เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

ทดลองตั้งชื่อหัวข้อเลียนแบบเพจ click bait ล่อให้คนมาคลิก ซึ่งถูกแก้ทางโดยเพจ จบข่าว ที่สรุปความได้สั้น กระชับ ได้ใจความจนสงสัยว่าทำไมตอนเรียนหนังสืออาจารย์ไม่สอนให้เราย่อความแบบนี้บ้าง

เข้าเรื่องๆ

เห็นเงินเดือนล่ามภาษาญี่ปุ่นแล้วตกใจ ทำไมเงินเดือนสูงขนาดนั้นคะ

คนที่เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นๆหลายๆคนอาจจะเคยเห็นกระทู้นี้ อาจจะเคยแชร์กระทู้นี้บ้าง

และหลายๆคนเมื่ออ่านแล้ว คงคิดว่า “เราไปเป็นล่ามมั่งดีกว่า”

เห็นมีผู้อ่านของเราท่านหนึ่งบอกว่าอยากเป็นล่าม คิดว่าคนที่อยากจะเป็นล่ามคงมีข้อดีของการเป็นล่ามหลายๆข้ออยู่ในใจ เราเลยขอเขียนมุมมองที่ต่างออกไปก็แล้วกัน แต่ไม่ขอชี้นำอะไร สิทธิ์ในการตัดสินใจยังเป็นของคุณเช่นเคย

ย้อนหลังไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เราอายุ 15 และเปลี่ยนจากเรียนสายวิทย์มาเรียนสายศิลป์ วันนั้นแม่เราถูกถามว่าทำไมถึงกล้าให้ลูกเปลี่ยน ทำไมไม่ให้เรียนสายวิทย์จะได้เป็นหมอ

กระทั่งตอนที่เราเรียนมหาลัย แม่เราก็ยังคิดว่าเราเรียนจบมาต้องตกงานแน่ๆ แม่คิดไม่ออกว่าเราจะทำงานอะไร

แต่แม่เริ่มตกใจ เมื่อรีครูทโทรหาเราเป็นสิบๆสายต่อวัน พร้อมทั้งเสนอให้ไปสัมภาษณ์งานมากมาย และยิ่งตกใจขึ้นมาอีกเมื่อเราได้เงินเดือนสูงว่าเด็กจบใหม่ในสายอื่นหลายๆสาย และหางานได้ง่ายมากๆ

ทุกวันนี้แม่ตกใจมากกับเงินเดือนเราที่ไล่ๆเงินเดือนแม่ที่เป็นครูมากว่า 20 ปี

เพื่อนแม่หรือญาติๆต่างพากันประหลาดใจ พอมีคนถามแล้วแม่ตอบไปว่าลูกเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ทุกคนก็ดูประหลาดใจกึ่งๆชื่นชม (ซึ่งอีนี่ไม่ได้รู้สึกดี เพราะเป็นเด็กมืดมน คือตอนเด็กๆก็ไม่เคยมีใครสนใจ มาสนใจตอนโตเพราะสนใจตัวเลขเงินเดือนมันก็ไม่ชินป่ะ)

ท่ามกลางความตื่นตัวของผู้ใหญ่กับอาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่น เราที่ทำอาชีพนี้อยู่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันไม่มั่นคงเอาซะเลย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.ดูๆแล้วเงินเดือนอาจจะสูง แต่เมื่อทำไปสักพัก สายงานอื่นก็ตามทันและแซงได้แน่นอน แถมยังมีอนาคตมากกว่าในระยะยาวอีกด้วย

2.พออายุมากขึ้นจะเริ่มหางานยาก เพราะเป็นอาชีพเก่าไปใหม่มา*(หมายถึงล่ามประจำบริษัทนะ) และตอนนี้อาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่นนดูน่าสนใจ เด็กจบใหม่เล็งอาชีพนี้กันไม่น้อย ในที่สุดเงินเดือนของล่ามก็จะกลับเข้าสู่ดีมานด์ที่แท้จริง

เก่าไปใหม่มาไม่ได้หมายความว่าล่ามเก่าๆจะไม่มีงานทำ แต่ล่ามที่เก่งๆหลายๆคนก็ผันตัวไปทำอย่างอื่น คนที่ยังเป็นล่ามอยู่ก็ยังมีงาน แต่พอมีประสบการณ์มากๆขึ้นๆ เก่งขึ้นๆ ก็มักจะแสวงหาอะไรที่ท้าทายกว่า อิสระกว่า และเงินดีกว่า เช่น ไปเป็นฟรีแลนซ์ (ยังไม่เคยเป็นฟรีแลนซ์ เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดีเกี่ยวกับเรื่องนี้)

อีกเหตุผลหนึ่งที่อายุมากขึ้นแล้วจะหางานยาก ก็เพราะอายุมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เก่งขึ้น ย่อมอยากได้เงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ต้นทุนที่บริษัทสามารถจ่ายได้นั้นมันมีเพดานจำกัดอยู่

3.การพัฒนาซอฟท์แวร์ช่วยแปลภาษา กูเกิ้ลคายเสลด เอ้ย ทรานสเลทที่เราหัวเราะกันขำๆนั้น บางคนเค้าใช้ทำงานกันจริงๆนะ ถึงมันจะน่าตลกและอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ในประโยคที่ไม่ซับซ้อนมาก มันก็พอใช้ได้ แถมแปลเป็นคำก็แม่นยำประมาณหนึ่งด้วย การแปล EN<->JP ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ EN<->TH หรือ JP<->TH อาจจะยังไม่ดีเท่าไหร่ และภาษาไทยก็เป็นภาษาที่ยาก แต่ช่องว่างตรงนั้นจะถูกทดแทนด้วยการใช้ภาษาอังกฤษดังที่จะกล่าวในข้อต่อไป

ตอนนี้พนักงานในออฟฟิศระดับ staff/engineer หลายๆคนก็ใช้ Google Translate แปลอีเมลล์ภาษาญี่ปุ่น เอาแค่พออ่านเข้าใจ ไม่ต้องถูกต้อง 100% แค่พอรู้เรื่องก็พอ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการลดบทบาทหน้าที่ของล่ามลงไป

4.ภาษาอังกฤษ จะกลายเป็นคุณสมบัติที่ MUST ของคนทำงานบริษัท แม้แต่คนขับรถก็ยังหาคนที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้บ้าง บทบาทของล่ามจะค่อยๆถูกลดลงไปเรื่อยๆ และคนญีปุ่นรุ่นเก่าที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ก็จะค่อยๆเกษียณโดยมีคนรุ่นใหม่มาทดแทน เด็กรุ่นใหม่ๆของญี่ปุ่นพูดอังกฤษได้ดีขึ้นเยอะ และโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในญี่ปุ่นก็ได้รับความนิยมมาก ในอนาคตคนญี่ปุ่นอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ล่ามก็ได้

5.การแข่งขันระหว่างล่ามด้วยกันเองสูงขึ้น

เกิดความตื่นตัวในการเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นล่ามเมื่อเห็นเงินเดือนล่าม (ซึ่งเป็นเงินเดือนทั่วไปจริงรึเปล่าหรือแค่เฉพาะบริษัทนั้นๆที่ต้องการคุณสมบัติสูงๆ) ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมากขึ้น เมื่อบริษัทมีตัวเลือกเยอะขึ้น ราคาที่จ่ายได้ก็อาจจะปรับลดลงไปหากไม่ใช่งานเฉพาะทางจริงๆ แถมเด็กจบใหม่ๆก็เก่งๆกันทั้งนั้น ได้ N1 กันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเยอะแยะไป

6.ความนิยมของการเรียนภาษาญี่ปุ่นในประเทศไทย

ไม่เฉพาะแค่คนที่คิดจะเป็นล่ามเท่านั้นที่เรียนภาษาญี่ปุ่น แต่ในมหาลัยก็มีภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเลือก และคนทำงานแล้วก็จ่ายเงินลงเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่นมากมาย เมื่อคนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น บริษัทก็จะมีตัวเลือกในการจ่ายเงินรวมไปในคนๆเดียวโดยไม่ต้องจ้างล่าม แถมยังเข้าใจเนื้อหางานได้ดีกว่าล่ามและยังลดขั้นตอนการทำงานได้อีกต่างหาก

7. ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของไทย น้ำท่วม และปัญหาค่าแรง (และอื่นๆอีกมากมาย)

ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนสำหรับต่างชาติเนื่องจากมี BOI เป็นสิทธิพิเศษทางภาษีแต่จะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศอื่นเค้าก็มีเหมือนเรา แถมค่าแรงยังถูกกว่า หรือจะเกิดอะไรขึ้นหากอยู่ดีๆรัฐบาลไทยยกเลิกสิทธิประโยชน์ตรงนี้ไปเพราะต้องการเก็บภาษีเป็นรายได้ไปบริหารประเทศ

ไม่รู้รู้สึกกันรึเปล่าว่าช่วงหลังๆมานี้รัฐบาลไม่มีเงิน แต่เราไม่โทษรัฐบาลชุดนี้หรือชุดใดชุดหนึ่งหรอก เอาตรงๆเลยนะ ช่วยกันซ้ำทั้งหมดนั่นแหละ อย่าไปโทษคนๆเดียวเลย ถ้าคนๆเดียวทำอะไรประเทศๆหนึ่งได้มากมายขนาดนั้น ประเทศนั้นก็โคตรกาก โคตรเปราะบางอ่ะ

กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนหน้านี้มีข่าวรัฐบาลจะเก็บภาษีที่อยู่อาศัย แต่ก็มีคนมาคัดค้านอย่างรุนแรงทำให้โครงการนี้ต้องพับไป แต่มันก็เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีเงิน และต้องการเงินอย่างมาก ไม่งั้นคงไม่โยนหินถามทางกับภาษีที่อยู่อาศัยซึ่งกระทบคนส่วนมากหรอก

และตอนนี้รัฐบาลทหารของไทยก็ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติประเมินว่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นความเสี่ยงที่จำเป็นต้องพิจารณาหากคิดจะมาลงทุนในประเทศไทย (แต่การเลือกตั้งก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้นะ)

ปัญหาน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้น ทำเอาโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นหลายๆเจ้าเจ็บหนักกันไป บางบริษัทถึงขั้นถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย แล้วปัญหาเรื่องน้ำตอนนี้มีทางแก้มั้ย ไม่มีจ้า แล้วแต่ฝนแต่ฟ้าเลย ปีนี้พระโคกินน้ำจ้า ฝนแล้งก็แห่นางแมวขอฝนกันไป ฝนตกมากไปก็ปักตะไคร้ซะสิ บ้านเราเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ จ้าาาา สวัสดีย์…….มาเป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันต่อไปนะ

ค่าแรงที่ไทยถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน แรงงานประเทศเพื่อนบ้านจึงมักหลั่งไหลเข้ามาหางานทำในไทย และสำหรับงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง ไม่จำเป็นต้องมีฝีมือมาก นายจ้างทั่วฟ้าเมืองไทยพิสูจน์กันมาหลายปีแล้วว่าเพื่อนบ้านเรานี้ ขยัน ประหยัด อดทน ปัญหาน้อยกว่าแรงงานไทยมากนัก (แต่ก็มีปัญหานะ) แล้วคิดดูว่าถ้าต่างชาติสนใจเพื่อนบ้านเรามากกว่าเรา เพราะเราค่าแรงแพงกว่าเค้า แถมไม่ได้เก่งกว่าเค้าสักเท่าไหร่ แถมชอบงอแงจะเอาโน่นเอานี่เยอะแยะ ลองจินตนาการว่านักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านดูสิ จะมีคนตกงานอีกเท่าไหร่ นี่ยังไม่นับการลงทุนทางเทคโนโลยีที่ใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนเลยนะ ญีปุ่่นย้ายฐานการผลิตเมื่อไหร่ ล่ามกระทบแน่นอน

ด้วยเหตุผลหลักๆที่กล่าวมานี้ เราเลยรู้สึกว่า อาชีพล่าม ไม่ใช่อาชีพที่น่าทำอีกต่อไปแล้ว แต่มันก็ยังมีเหตุผลดีๆอื่นๆอีกที่อาชีพล่ามก็ยังน่าสนใจไปอีกสักระยะหนึ่ง

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามทฤษฎีการเลือกสรรโดยธรรมชาติของชาร์ล ดาร์วิน ผู้ที่แข็งแรงกว่าคือผู้ที่อยู่รอด

ถ้าอยากจะอยู่รอดในสังคมที่มีการแข่งขึ้นสูง เราต้องเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวให้ได้

Advertisements

เมื่อฉันเสกคาถาผู้พิทักษ์ในห้องน้ำที่ทำงาน

Expecto Patronum! คือคาถาผู้พิทักษ์ในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ การจะเสกคาถานี่ได้ จะต้องคิดถึงความทรงจำที่มีความสุขมากๆ และต้องเป็นความทรงจำที่มีความสุขมากพอ จึงจะมีพลัง ทำให้สามารถเสกผู้พิทักษ์ออกมาได้

วันนี้เราเฟลมากที่ทำงาน…

วันนี้มีประชุมที่บริษัท ที่บริษัทจะมี GM ท่านหนึ่งที่พูดแล้วเข้าใจยากมาก ทั้งเสียงเบา พูดเร็ว และพูดยาว

ปกติถ้าฟังไม่เข้าใจหรือฟังไม่ได้ยินล่ามจะทำยังไงกันดี ตัวเลือกใหญ่ๆก็มีอยู่ 2 ข้อ
1.ถาม
2.แถ
เราไม่ได้เลือกข้อใดข้อหนึ่ง แต่เราทำทั้งสองข้อเลย เพราะพี่ล่ามไอดอลของเราเคยบอกเราว่า “ล่ามอย่างเราเลือก user ไม่ได้” มันก็ต้องปรับที่วิธีการทำงานของเราเอง
เราถามให้เค้าพูดอีกครั้ง ประมาณ 3-4 ครั้ง (ไม่ใช่ประโยคเดิม) สุดท้ายเค้าก้อทำท่ารำคาญ แล้วก็คุยเป็นภาษาอังกฤษ เราเข้าแปลประชุมนี้สองครั้ง เป็นแบบนี้ทั้งสองครั้งเลย บอกเลย เฟลมาก
ก็ไม่อยากถามเค้าเยอะ เพราะเค้าทำท่ารำคาญ แถไปบ้างก็มี (ซึ่งไม่ดี) พอทำไปแล้วก็เฟลอีก

โคตรเฟลสุดๆ แต่ต้องทำโอทีต่อ แบบน้ำตาจะไหลแล้วอ่ะ เราเลยทำหน้าตาที่คงดูแย่มาก เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องร้องไห้ (เคยโดนว่ามาอยู่ว่าชอบทำหน้าไม่พอใจ แต่มันคือหน้าเครียดนะ ไม่ใช่หน้าไม่พอใจ คือเฟลมากๆแล้วต้องมาเสแสร้งปั้นยิ้มยิ่งทำให้หดหู่อ่ะ)

ก็เลยไปเข้าห้องน้ำ สงบสติอารมณ์เพราะต้องทำโอทีต่อ ไม่อยากเล่าเพราะจะร้องไห้ พยายามนึกถึงเรื่องตลกๆ

เมื่อวานมีเพื่อนมาปรึกษาเรื่องจะไปเที่ยวญี่ปุ่น
เรา “แก ไปออนเซ็นดิ มันรู้สึกดีมากเลยนะเว้ย”
เพื่อน “ไม่เอาอ่ะ มันต้องไม่ใส่อะไรเลยดิ ไม่เอาๆๆๆๆๆ”
เรา “ที่แรกชั้นก็คิดแบบนั้นแหละแกรรรรร แต่แกลองๆ มันรู้สึกดีมากจริงๆ”
เพื่อน “แล้วถ้างั้นก็ต้องทำอะไรสักอย่างกับทรงผมน่ะดิ”
เรา “ไม่เห็นยากเลย ก็แค่รวบขึ้นไป”
เพื่อน (แม่งหัวเราะแบบควบคุมตัวเองไม่ได้อ่ะ)
เรา (งง)…. นิ่งไปสักพัก
เพื่อน “แกนี่มัน 55555+”
เรา “อ๋อ ผมข้างล่าง…”
เพื่อน “55555+ ดีนะไม่บอกให้ชั้นถักเปียอ่ะ 5555+”

พอคิดถึงเรื่องนี้เลยหัวเราะออกมาได้ ขอบคุณนะ
พอหัวเราะออกมาได้ก็ฮึบเอาไว้ได้ ไม่ร้องไห้ที่ทำงาน

แต่มาร้องที่บ้านแทน

คนเรามันก็ต้องมีวันเฟลๆบ้างแหละ

[ภาษาญี่ปุ่น] ประสบการณ์หนึ่งวันของล่ามโรงงานญี่ปุ่น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ขอให้คิดซะว่ามันเป็นเหตุการณ์สมมุติ ไม่มีเจตนาดิสเครดิตใคร
***มีคำไม่สุภาพ ผู้ปกครองควรพิจารณา หากกำลังกินข้าวอยู่แล้วจิตไม่แข็งก็ข้ามๆไปเถอะ

วันนี้ขณะที่กำลังกินข้าวเที่ยงเงียบๆคนเดียวในห้องแม่บ้าน ก็มีพี่ GA คนหนึ่งมาคุยด้วย
พี่ : ทรายตอนบ่ายว่างมั้ย
เรา : (ประสบการณ์สอนว่าถามก่อน) ทำไมเหรอคะ?
พี่ : จะให้ช่วยไปแปลที่ห้องคนขับรถหน่อย
เรา : ก็ไม่มีอะไรนะคะ ไปได้แต่ต้องขอ N ซัง(นายเรา)ก่อน
พี่ : งั้นไม่เป็นไรไม่เอาละ เดี๋ยวให้พี่อีกคนแปลให้นายฟังเป็นอังกฤษแล้วกัน
เรา : แปลอะไรเหรอคะ กี่โมงคะ
พี่ : เรื่องมารยาททั่วไปน่ะ บ่ายโมงครึ่ง
เรา : เดี๋ยวไปขอ N ซังแล้วถ้าเค้าอนุญาตจะไปนะคะ
——————————
เรา : N ซัง GA เค้าขอให้ไปช่วยแปล ที่ห้อวคนขับรถตอนบ่ายโมงครึ่งค่ะ ไปได้มั้ยคะ
N ซัง : ไม่ได้! ห้ามไป! F ซังไม่สบายหนักมาก ต้องการความช่วยเหลือ
หลังจากนั้นก็พา F ซังไปห้องพยาบาล
พยาบาล : เป็นอะไรมาคะ
เรา : F ซังปวดท้องค่ะ
พยาบาล : ปวดแบบไหนคะ
เรา : ปวดแบบไหนคะ (ถามไปนึกได้ว่าถามได้แต่กุจะแปลตอนเค้าตอบยังไงวะ)
F ซัง : (หน้าซีด) ปวดตรงนี้น่ะ แบบ 締め付け
เรา : … (ชิเมะสึเคะ ขันน็อต ขันโบลท์ เอาไงดีวะ… ล่ามเหงื่อตกละ ตื่นเต้น F ซังก็สีหน้าแย่มาก) ปวดแบบบิดๆอ่ะค่ะ
พยาบาล : มีปวดแสบๆ หรือท้องอืดจุกเสียดมั้ยคะ
เรา : … (แดกจุดอร่อยเลย สงสาร F ซังด้วย ไม่รู้ศัพท์ เอาไงดีวะ) お腹には何か一杯詰まってるとか、(ปวดแสบนี้นึกไม่ออกจริงๆ)
F ซัง : ไม่ครับ ปวดบิดอย่างเดียว เมื่อเช้าท้องเสีย (อันนี้แปลได้ๆ)
พยาบาล : ถ่ายท้องกี่รอบคะ
F ซัง : ห้าครับ
พยาบาล : นอนพักก่อนมั้ยคะ หน้าซีดมาก เดี๋ยวให้เกลือแร่ไปทานนะคะ มีแพ้ยาอะไรมั้ย
เรา : (ผงน้ำตาลเกลือแร่เรียกว่าอะไรวะ ORS มันชื่อยี่ห้อ) เอ่อ อะไรสักอย่างที่คล้ายๆน้ำเกลือ
F ซัง : wue89aisjjd^<#7&738282+2
เรา : พอจะทราบชื่อยาเป็นภาษาอังกฤษมั้ยคะ
F ซัง :~~%%5]2]%]<&<4>4>27 เพนนิซิลิน โคเซบุชิสึ
เรา : เพนนิซิลิน กับ…ง่า (จิ้มมือถือ สะกดไม่ถูก ง่าาาา) F ซัง อะไรนะคะ โชว์มือถือให้ดู
F ซัง : ไม่ใช่ๆ บุชชิทสึ! โมโนะน่ะ
เรา : ยาปฏิชีวนะ
F ซัง : (คงตระหนักแล้วว่าอีล่ามนี่พึ่งไม่ได้) ผมจะไปโรงพยาบาลที่กรุงเทพ
พยาบาล : งั้นทานยานี้หนึ่งเม็ดก่อนนะคะ บรรเทาอาการปวดบิด แล้วจิบเกลือแร่ในรถเรื่อยๆนะคะ
เรา : แปลๆไป สะดุดตรงอีเกลือแร่อีกละ
F ซัง : เข้าใจๆ ดัซซุยโชโจนะ
เรา : ??? (ขอโทษนะคะ F ซัง ฮืออออออ)
สรุปก็แปลแล้ว F ซังจะไปโรงบาล ฮีมีคนขับรถ เราก็เสนอตัวจะเรียกให้มาที่ล็อบบี้ ฮีไม่เอา โบกมือว่าเราไปได้แล้ว เลยเดินกลับไปหา N ซังบอกว่า F ซังจะไปโรงบาล งั้นฉันไปช่วย GA ต่อนะ
N ซัง : แน่ใจเหรอว่าเขาโอเคน่ะ
เรา : ก็เขาโบกมือแบบนี้ บอกว่า いいですよ。อ่ะ
N ซัง : เหรอ อยากไปก็ไป
เรา : (ยืนโง่ ไปไหนดีวะ ไม่รุ้จะทำไงเลยเดินไปถาม F ซังอีกที ฮีก้อบอกไม่เป็นไร แต่หน้าซีดมาก)

ทำไรไม่ได้แล้วเลยเดินไปช่วย GA ก็แปลๆไป พอเสร็จก็บอกคนญี่ปุ่นที่อยู่ HR&GA และดูแลเรื่องรถว่า F ซังจะไปโรงบาล เสร็จไป 1 เรื่อง

——————–

เข้าไปในห้องประชุมต่อ คือมีคนทะเลาะกันแหละ คนไทยถามคนไทย เราแปลให้คนญี่ปุ่นฟังว่าคุยอะไรกัน

นาย ก : ผมกับ ไอ้ ข ตด แล้ว นาย ค ก็ด่าว่า ไอ้เย็ดแม่ ใครตดวะ เหม็นชิบหาย! ไม่รู้ว่าด่าผมหรือด่าไอ้ ข
เรา : นาย ก กับนาย ข ผายลมพร้อมกัน นาย ค เลยด่า ใช้คำพูดที่ไม่ดีมากๆค่ะ
บลาๆๆๆ นึกแล้วก็ขำเหอะ ทั้งตดทั้งเท้าเหม็นทั้งคำด่า ฮามาก ตอนแปลอ่ะเครียด แต่ตอนนี้ขำ 5555+

สรุปคำศัพท์
脱水症状 だっすいしょうじょう ภาวะร่างกายขาดน้ำ
OS1・ポカリスエット・スポーツドリンク เครื่องดื่มเกลือแร่ Pocari Sweat จะคล้ายๆเอ็มสปอร์ตบ้านเรา รู้จักเพราะเคยอ่านการ์ตูนฟุตบอลตอนเด็กๆ พระเอกชอบดื่ม มีหลายยี่ห้อ โพคาริ อควาเรียส และอื่นๆ ถามนายมา มานายบอกว่าตอนท้องเสียเข้าโรงบาล คนที่โรงบาลบอกให้ดื่มโพคาริ พอเอามาให้ก้อผงน้ำตาลเกลือแร่ซองๆนี่แหละ
薬アレルギー แพ้ยา
ピリピリする ปวดแสบๆ
締め付ける しめつける ปกติเราแปลว่าการขันโบลท์ ขันน็อต แต่ในที่นี้คือปวดบิด
หน้าซีดเราใช้ 顔色が悪い
抗生物質 こうせいぶっしつ ยาปฏิชีวนะ
ไอ้เย็ดแม่ แปลได้แต่ไม่แปลค่ะ ไม่สุภาพ
ตด,ผายลม おなら

เป็นวันที่แปลแล้วตื่นเต้นมากกกก ตอน F ซังไม่สบายนี่พีคสุดแล้ว ขอโทษนะคะ F ซัง ไม่ค่อยได้แปลทางการแพทย์ อาการเจ็บป่วยเท่าไหร่ เคยแปลสัมภาษณ์งาน แคนดิเดตเคยเป็นโรคลมบ้าหมู ล่ามก็ใช้ faint ไป เจอนายด่า ว่าช่วยพูดอะไรที่ฉันรู้เรื่องได้มั้ย จำไม่ได้แล้วว่าแปลไปว่าอะไร 癲癇 てんかん มั้ง

ถ้ามีใครสักคนบอกว่าเป็นล่ามง่าย งานสบายๆ ให้ลองพูดบทสนทนาข้างต้นนี้ให้เค้าแปลเป็นภาษาอังกฤษดูค่ะ เรียนมากันคนละหลายปี แค่แปลก็คงจะง่ายๆ ไม่งั้นอยู่ดีๆก็ถามเค้าว่า “พี่คะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไรคะ” เพราะเมื่อก่อนเราก็เคยได้แปลคำนี้กะทันหันเหมือนกัน เล่นเอาเหงื่อตก

膀胱炎 ぼうこうえん กระเพาะปัสสาวะอักเสบ