3 เทคนิคง่ายๆในการเป็นล่ามที่มีความสุข

จะเกริ่นนำว่าช่วงนี้ทำหลายอย่างเลยไม่ค่อยได้มาอัพบล็อกเท่าไหร่ก็ฟังดูเป็นคำแก้ตัวเกินไป เมื่อก่อนเราก็ทำหลายอย่าง เรายังมาเขียนได้เรื่อยๆเลย ถ้าใจมันรัก ก็ทำได้หมดแหละ

เหมือนสไตล์การเขียนจะเขียนแต่เรื่องล่ามๆ เป็นหลัก ตอนนี้พอไม่ค่อยได้โฟกัสที่งานล่าม (ไม่ใช่ไม่ทำนะ ก็ยังไปทำงานเป็นปกติ แต่ทำอย่างอื่นด้วย แล้วทำหลายอย่างมาก) เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี

แต่มีเรื่องนึงที่ยังคิดค้างอยู่ในใจ คือเรายังไม่สามารถเขียนบทความไหนที่เอาชนะบทความที่เราใช้การพาดหัวแบบคลิกเบทของตัวเองได้เลย

เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

จริงๆแล้วเทคนิคการพาดหัวมันเป็นเทคนิคที่น่าสนใจนะ ในข่าวก็ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เราอยากให้สิ่งที่เราเขียน มันอยู่ได้ด้วยเนื้อหา ด้วยตัวของมันเองจริงๆ ไม่ได้หวังทราฟฟิคที่หวือหวาอะไร คือเราไม่ได้ลงโฆษณาอะไรเลย เขียนเพราะใจรักอยากจะเป็นนักเขียนล้วนๆ (ในอนาคตอาจจะลงโฆษณากูเกิ้ลก็ได้ เผื่อได้ค่าข้าวไปวันๆตอนที่แก่แล้วทำล่ามไม่ไหว 555+)

เขียนไว้ตั้งแต่มิถุนายน 2015 นี่เดือน พฤษภาคม 2018 จะ 3 ปีแล้วยังเอาชนะตัวเองในวันนั้นไม่ได้เลย

วันนี้เลยคิดว่าต้องเขียนอะไรหน่อย ถ้าไม่เขียน ก็คงไม่เติบโตขึ้น

ก็เลยอยากจะมาแชร์เทคนิคเล็กๆน้อยที่เราทำแล้วรู้สึกว่าได้ผลดี เราทำงานล่ามได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

 

1. รักในงานที่ทำ

ข้อแรก เบสิคสุดๆ คือคุณต้องรักงานก่อน หรืออย่างน้อยๆก็พยายามจะรัก หรือขั้นต่ำที่สุดคืออย่าเกลียดงาน

วันๆหนึ่งเราอาจจะรู้สึกเบื่องานได้เป็นร้อยครั้ง เบื่อเพื่อนร่วมงานบ้าง เจ้านายบ้าง ลูกน้องบ้าง หรือแม้กระทั่งป้าแม่บ้านที่ทำความสะอาดห้องน้ำได้ไม่สะอาด กาแฟที่หวานเกินไป หรือฝนที่ตกลงมาทำให้เราไปทำงานสาย

มันเป็นเรื่องง่ายมาเลยนะที่จะหยิบมือถือขึ้นมา แล้วพิมพ์ข้อความอะไรก็ได้ตามที่เรารู้สึกอยากระบายในตอนนั้น ก็นี่มันเฟซบุคของฉัน ใครจะทำไม

แต่เชื่อไหมว่า คำว่างานที่ดีไม่มีนิยามใดมาอธิบายได้ มันมีแค่คำว่า “งานที่เราพอใจ” กับ “งานที่เราไม่พอใจ”

ถ้าอยากทำงานให้มีความสุข ลองมองหาเรื่องราวดีๆในแต่ละวัน พยายามที่จะรักงาน พยายามที่จะพอใจกับมันแต่ถ้าพยายามแล้วมันไม่เห็นทางไปต่อ ยังคงไม่มีความสุขเช่นเคย เราว่ามันก็โอเคนะ ที่เราจะเปลี่ยนงาน

เรามักจะพูดอยู่บ่อยๆว่าการทำงานก็เหมือนกับการคบแฟนสักคน ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขก็อยู่ด้วยกันได้นาน แต่ถ้าไม่รักแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเดินจากไป ปล่อยให้เค้าไปเจอคนใหม่ที่ใช่กว่า และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ตามหาคนที่ใช่กว่าสำหรับตัวเราเองเช่นกัน

step ง่ายก็มีแค่ พยายามทำให้มันดีขึ้น->แต่ถ้าพยายามแล้วยังไงก็ไม่ดีขึ้น ก็ต้องแยกย้าย

แต่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามช็อตไปที่ step 2 เลย แล้วสุดท้ายก็จะวนลูปที่การเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ

ก็ลองดู…มันก็เหมือนความรักนั่นแหละ (ที่มาขี้โม้ๆนี่ประสบการณ์ความรักน้อยมากนะ 5555+)

อย่างน้อยๆ ก็ยิ้มให้ตัวเองสักหน่อย ยิ้มให้เพื่อนร่วมงานบ้าง หาเวลาพักผ่อนบ้าง

ทุกครั้งที่คิดจะบ่นหรือด่าอะไร ลองวางมือถือลง แล้วไปหาเครื่องดื่มเย็นๆจิบให้อารมณ์ดีๆก่อน

เพราะถ้าเผลอโพสสเตตัสแย่ๆไป คนอื่นมาอ่านก็รู้สึกไม่ดี มีคนไปคอมเม้นท์เราก็เข้าไปอ่านซ้ำๆ ทำให้ตัวเองจมกับความรู้สึกไม่ดีเปล่าๆ

ไม่ใช่เราไม่เคยทำนะ เราทำมาบ่อย บ่นโน่นบ่นนี่ จนพี่ที่ทำงานเรียก “ดราม่าควีน” เออ เราเกลียดชื่อนี้มากเลย

พอวันนึงเราก็รู้สึกว่า ไม่อยากบ่นแล้วอ่ะ

แล้วก็ลาออก ไปทำงานที่ใหม่ เห้ยยยย ชีวิต ดี๊ดี 5555+ มันโอเคขึ้นเยอะเลย เราแฮปปี้มาก

ไม่ได้สนับสนุนให้ลาออกนะ แค่อยากบอกว่าให้ทำงานด้วยความรัก แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

 

2. เขียนโน้ต คำคมที่ชอบเอาไว้เตือนใจให้เราไม่ลืมเป้าหมายของตัวเอง

เวลาทำงานเราชอบเขียนอะไรเท่ๆ ใส่ไว้บน Sticky Note ที่หน้าจอ Desktop เหมือนเอาไว้เตือนใจตัวเอง

เช่น

昨日の自分を越える。 เอาชนะตัวเองคนเมื่อวาน

実力で見せる。    แสดงให้เห็นด้วยความสามารถที่แท้จริง

楽しくやろう!               ทำ(งาน) ด้วยความสนุกสนาน

ไม่ได้เขียนเอาเท่ๆอย่างเดียวนะ เอาไว้ใช้เตือนใจตัวเองด้วย ในระหว่างที่เป้าหมายยังไม่ชัดเจน อย่างน้อยๆก็ต้องพยายามก้าวข้ามกำแพงของตัวเองให้ได้ (นั่น… เพลง BNK48 โชนิจิ มาอีกแล้ว ขอโทษที จริงๆไม่อยากหวีดลงบล็อกเลย กลัวคนรำคาญ แต่เหมือนมันซึมเข้ากระแสเลือดไปแล้ว 555)

ส่วนการพิสูจน์ด้วยความสามารถ อันนี้ก็จำเป็นสำหรับเรามาก เพราะจริงๆแล้วความสามารถทางภาษาเรามันไม่เท่าไหร่ แถมเป็นคนติดจะขี้โม้ๆด้วยซ้ำ พี่ที่สนิทกันจะชอบแซวว่า “แน่ะๆ ยกหางตัวเองอีกแล้ว”

คือเข้าใจดีเลยว่าสังคมไทยต้องถ่อมตัว อ่อนน้อมถ่อมตนไง แต่ลักษณะนิสัยเราคือมันไม่ใช่แบบนั้น นี่คือเด็กที่เวลาทำอะไรดีๆแล้วรีบวิ่งไปอวดคุณแม่ (แต่แม่ไม่ชมนะ แม่กลัวเหลิง แม่เย็นชามาก 555)

เราคิดว่าการชื่นชมตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง มันก็เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ถ้ามานั่งอวยตัวเองอย่างเดียวโดยไม่มีความสามารถ มันก็เหมือนคนบ้าอ่ะ ก็เลยต้องพยายามพัฒนาความสามารถให้มันไปด้วยกันได้ ยิ่งอยากจะขี้โม้ให้ดังเท่าไหร่ ยิ่งต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเท่านั้น (แต่นิสัยขี้อวดก็ไม่ดีนะ รู้ตัวอยู่)

ส่วนการพยายามทำงานด้วยความสนุก อันนี้โชคดีมากที่คนญี่ปุ่นที่เราแปลให้ ลุงเป็นคนตลกอยู่แล้ว ทุกๆวันมันก็เลยค่อนข้างเป็นเรื่องสนุก ได้ทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นอะไรที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงานแล้วล่ะ แต่ช่วงไหนงานเร่งๆ พีคๆนี่เราก็จะเครียด เป็นโหมดจริงจังนิดหนึ่ง ต้องคอยเตือนตัวเองให้ยิ้มบ่อยๆ

คือเวลาทำงานมันก็มีบ้างแหละที่อาจจะต้องเจอสถานการณ์ที่ทำให้ไม่พอใจกัน แต่เราค้นพบว่าการพยายามยิ้มบ่อยๆ พูดคุยเล่นกับคนอื่นบ้าง มันช่วยให้บรรยากาศมันดีขึ้นจริงๆ

จริงๆแล้วเราเป็นคนคนมืดมนนะ แต่เวลาทำงานนี่ใส่หน้ากากสดใสร่าเริงเลย ไม่อยากให้คนอื่นไม่สบายใจ เพราะเวลาเราไม่ยิ้มแล้วมันพลอยทำให้คนอื่นกดดันตามไปด้วย

ลองดูนะ คือมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่บางทีหันไปเห็นแล้วก็รู้สึกฮึดขึ้นมาอ่ะ มันทำให้ไม่ลืมความตั้งใจของตัวเอง

 

3.เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ยินดีเมื่อได้รับมอบหมายงาน

ข้อนี้แอบยากสำหรับเรา คือคนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แต่บนโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง ใจคนก็เช่นกัน (เอ๊ะ วันนี้เป็นอะไร ทำไมน้ำเน่าจังเลย)

ลุงคนญี่ปุ่นเคยส่งคำคมมาให้ คือยุคนี้มันเป็นยุค Renewal, Renovate, Reform

จำภาษาญี่ปุ่นไม่ได้นะ (ขอโทษจริงๆคะ่ เราจะตั้งใจและพยายามมีใจรักภาษาญีปุ่่นให้มากกว่านี้)

มันเขียนเอาไว้ว่า “จงปฏิรูปตัวเอง ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมาทำให้เราต้องปฏิรูป”

ลุงเหมือนญาติผู้ใหญ่ กินข้าวที่ไหนก็คอยรายงาน ไปโรงพยาบาลก็รายงาน มีส่งคำคมมาให้ด้วย ดีหน่อยที่ญี่ปุ่นไม่สวัสดีวันจันทร์ 5555+

เราว่ามันจริงนะ เห็นจากการที่ธุรกิจใหญ่ๆต้องล้มไปเพราะยึดมั่นในสิ่งที่เคยทำมา แต่ปัจจุบันโลกมันหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ก็ต้องพยายามตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่ไม่สูญเสียตัวเอง

อ่ะเป็นผู้ใหญ่นี่ยากจัง ถ้ารู้ว่าโตมาต้องทำอะไรยากๆขนาดนี้ ชิงตายไปตั้งแต่อนุบาลสองแล้ว 5555

ล้อเล่นน่ะ

ที่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะแม่พาไปดูดวงมา

เค้าก็บอกว่าเราจะได้รับมอบหมายงานใหม่ แล้วก็มองหน้าเราเหมือนจะรู้ทัน บอกว่า “อย่าปฏิเสธเลย ไม่พ้นหรอก เค้าเลือกมาแล้ว”

ก็ดีนะที่เค้าทักมาแบบนี้ มันเหมือนช่วยระงับอาการประสาทของเราเวลาได้รับมอบหมายงานใหม่ๆได้ ก็เลยกลายเป็นคนเปิดรับ ใครให้ทำอะไรก็ทำ งานจะยากแค่ไหนก็ลุยไป ทำให้ดีที่สุด พลาดมาก็ทบทวนตัวเอง ครั้งหน้าเอาใหม่

ทุกการประชุมไม่ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหน กดดันยังไง มันก็แค่หนึ่งการประชุม ไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็จบไป ก็เท่านั้นเอง

 

คืออาชีพล่ามนี่แปลกนะ เหมือนโดนสาป เรายังคงเชื่อแบบที่เราเคยอ่านหนังสือมา (เราบ้าตำนานกรีก) ว่าเมื่อก่อนมนุษย์บนโลกพูดภาษาเดียวกันหมด แล้วก็พยายามสร้างหอคอยให้สูงเทียบเท่าสวรรค์ของเทพเจ้า เลยถูกสาปให้พูดกันคนละภาษา สื่อสารกันไม่เข้าใจ จะได้ไม่พยายามทำอะไรให้เทพเจ้าวุ่นวายอีก

แต่ล่ามเป็นคนที่พยายามก้าวข้ามคำสาปนั้น ก็เลยเหมือนต้องคำสาปซะเอง เวลาอยู่ในห้องประชุมเลยรู้สึกโดดเดี่ยว บางทีเค้ารู้เรื่องกันหมดว่าคุยเรื่องอะไร ทำไมหนูไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว แต่ต้องแปลทั้งหมด 555+

เมือ่ก่อนก็กลัวไมค์ ไม่กล้าแปล แปลเสียงเบาๆงุบงิบๆ แต่เดี๋ยวนี้จับไมค์ทีไรเหมือนมีไฟส่องหน้า ก็พยายามยึดหลัก 3C: [Clear, Correct, Concise]

พยายามฝึกตัวเองให้มีความมั่นใจ จริงๆควรซ้อม shadowing ควรพูดหน้ากระจกบ่อยๆ จะได้มั่นใจเวลาต้องแปลจริง

แต่ก็นั่นแหละ ทำอย่างอื่นซะเยอะ 555+ สิ่งที่ควรทำก็ไม่ได้ทำไปบ้าง จะพยายามปรับปรุงตัวนะ

หนึ่งในผลงานที่เราทำคือวาดเกม Music Runner

คลิกเล่นได้ที่นี่

เป็นเกมในโปรเจคสนับสนุนน้องมิวสิค BNK48 ไปเลือกตั้ง AKB48 53rdシングル 世界選抜総選挙

ค่อนข้างทุ่มเทเวลาไปกับโปรเจคนี้เยอะอยู่เหมือนกัน แต่พอเห็นน้องมาเล่นเกมที่เราวาดนี่คือน้ำตาจะไหล ซึ้งมากกกกกก นี่คือไม่ใช่คนวาดรูปสวยเลย หัดวาดมาจากรูปคนหัวไม้ขีดด้วยซ้ำ แค่รักที่จะวาด แล้วก็วาดไปเรื่อยๆ

แค่นี้ก็ดีใจมากแล้วอ่ะ

งานเขียน งานล่ามก็เหมือนกัน เราจะพยายาม เราจะรักในงานของเราทุกชิ้น และจะพยายามพัฒนาตัวเอง เอาจริงๆนะ แค่ไม่หยุด แค่เดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยเราก็มาไกลกว่าเมื่อวานอ่ะ

“คำว่าพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ” เราเชื่อแบบนั้นจริงๆ

Advertisements