บริษัทใหญ่ หรือ บริษัทเล็กดี?

ตั้งแต่เราเขียนบล็อกเราก็ชอบโน้ตไอเดียที่คิดออกหรือบันทึกเรื่องราวที่เจอลงในเฟซบุค เพราะบางทีหยิบกระดาษมาจดมันไม่ทันใจ มือถือนี่แหละ ใกล้ตัวดี

พอโพสสเตตัสเรื่องเกี่ยวกับงานบ่อยๆก็จะมีรุ่นน้องมาติดตามอ่าน หลังๆเริ่มมีรุ่นน้องที่มหาลัยทักมาเวลาคิดจะเปลี่ยนงาน หรือบางทีก็รุ่นน้องที่โรงเรียนทักมาให้ช่วยคุยกับน้องชายเขาหน่อย เพิ่งจบใหม่ไม่รู้จะเลือกบริษัทไหนดี

อีกหน่อยเราว่าเราไปเปิดสำนักหมอดูดีกว่า 555+

เอาจริงทำงานบริษัทไหนดีหรือไม่ดี อันนี้ไม่มีใครรู้หรอก จนกว่าจะได้เข้าไปทำ จนกว่าจะได้ลองด้วยตัวเอง ต่างกรรมต่างวาระ ที่หนึ่งบางคนอาจจะบอกว่าไม่ดี ต่พอเป็นตัวเราเข้าไปทำเราอาจจะคิดว่ามันดีมากๆก็ได้ เชื่อเซ้นส์ตัวเองดีที่สุดค่ะ ส่วนใหญ่เราจะแนะนำกว้างๆว่าสัมภาษณ์แล้วรู้สึกสบายใจกับใครมากกว่าก็เอาที่นั่น ตอนสัมภาษณ์ไม่ใช่แค่บริษัทประเมินเราอย่างเดียว แต่มันเป็นโอกาสให้เราได้เจอกับคนในบริษัท และตัวแคนดิเดตก็จะได้ประเมินด้วยว่าบริษัทนั้นๆเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่

เราคิดว่าการหางานก็เหมือนการจับคู่ คนที่ใช่อาจจะไม่ใช่คนที่ดีที่สุด แต่เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจมากที่สุดก็ได้ แน่ะ! พูดเหมือนรู้ดี จริงๆขี้โม้ค่ะ

สำหรับคนที่ไม่รู้จะเลือกที่ไหนดีจริงๆ เรามีแนวทางการเลือกอย่างกว้างๆของตัวเองมาแชร์ให้ฟังค่ะ

ตอนสมัยเราเรียนมหาลัย อาจารย์จะพาเราไปทัศนศึกษาที่บริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไหร่ เพื่อให้นักศึกษาได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศในการทำงาน อาจารย์พาไปสองที่ค่ะ เป็นบริษัทใหญ่ กับ บริษัทเล็กๆ

ตอนเราไปบริษัทเล็ก บรรยากาศอบอุ่นมา ผู้บริหารมาพบนักศึกษาด้วยตัวเอง มีน้ำผลไม้ให้ และมีของที่ระลึกเป็นการพิมพ์โลโก้ของบริษัทด้วย เรารู้สึกประทับใจมาก

ส่วนที่ที่สองเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีรุ่นพี่ที่มหาลัยเราทำงานที่นั่นกันหลายคน เป็นบริษัทที่ค่อนข้างใกล้ชิดสนิทสนมกับมหาลัยเรา แต่เราไม่ค่อยชอบบรรยากาศเท่าไหร่ ยิ่งได้ฟังว่าโรงอาหารอยู่ไกล ต้องเดินไกลไปกินข้าวก็รู้สึกไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ (สรุป ชอบที่แรกเพราะน้ำผลไม้ ไม่ชอบที่ที่สองเพราะโรงอาหารอยู่ไกล นี่ตกลงจะสนใจแต่เรื่องของกินรึไง)

พอเราเรียนจบหางาน เราเลยเลือกบริษัทเล็กๆก่อนค่ะ

จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมา เราว่าข้อดีของบริษัทที่มีขนาดเล็กก็คือ

  • รู้จักกันหมดทุกคน ถ้าเจอที่ที่สังคมดีๆก็อยู่กันแบบพี่น้อง อบอุ่นดีค่ะ
  • จะร้องขออะไรก็ไม่ค่อยค่อยยาก route ในการทำงานสั้น ทำอะไรก็รวดเร็วฉับไว้ ถ้าต้องขออนุมัติจากผู้บริหาร แค่เดินไปโต๊ะนายแล้วอธิบายก็ได้ลายเซ็นมาแล้ว สะดวกในการทำงานและการตัดสินใจต่างๆ
  • ไม่ต้องเดินไกล ไม่ว่าจะเดินไปแผนกไหนหรือเดินในไลน์หรือแม้แต่โรงอาหาร ทุกอย่างใช้เวลาไม่นาน
  • เวลาประชุมไม่ค่อยเครียด เนื่องจากรู้จักกันอยู่แล้ว สมาชิกในการประชุมไม่มาก ไม่ค่อยกดดันมากเท่าที่ประชุมที่มีคนเข้าเยอะๆ และการประชุมส่วนใหญ่เป็นแบบ face to face คุณจะไม่ค่อยเจอ telephone meeting หรือ TV conference ดังนั้นแปลว่า หากมีเรื่องไม่เข้าใจ คุณสามารถสอบถามคนในที่ประชุมได้ทันที
  • มีโอกาสเติบโตในลักษณะงานอื่นนอกเหนือจากล่าม เนื่องจากคนน้อย หากเราเต็มใจจะทำเราอาจจะได้รับมอบหมายให้ช่วยดูแลงานอื่นๆ เช่น ขอ BOI ช่วยเป็นธุระให้คนญี่ปุ่นในเรื่องวีซ่า (สกิลล่ามเลขา) หรืออาจจะได้รับโอกาสในการผลักดันให้ทำงานฟังก์ชั่นอื่นที่ไม่ใช่ล่ามด้วย เช่น เซลส์ จัดซื้อ HR&GA

เราเป็นพวกไม่ชอบอยู่ว่างๆ ถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆก็จะไปช่วยพี่ GA ตัดกระดาษไปผ่าน ตัดบ่อยๆจนกลายเป็นเทพแห่งการตัดกระดาษของบริษัทไปเลย การทำงานด้านอื่นๆมันก็มีข้อดีนะ เผื่อเจอสายงานที่ชอบและหัวหน้าผลักดันดีเราอาจจะได้ตำแหน่งและมีโอกาสเติบโตไปเป็นถึงระดับบริหารในสายงานนั้นเลยก็ได้ องคฺ์ประกอบสำคัญคือ Mentor ที่จะช่วยผลักดันเรานี่แหละค่ะ

  • ถ้าเจอรุ่นพี่ที่ทำงานที่ดี เขาจะมีเวลาสอนเรา แล้วถ้าเจอคนที่ coaching เป็นจะถือว่ษโชคดีมาก คือเราจะได้กำไรในชีวิตหลายๆอย่างนอกเหนือจากการทำงาน ทุกวันนี้เรายังนึกขอบคุณรุ่นพี่ที่ทำงานเก่าอยู่เลย คนที่บอกเราว่า “ผู้พูดพูดแค่ 80% แต่ต้องการสื่อสารให้ได้ 100% ล่ามต้องรู้ให้ได้อย่างน้อย 120% เพื่อเติมเต็มช่องว่างตรงนั้นให้ได้” ตอนเราฟังครั้งแรกเราก็แบบ โว้วว ใครจะไปทำได้ แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าพี่เขาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “การเชื่อมโยง” ซึ่งต่างจาก “การมโน” อยู่แค่เส้นกั้นบางๆ 555+ เอาเป็นว่าถ้าหากจำเป็นต้องเดา ขอให้เดาอย่างมีหลักการ เดาพลาดก็ขอโทษแล้วก็ยิ้มเยอะๆเข้าไว้ (นี่เทคนิคการเอาตัวรอดเวลาตายกลางอากาศของเราเลยนะ)

ข้อด้อย

  • อาหารมีให้เลือกน้อย พอเบื่อก็จะกลายเป็นไม่อรอ่ย เนื่องจากคนน้อย มักมีร้านอาหารแค่ร้านเดียว หรือไม่มีเลย ต้องหากินเอง (เอ่อ นี่แนะนำเรื่องการทำงานหรือการหาอาหารใส่ท้องเนี่ย) และอีกเรื่องคือรถรับส่งจะไม่ครอบคลุม หลักๆก็คงเป็นเรื่องสวัสดิการที่ด้อยกว่าบริษัทใหญ่ๆ
  • ถ้าเจอนายใจดีก็จะไม่กดดัน ยิ่งถ้ามีล่ามคนเดียวก็จะไม่ได้พบเจอเพื่อนในแวดวงเดียวกัน ทำให้มีแรงกดดัน เอ้ย แรงผลักดันในการพัฒนาตัวเองน้อยกว่าคนที่ได้ฝึกตลอดเวลา รวมถึงสนามใหญ่ๆให้พิสูจน์ฝีมือเช่นการออดิทหรือการประชุมใหญ่ๆจะน้อย ทำๆไปจะรู้สึกเบื่อ รู้สึกว่าไม่ท้าทาย และส่งท้ายด้วยการลาออกไปหางานใหม่ถึงแม้จะแฮปปี้กับการเจอนายที่ใจดีมากๆก็ตาม
  • มักจะถูกขอให้ช่วยทำอย่างอื่นบ่อยๆ ซึ่งถ้าคนไม่ชอบก็จะไม่แฮปปี้ หรือต่อให้เป็นคนที่ยินดีที่จะทำ แต่ถ้างานนั้นมันไม่ได้พัฒนาสกิลในด้านที่เราคิดจะมุ่งหน้าไป มันก็เสียเวลาอยู่นะ
  • เนื่องจากงานล่ามมันไม่ได้ยุ่งตลอดเวลาเพราะเราเป็นคนที่มีหน้าที่ support คนอื่น ทำให้ช่วงเวลาที่ไม่มีงานทำมันน่าเบื่อมาก

สำหรับบริษัทใหญ่ๆ ข้อดีก็คือ

  • สวัสดิการที่ดีกว่า ทั้งค่ารักษาพยาบาล ร้านอาหาร รถรับส่ง รวมถึงอีเว้นต์งานรื่นเริงประจำปี อันนี้ทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว
  • เราจะได้ใช้งานฟังก์ชั่นล่ามและแปลภาษาของตัวเองอย่างเต็มที่เหมาะสำหรับคนที่อยากพัฒนาสกิลด้านภาษา มีอีเว้นต์ใหญ่ๆให้พิสูจน์ตัวเอง มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นล่ามทำให้เรา benchmark ตัวเองได้นำไปสุ่การปรับปรุงความสามารถของตัวเอง
  • ทำงานล่ามและแปลภาษาเท่านั้น ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องอื่น ซึ่งบางทีทำงานกับคนมันมีเรื่องไม่เป็นเรื่องเยอะ แต่การทำฟังก์ชั่นล่าม จ็อบมันจบไปเป็นวันๆ กลับบ้านมาก็อาบน้ำนอน พักผ่อน ไม่ต้องคิดอะไรต่อ ไม่ต้องคิดว่าจะทำยังไงกับ KPI ตอนนี้เกิดปัญหานี้ขึ้นเราจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร
  • ถ้าเจอบริษัทที่มีการ balance งานดีๆ เราจะมีช่วงว่างน้อย ไม่น่าเบื่อ ถ้าว่างก็ไปซัพพอร์ตงานแปลเอกสารให้ล่ามคนอื่นได้ แต่ส่วนใหญ่น่าจะไม่ค่อยว่างกัน (รึเปล่านะ?)
  • ได้เรียนรู้ระบบการทำงานอย่างมีแบบแผน แนวคิดของบริษทัที่สอนกันมาและยึดถือเป็นค่านิยมขององค์กร

ข้อเสีย

  • อันนี้ไม่รู้คนอื่นเป็นกันรึเปล่า แต่เราเกลียด telephone meeting และ TV conference คือมันไม่ได้ยิน ถามไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่องและจะแปลอะไรออกมา? จะทำไงดี ถ้าเดาผิดล่ะจะทำยัง ล่ามคิดไปสารพัด มันกดดัน (ตอนนี้กำลังพยายามทำใจให้ชอบอยู่ งานตอนนี้เจอบ่อยมาก) บางทีก็ได้แต่นั่งอ้าปากพะงาบๆเหมือนปลาทองก็ต่อยเสยปลายคาง
  • ที่ประชุมใหญ่ ผู้บริหารเข้า เราคือล่ามตัวน้อยๆ ทุกคนรู้แบคกราวน์ มีเราไม่รู้ แต่เราต้องแปลออกมาให้ได้ โอ๊ยเครียด วันไหนมีอีเว้นต์ใหญ่ๆคืนนั้นจะนอนไม่ค่อยหลับ ประสาทแดร๊ก กังวลไปสารพัด
  • จะทำเรื่องอะไรแต่ละทีช้ามากกว่าจะได้รับการอนุมัติ มี route อันยาวไกลและมีหลายขั้นตอน อย่างเช่นการขอใช้ user คอมพิวเตอร์ รอไปเถอะ หนึ่งอาทิตย์ สองอาทิตย์
  • ระบบรักษาความลับและรักษาความปลอดภัยอันเยี่ยมยอด ทำให้ทำงานไม่สะดวก ล่ามที่เข้ากูเกิ้ลไม่ได้ มีแต่เว็บดิกมาให้แต่เสิร์ชหาข้อมูลไม่ได้ เวลาเจอคำที่ไม่มีในดิก หรือคำที่ต้องอธิบายเพิ่มนี่ทำงานลำบากจริงๆ สำหรับการแปลเอกสาร ถ้าไม่มีพี่กูเกิ้ลนี่เหมือนถูกตัดแขนตัดขาแล้วเอาไปปล่อยกลางเกาะร้างเลยทีเดียว ต่อให้ใช้เนตมือถือได้ก็จริงแต่อย่างว่าตามนิคมมันห่างไกลความเจริญ บางที่ไม่มีสัญญาณอีก อยากจะบ้าตาย

จริงๆมันก็มีเยอะกว่านี้แหละ แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนว่าจะโชคดีไปเจออะไรมา ตอนนี้เราก็อยู่ในช่วงสะสมประสบการณ์ ทดลองทำอะไรที่ไม่เคยทำหลายๆอย่าง เราก็ยังต้องฝึกอีกเยอะ

เราดีใจมากเวลามีคนมาคอมเม้นท์ว่าสิ่งที่เราเขียนมันมีประโยชน์ หรือเวลามีรุ่นน้องมาปรึกษา แต่ก็สงสารน้องนะที่พลาดมาปรึกษาเรา คือบางทีเราก็พูดมาก ขี้โม้ เวิ่นเว้อ ไม่งั้นคงไม่เขียนอะไรเวิ่นเว้อได้ยาวขนาดนี้หรอก

อากาศตอนนี้ก็หนาวถึงหนาวมาก ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ ทิฟฟี่ แผงสีเขียว (หลงเข้ามาอ่านบล้อกเราอาจจะต้องทนกับมุกห้าบาทสิบบาทก็ยังจะเล่นนิดนึงนะคะ)

อย่าลืมรักษาสุขภาพนะคะสำหรับคนที่เป็นล่ามและมนุษเงินเดือนทุกคน เพราะ attendance ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ performance ในการทำงาน บางคนบอกว่าเรื่องป่วยเป้นเรื่องช่วยไม่ได้ แต่ถ้าเราดูแลสุขภาพดีๆก็ถือว่าเป็นการ preventive maintenance ที่ดีนะคะ

เราทำงานจนป่วยทำงานต่อไม่ได้ อย่างมากบริษัทก็หาคนมาทำแทนเรา แต่คนที่บ้านของเรา (ของจขบ.เป็นแมวที่บ้าน) ถ้าเราเป็นอะไรไปขึ้นมา มีเงินเท่าไหร่ก็ทดแทนความเสียใจของคนในครอบครัวไม่ได้หรอกค่ะ

วันนี้รู้สึกพิมพ์อะไรมีสาระและดูดีเกินสภาพความเป็นจริงของตัวเอง มันแปลกๆแฮะ ไปนอนดีกว่า

จบมันง่ายๆแบบนี้แหละค่ะ

Advertisements

วุ้นแปลภาษา มันมาแล้วจ้า!

เมื่อก่อนเราเคยดูหนังไซไฟ แล้วก็พบว่าพระเอกมักจะมีอุปกรณ์อะไรเจ๋งๆออกมาให้เห็นอยู่เสมอ เราก็มักจะคิดเล่นๆว่าจะเป็นอย่างไรถ้าอุปกรณ์พวกนี้มันมีตัวตนขึ้นมาจริงๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะมันก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

อย่างตอนเด็กๆเราก็คิดว่าเราน่าจะแก้ปัญหาที่จอดรถไม่พอได้ด้วยการประดิษฐ์ที่จอดรถสองชั้น ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็มีมานานแล้ว แถมแอดวานซ์ มีสามชั้นสี่ชั้น ซ่อนลงไปใต้ดินได้อีก

IMGP1352

แล้วก็เหมือนในข่าวนี้

แม่นฝุดๆ 10 สิ่งไฮเทคที่หนังดังในอดีต Back to the Future เคยทำนายไว้แล้วมีจริงในปี 2015

แล้วทำไมวุ้นแปลภาษาของโดราเอม่อนจะมีตัวตนขึ้นมาไม่ได้

อีหลี? แต๊อี้? จริงเหรอ? ฮ่นโตวนิ?

บ่แม่นๆ เจ้าเครื่องนี้มีชื่อว่า ili イリー การทำงานก็ง่ายๆไม่ซับซ้อน แค่กดปุ่ม แล้วพูดภาษาของตัวเองลงไป เครื่องก็จะแปลออกมาให้เป็นอีกภาษาหนึ่งทันที ง่ายๆแค่เนี้ย

What is ili?

ili is the world’s first wearable translator for travelers. Say goodbye to all language barriers.

เว็บผู้ผลิตเค้าบอกว่า “อีหลี” คือเครื่องแปลภาษาพกพาสำหรับนักท่องเที่ยว บอกลากำแพงภาษาทั้งหมดไปได้เลย

อย่างในคลิปอีตาผู้ชายก็ใช้เครื่องนี้ไปขอสาวจูบ

อีกหน่อยมันจะมีเครื่องที่กดแล้วมีสามีมีลูกออกมาเป็นตัว ๆ เลยมั้ย จะได้เก็บเงินไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลย 555+

ไอ้เจ้าเครื่องนี่ยังเทพตรงที่ว่ามันไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ต และสามารถดาวน์โหลดชุดคำศัพท์เก็บไว้ก่อนได้ ส่วนสเปคเครื่องปัจจุบันเป็นอย่างไรเราจะไม่กล่าวถึง เพราะเรามองว่ามันเป็นคู่แข่ง  ล้อเล่นค่ะ หาอ่านได้จากเว็บไซต์เดบิต (เครดิต! มุกแป้กๆก็ยังจะเล่น) หรือเว็บไซต์ผู้ผลิตได้เลยค่ะ

เดบิต: วุ้นแปลภาษาหลบไป ili ล่ามแปลภาษาขนาดพกพาตัวแรกของโลกมาแล้ว

เว็บผู้ผลิต: http://iamili.com/

คนญี่ปุ่นนี่มีความเป็นนักประดิษฐ์สูงมาก พยายามก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยการทำให้จินตนาการมันกลายเป็นความจริง คารวะสามจอกเลยท่าน คิดดูสิว่าเค้าต้องทุ่มเทเงินลงทุน ความคิด สติปัญญามากมายแค่ไหน กว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สักตัว อีกหน่อยเราคงได้เห็นคอปเตอร์ไม้ไผ่ ประตูไปไหนก็ได้หรือไฟฉายย่อส่วนขึ้นมาจริงๆก็เป็นได้

แต่สำหรับเราที่เป็นล่าม พอเห็นไอ้เจ้าเครื่อง ili นี้ปุ๊บ ความคิดแรกเลยก็คือ อาชีพเราเริ่มสั่นคลอนซะแล้ว

การมีคู่แข่งที่น่ากลัวเป็นสิ่งที่ดีนะ มันทำให้เรารู้ว่าเราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา จะหยุดนิ่งไม่ได้ คงอีกสักพักกว่าเจ้าเครื่องนี้จะใช้กันจริงๆอย่างแพร่หลาย และกินเวลาสักพักกว่ามันจะจดจำคำศัพท์ในโรงงานได้ ส่วนภาษาไทยที่มีความหลากหลายเนื่องจากผู้ส่งสาร (อยู่ในโรงงานที่เจอบ่อยๆก็ภาษาเหนือกับภาษาอีสาน) ก็คงอีกนานพอตัวเลยล่ะ ระหว่างนี้เรายังมีเวลาพัฒนาตัวเองได้อีกเยอะ ถ้าความขี้เกียจไม่ชนะเสียก่อน

คราวก่อนไปสัมภาษณ์งานมา เจอพี่แคนดิเดตคนหนึ่งบอกว่าเค้าได้งานล่ามภาษาญี่ปุ่น แต่ไปทำงานที่พม่า เจ๋งดีอ่ะ เราว่าเท่ดีออก 31 ธ.ค. ที่ผ่านมา AEC เปิดแล้วนะ นี่ถ้าแม่ไม่เป็นครูอนุบาลเราคงไม่รู้ เปิดได้เงียบมาก ๆ จริง ๆ เราอยากไปทำงานที่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นในประเทศลาวหรือกัมพูชานะ โดยเฉพาะในลาว เพราะได้ข่าวว่ามีโรงงานทำขนมปังเตาฟืนที่นั่น (เป็นโรคคลั่งขนมปังนิดหน่อย)

ส่วนกัมพูชาก็เคยทำเราอึ้งตอนไปเที่ยวกับเพื่อนคนญี่ปุ่น เจอคนขายทองม้วนรัวภาษาญีปุ่่นใส่เพื่อนเราเป็นไฟด้วยสำเนียงที่เป๊ะเว่อร์ เรางี้แทบอยากกระโดดน้ำตาย คนขายของก็พูดได้อย่างน้อยสี่ภาษา ไทย อังกฤษ กัมพูชา จีน ถึงได้ไม่กี่ประโยคแต่เค้าก็ใช้ทำมาหากินได้ เราเลยว่าเค้าเจ๋งมาก

เพิ่งดู little forest จบไป ขนาดต้นไม้หรือวัชพืชมันยังพยายามงอกขึ้นมาจากดินเลย แล้วเราเป็นคนจะมาอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ คนอายต้นหญ้ามันน่ะ หนังชิว ๆ ดูสบายๆ อยากกลับไปอยู่บ้านนอกเลย อยากได้บ้านอบอุ่นแบบฮอบบิทในที่อากาศดีและมองเห็นดาว

เทคโนโลยีมันก็ดีนะ แต่มองอีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้หมดสนุกไปเยอะเลย เหมือนกับเวลาที่เล่นเกมซิมส์แล้วใส่สูตรหมดทุกอย่างมันก็ไม่สนุกอ่ะ แม่เคยบอกเราว่าถ้าเราเอาแต่เล่นเกม นิ้วโป้งจะโต คือในอนาคตถ้าคนเราเอาแต่กดปุ่มๆ ก็คงโตแต่นิ้ว อาจจะกลายเป็นดาวมนุษย์นิ้วโป้งไปเลยก็ได้ (ขอโทษคนอ่านที่คาดหวังสาระเนื่องจากบทความก่อนหน้านี้ของเราด้วย คือจริง ๆ เราเป็นคนมโน ฟุ้งซ่านไร้สาระน่ะ)

เรานั่งดู little forest เห็นนางเอกพยายามทำอะไรด้วยตัวเองแล้วเราชอบมากเลยนะ เพื่อนแนะนำให้ดูเมื่อปีที่แล้วตอนที่เราอบขนมปังกินเอง

เราก็ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ชอบความเจริญด้านวัตถุนะ แต่ด้วยความที่ดูหนังแล้วจินตนาการพาไป ก็คิดถึงวันที่ระบบทุกระบบใช้การไม่ได้แล้วก็ต้องอยู่มืด ๆ ไม่มีไฟฟ้าน่ะ ไม่อยากจะพึ่งพาเทคโนโลยีจนเกินไป คืออยากมีชีวิตแบบที่ถ้าไม่มีของพวกนี้เราก็ยังอยู่รอดได้ เอาง่ายๆคืออยากเป็น survivor นั่นแหละก็เลยต้องฝึกการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วย

เพื่อนเราเคยชมว่าเราฉลาดตอนที่สามารถเปิดกระป๋องโดยที่ไม่มีที่เปิดกระป๋อง อีเพื่อนนี่ก็อวยเว่อร์เกิน คือไม่มีที่เปิดกระป๋องมีมีด มีกรรไกร มีอะไรก็ใช้ ๆ ไป

ตอนช่วงปิดปีใหม่ เพจ ล่ามอิสระได้กรุณาแชร์บทความเรื่อง เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!   ทำให้มีคนหลงกดเข้ามาอ่านบล็อกเราเยอะแยะเลย พี่ที่รู้จักในชีวิตจริงก็โทรมาทัก เพื่อนก็ถาม อาจารย์ก็ทักมา มันก็ปลื้มนะแต่อีกใจก็กลัว ๆ

ตอนแรกๆที่เรายังไม่เล่น wp ก็ได้แนวคิด คำศัพท์จากเพจพี่เค้านี่แหละ เราว่าเค้าเทพมากๆตอนที่แปลบทสวดเป็นภาษาญี่ปุ่นนี่แหละ ขอบคุณค่ะที่ทำให้มีคนอ่านบล็อกของเรามากขึ้น

รู้สึกเขียนอะไรเยอะแยะมั่วไปหมดเลยแฮะวันนี้ คงเพราะอัดอั้นไม่ได้คุยกับใครมานาน แบบว่าหยุดหลายวันเกินไป พรุ่งนี้เป็นวันทำงานวันแรกของเราแล้วล่ะ

頑張ろう!