจะระบายได้สวยๆ

ตอนเด็กๆระบายยังไงก็ระบายไม่สวย เหมือนจำได้ลางๆว่ามีคนเคยบอกว่าเหลาบ่อยเปลืองสี

สงสัยตอนเด็กๆบ้านเราจนอ่ะ เปลืองสีดีนัก ไม่ระบายมันซะเลย

ตอนนี้มีเงินเดือนเองแล้ว จะระบายให้มันเปลืองแค่ไหนก็จะทำ อยากรู้ว่ากะอีแค่ค่าสีมันจะทำให้เราต้องอดข้าวเลยมั้ย (ก็อาจจะใช่นะ ถ้าใช้กระดาษเทพๆ สีแพงๆน่ะ)

คือได้เรียนอะไรใหม่ๆเยอะมากจากคลาสสิลปะ น้ำหนักในการระบาย ตำแหน่งที่จับดินสอก็มีผลนะ ระบาย

จับดินสอตั้งขึ้น จะได้ระบายลงในร่องกระดาษได้ บางทีระบายเพลินๆ ครูก็ต้องเตือนให้เหลาสีหน่อย

คือจะบอกว่า ลืมกินข้าวเที่ยงแล้วไปเรียนทั้งสองครั้งเลยแหละ แต่ไม่รู้สึกว่าหิวเลย เพราะมันเพลินมาก ครั้งแรกสามชั่วโมงตอนเรียนไม่หิวเลย ไม่เข้าห้องน้ำด้วย บ้าไปแล้ว แต่ออกมาเจอฝนตกรถติด หิวมาก ทรมานสุดๆ

ส่วนครั้งที่ 2 นี่เผลอทำเพลิน ระบายไปตั้ง 3 ชั่วโมงเกือบ 4 ชั่วโมงแน่ะ สงสารครูแฮะ เราติงต๊อง ดูนาฬิกาผิดเอง

รู้สึกว่าชอบเรียนศิลปะนะ รู้เลยว่าตอนเรียนศิลปะในโรงเรียน ทั้งตอนประถมและมัธยม ไม่รู้ว่านักเรียนเยอะหรืออะไร แต่ครูไม่สนใจเราเลยอ่ะ เอาแบบมาวางแล้วก็อ่ะวาดนะ ครั้งหน้าเอามาส่ง แล้วครูก็ไปนั่งเฉยๆ เออ ไม่ชอบเลยอ่ะ

นี่แบบเลิกเรียนแล้ว ขอครูว่ามีการบ้านอะไรให้ทำ ครั้งหน้าจะทำมาส่งนะ

คือปกติคนทำงานอ่ะ ก็ไม่อยากได้การบ้านหรอก แต่เราชอบการบ้านวิชาศิลปะมากเลย

คือตอนนี้ทำงานที่บริษัท มีสอนประมาณ 3 คลาส เรียนนิติด้วย ดูชีวิตน่าจะยุ่งมากใช่มั้ย

แต่การบ้านวิชาศิลปะ มันเป็นการเล่นที่เราสามารถหนีจากอะไรที่เรารู้สึกว่ามันเป็นงานได้อ่ะ ก็เลยชอบ คือถ้าขี้เกียจอ่านหนังสือกฎหมาย ก็จะบอกตัวเองว่า “ฉันต้องทำการบ้านวิชาศิลปะ” แล้วก็ไม่อ่านหนังสือ 5555

ข้อดีของการมาเรียนตอนโตคือเรารู้ว่า อะไรที่เราอยากเรียนหรือไม่อยากเรียน แล้วเราสามารถจัดตารางตัวเองได้อ่ะ มันไม่ถูกบังคับด้วยระบบจนเกินไป คือถ้ารับผิดชอบตัวเองได้ก็โอเค เราชอบนะ

แค่ไปลงเรียนวาดรูประบายสี เรียนแค่อาทิตย์ละครั้ง ก็เหมือนได้ไฟที่มอดไปกลับคืนมาเลยล่ะ

Tips วันนี้ที่อยากจะบอกคือ ถ้ารู้สึกเศร้าหรือหมดกำลังใจ ให้ลองทำอะไรใหม่ๆดู ไม่ต้องไปทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่หรอก แค่ทำเรื่องเล็กๆที่เราชอบแล้วตั้งใจทำให้ดีก็พอ มันจะช่วยให้เรารู้สึกดีกับตัวเองขึ้นเยอะเลย

เหมือนตอนเราทำการบ้านไปส่งครูอ่ะ ตอนที่เราไม่ง่วง เราตั้งใจ เราลากเส้นโค้งได้ดีมาก ครูชมเลย แต่หลังๆคือตีหนึ่งแล้ว ง่วงแล้ว ไม่ยอมเหลาสี ลากปื้ดๆๆๆเลย

ดูแค่เส้นที่วาดก็รู้แล้วว่าตอนทำงานเป็นยังไง มีอารมณ์แบบไหน

แต่ครูบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ ดีแล้ว คือดูการลากเส้นดูมั่นใจ เส้นที่ลากมาทั้งหมดทุกเส้นนี่ไม่มีเส้นไหนไม่มั่นใจเลย ต่างจากตอนที่เราจับดินสอครั้งแรกเยอะ”

เออ เสียเงินเรียนแล้วสบายใจอ่ะ จริงๆนะ

เราเป็นมนุษย์ที่ก่นด่าระบบการศึกษาของไทยมาโดยตลอดเลย คือมันมีครูที่ดี ครูที่ตั้งใจนะ แม่เราเป็นครู คนไหนทำดีแล้วเราไม่ได้ว่านะ

แต่ตอนเราเด็กๆเราเจอครูที่แบบ สอนก็ไม่อยากจะสอน ชอบใช้อารมณ์กับเด็กเยอะมาก เอาง่ายๆอนมัธยม เราต้องมีปัญหากับครูทุกปีเลย แต่ตอนเข้ามหาลัย เราไม่เคยทะเลาะกับครูเลย

ถามว่าเราเปลี่ยนนิสัยตัวเองเหรอ ก็ไม่อ่ะ ทุกวันนี้ทำงานแล้วเราก็ยังมีนิสัยแบบเดิมอยู่นะ แต่ตอนมหาลัย ครูพยายามเข้าใจว่าเราจะบอกอะไร ครูรับฟังเราอ่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอนมัธยมเราไม่เคยได้รับเลย

เมือ่ก่อนเวลามีรุ่นพี่มหาลัยมาแนะแนวที่โรงเรียน เราคิดว่าเราอยากจะขึ้นไปยืนเวทีแบบนั้น แล้วพูดอะไรให้คนอื่นฟังบ้าง

แต่สุดท้ายตอนเข้ามหาลัยได้ เราก็ไม่ได้กลับไปแนะแนวที๋โรงเรียนนะ

ถ้าตอนนี้ได้ขึ้นไปพูดบนเวทีที่โรงเรียนเก่า คงจะเริ่มพูดด้วยคำว่า “พี่เกลียดโรงเรียนนี้”

จบ โดนผอ.ให้รปภ.ลากลงเวที

แต่เรามองว่าการยอมรับความเป็นจริงเป็นเรื่องที่สำคัญนะ ชีวิตวัยมัธยมของเราไม่ได้สวยงามเท่าไหร่ การแตกต่างจากคนอื่นทำให้เรามีปัญหาในการเข้าสังคม การที่แม่ไม่เคยชมเพราะกลัวเราเหลิง มองอีกด้านก็ทำให้เราดูถูกตัวเองอ่ะ เวลามีอะไรที่ต้องตัดสินใจ เราก็จะมักคิดไปก่อนว่า “ฉันทำไม่ได้หรอก”

ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรากลายเป็นคนชอบชมตัวเอง (มาก) มากจนบางทีก็ดูขี้อวด

เรายอมรับความจริงตรงๆเลยว่าเราเป็นคนขี้บ่น น่ารำกาญ ขี้อวด หลงตัวเอง

แต่เราจำเป็นที่จะต้องเป็นคนแบบนี้จริงๆ มันเป็นวิธีการเอาตัวรอดที่ทำให้เราไม่ฆ่าตัวตายไปซะก่อน ทุกๆอย่างที่เราทำตอนนี้ คือยุทธวิธีเพื่อการเอาตัวรอด เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงแมว การวาดรูป หรือการทำงาน มันทำให้เรารักตัวเอง เคารพและชื่นชมตัวเอง ซึ่งมันจำเป็นมากในยุคนี้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะเจอ hate speech แบบไหน เจอคำพูดอะไรที่มันทำร้ายจิตใจบ้าง และเราห้ามคนอื่นพูดไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คืออยู่กับคำพูดเหล่านั้น แล้วปล่อยให้มันจางไปโดยไม่ต้องไปสนใจอะไร

“ช่างแม่งชนะทุกสิ่ง”

เราจะคิดก่อนว่า คำพูดนั้นถ้าเราเก็บเอามาคิด จะมีประโยชน์ต่อตัวเรามั้ย ถ้าใช่ คิดต่อไป อันไหนไม่ดีก็แก้ไข แต่ถ้าไม่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร พูดจบคนพูดก็ลืมแล้ว เหมือนเค้าตดอ่ะ ตดแล้วก็ไป ถ้าเรายังไปนั่งดม มันก็เหม็นเปล่าๆ เดินหนีง่ายกว่า จะมาทนดมตดคนอื่นทำไม

นี่แค่ไปเสียเงินเรียนศิลปะแล้วคิดอะไรได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?

เอาน่ามันก็คือความฟุ้งซ่านเล็กๆ (?) แต่ก็แอบมีสาระ ชอบเวลาตัวเองเขียนเรื่อยเปื่อยมากกว่าเวลาพยายามจะเขียนอะไรที่มันมีสาระอ่ะ

ไม่รู้ว่าคนอื่นจะชอบมั้ยนะ แต่เราชอบนะ

และนี่มันก็บล็อกของเราอ่ะ เออ เราชอบคุ้มทุน แต่ถ้าคุณชอบเรามันคือกำไร อ่ะฮิ้วววววว(อะไรของมันวะ??)

จบแบบงงๆแบบนี้แหละ มีสไตล์ดี 555+ โคตรมั่วอ่ะ

เมนไอเดียคือ ไปเรียนศิลปะมา – จบ – ถ้าขี้เกียจอ่านอะไรยาวๆ อ่านสรุปตรงนี้ก็ได้ค่ะ

สายตาที่เปลี่ยนไป…

เพิ่งกลับมาจากแข่ง QCC ที่มาเลเซียค่ะ

เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ แต่ถ้าจะเล่าทั้งหมดก็กลัวว่าจะยาวเกินไป เลยขอเล่าเรื่องที่ประทับใจที่สุดก่อนก็แล้วกันค่ะ

ในชีวิตการทำงานของเรา ประมาณปีที่ 3 ของการทำงาน มีผู้ใหญ่เลือกมาว่าอยากให้เราไปแปลแข่ง QCC ของบริษัทที่จัดแข่งที่ญี่ปุ่น แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ไป เพราะเขาบอกว่าต้องให้ล่ามไปตามคิว เลยเป็นพี่อีกคนไป

ตอนนั้นก็ไม่ได้เสียใจอะไร เพราะตัวเองก็เพิ่งเข้าบริษัทนั้นได้ไม่นาน ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ ไม่ได้ไปก็ดีแล้ว กลัวแปลแล้วไปทำเค้าแพ้

หลังจากทำงานที่บริษัทที่ว่ามาประมาณปีกว่าๆ ก็ถูกเสนอชื่อให้ไปแปลแข่ง Skill Contest แต่ตอนนั้นเราไม่กล้าไป เพราะมันมีแข่งไฟฟ้า เราไม่ถนัดเอาซะเลย กลัวไปแปลแล้วทำเค้าแข่งแพ้อีกแล้ว ถึงขั้นร้องไห้ขอร้องพี่เลขาประธานว่าไม่อยากไป อย่าให้เราไปเลย

นึกย้อนกลับไปแล้วขำ โคตรไม่มืออาชีพ ร้องไห้เพื่อขอปฏิเสธโอกาสที่ได้รับมาเนี่ยนะ โคตรจะเด็ก ทำงานแล้วแต่รับผิดชอบงานที่ตัวเองได้รับมอบหมายไม่ได้ ไปขอร้องคนอื่นว่าขอไม่ทำ ทำไมมุมมองตอนนั้นเราแคบได้ขนาดนั้นนะ

ทีนี้ก็หมดสัญญา ย้ายบริษัท มาทำที่ปัจจุบันนี่แหละ แล้วทีนี้มีแข่ง QCC ของบริษัทในเครือ จริงๆพี่ที่รับผิดชอบเค้ามอบหมายให้ล่ามอีกคนทำ ก็เพื่อนเรานี่แหละ สมมุติว่าชื่อ J

J เด็กกว่าเรา 1 ปี แต่ทำงานที่นี่มาก่อนเรา ก็ไม่ได้เรียกเราว่าพี่ เพราะตอนแรกเข้าใจว่าอายุเท่ากัน

J เป็นล่ามประจำแผนก Production Maintenance และ Safety ซึ่งในสายตาเรา มันเป็นล่ามที่ยุ่งมากๆ ดูแต่ละแผนกที่แปลสิ ไม่นับงานแปล Plant Tour ที่มีบ่อยมาก

ก็เลยอาสาช่วยแปล QCC มี presenter 2 คน ถ้าใช้ล่าม 2 คนแปล จะได้มีจังหวะพักหายใจ ได้มีคนช่วยทำสคริปด้วย เพราะเวลานำเสนอผลงานมันเร็วมาก ถ้าคนพูด 2 คนแล้วล่ามคนเดียว มันเหนื่อยจริงๆนะ

ตอนนั้นคิดแค่นี้จริงๆ คิดแค่อยากจะช่วยเพื่อน แล้วหัวหน้าเราก็ใจดีด้วย ไม่ว่าอะไรที่เราขอไปทำงานนี้

แข่งรอบที่ไทย กลุ่มเราได้ที่ 2 ได้สิทธิ์ไปแข่งต่อที่มาเลเซีย

ทีนี้ก็เริ่มเครียดแล้ว เพราะมีเรื่องของงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง

คือ organizer ก็อยากให้ทั้งเราและ J ได้ไปมาเลเซียทั้งคู่ เพราะก็แปลด้วยกันมา แต่ทีมอื่นใช้ล่ามคนเดียว ถ้าทีมเราใช้ล่าม 2 คน มันก็คงจะดูแปลกๆ เค้าก็เลยจะให้เราแปลภาษาอังกฤษ ซึ่งบอกตรงๆนี่ไม่มั่นใจภาษาอังกฤษของตัวเองเลย เราใช้ภาษาอังกฤษได้แบบคนที่ติดกับการศึกษาแบบไทยๆมาก ฟัง อ่าน เขียน พอได้ แต่พูดนี่ไม่ได้เลย

สุดท้ายเราดูกรรมการ พบว่ามีกรรมการที่เป็นคนอินเดีย ใช้ภาษาอังกฤษแค่คนเดียว เลยขอแปลญี่ปุ่นดีกว่า มีพี่ AM อีกคนที่ไปกับทีมอยู่แล้ว เขาก็แปลภาษาอังกฤษให้

ก็ทำสคริป ซ้อม แล้วก็ไปแข่ง เราได้โจทย์ยากมาคือคนญี่ปุ่นที่ดูแลเรื่องนี้เค้าฟังล่ามของอีกโรงงานหนึ่งแปลรอบแข่งที่ไทยมา แล้วเค้าชื่นชมมาก เพราะน้องล่ามคนนั้นทำได้ดีมาก แปลเหมือนพากษ์การ์ตูน มีเสียงขึ้นลงที่น่าสนใจ ล่ามคนเดียวแต่เปลี่ยนเสียงเหมือนมีคน 5 คน คือมันเป็นความสามารถพิเศษของตัวล่ามคนนี้อ่ะ ไม่รู้ว่าเป็นพรสวรรค์หรือพรแสวง หรือทั้งสองอย่าง แต่เราก็รู้จักล่ามคนนี้อยู่  เราปลื้มเค้ามาก และรู้ดีว่าตัวเองทำแบบน้องล่ามคนนี้ทำไม่ได้หรอก ชั่วโมงฝึกมันต่างกัน แต่เมื่อมันคือคำสั่ง ก็ต้องทำ

คืนก่อนแข่ง เรากับเพื่อนซ้อมจนดึก ซ้อมจนฝัน ซ้อมจนหลอนเข้าไปในหูกันและกัน

พอวันแข่งจริงก็ทำได้ดีตามที่ซ้อมมาแหละ ก็พอใจในงานล่ามของตัวเอง ผลการแข่งขันคือกลุ่มเราได้ที่ 3

แน่นอนว่าคะแนนมันมาจากหลายๆอย่าง ไม่ใช่มาจากล่ามแค่อย่างเดียว ถึงแม้จะไม่ได้ไปแข่งรอบต่อไปที่ญี่ปุ่น แต่ปีนี้ได้เข้าร่วมและติดอันดับรอบเอเชียก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากแล้ว และในฐานะล่าม เรากับ J ทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียใจทีหลังเลย

ที่ 1 คือเวียดนาม คือทำดีจริงๆ ปีนี้เวียดนามมาแรงมากจริงๆ การได้ไปแข่งนอกประเทศมันเปิดโลกทัศน์เราจริงๆนะ ชาติอื่นๆไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม เก่งภาษาอังกฤษกันมากจริงๆ การทำ QCC เค้าก็เอาจริงเอาจัง กระตือรือร้นมาก

พูดถึงภาษาอังกฤษเรามี TOEIC 900 up แล้วยังไง? พูดไม่ได้ก็เท่านั้นแหละ

Local Guide ของมาเลเซีย พูดอังกฤษ มาเลย์ อินโดนีเซียได้แบบคล่องๆเลย

หันมองดูตัวเอง ภาษาญีปุ่่นก็ไม่ได้เรียกว่าดี ถึงแม้จะมีอาชีพเป็นล่ามก็ตาม ภาษาอังกฤษก็พูดไม่คล่อง เก่งแค่ภาษาไทยนี่แหละ ที่กล้าพูดได้เต็มปากว่าตัวเองเก่งภาษาไทย (ถึงจะชอบพิมพ์ผิดบ่อยๆก็ตาม)

การแข่งรอบเอเชียครั้งนี้มีทีมที่ลงแข่งทั้งหมด  13 ทีม เป็นทีมจากไทย 3 ทีม ก็คือทีมเรา ทีมน้องล่ามนักพากษ๋การ์ตูน และก็อีกทีมหนึ่ง (อยากบอกชื่อบริษัทนะ จะได้เข้าใจง่าย แต่ไม่เอาดีกว่า)

ตอนแข่ง ทีมจากไทยอีกทีมต้องรับคอมเม้นท์จากกรรมการที่เป็นคนอินเดีย ซึ่งภาษาอังกฤษของคนอินเดียก็ค่อนข้างฟังยากสำหรับคนไทย มีปัญหานิดหน่อยตรงที่นั่งของล่ามในวันแข่งมันไม่ได้ยินไมค์กรรมการด้วย เลยยิ่งเป็นโจทย์ยากเข้าไปใหญ่

คือทีมนั้นเด๊ดแอร์ไปเลยช่วงนั้น แต่มีฮีโร่สาวสวยก็คือล่ามญี่ปุ่นที่แปลภาษาอังกฤษของทีมน้องล่ามนักพากษ์ เข้ามาช่วยแปลให้ แก้ไขสถานการณ์เด๊ดแอร์ไปได้อย่างสวยงาม แล้วคือภาษาอังกฤษของล่ามคนนี้ดีมาก สำเนียงดี พูดจามั่นใจ เข้าใจง่าย เฟียซอ่ะ สวยเลย แบบฉลาด มั่นใจ เท่มากๆเลย กรรมการคนอินเดียบอกว่า ผมเข้าใจที่คุณพูด คืออย่างเท่

เพื่อนเราคือ เจ้า J ก็ปลื้มมาก หันมาพูดกับเราว่า “แก..เค้าเท่อ่ะ ชอบๆ เก่งมาก ชอบๆๆ” พูดไปตาก็เป็นประกายไป นี่ก็แบบ “เอ้อ ชอบเขามากก็เดินไปจีบเลยป่ะ” (หยอกเพื่อนเล่น เพื่อนมีแฟนแล้ว แต่เห็นมันปลื้มออกนอกหน้ามาก)

ช่วงเบรคเราก็หันไปชูนิ้วโป้งให้ล่ามสาวคนเฟียซคนนั้น คือเค้าเท่จริงๆ ตอนดินเนอร์ปาร์ตี้ก็ไปชมเค้าตรงๆเลย บอกว่ามีคนปลื้มมากนะ จิ้มๆไปที่ไอ้เจ้า J

แล้ววันถัดมามี Plant tour ของโรงงานที่มาเลเซีย

กลุ่มเรากับทีมน้องล่ามนักพากษ์ ล่ามคนเฟียซได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ซึ่งในกลุ่มก็จะมีพนักงานในไลน์ที่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษด้วย ล่ามคนเฟียซก็อาสาแปลให้ทุกคน

โรงงานที่จะไป Plan Tour จะมีฝั่ง Thermal ก็จะผลิตงานที่เหมือนกับโรงงานของน้องล่ามนักพากษ์ กับล่ามคนเฟียซ แล้วก็จะมีโรงงาน Electronics ก็จะคล้ายๆงานบางอย่างที่โรงงานของเรากับ J ผลิต

ล่ามคนเฟียซก็แปลฝั่ง Thermal ไป แปลจาก EN>TH พอถึงฝั่ง Electronics ก็น่าจะเหนื่อยแหละ เลยบอกให้โรงงานเราช่วยแปลหน่อย

ไอ้เจ้า J เพื่อนข้าก็ไปรับไมค์มา เราเห็นแล้วแหละ เพื่อนรับไมค์มาแบบนี้ มันเอามายื่นต่อให้เราแน่นอน

ดีมากเพื่อน…. สร้างงานให้ข้าแล้วมั้ยล่ะ เอ้า ทำก็ทำ

ก็แปลๆไป โชคดีที่มันค่อนข้างคล้ายๆอะไรที่เราเคยเจอมาก่อน ไม่ได้ยากเกินไป ก็เลยแปลได้ค่อนข้างราบรื่นดี คืออย่าง KARAKURI นี๋โรงงานเราก็มี พวก Gravity Momentum ก็เป็นอะไรที่เราเข้าใจ ก็เลยแปลเป็นไทยได้ค่อนข้างลื่น ศัพท์เฉพาะของิจกรรมในโรงงานเราก็พอรู้บ้าง อาศัยถามล่ามคนอื่นมา ก็เลยรอด (มั้ง)

พอเดินออกจากโรงงาน Electronics เสร็จก็โยนไมค์คืนล่ามคนเฟียซไป (นี่แน่ะ โยนงานเก่งจัง 555+)

เดินไปหาเพื่อน บอกว่า “ตูว่าแล้วว่าเอ็งต้องรับไมค์มาโยนให้ข้า ปรึกษากันบ้างโว้ยยยย”

เพื่อนล่ามเราก็ทำตาเป็นประกาย มองหน้า แล้วพูดว่า “เฮ้ย แกเท่อ่ะ แปลดีเลย จะทำก็ทำได้นี่นา ทำได้ดีด้วย” แล้วนางก็ลูบหัวเราเฉยเลย

นี่ก็งง อิหยังวะ?? เพราะเพื่อนเราคนนี้มันไม่เคยชมเรามาก่อนเลย มันชอบด่าเรา คือไม่โทษมันหรอกนะ โทษตัวเองมากกว่า ชอบทำตัวกากๆ ชอบไปแกล้งมัน ไม่แปลกอะไรที่มันจะด่า

อย่างพักห้องเดียวกันในโรงแรม มันออกมาจากห้องน้ำ คุยโทรศัพท์อยู่ นี่ก็แอบตรงมุม แล้วก็จ๊ะเอ๋ให้เพื่อนตกใจ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจ ก็ทำตัวแบบนี้ไง คนเด็กกว่า 1 ปีเค้าถึงไม่เคารพอ่ะ

แต่ก็เป็นเรื่องขำ คือเราชอบบ่นเอาฮาว่าไอ้เพื่อนเราเนี่ย จริงๆเด็กกว่าเราแต่ไม่เคยเรียกเราพี่เลย มันก็จะบอกว่า “ก็แกไม่น่าเคารพ” แต่ก็จริง ถ้ามันเรียกเ้ราพี่ก็จั๊กกะเดียมยังไงพิกล

ประทับใจสุดในทริปมาเลเซียก็คือการที่เพื่อนล่ามคนนี้ชมเรานี่แหละ เพราะมันแรร์มาก ทำงานด้วยกันมาเกือบ 3 ปี มันไม่เคยชมเราเลยจริงๆ รู้สึกได้ถึงสายตาตอนนั้นที่เปลี่ยนไปเลย

คือเหมือนคนนิสัยไม่เหมือนกันอ่ะ มันมีความไม่เข้ากัน มีความแตกต่าง คิดไม่เหมือนกันอยู่ค่อนข้างเยอะ ก็จะมีความขัดแย้งบ้าง เพราะคิดไม่เหมือนกัน บางทีมันด่าเรา เราอารมณ์ไม่ดีนี่ก็มีสวนคืนเหมือนกัน

แต่พอได้มาอยู่ร่วมกันเกือบ 24 ชั่วโมงก็รู้สึกว่าสนิทกันขึ้นอีกขั้นนะ เราได้รู้ว่าเพื่อนเราคนนี้ชอบอะไรที่เป็นรสมิ้นท์เหมือนเราเลย พบจุดร่วม 1 อย่าง ในความแตกต่างทุกอย่างที่มี

นางทำผมให้เราทุกเช้า คือปกตินี่ไม่ดูแลตัวเอง ทำผมไม่เป็น ผมยุ่งไง เพิ่งเป็นผู้เป็นคนตอนนางทำผมให้นี่แหละ 555+ ขอบคุงงับ เจ้าหมาน้อยของพรี่ อิอิ

กลับมาจากแข่ง QCC ก็จะอินกับเพลง หมื่นเส้นทางของ BNK48 มากหน่อย ชีวิตจริงมันก็คือการแข่งขันนั่นแหละ และเราก็เป็นแค่อันเดอร์เกิร์ลคนหนึ่งที่ไม่เคยโดดเด่นอะไรเลย แค่พยายามหาพื้นที่ของตัวเอง และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

มองหาด้านหลังเพื่อนเราเริ่มไกลไป
เอื้อมมือยังไงเอื้อมไม่ถึงก็หวั่น
ก็เคยมองตาอย่างรู้กัน
จับมือกันแน่นมานาน
แล้ววันนี้เธอกำลังห่างไป
ถึงเวลาที่จะรักตัวเอง
เปลี่ยนแปลงตัวเองจะไม่แพ้ใครๆ
คำถามมีบ้างที่ค้างใจ
คู่แข่งที่แท้เป็นใคร
เราก็รู้กันใช่ไหม

หัวใจเต้นคล้ายใกล้หมดแรง
กลัวคนแซงยังฝืนเดินไป
มองข้างหลังยังมีคนอื่นวิ่งตาม
คนข้างหน้า (คนข้างหน้า)
คนข้างหลัง (คนข้างหลัง)
เราจะทำยังไง

เส้นทางเป็นร้อยเป็นหมื่นให้เลือกเดิน
ไปสู่บนยอดสูงสุดเขาสูงใหญ่จะทางใด
เลือกผิดก็ช้าไปหรือใครเร็วมากกว่า
ทางชันทางสูงจะฝ่าเพราะเลือกแล้วจะไป
เส้นทางเป็นร้อยเป็นหมื่นให้เราไป
เราอยู่ตรงไหนและอยู่ที่เท่าไร
ห่างไกลไหม
อย่ามัวแต่คิดไกลทุ่มลงไปให้สุด
สุดที่ใจที่ปลายทางของเรา
หมื่นเส้นทาง Yume he no route – BNK48
แปะ MV ญี่ปุ่นแล้วกัน ของไทยก็อยากให้ทำนะ