ข้อความถึงตัวฉันในอนาคต…

หนึ่งในเป้าหมายปีนี้ของเราก็คือการเขียนบล็อกอย่างน้อยเดือนละ 1 เรื่อง
แต่ทว่าตั้งแต่เดือนพ.ย. เป็นต้นมา เรากลับไม่สามารถเขียนบทความที่เกี่ยวกับการทำงานได้เลย

ตั้งแต่เราเริ่มเขียนไดอารี่ตอนม.ต้น ตอนแรกๆเราก็เขียนทุกอย่างที่นึกขึ้นได้ลงไป แต่วันหนึ่งเราก็ได้เรียนรู้ว่า การเขียนเรื่องที่ตัวเจ็บปวด มันทำให้เราเจ็บปวดมากขึ้น ก็เลยเลือกเขียนเฉพาะความทรงจำที่ดีๆ หรือไม่ก็เขียนเรื่องกลางๆ ที่ไม่เกิดความรู้สึกเป็นลบกับมันมากเกินไปนัก

เราเขียนบล็อกนี้ด้วยความต้องการสนองนี้ดตัวเองที่อยากเป็นนักเขียน ก็เขียนมา 4 ปีนิดๆแล้ว สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ เรื่องราวของเราเป็นกำลังใจให้คนอื่นได้ และเราได้รับค่าตอบแทนเป็นกำลังใจจากคนอื่นเช่นกัน เวลาที่รู้สึกกดดันมากๆ บางทีเราก็เข้าห้องน้ำแล้วก็เปิดคอมเม้นท์ขึ้นมาอ่าน

ช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาที เราก็รู้สึกเหมือนได้ฮีลแล้ว มันทำให้เราสู้ต่อได้

แต่เดือน พ.ย. เราไม่แฮปปี้กับงานเลย จะว่าไม่แฮปปี้กับงานก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอก งานเราก็เหมือนเดิม ทำมาสองปีแล้ว ก็เท่านี้แหละไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่เราไม่แฮปปี้กับคนคนนึง และเค้าคงไม่แฮปปี้กับเราเหมือนกัน ความรู้สึกที่มองหน้ากันไม่ค่อยติด มันกัดกินข้างในตัวเรา

ทีนี้พอเค้าพูดอะไรมา ใจเรามันก็ตีความเป็นลบ เช่นเดียวกันกับที่ไม่ว่าเราจะพูดอะไรไป เค้าก็คงอคติกับเราเหมือนกัน ตามกฎ action = reaction

ไม่ได้แปลว่าเราไปแสดงกริยาอะไรไม่พอใจใส่เค้านะ ต้องออกตัวก่อนเพระาเวลาหน้าเรานิ่งๆ ไม่ใช้รอยยิ้มเพื่อการค้า คนชอบหาว่าเราซีเรียส ว่าเราไม่พอใจ ทั้งๆที่จริงๆบางทีเราแค่เครียดกับงาน ไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อนดี พออธิบายไปกลายเป็นถูกว่าว่าเราใส่อารมณ์ก็มี ก็เลยเหนื่อยจะอธิบายแล้วล่ะ

เรารู้สึกแย่มาเป็นเดือนเลยกับคำพูดของเค้า เราเอามันออกไปจากหัวตัวเองไม่ได้ เฝ้าแต่ถามตัวเองว่า ถ้าเราไม่ดีพอในสายตาเค้า เราจะปรับปรุงตัวเองได้อย่างไร แต่คิดๆๆเท่าไหร่ก็ไม่มีคำตอบสักที จนสุดท้ายกลายเป็นว่าเรามานั่งโทษตัวเองว่าว่าเป็นเพราะตัวเราเองที่มีความสามารถไม่พอ

ฟังดูอ่อนแอใช่มั้ย แต่มันคือตัวเรา มันคือสิ่งที่อยู่กับเรามาทั้งชีวิต เราเกิดมาเป็นคนคิดมาก นอยด์ง่าย และเราเลือกไม่ได้ด้วย ตอนเด็กๆทำแบบทดสอบในคาบแนะแนว เราก็ได้ “กลุ่มเสี่ยง” จริงๆก็มีคนอื่นได้คะแนนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหมือนเรา แต่เค้าลบแก้คำตอบ เราก็เลยได้เป็น “กลุ่มเสี่ยง” คนเดียวในห้อง ได้ของแถมเป็นสายตาของคนบางคนที่มองว่า กลุ่มเสี่ยง = โรคจิต

เราเศร้ามากตอนที่รู้ข่าวจงฮยอน SHINee เพราะว่าจงฮยอนเป็นเมนเพื่อนเรา แล้วเราก็ชอบเพลง Replay มากๆ ฟังบ่อยมาก

อ่านจดหมายลาของเค้าแล้วดูไป มันเหมือนเราเลย วิธีคิด หรือการที่อยากฟังคำพูดว่า “นายทำได้ดีแล้ว”

เราไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้านะ เดี๋ยวจะมีคนหาว่าอยากเป็น เราไม่ได้เป็น ไม่ได้อยากเป็น (มีใครอยากเป็นด้วยเหรอ ไม่น่าสนุกหรอก)

ในช่วงเวลาที่รู้สึกเศร้า เราเกลียดคำว่า “พยายามสิ” มันเหมือนยิ่งผลักให้เราอยู่ในจุดที่แย่ลงไปกว่าเดิม ทั้งๆที่มันอยู่ในจุดที่ตกต่ำอยู่แล้ว แล้วก็พยายามแล้วด้วย

คำพูดที่ช่วยเราได้ดีที่สุดคือ ช่างแม่งงงงง!

เราเพิ่งมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้ แล้วก็ยอมรับความจริงว่าเราเครียดจัดจริงๆ เครียดมากจนไม่มีความสุข แล้วเราก็ตัดสินใจ “ช่างแม่ง”

เราจะพยายาม ตอนที่เราอยากพยายาม แต่ตอนที่ไม่อยากพยายาม ก็อย่าบังคับให้เราพยายามเลย เราจะไม่ทำ ตราบใดที่มันไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เราขอใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการเถอะ

พอยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น พอเข้าใจ มีสติรู้ขึ้นมาว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ เออมันง่ายขึ้นเยอะเลย

วันนี้เป็นวันที่เราทำงานได้ดีมาก ดีจนอยากชมตัวเองเลย “พยายามได้ดีมากแล้วล่ะ ^^”

ฟังดูบ้าๆใช่มั้ย มานั่งเขียนชมตัวเองในบล็อก เราเคยโดนคอมเม้นมาเหมือนกันว่าเราบ้า ชอบยกหางตัวเอง แต่เราค้นพบว่า คำชมเป็นพลังบวกทำให้เรามีความสุข เราบ้ายอ เราหลงตัวเอง และเราจะยอมรับความจริงในข้อนี้ เราจะไม่หนีตัวเอง

ทำไมวันนี้เราถึงคิดว่าตัวเองทำได้ดี?

วันนี้ตอนเช้ามีต้องไปแปลที่ supplier ซึ่งจริงๆเป็นเรื่องที่ supplier ต้องรายงาน TOP ของบริษัทเรา

เรารู้อยู่แล้วว่ามีล่ามที่ supplier อยู่ แค่ประธานของ supplier บอกว่า TOP เราไป กลัวว่าล่ามบริษัทเค้าจะทำไม่ได้ (ทำไมดูถูกล่ามตัวเองจัง เราไม่ชอบเลยนะ ถ้าเรเาป็นล่ามคนนั้นเราจะโกรธมาก)

จริงๆเรายุ่งมาก ลุงคนญี่ปุ่นหัวหน้าเราก็รู้ว่าเรายุ่ง เค้าก็บอกว่าใช้ล่าม supplier ก็ได้ แต่พอ ประธานของ supplier พูดมาแบบนั้น ลุงก็เลยถามเราว่าจะไปมั้ย เราพอจะเคลียร์งานได้ก็เลยไป

พอไปถึง พอล่าม supplier เห็นหน้าเรา เค้ารีบลุกออกจากเก้าอี้ที่มีไมค์วางอยู่เลย  แต่เราบอกว่า “เนื้อหาวันนี้เป็น supplier รายงาน ให้พี่ล่าม(ที่ supplier) แปลดีกว่าค่ะ เดี๋ยวเรา support”

พอประธาน supplier เห็นหน้าเรา ก็รีบผายมือให้เราแปล แต่เราปฏิเสธ ต้องขอบคุณลุงหัวหน้าเราที่เข้าใจและช่วยพูดให้ ว่าวันนี้เรา support นะ(เราคุยกับลุงไว้ก่อนแล้วว่าเป็นเรื่องกระบวนการที่ supplier ล่ามของ supplier ที่อยู่ที่นี่ย่อมรู้ดีกว่าเรา)

ซึ่งล่าม supplier ก็แปลได้นะ ไม่ใช่แปลไม่ได้ เค้าก็พยายามดีเลยล่ะ เราอยากชื่นชมเค้า อยากให้เค้ามีความมั่นใจ เพราะไม่ชอบวิธีที่คนญี่ปุ่นบริษัทเค้าทำกับเค้า เค้าควรจะได้รับโอกาสให้ได้ลอง อาชีพอย่างล่าม ยิ่งตายบ่อยๆยิ่งเก่ง ต้องทำตัวเป็นนกฟีนิกซ์อ่ะ ตายแล้วต้องคืนชีพมาโบยบินให้ได้ ครั้งหน้าถ้าเจอเค้าอีก เราจะหาโอกาสคุยกับเค้า วันนี้ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักตอนเค้าแปล ไม่รู้เค้าเห็นรึเปล่า

เอาจริงๆนะ บางทีคนไทยหลายๆคนอ่ะ ชอบอธิบายอ้อมๆไง เอารายละเอียดเยอะๆมาก่อน แล้วมันแปลยาก เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เราเจอ อยากฟังข้อสรุปก่อน ล่ามเลยจะทำงานยากหน่อย เพราะคนญี่ปุ่นมักมีแพทเทิร์นในการรายงานอยู่ในใจอยู่แล้ว

ตอน Management บริษัทเราพูดเราก็แปลนะ เพราะเค้าพูดเรื่อง Design เรื่องของบริษัทเราที่ล่าม supplier น่าจะไม่รู้ ตอนลงไปดูหน้างานเราก็ช่วยแปลให้ถ้าคนบริษัทเราพูด

 

 

แล้ววันนี้คือมีลูกค้ามาเยี่ยมชมบริษัทสองกลุ่ม แล้วเพื่อนล่ามเราที่ซ้อมไว้สำหรับ Group A เกิดไส้ติ่งอักเสบขึ้นมาต้องส่งไปผ่าตัดด่วน พี่ล่ามคนที่เตรียมตัวสำหรับ Group B ก็ต้องสลับไปแปล Group A แทน แล้วเราก็ต้องแปล Group B โดจิ แบบไม่ได้เตรียมตัวเพราะมันเหตุฉุกเฉินและไม่มีล่ามจริงๆ

ตอนจบงานลูกค้าก็ขอบคุณเราซึ่งมาเป้นล่ามให้ คนญี่ปุ่นในบริษัทก็ชมว่าทำได้ดี พี่ organizer ก็น่ารัก ช่วยดูแลเราเป็นอย่างดี ถึงแม้วันนี้เราจะเหมือนนักกีฬาที่ต้องลงไปเล่นทั้งๆที่เป็นตัวสำรอง (ไม่ได้ซ้อมอีกต่างหาก) แต่พลังของ supersub มันมีจริงๆนะ คือการทำอะไรที่มันไม่กดดัน มันมักจะทำได้ดีกว่า

ตอนเดือน พ.ย. เราเครียดเพราะต้องเป็นล่ามหลักที่แปลในโปรเจคใหญ่ของปีนี้ คือก็ทำได้นะ ผ่าไนปได้ด้วยดี แต่ผลกระทบที่ตามมามันทำเอาเราจิตตกไปเป็นเดือนเพราะคำพูดคนๆเดียว

วันนี้เรารู้สึกว่ากำแพงที่เราต่อสู้ พยายามปีนข้ามมันมาสองเดือน ในที่สุดก็ข้ามได้แล้ว ต่อจากนี้ไปเราก็คงเจอกำแพงอีก และคงสูงชันยิ่งกว่าเดิมอีก แต่เหมือนเราเริ่มจะจับทริคได้แล้วนิดหนึ่งว่าควรต้องทำยังไง

 

ทุกๆอุปสรรคที่เจอ มันจจะทำให้เราเข้มแข็งได้ก็จริง แต่ไม่ต้องกดดันตัวเองให้ชนะทุกครั้งหรอก แพ้บ้างก็ได้ แพ้ให้เป็น แล้วลุกขึ้นมาใหม่

ไม่ต้องฝืนหรอก จริงๆเพื่อนเราน่ะปวดท้องมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่มันอดทน จนทนไม่ไหว ต้องแอดมิด ผ่าเลยวันนี้ เรื่องบางเรื่องอดทนแล้วดี แต่บางเรื่อง ยิ่งทนยิ่งอาการแย่ลง ยิ่งเสี่ยงก็มี

อยากให้ใครที่ผ่านเข้ามาอ่านดูแลตัวเองทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีๆ เรารู้ตัวเราเองดีที่สุด อย่ารอจนมันสาย ถ้าเดือดร้อนหรือลำบาก ให้ขอความช่วยเหลือ บางทีเราอาจจะซวยไปเจอคนแย่ๆที่พูดจาบั่นทอนจิตใจ แต่เราก็มีโอกาสเจอคนดีๆที่พร้อมจะช่วยเหลือเหมือนกัน และถ้าเจอ มันคุ้มค่ามาก ขอความช่วยเหลือจากเพื่อน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือใครก็ได้ มีคนที่อยากจะช่วยเสมอแหละ

มีอะไรเราก็นึกถึงแต่เพลง 365วันกับเครื่องบินกระดาษของ BNK48

“อย่าไปคิดเอาเองว่าไม่มีใคร แค่ลองเปิดใจให้ได้รับรู้ถึงบางสิ่ง ยังมีใครอยู่ตรงนี้ ยังรอเป็นที่พึ่งพิง แต่ความจริง เราเองแค่มองข้ามไป”

 

ช่วงเวลานี้ของปีอากาศมักจะหนาว ทำให้คนที่รู้สึกเศร้าได้ง่ายยิ่งเศร้ามากขึ้น

หาเครื่องดื่มอุ่นๆจิบ ทำอะไรที่ตัวเองสบายใจนะ

สำหรับเรา เราชอบแมว หนังสือ เครื่องดื่มอุ่นๆ และนอนซุกตัวในผ้าห่ม นั่นเป็นสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข อย่าลืมนะ ในวันที่รู้สึกแย่ นึกถึงเรื่องที่มีความสุขเข้าไว้

 

เห็นผ่านๆตาในทวิตเตอร์ว่า อาชีพนักร้อง นักแสดง นักกีฬา มักจะเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายเพราะต้องแบกรับความคาดหวังจากคนมากมาย ยิ่งประสบความสำเร็จเท่าไหร่ยิ่งยากที่จะรักษามาตรฐานและทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ มันเป้นมาตรฐานที่วัดจากควาพมอใจ ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด

เราคิดว่าอาชีพล่ามก็เข้าข่ายนะ

มันคืองานที่ต้องทำให้คนอื่นพึงพอใจ แล้วมันก็ยากด้วย สองเดือนที่ผ่านมาเรากดดันมากกับการถูกเอาไปเปรียบเทียบกับล่ามที่เก่งกว่าเรา อายุมากกว่าเรา ประสบการณ์มากกว่าเรา คือฟังคำพูดเปรียบเทียบแบบนั้น แล้วเราก็พยายามจะดิ้นรนด้วยการมาถามตัวเองว่าแล้วเราต้องพัฒนาตัวเองยังไงถึงจะไปได้ถึงระดับนั้น แต่มันไม่มีคำตอบเลย และเราเสียใจที่ถูกตัดสินแบบนั้น มองยังไงเรกา็ไม่มีทางไปถึงระดับที่เค้ายกมาเปรียบเทียบได้เลย
อีกอย่างเราเสียใจที่ไม่ตัดสินเราจากงานที่เราทำ แต่ดันมาว่าเราว่าเราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ คอมเม้นว่างานเราคืองานบริการ… บลาๆๆ

เอ่อ…เราให้บริการทางภาษา รอยยิ้มเพื่อการค้าเป็นของแถม แจกตามอารมณ์ผู้ให้บริการค่ะ 555+
(ทำเป็นขำ ตอนเครียดๆนี่ก็ขำไม่ออกเหมือนกัน)

ไม่ใช่ไม่ฟังเวลาคนคอมเม้นท์หรอก ก็ฟัง อันไหนเราแก้ได้เราก็จะแก้ให้นะ นี่เราก็ว่าเราก็ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ แต่คงไม่ถึงขนาดจะทำให้ทุกคนบนโลกนี้พอใจได้หรอก เอาเป็นว่าเราพอใจกับตัวเองแล้วกัน ใครไม่พอใจก็เรื่องของเค้าเนอะ เพราะเราอยู่กับความรู้สึกอยากทำให้คนที่ก็ไม่ได้ชอบเราสักเท่าไหร่พอใจมาสองเดือน มันไม่โอเคเลย เราพอแล้ว เลิกๆๆๆ

จริงๆแล้วเราก็อยากทำตัวดีๆ เป็นล่ามที่น่ารักทุกวันนั่นแหละ ถ้า user ทำตัวน่ารัก ล่ามก็น่ารักค่ะ
จริงๆแล้วถึงจะเจอ user ไม่น่ารัก แต่ถ้าอารมณ์เราสงบมั่นคงเป็นปกติ เราก็จะคิดว่าเราไม่ได้ทำเพื่อเค้า เราทำเพื่อเงิน!!! พอคิดแบบนี้ได้ก็มีกำลังใจจะยิ้มแย้มแจ่มใส ตั้งใจทำงานปกติแหละ

แต่บางวัน มันก็ไม่ได้เป็นอย่างงั้นเสมอไปไง มันก็มีจิตตกบ้างอ่ะ
หวังว่าวันไหนตัวเองเกิดจิตตกขึ้นมา คงจะยังพอมีสตินึกออกว่าต้องแก้ไขอาการตัวเองยังไงนะ

จริงๆก็อยากให้มีผลิตภัณฑ์อย่างเช่น สติ หรือกำลังใจลงขายในลาซาด้า เวลาจำเป็นจะได้ซื้อหามาไว้ใช้ 555

Advertisements