เมื่อฉันโดนเรียกไปปรับทัศนคติ…

เมื่อวานกับวันนี้เป็นวันที่มีจำนวนคนเข้าชมบล็อกเราสูงกว่าปกติมากๆ

ต้องขอบคุณจริงๆที่ช่วยเอาไปแชร์ใน twitter, facebook เราแอบส่องอยู่ กลัวเค้ารีทวิตไปด่า 555+

และที่เป็นปลื้มมากก็คือ เราชอบวง BNK48 เวลาดูรายการ BNK48 Show เราจะเจอไอดอลภาษาญี่ปุ่นของเราในนั้น ท่าด้าาาา… พี่บก. เรโกะนั่นเอง

จะบอกว่า “นอกจากโอชิน้องมิวสิค ดูๆไปก็จะโอชิพี่เรโกะนี่แหละค่ะ”

เราแอบปลื้มพี่เค้าอยู่เงียบๆ แล้วพอไปแอบส่องทวิตที่มีคนเอาบล็อกเราไปแชร์ ก็เห็นพี่บก. เรโกะมากดไลค์ อ่านหรือไม่อ่านไม่รู้แหละ พี่เค้าอาจจะมือลั่น แต่นี่ปลื้มอกปลื้มใจใหญ่เลย 555+

คือพี่เค้าสวยไง เก่งภาษาญี่ปุ่นด้วย ทำงานเป็นมืออาชีพมากๆด้วย อยากเป็นให้ได้แบบนั้น หรือได้สักครึ่งนึงก็ยังดี

แล้วก็ดีใจค่ะที่ได้เห็นคอมเม้นท์ของเพื่อนร่วมอาชีพ มีคนบอกว่าอ่านบล็อกเราแล้วรู้สึกดีขึ้นรู้สึกมีเพื่อนร่วมทุกข์ 5555

แค่นั้นก็ดีใจแล้วค่ะ นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ ในวันที่รู้สึกแย่มากๆ แค่อยากให้ใครสักคนเข้าใจยังดี แต่พอโตแล้ว ทำงาน มันไม่สามารถเรียกร้องให้ใครมาเข้าใจเราได้ มีแค่ต้องปรับอารมณ์ตัวเองให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์  พอพยายามมากไป บางทีก็รู้สึกเศร้า

หลายๆครั้งเราก็ได้คอมเม้นท์จากในบล็อกนี่แหละค่ะช่วยเอาไว้

งานเขียนคือสิ่งที่เรารัก การมีคนมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่สุดแล้ว

 

กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า อาทิตย์ที่แล้วเราโดนเมเนเจอร์เรียกไปปรับทัศนคติมา

เล่า background ก่อนแล้วกัน คืออาทิตย์ที่แล้ว บริษัทเรามีอีเว้นต์ใหญ่ที่สุดของปีนี้ตอนวันพฤหัสที่ผ่านมา

แล้วโปรเจคมันใหญ่มาก ทุกคนก็พยายามทำงานแข่งกับเวลาอย่างเต็มที่ เราเองก็กดดันที่ต้องแปลโปรเจคใหญ่ขนาดนี้ แต่เอกสารยังไม่ชัดเจน

เวลาซ้อมทาง Top Management ก็กดดัน คือวันก่อนวันจริงเราไปแปลทั้งที่หน้างานและในห้องประชุม ตั้งแต่ 8:00-11:45 คือโดนตะโกนใส่หูเยอะมากๆ เค้ากดดันคนทำงานเพราะอยากให้งานออกมาดี แน่นอนว่าล่ามรับอารมณ์นั้นไปเต็มๆ

เราไม่โกรธเค้านะ เราเข้าใจว่าบทบาทหน้าที่ของเค้า มันเป็นสไตล์การบริหารของเค้า เราก็พยายามตอบสนองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปีที่แล้วตอนเค้ามาประจำที่ไทยใหม่ๆ เราโดนด่าว่า “ล่ามแปลผิดสินะ” “นี่ก็ล่ามแปลผิดอีกแล้วใช่มั้ย” จนเราร้องไห้อ่ะ

ไม่นับที่โดนกดดันว่า “พรุ่งนี้ใครแปล เธอใช่มั้ย ให้แปลให้ดี คือคนไทยตอบยังไงผมไม่รู้อ่ะ แต่เนื้อหาที่ต้องตอบมันต้องตอบแบบนี้”

คือตอนนั้นก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้บริหารคนนี้พูด ในใจก็ค้าน ก็เค้าไม่ได้พูดอ่ะ จะให้แปลโกหกเหรอ แล้วแปลไปทั้งๆที่คนพูดไม่ได้พูด ถ้ามีคนแย้งขึ้นมาว่าไม่ได้พูดแบบนี้ทำไมล่ามแปลแบบนี้นี่เราจบเห่เลยนะ

แต่พี่ล่ามก็สอนว่า “ที่เค้าพูดแบบนี้ เค้าไม่ได้มีเจตนาจะกดดันเราหรอก เค้าเองก็กดดัน อยากให้งานมันออกมาดี เค้าเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานที่ไทย เราเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเค้า มันก็ต้องปรับกันทั้งสองฝ่าย”

เราเจ็บแล้วจำ เรียนรู้จากประสบการณ์ ผ่านมา 1 ปี เราว่าเราก็คงเอาตัวรอดได้ดีขึ้น

เกือบสี่ชั่วโมงที่เราแปลแบบกึ่งๆโดจิ รันยาวววว แถมอารมณ์มาเต็ม เราทำหน้าที่ของล่ามได้แบบที่เค้าไม่หันมาด่าล่ามอ่ะ เค้าก็ด่าในงานไป

แล้วเค้าก็คงเหนื่อยที่ต้องแสดงอารมณ์โกรธ มีจังหวะนึงเค้าก็คอมเม้นท์ว่า “คุณจะทำแบบนี้ก็ได้ ที่เหลือก็อยู่ที่ (ชื่อเรา) แล้วล่ะ ที่จะแปลออกมาให้ดี” – – – โอ้โห รีเพลย์ กดดันแบบเดิม เหมือนปีที่แล้วเปี๊ยบเลย ปีที่แล้วเราเครียด แต่ปีนี้เราหัวเราะออกมา ทำท่าเหมือนจะเอาหัวโขกโต๊ะแทน Orz โอ้มายก๊อดดด เข้าใจว่าอยากให้ทำอะไร แต่ไม่รู้วิธีการว่าจะทำยังให้ดี

พอเราออกมาจากห้องประชุม กินข้าว ประชุมต่อตอนบ่าย พอมีเวลาก็อยากเตรียมสคริปเอง เพราะรอสคริปจาก user คงไม่ทันแน่ๆ (วันจริงก็ตัง้ใจจะพูดตามที่ user พูดแหละ แต่พยายามเตรียมสคริปไว้จะได้ลดความตื่นเต้นน่ะ)

แต่ก็นะ เป็นล่ามไง จะทำงานก็โดนเรียกๆ เราก็เครียดกลัวจะไม่ทัน ก็ยอมรับว่าอารมณ์ไม่นิ่งเลย คือไม่ได้โกรธหรือเหวี่ยง แต่จะร้องไห้มากกว่า คือ สมองมันแบลงค์อ่ะ แปลยาวขนาดนั้น แถมเครียดขนาดนั้น มันรับอะไรไม่ไหวแล้ว – – user อีกคนก็พูดๆไป เราก็นิ่ง แล้วก็พูดเสียงเครือๆแบบจะร้องไห้ “พี่คะ ขอโทษนะคะ ขออีกรอบได้มั้ยคะ คือเหมือนสมองจะรับไม่ไหวแล้ว ตามเรื่องไม่ทันเลยค่ะ”

ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่เราตามเอกสาร แล้วพอตามแล้วเราก็โดน user เหวี่ยง หรือตอนประชุมวันจริงที่เตรียมไมค์ไม่พร้อม เรานั่งประจำที่แล้วเราแจกหูฟังเองไม่ได้เราก็บอกผู้รับผิดชอบ แล้วก็โดนเค้าเหวี่ยงใส่

คืองานมันเครียดอ่ะ เข้าใจว่าอารมณ์ใครๆก็มี เราก็พยายามนิ่งแล้ว แต่ถ้าเจอ user ที่ไม่ไหวจริงๆ ก็รู้สึกแย่นะ ก็มีสวนนิดหน่อย แต่พูดเรียบๆมากกว่า

สุดท้ายเราก็โดนเมเนเจอร์เรียกไปปรับทัศนคติ ว่าอารมณ์เรายังไม่นิ่งพอ ต้องควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้ งานเรามันงานบริการ บลาๆๆ

เมื่อก่อนหนักกว่านี้อีก จะประชุม 9 โมงแล้ว ตี 1 ยังนั่งทำเอกสารกันอยู่เลย ล่ามไม่เคยได้เอกสารก่อน ครั้งนี็โชคดีนะที่มันออกมาดี พี่เค้าก็ขอบคุณเราแหละ ที่งานมันออกมาดี ก็พูดมาเยอะอยู่ แต่ส่วนมากก็ซ้ำๆ เตือนเราเรื่องอารมณ์

บอกตรงๆเราไม่เห็นด้วยกับคำพูดเค้า แต่เรายอมรับที่ตัวเองผิด คือรับความกดดันได้ไม่มากพออย่างที่เค้าคาดหวัง ก็เข้าใจ และขอบคุณที่เค้าเรียกไปคุย ไปบอก

เค้าถาม Feedback เรา เราก็ตอบกลับไปว่า”ปกติแล้วเบื้องต้นเราก็ควรปฏิบัติงานตามมาตรฐานก่อน ถ้าล่ามได้เอกสารก่อนการประชุม มันก็เป็นสิ่งที่ดีใช่มั้ยคะ คือไม่ได้ซีเรียสว่าต้องได้แบบนี้ทุกการประชุม แต่อีเว้นต์นี้ที่เพิ่งผ่านไปมันเป็นโปรเจคใหญ่มาก ก็ต้องมีสคริปที่ค่อนข้างพร้อมอยู่แล้ว ก็ขอบคุณที่สุดท้ายแล้วพี่ก็มาซ้อมสคริปกับเรา ผลมันก็ออกมาดี จบงานแล้วเราก็จบ ไม่ได้ติดใจอะไร”

สุดท้ายแล้วเค้าก็คงประเมินว่าเราควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีพออยู่ดี – – – ก็แล้วแต่ แต่เราก็แจ้งปัญหาในการทำงานไป ว่าเราไม่ได้รับความร่วมมืออะไรจากลูกน้องเค้าบ้าง และอยากให้เค้าช่วยอะไรเรา

 

พอโดนเรียกไปปรับทัศนคติก็ Motivation ตกอีกแล้ว

คือมานั่งคิดเลยนะ ว่า User คาดหวังอะไรจากล่าม?

ล่ามคาดหวังอะไรจาก User?

แล้วทั้งสองฝ่ายตอบสนองความต้องการของกันและกันได้แค่ไหน, Gap คืออะไร?, ถ้าขจัด Gap นั้นได้ จะทำให้แฮปปี้ด้วยกันทั้งสองฝ่ายได้มั้ย (ซีเรียสเบอร์นี้เลย คือเราแปล QA เราเลยกลายเป็นคนยึดติดกับพวกระบบบริหารคุณภาพอ่ะ)

เรามาดีขึ้นหน่อยตรงที่เช้าวันถัดมา ลุงคนญี่ปุ่นที่เป็นหัวหน้าเราโดนตรง เอาแฮมเบอร์เกอร์ที่หยิบมาจากอาหารเช้าของเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์มาให้เรา คือลุงดีมากกกก หลายๆคัร้งที่รู้สึกจะไม่ไหว แต่ไปตอ่ได้เพราะได้หัวหน้าดีจริงๆนะ โดยส่วนใหญ่ในแผนกที่เราทำงานอยู่ User ก็ดี ถึงงานจะเยอะ แต่ถ้าเรื่องคนโอเคมันก็พอไหวอ่ะ – – เราพอใจกับงานปัจจุบันนะ ตอนที่เมเนเจอร์ปรับทัศนคติเรา ถึงทัศนคติเราจะไม่เปลี่ยนตามที่เค้าอยากให้เป็น แต่เราก็บอกไปว่าเราแฮปปี้กับงานอยู่

 

เรามาเปลี่ยนทัศนคติตอนคุยกับพี่ล่ามที่บริษัท พี่เค้าก็อายุมากแล้ว (โดนตบ!) มีประสบการณ์ทำงานมายาวนาน พี่เค้าก็สอนเราว่า “พี่เคยได้ยินมาจากที่ไหนก็ไม่รู้แหละ ว่า น้ำบริสุทธิ์เกินไป ปลาก็อยู่ไม่ได้นะ”

แปลว่า หัดยืดหยุ่นให้มากเข้าไว้ เพราะคนเรามันไม่เหมือนกันน่ะ อันนี้แม่เราก็สอนบ่อยๆ เราไม่รู้จักจำเอง คือโปรเจคนี้มันซีเรียสจริงๆ เราถูกกดดันมา เราก็กดดันตัวเอง เอาไปกดดันคนอื่นต่อด้วย เพราะอยากให้งานมันออกมาดี

“น้ำบริสุทธิ์เกินไป ปลาก็อยู่ไม่ได้นะ” แค่คำพูดนี้ประโยคเดียว เรายกมือไหว้ป้า เอ๊ย พี่เค้า แล้วบอกเค้าว่า “เข้าใจแล้วค่ะ”

เหมือนปลดล็อกความรู้สึกในใจตัวเองอ่ะ คือเราค่อนข้างได้ทำงานกับคนที่เนี้ยบ เราจะถูกสอนแบบกดดันมาตลอด แล้วก็ชินกับวิธีการแบบนั้น แต่บนโลกนี้มันก็มีอีกหลายร้อยหลายพันวิธี

เราคงต้องไปอ่านหนังสือเรื่อง “หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ” อย่างจริงจังแล้วล่ะ เพื่อเติบโตขึ้นและมีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น

เขียนไปก็ดูเป็นคนอ่อนไหวง่าย จิตใจไม่เข้มแข็งเอาซะเลย แต่ที่เขียนไว้เพราะอยากเตือนตัวเอง อยากจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม อยากเอาชนะตัวเองคนเมื่อวานให้ได้

ก็ดีที่มีโอกาสได้แปลโปรเจคนี้ คิดว่าหลังจากนี้ไปน่าจะรับมือกับความกดดันได้ดีกว่าเดิมมั้ง

ภาวนาขอให้ทุกวันเป็นวันดีๆ ใครๆก็อยากทำงานแบบมีความสุขทั้งนั้นแหละ

นี่เราก็พยายามยิ้มๆ นะ คือพอรู้ตัวว่าเครียดไปก็จะพยายามยิ้ม ยิ้มให้ตัวเองในกระจกก็มี (ใกล้จะบ้าแล้วล่ะ)

คือทำทุกทางจริงๆให้ตัวเองมีความสุขและไปต่อได้น่ะ

 

ずっと見てる夢は 私がもう一人いて

やりたいこと 好きなように 自由にできる夢

人生は紙飛行機 願い乗せて、飛んで行くよ

Advertisements

5 User ตัวร้ายที่ทำลาย Motivation ของล่าม

ส่วนใหญ่เราจะเขียนบล็อกแนวให้กำลังใจตัวเอง (อยากเผื่อแผ่ไปให้กำลังใจคนอื่นด้วย)

แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่ชีวิตคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบทุกวัน

เราตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้น ในวันที่เรารู้สึกแย่ที่สุดวันหนึ่งในชีวิตการทำงานเป็นล่ามมา

บทความนี้เขียนจากประสบการณ์ของตัวเองและคนรอบข้าง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่เราตัดสินใจรวบรวมความกล้าเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เราคิดหรือรู้สึกอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดเพราะเราเองก็ประสบการณ์น้อย เรายินดีรับฟังคำวิจารณ์ต่องานเขียนของเราและพร้อมจะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง

สารภาพตามตรงว่าเขียนไปด้วยความรู้สึกกลัวความคิดเห็นในเชิงลบ แต่เราต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง การเป็นนักเขียนคือความใฝ่ฝันของเรา เราเลยอยากขอลองเสี่ยงเพื่อให้ตัวเองเติบโตขึ้น

ในบทความเก่าๆที่เราเคยเขียนไว้เรื่องปากกาจับงาน เคยมีพี่พนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งเปิดให้ล่ามเค้าดูศัพท์ที่เราเขียน เราเลยคิดว่า “ก็มี user เสิร์ชมาเจอบล็อกของเราบ้างเหมือนกันนะ”

เราอยากจะสื่อสารไปยัง user หรือ HR ในโรงงาน ที่บังเอิญผ่านเข้ามา เราแค่อยากขอร้องจากใจจริงๆว่า อาชีพล่ามเป็นอาชีพที่มีความกดดันสูง และสูญเสีย motivation ในการทำงานได้ง่ายมากๆ แค่คำพูดคำเดียวอาจจะทำให้รู้สึกแย่ไปทั้งวันหรือนานเป็นสัปดาห์ และสภาพแบบนี้ที่เกิดขึ้นวนอยู่ซ้ำๆอาจจะทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้า เลยอยากให้ช่วยใจดีกับล่ามหน่อย รักน้อยๆแต่ขอให้รักนานๆ

เราเจอกระทู้น่าสนใจใน towaiwai ลองเข้าไปสัมผัสเสียงเล็กๆจากคนทำอาชีพล่ามได้ว่าเค้ารู้สึกยังไงเกี่ยวกับการทำงานบ้าง

ใครเคยเป็นคนร่าเริ่งแต่พอทำงานล่ามแล้วซึมเศร้าบ้างครับ

บริษัทเราถ้าเป็น Management จะมีสอบเลื่อนตำแหน่ง เราเรียกกันขำๆกับพี่ล่ามว่าสอบจอหงวน

ส่วนพี่ GM แผนกเรา เนื่องจากตำแหน่งสูงแล้ว เราเลยเรียกว่า สอบขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก

พี่เค้าได้รับการบ้านจาก TOP คนญี่ปุ่นว่า จะทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุข

สำหรับพนักงาน พี่ GM เรากำลังทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อหาวิธีทำให้พนักงานมีความสุข

เราเลยมามองย้อนกลับมาดูการทำงานของตัวเอง ว่าทำอย่างไรล่ามถึงจะ Happy เมื่อไม่มีใครมาคิดให้ว่าทำยังไงเราถึงจะมีความสุข เราก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ทำให้ตัวเองทำงานได้อย่างมีความสุขให้ได้

ก็เลยมองในมุมกลับดูว่า แล้วอะไรบ้างที่ทำให้ล่ามไม่ Happy

 

1.User หัวร้อน

ไม่รู้ว่าพี่เขาเสียหวยหรือเป็นเมนส์ แต่ User ประเภทนี้จะมีอาการหงุดหงิดหัวเสียอยู่ตลอดเวลา แปลให้อยู่ดีๆก็หันมาโทษล่ามซะงั้น หรือโมโหคู่สนทนาแบบใส่อารมณ์สุดๆ

ลำพังคนทำงานด้วยกัน พูดภาษาเดียวกัน ถ้ามีอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจก็เริ่มจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว

แล้วนี่พูดกันคนละภาษา โดยมีล่ามอยู่ตรงกลาง ยังจะมาทะเลาะกันอีก บอกตรงๆล่ามลำบากใจ ไม่รู้จะแปลยังไงดี

พอเริ่มทะเลาะกัน ทุกคนก็อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด โดยไม่มีใครยอมฟังใคร มีแต่คนพูดๆ ล่ามก็ได้แต่ยืนทำตาปริบๆ ไม่รู้จะแปลให้ใครก่อนดี พอล่ามเงียบทีนี้ล่ามก็จะซวยแล้ว อาจจะมีอาการตะคอกใส่ล่ามว่า “แปลสิ!” หรือ “บอกเค้าไปเลยนะว่าผมบอกว่า…” หรือคำหยาบคายต่างๆที่ตามมา ซึ่งมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในทำงานเล้ยยย มีแต่จะยิ่งแย่ลง

เจอแบบนี้บอกตรงๆล่ามได้แต่ยืนเพลียละเหี่ยใจ อยากจะเอานวมให้คนละคู่แล้วให้พี่ไปจัดกันเองให้สาแก่ใจ อย่าเอาฉันไปเกี่ยวววว

ยิ่งเจอแบบระเบิดอารมณ์ ขว้างปาข้าวของนี่แบบ… เอิ่มมม ทำไปทำไมอ่ะ?

 

2.User ไม่หยุดให้แปล พูดน้ำไหลไฟดับ ต่อให้กดปุ่ม pause พี่แกก็จะไม่หยุดพูด

อันนี้เจอบ่อยมาก เข้าใจดีเลยแหละว่าธรรมชาติของคนเรา ไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อพูดโดยมีล่ามแปล เราก็จะพูดๆๆๆไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะพอใจ

แต่ในการทำงานจริงที่เป็นการสื่อสารผ่านล่าม และไม่ได้มีเวลาในการประชุมมาบังคับให้ล่ามต้องโดจิ (แปลแบบพูดพร้อม) การเว้นจังหวะให้แปลจะทำให้ล่ามสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะมีเวลาในการตีความ ทำความเข้าใจว่าผู้พูดพูดแบบนี้ต้องการจะสื่ออะไร และสื่อสารเป็นอีกภาษาหนึ่งได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน

การพูดโดยไม่หยุดให้แปลทั้งๆที่ไม่มีเหตุจำเป็นเป็นการสร้างอุปสรรคในการทำงานให้ล่ามทำงานยากขึ้น เมื่อสภาพการทำงานบีบบังคับมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะสื่อสารผิดได้ง่ายขึ้น ขนาดเครื่องจักรผลิตงานยังต้องควบคุม condition ในการผลิตเลย ในการแปลก็เหมือนกัน

พูดเร็ว เสียงดัง สภาพแวดล้อมในการทำงานมีเสียงรบกวน พูดยาวไม่หยุดให้แปลจนล่ามจับใจความไม่ได้ก็ส่งผลกับการแปลทั้งนั้น

บางคนอาจจะโดนแบบที่เราเคยโดนคนญี่ปุ่นตะคอกใส่หน้ามาว่า “งั้นเธอก็จดซะสิ!”

อยากบอกจากใจว่าเราจดแล้ว เคยจดจนกระดาษ A4 ทั้งปึกที่ติดคลิปบอร์ดหมดก็ไม่มีใครหยุดพูด และจับประเด็นอะไรมาแปลไม่ได้เลย เป็นการทะเลาะกันของคน 4-5 คนเฉยๆ คือมันไม่ใช่การสื่อสารแล้วอ่ะ ไม่รู้จะแปลยังไงจริงๆ

ไม่ต้องถึงขนาดหยุดทีละประโยคให้แปลหรอกค่ะ ล่ามแต่ละคนก็มีจังหวะไม่เหมือนกัน มีความสามารถในการจับใจความ สรุปความได้แตกต่างกัน เราไม่ได้ขอให้เข้าใจเราขนาดนั้น อันนั้นเดี๋ยวเราพยายามแก้ไขปัญหาในหน้างานของเราเอง

แค่อยากให้เวลาพูด หันมามองหน้าล่ามบ้าง ว่าล่ามไหวมั้ย ล่ามเข้าใจมั้ย แปลได้รึเปล่า ถ้าล่ามดูไม่ไหว แปลไม่ทัน ไม่ได้จริงๆ อยากให้ช่วยพูดทวนซ้ำให้หน่อย หรืออธิบายช้าๆชัดๆให้เข้าใจง่ายขึ้น ล่ามคือคนมาแปลให้เฉยๆ ไม่มีทางเข้าใจเนื้อหางานได้ดีไปกว่าผู้ส่งสารหรอก ก็อยากขอให้ช่วยกันนิดหนึ่ง เพื่อการทำงานที่ราบรื่น

ล่ามทุกคนอยากแปลได้อยู่แล้ว เวลาแปลไม่ได้ทีไรก็กลับไปเศร้าเสียใจทุกที

 

3. User หนูด่วน ไม่ใช่ BTS/MRT แต่พี่แกด่วนทุกอย่าง

User ประเภทนี้จะชอบส่งเมลล์มาห้วนๆ เป็นประโยคคำสั่ง

แปลหน่อย!

แปลด่วน

แปลเอกสารให้หน่อยครับ ต้องใช้วันนี้

คือจะบอกว่าถ้ารีบขนาดนั้น Google translate เถอะค่ะ

ขนาดทำรายงานยังต้องใช้เวลาเลย เอกสารแปลก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลาในการทำงาน สั่งปุ๊บล่ามไม่สามารถเสกให้ได้ปั๊บ

แล้วเวลาปกติ ไม่ใช่จะได้นั่งโต๊ะแปลเอกสารสบายๆ คือต้องไปเข้าประชุม ไปแปลอยู่แทบจะตลอด พอเดินกลับมายังไม่ทันจะหย่อนก้นลงนั่ง เจอทวงว่า “เอกสารที่ให้แปลเสร็จรึยัง” โห…หมดอารมณ์

สำหรับเรา เราคิดว่าวิธีแก้ปัญหานี้ที่ดีที่สุดสำหรับทั้ง user และล่ามก็คือ เวลาขอให้แปลเอกสาร อยากให้บอก due date ที่ชัดเจนไม่ใช่บอกว่าแปลด่วน เพราะคำว่าด่วนของคนเรามันไม่เท่ากัน

เข้าใจแหละว่า user ต้องใช้ แล้วอ่านไม่ออก ไม่งั้นก็ไม่ขอให้แปลหรอก แต่เวลาร้องขอให้แปล ช่วยกำหนดเวลาหน่อยว่าควรจะเป็นเมื่อไหร่ดี ล่ามจะได้วางแผนในการทำงานได้ถูก หรือถ้ามันไม่ทันจริงๆ จะได้ปรึกษากันได้ว่าจะแก้ปัญหายังไงดี ไม่อยากให้กลายเป็นว่าสุดท้ายมาบอกว่าทำงานนี้ไม่สำเร็จเพราะล่ามแปลเอกสารไม่ทัน มันจะคล้ายๆหน่วยงานราชการหนึ่งของประเทศสารขัณฑ์มากเกินไป ที่บอกว่าออกหมายจับผู้ร้ายไม่ได้เพราะเอกสารยังไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ (ฮา)

 

4. “ว่างมั้ย?”

เคยเจออยู่บ่อยๆ “ว่างมั้ย? ช่วยไปแปล….ให้หน่อย ตอนนี้เลย”
คือถ้ามันเป็นประชุมด่วน เราเข้าใจเลยนะ และไปให้ด้วยความเต็มใจ

แต่ส่วนใหญ่แล้วประชุมมักจะถูกนัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า แต่กลับมีล่ามคนเดียวที่ไม่รู้ว่ามีประชุม (ก็ไม่มีใครบอกนี่นา) พอถึงเวลาต้องใช้ ก็ค่อยมาวิ่งหาล่ามเอา ซึ่งล่ามก็ลำบากใจเพราะแผนการทำงานที่วางไว้จะรวน (บางทีวางแผนจะแปลเอกสารเวลานี้ แต่ถูกเรียกประชุม เอกสารแปลก็ต้องแปล แล้วจะแยกร่างยังไง?)

ถ้าเป็นประชุมที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว บอกล่ามเถอะค่ะ มันไม่เสียหายอะไรหรอก ยิ่งแชร์ข้อมูลในการประชุมให้ล่ามก่อนได้มากแค่ไหน ล่ามก็จะได้เตรียมตัวและแปลให้ได้ดีขึ้นเท่านั้น

 

อันนี้ประสบการณ์ตรงเลย เมื่อเช้า สดๆร้อนๆ ต้นเหตุที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับการทำงานสุดๆในวันนี้คือพี่ user ในแผนกที่นั่งโต๊ะติดกับเราเลย (เวลาประชุมก็มักจะลืมเชิญเราเข้าประชุมเสมอ – หมายถึงเชิญในอีเมลล์นะ ไม่ใช่มากราบกรานอัญเชิญให้ไปแปล ไม่ขนาดนั้น)

คือนั่งโต๊ะติดกันเลยอ่ะ นั่งข้างๆเลยนะ แต่ประชุมนี้ที่ต้องออกไปประชุมที่ supplier อีเมลล์เชิญออกเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และไม่เชิญเรา บอกว่าลืม

พี่คะ…ขนาดนั่งข้างๆกันพี่ยังลืม เราควรไปนั่งตรงไหนดีคะ พี่ถึงจะไม่ลืมเรา คือเชิญคนญี่ปุ่นเข้าประชุมได้ ให้คนญี่ปุ่นเป็นประธานในการประชุม มันก็ต้องใช้ล่ามอยู่แล้ว แต่ลืมเราตลอด แปลว่าไม่เคยให้ความสำคัญกับเราเลย

แล้วก็มายิ้มกลบเกลื่อน แล้วก็พูดว่า “ว่างมั้ย พอดีมีประชุมที่ supplier อยากให้ช่วยไปแปลให้หน่อย ไม่ติดอะไรไม่ใช่เหรอ”

คือไม่ได้แปลพูดตลอดเวลาก็ไม่ใช่ไม่มีงานทำขนาดนั้น มันก็มีเอกสารที่ต้องแปลนะ แค่บอกก่อนล่วงหน้า มันคงไม่ลำบากอะไร

วันนี้เรายอมรับเลยว่าปรี๊ดแตกมากจริงๆ เพราะเดือนนี้เรางานยุ่งมาก เราพยายามวางแผนการทำงานทุกอย่างของตัวเองอย่างละเอียดเพื่อให้จัดการกับปริมาณงานทั้งหมดได้ แล้วอยู่ดีๆต้องออกไปแปลที่ supplier กะทันหัน ซึ่งจริงๆประชุมนี้ไม่ได้กะทันหันเลย user รู้ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ แล้วมันเป็นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันกระทบการทำงานของเราจนเราออกปากพูดว่า

ล่าม “พี่คะ ถ้าวันนี้เกิดไม่ว่างไปให้ขึ้นมาพี่จะทำยังไงคะ”

user “ผมก็คงต้องวิ่งหาล่ามคนอื่น แต่น้องไปให้ได้ใช่มั้ย (เออดี มากดดันกันอีกแน่ะ)”

เราหันไปจ้องหน้าเค้า จ้องนิ่งๆ แล้วพูดว่า “ไปให้ได้ค่ะ แต่อยากให้พี่รู้เอาไว้ว่าทำแบบนี้เราโกรธนะ โกรธมากๆเลย (พยายามพูดติดตลกให้มันไม่มาคุเกินไป) มันทำให้เราทำงานลำบากมาก”

ที่ลำบากคือไม่ได้ข้อมูลก่อนการประชุมนี่แหละ แล้วเป็น process ที่ supplier ที่เราไม่เคยเห็นเลย มันยากมากนะที่จะต้องแปลอะไรที่ไม่เคยเห็นน่ะ

สุดท้ายแล้วเค้าก็อธิบายเราก่อนไปแหละ เพราะเราพยายามทำให้ user รู้ตลอดว่ามาอธิบาย background เราก่อนนะ 5 นาทีก่อนประชุมก็ยังดี (แต่ล่ามหลายๆคนก็อาจจะไม่ได้โชคดีแบบเรา)

 

5. “พี่พูดอะไรก็แปลๆไปตามนั้นเถอะ” “มีหน้าที่แปลก็แปลไป”

T^T แง… เจอแบบนี้นี่หมดคำอธิบาย

คือทราบดีค่ะว่ามีหน้าที่ที่ต้องแปลก็แปลไป แต่พี่พูดไม่รู้เรื่องหนูแปลไม่ด้ายยยยย แล้วพี่จะให้แปลยังงายยยยย แงงงงง ฟ้องแม่ได้มั้ยยยยยย

 

สำหรับเราแล้ว เรามีเรื่องอยากขอร้อง 4 ข้อให้ user ช่วยเรานิดหน่อย เป็นเรื่องง่ายๆที่ใครก็ทำได้ เราอยากเห็นโลกของการทำงานที่มี 4 ข้อนี้เป็นกฎพื้นฐานในการใช้งานล่ามเลยด้วยซ้ำ มันอาาจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด อาจจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ แต่มันเป็นเรื่องง่ายๆที่เราคิดว่าถ้า user ช่วยทำให้ล่ามจะทำงานได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

 

1.ในการประชุมที่ทราบนัดหมายล่วงหน้า และต้องใช้ล่าม โปรดบอกล่ามล่วงหน้าด้วย เพื่อที่ล่ามจะได้เตรียมตัวสำหรับการประชุม

 

2.เวลาร้องขอให้แปลเอกสาร โปรดบอก due date ที่ต้องการที่ชัดเจน

ล่ามจะได้วางแผนในการแปลเอกสารให้ทันตามกำหนดที่ user ต้องการ ไม่จำเป็นจริงๆอย่าบอกว่าแปลด่วนเลย เพราะในการทำงานควรมี lead time แต่กรณีรีบจริงๆคุยกันเป็น case by case ได้

 

3.ก่อนการประชุมหรือพูดคุยเรื่องอะไร ควรมีเวลาสำหรับอธิบาย background ให้ล่ามเข้าใจคร่าวๆก่อน หรือหากไม่มีเวลาอธิบาย ให้เอกสารที่ใช้ในการประชุมให้ล่ามมาศึกษาก่อน หาคำศัพท์ที่ต้องใช้ก่อนก็ยังดี หากทำเอกสารไม่ทัน เอกสารที่ให้ล่ามเป็นแค่คร่าวๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารฉบับ final ล่ามแค่อยากรู้หัวข้อหลักๆที่จะคุยกัน จะได้ทำความเข้าใจและเตรียมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

 

4.หากไม่ใช่การประชุมที่มีเวลาจำกัด ไม่จำเป็นต้องแปลพร้อม โปรดเว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย

พูดยาวเกินไปล่ามอาจจะสรุปประเด็นสำคัญให้ไม่ได้ จับใจความได้ไม่ครบถ้วน ทำให้เรื่องที่ต้องการจะสื่อสารไม่ประสบผลสำเร็จ หรืออาจสื่อสารผิดได้ง่าย หากเป็นการประชุมที่เวลาจำกัด จำเป็นต้องแปลพูดพร้อม พยายาให้ข้อมูลกับล่ามก่อนเพื่อให้ล่ามได้เตรียมตัว และพูดให้กระชับ ตรงประเด็น ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

 

4 ข้อที่เราอยากขอร้องนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป อยากให้ลองเอาพิจารณาดู เพื่อการทำงานที่ happy ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งล่ามและ user

นอกจากจะเป็นล่ามแล้วเราสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย นักเรียนของเราก็พนักงานนี่แหละ มีผู้จัดการบ้าง เราก็พยายามสอดแทรกให้เค้าเข้าใจการทำงานของล่ามผ่านการพูดคุย หรือบางทีสอนแต่งประโยคยาวๆ ยิ่งประโยคยาว มันก็จะยิ่งสับสน นักเรียนจะบ่นว่าภาษาญี่ปุ่นยาก ก็จะอธิบายว่าเวลาแปลก็เหมือนกันค่ะ ประโยคยิ่งยาว ล่ามก็จะสับสนได้ง่าย ใจความสำคัญอาจจะถ่ายทอดให้ได้ไม่ครบถ้วน ดังนั้นอยากให้ช่วยอธิบายให้ชัดเจน เว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย พยายามแบ่งประโยคเป็นประโยคสั้นๆที่เข้าใจง่าย

 

เรารู้ว่าบางทีก็ไม่ได้เป็นที่ user อย่างเดียวหรอก ตัวล่ามเองก็เหมือนกัน ต้องหมั่นฝึกฝนหาความรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถทำงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือ user ได้

 

ของแถมนิดหน่อย ช่วยพี่ GM หาข้อมูลเกี่ยกวับความสุขในการทำงานมาก เราชอบคำว่า

生涯学習   しょうがいがくしゅう  การเรียนรู้ตลอดชีวิต

タイの働き方改革「Happy 8」に日本が学ぶべきものとは?

คู่มือความสุข 8 ประการในที่ทำงาน HAPPY WORK PLACE

ผู้ชายคนนั้นคือ User ในฝันของล่ามอย่างฉัน

จั่วหัวมาเหมือนชื่อภาพยนตร์ญี่ปุ่นเลย 555+

จริงๆเราไม่ค่อยได้ดูหนังบ่อยหรอก แค่รู้สึกเอาเองว่าชื่อหนังสือนิยายแจ่มใสกับหนังญี่ปุ่นมันชักจะไปไกล คือเราจำไม่ได้อ่ะ ไปดูหนังแล้วพูดชื่อผิดนี่อาจจะเด๋อได้

กลัวว่าวันหนึ่งมันจะเป็นแบบนี้

อยากรู้ชื่อสนุกๆของหนังญี่ปุ่น ไปตามดูกันได้ใน ทำไม “ชื่อเรื่อง” ละครญี่ปุ่น ถึงย้าวยาววววววว

นี่ก็เพิ่งรู้ชื่อเรื่องเต็มของ Biri Girl ถ้าข้อสอบออกมาว่าให้บอกชื่อเต็มของหนังเรื่องนี้ เราคงสอบตกอ่ะ

เป้าหมายในปีนี้คืออยากเขียนบล็อกอย่างน้อยเดือนละ 1 เรื่อง

แต่เดือนกันยายนก็เขียนไม่ทันซะแล้ว เลยมาวันหนึ่งหยวนๆน่า

เมื่อวานนี้ไปรับงานแปลครึ่งวัน 9:00-13:00 แถวๆบ้านนี่แหละ
เป็นการคุยอธิบายเนื้อหางานกับคนญี่ปุ่นที่จ้างเราก่อน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเข้าไปแปลประชุมกับลูกค้า (ประธานบริษัทคนไทย)

อยากจะบอกว่า 1 ชั่วโมงที่ได้คุยกับ MD คนญี่ปุ่น เป็น 1 ชั่วโมงที่มีค่ามาก สำหรับล่ามแล้ว MD คนนี้คือ user ในฝันที่สวรรค์ประทานมาเลย

เค้าเอาเอกสารเกี่ยวกับโปรเจคของเค้าทั้งหมดมากางให้เราดู อธิบายให้เราเข้าใจก่อน บอกว่าวันนี้อยากพูดเรื่องอะไร อยากถามเรื่องอะไร อยากคุยเรื่องอะไร ตอนนี้สถานการณ์ของโปรเจคเป็นยังไง ติดปัญหาตรงไหน มี Task อะไรที่ต้องทำในวันนี้

คือกรี๊ดมาก ตำแหน่งฮีคือ Managing Director แล้ว Management สำหรับการเจรจาธุรกิจคือโอเคเลย

ประโยคแรกที่เค้าบอกเราคือ “ผมไม่เคยใช้ล่ามมาก่อน ผมอยู่ไทยมายี่สิบปีได้ แต่ไม่ตั้งใจเรียนภาษาไทยเท่าไหร่ เวลาคุยก็ใช้ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ปนๆกันไป แต่ก็สื่อสารกันได้ไม่ค่อยดีนัก วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมจะใช้ล่าม ผมคงได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากคุณ วันนี้รบกวนด้วยนะครับ”

เราก็ตอบไปว่า “เราก็ใหม่สำหรับการแปลงานก่อสร้างเหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนจะถามนะคะ เราจะได้เรียนรู้ด้วย วันนี้ก็รบกวนด้วยเช่นกันนะคะ”

MD อ่านขาดขนาดบอกเราไว้ว่าบางทีตกลง Layout กันได้แล้ว แต่ฮวงจุ้ยไม่ได้ ซินแสไม่ยอม ก็ต้องเปลี่ยน สอนคำศัพท์เรา คำว่าฮวงจุ้ย ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 風水 ふうすい Feng Shui (Chinese Geomancy) แล้วพอเข้าไปแปลจริง ศัพท์คำนี้ก็ออกสอบจริงๆ เราเลยแปลได้เพราะ MD ติวมาให้ก่อน ประธานบริษัทคนไทยพูดว่า “บางทีคิดมาหมดแล้วแต่ซินแสไม่ยอมก็ไม่ได้ เค้าไม่ยอม ต้องให้ไลน์ Flow ตามเข็มนาฬิกา” แล้วก็ทำหน้าลำบากใจ

คนไทยทั้งประธานบริษัทและลูกน้องเค้าก็แปลกใจที่เราแปลได้ ถามว่าญี่ปุ่นเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยด้วยเหรอครับ

เราก็แปลให้ MD คนญี่ปุ่น ฮีก็ตอบแบบชิวๆเลยว่า “ผมทำงานกับบริษัทไต้หวันมาน่ะครับ ก็เลยพอจะรู้เรื่องนี้บ้าง”

การประชุมวันนี้มีหลายฝ่ายเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคนไทยที่มีประธานเป็นคนไทย
มีผู้บริหาร(เจ้าของ) บริษัทคนญี่ปุ่น 2 บริษัท ผู้รับผิดชอบงานคนไทยของบริษัทก่อสร้าง แล้วก็มีฝรั่ง 1 คน กับล่ามควบเลขาของเขา

ก็เลยได้ใช้ทั้งสามภาษา ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่นเลย พอเป็นคนเดียวที่สื่อสารได้ทั้ง 3 ภาษาในที่ประชุม เลยรู้สึกสวยขึ้นมาทันที 5555+ ยิ่งแปลคำว่าฮวงจุ้ยได้ขณะที่ล่ามอังกฤษแปลไม่ได้นี่สวยกว่าเดิมอีก 5555+ (อย่าหันมาถามตูนะว่าฮวงจุ้ยภาษาอังกฤษแปลว่าอะไร ตอนนั้นตูก็ไม่รู้เหมือนกัน)

อยากจะบอกว่าการที่ลูกค้าบรีฟให้เราก่อนเริ่มงานมันสำคัญมากจริงๆ มันช่วยให้การทำงานของล่ามราบรื่นขึ้นเยอะเลย เพระาล่ามมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการทำงานของผู้ว่าจ้าง แต่ถ้าผู้ว่าจ้างไม่ให้ข้อมูลล่ามเลย ล่ามก็ต้องงมเอาเอง แก้ปัญหาไปตามสถานการณ์เอาเอง ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง

เอาง่ายๆก็เหมือนเราไม่สบายแล้วไปหาหมอ ถ้าเราบอกอาการได้ละเอียด ถูกต้อง ชัดเจน หมอก็จะตรวจตรงจุดที่มีปัญหา วิเคราะห์ และสั่งจ่ายยาได้ตรงกับโรค การรักษาก็ได้ผล

แต่ถ้าเราพูดอธิบายไม่ชัดเจน วกไปวนมา ตอบ 50-50 ตลอด หมอก็อาจจะงง ไม่รู้จะวินิจฉัยโรคยังไงดี

โชคดีมากที่เราเจอ User ที่ดีมากๆ เลยทำให้การทำงานเมื่อวานเป็นไปอย่างราบรื่น ก็รู้สึกดีนะที่ทำงานได้ตามเป้าหมายของตัวเอง

จบแล้วล่ะเรื่องการทำงาน แต่เมื่อวานเป็นวันที่ทำหลายอย่างมาก ก็เลยอยากจะบันทึกเอาไว้

เราไปลงติวโทอิคฟรีเอาไว้ เพราะเราทำงานเป็นติวเตอร์สอนภาษาด้วย อยากไปฟังเทคนิคการสอนของคนอื่นน่ะ เลยกลับไปเป็นนักเรียนเตรียมสอบดูสักวัน เราชอบเรื่อง Biri Girl ด้วยแหละ ดูแล้วมีไฟในการอ่านหนังสือดี ถ้าใครเตรียมสอบอยู่ก็แนะนำให้ดูเลยล่ะ

จริงๆเวลาติวเริ่ม 13.00 แต่กว่าเราจะได้ออกจะบริษัทลูกค้าก็ประมาณ 13.10 ไม่อยากจะพูดถึงเลยว่าแว้นไปด้วยความเร็วเท่าไหร่ คือถ้าขับรถคงไม่แปลก แต่นี่มอไซไง (รถยนต์แบตหมด เป็นความง่าวของข้าพเจ้าเอง แบตหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้จักจำ)

ถึงที่ติวโทอิคตอน 13.45 จริงๆไปไม่ถูกด้วยซ้ำ อาศัยติดไฟแดงแล้วถามคนขี่มอไซเหมือนกัน เค้าก็บอกว่าขับตามผมมาเลยครับ ผมก็ไปเหมือนกัน เลิศจ้าาาา

ตอนนี้เป้าหมายที่เราอยากจะทำหลังจากผ่อนบ้านหมดคือการเปิดโรงเรียนสอนภาษาของตัวเอง อันนี้คิดไว้ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มทำงานแล้ว

ตอนนี้โปรเจคนี้อยู่ในระหว่างยื่นเรื่องขอกู้เงินจากบริษัทเงินทุก มกอ.= แม่กูเอง

ย้อนไปตอนปิดเทอม ม.5 ขึ้นม.6 เราเรียนกวดวิชา 2 คอร์สคือ Eng Ent ของ Enconcept กับ Intensive ไทย-สังคมของดาว้องก์ (เรียนตามเพื่อนน่ะ) คอร์ส Eng Ent เรียนกับครูพี่แนน เริ่มเรียน 8:00-10:00 กว่าเราจะตื่นไปเรียนก็ 9 โมง กินมาม่าเสร็จก็หลับในห้อง ตื่นมาก็ 10 โมง เลิกเรียนพอดี อุบาทว์มาก เสียเงินเกือบ 5 พันเพื่อไปนั่งกินมาม่าและหลับไป แม่รู้แม่คงเสียใจ

แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เหอะ คำศัพท์ใน Memolody ที่ได้ยินกรอกหูตอนหลับ มันทำให้เราจำได้จริงๆ เราสอบเข้ามหาลัยรอบรับตรง โดยใช้วิชาภาษาอังกฤษวิชาเดียว โดยที่เราไปนั่งร้องเพลงแค่ 4 เพลงที่เราจำได้ แต่มันช่วยให้เราสอบติดที่ที่อยากได้จริงๆ

เลยปลื้มเทคนิคการทำข้อสอบของเค้าน่ะ ก็เลยไปลงติวโทอิคฟรี จ่ายค่าเอกสาร 300 เพื่อไปขโมยเทคนิคการสอนของคนอื่น แต่มันไม่ค่อยหนุกอ่ะ ขโมยอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ อีกอย่าง เสียงที่ถ่ายทอดสดมามันเบามาก เรียนไม่รู้เรื่องเลย

แต่ข้อดีก็มีนะ ได้ไปสำรวจห้องเรียน+อุปกรณ์เค้า ทีวีเล็กไปนะ คนนั่งข้างหลังมองไม่เห็นนะ เสียงเบาไป ไม่โอเคนะ ก็ได้การบ้านมาคิดต่อว่าถ้าเป็นโรงเรียนของเรา เราอยากให้มันเป็นแบบไหน อยากได้อะไรบ้าง (และสิ่งที่อยากได้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ จะคุ้มทุนมั้ย)

พอเลิกเรียนก็ไปซื้อโตเกียว(ชอบกินโตเกียวมาก) แล้วก็ไปขอโบรชัวร์คอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นของโรงเรียนกวดวิชาอื่นๆติดมือมา เอาไว้อ้างอิงราคากับคิดเนื้อหาคอร์ส (เล่นเป็นนักสืบนั่นเอง)

สำหรับเรา เราอยากเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้การเรียนภาษาง่ายขึ้น สะดวกทั้งกับผู้เรียนและผู้สอนมากขึ้น ไม่ต้องขับรถฝ่ารถติดเพื่อไปเรียน อยากให้เรียนที่ไหนก็ได้ ง่ายๆ และได้ผล เน้นสอนสดตัวต่อตัวแต่เป็นแบบออนไลน์ เลือกเวลาที่ทั้งผู้เรียนและผู้สอนสะดวก ก็จะลดต้นทุนค่าสถานที่ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายอื่นๆลงไป แต่ระบบอินเตอร์เน็ต ภาพ เสียง ต้องดีพอนะ กำลังศึกษาอยู่ว่าจะทำยังไงดี

คอร์สที่แล้วที่เราสอนที่โรงเรียนภาษา เป็นไพรเวทคลาสของพี่เมเนเจอร์บริษัทหนึ่ง ก็สอนมินนะนี่แหละ แต่เค้าเป็นเมเนเจอร์ อยากรู้อะไรเราก็สอนเพิ่ม สอนศัพท์ที่ใช้ในการทำงานเค้าให้ ก็ดูพี่เค้าชอบนะ มันได้เอาไปใช้จริง

อีกคลาสที่ไปสอนที่โรงงาน นักเรียนคอมเมนท์มาว่า “ตอนแรกเกือบจะถอดใจแล้ว มันยาก แต่พอเรียนไปเรื่อย ทำการบ้านมา เข้าใจมากขึ้น พอทำตามอย่างที่ครูสอนแล้วมันเข้าใจขึ้นจริงๆ ก็เลยอยากจะเรียนต่อ” จบคอร์สแล้วนักเรียนติดต่อมาหลังไมค์ อยากต่อคอร์สกับเราเอง เพราะของบริษัทคงทำต่อไม่ได้ คนเรียนไม่พอ

แต่เรายังไม่พร้อมด้านเวลาและสถานที่ เลยบอกไปตรงๆ ถ้านักเรียนรีบ เราแนะนำโรงเรียนสอนภาษาที่เราไปสอนอยู่ให้ได้

คือตอนนี้ที่อยากทำก็คือทำบ้านเป็นโรงเรียนเพื่อรองรับการสอนเป็นกลุ่มหรือแบบ face-to-face ด้วย และทำระบบที่เอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรองรับการสอนออนไลน์แบบตัวต่อตัวด้วย

เราได้ช่วยพี่ GM หาข้อมูล เรื่อง ความสุข 8 ประการในที่ทำงาน เราชอบคำว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” มาก และอยากทำให้มันกลายเป็นจริง ก็เลยอยากทำงานสอนด้วย

แต่เราเรื่องมากนะ มีพ่อแม่น้องคนนึง หาครูสอนภาษาอังกฤษให้ลูกชายคนโต คือคนนี้เรียนพิเศษเยอะมาก มาเรียนกับเราคือน้องไมไหวแล้ว เย็นวันศุกร์ ไม่มีสมาธิแล้ว เรก็พยายามช่วย หาลูกอมมาล่อ ให้นอนพัก 5 นาทีเดี๋ยวพี่ปลุก แต่คือเห็นหน้าน้องรู้เลยว่ามันฝืน

พอจบคอร์ส แม่น้องอยากให้ต่อ แต่เราปฏิเสธไปบอกว่าไม่สะดวกในเรื่องเวลา ผ่านไปเกือบ 2 ปี แม่น้องก็หาครูมาอีก คราวนี้จะให้สอนน้องชาย โรงเรียนก็มาถามเรา แต่เราปฏิเสธไป

เราอยากให้เด็กได้มีเวลาเล่นบ้างอ่ะ ไม่ใช่เราแต่เรียน เราเป็นเด็กที่เล่นเยอะ เล่นชิบหาย โตมาก็เป็นผู้ใหญ่ไม่รู้จักโต เอาแต่เล่น แต่เราชอบชีวิตแบบนี้ของตัวเองนะ เห็นเด็กที่ไม่มีโอกาสได้เล่นแล้วเราสงสารน่ะ

ขอบคุณแม่มาก ที่อิสระในการตัดสินใจกับเรา และรับฟังความคิดเห็นของเราเสมอ มันทำให้เราโตมาเป็นคนกล้าคิด กล้าทำ การทำงานเป็นล่ามทำให้เราได้โอกาสเยอะมาก เคยได้แปลงานแถลงข่าวฟุตบอล นั่งข้างๆโค้ชแต๊ก ข้างคุณสุเชาว์ นุชนุ่ม กัปตันทีมชาติไทยในเวลานั้น ได้มีโอกาสแปลและฟังแนวคิดของผู้บริหาร ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก คือถ้าไม่เป็นล่าม ก็คงไม่ได้ม๊โอกาสขนาดนี้

วันนี้ตอนไปแปล MD คนญี่ปุ่นก็ถามว่า “ทำไมถึงเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น”
เรานิ่งไป ไม่รุ้จะตอบอะไรดี
คนญี่ปุ่นอีกคนก็พูดว่า “เช่น เรียนเพราะชอบดารา นักร้อง”
เรา “มีเพื่อนหลายคนเรียนเพราะชอบดารา นักร้อง หรือการ์ตูน ซึ่งมันก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดีในกาเรรียนภาษานะ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่ได้มีอะไรที่ชอบขนาดนั้น แค่คิดว่าเรียนภาษาไว้ จะช่วยสร้างโอกาสหลายๆอย่าง”
เค้าก็ย้อนถามว่า “แล้วได้อย่างที่หวังมั้ย”

ก็คิดว่าได้นะ อย่างตอนประชุม เรารู้ทั้งสามภาษา ก็จะได้ฟังมากกว่าใคร เอกสารจะมาเป็นภาษาอะไร เราก็อ่านออกได้ การก้าวข้ามกำแพงทางภาษา ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และมีโอกาสที่จะนำข้อมูลนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และการเป็นล่ามทำให้เราเข้าถึงตัวผู้บริหารหรือบุคคลที่ปกติเราจะไม่เจอเค้าได้ง่ายๆ

เราเลยชอบเป็นล่ามนะ สนุกดี เราชอบเรียนรู้จากสิ่งที่คนอื่นพูดและทำ
ตอนแรกเราคิดจะไปเรียนต่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ในเชิงเอกชน ธุรกิจ)
แต่พอได้อ่านบทความที่ EVP บริษัทเราเขียนผ่านการถูกร้องขอให้แปล อ่านจบนี้ล้มเลิกความคิดที่จะไปเรียนต่อเลย เพราะสิ่งที่เราอยากเรียน มันอยู่ในหัวผู้ชายคนนี้ที่เดินผ่านโต๊ะเราทุกวัน เป็นองค์ความรู้ที่เคลื่อนไหว ทันสมัย และเป็นปัจจุบัน สิ่งที่เราอยากจะรู้ อยู่ในหัวของผู้ชายคนนี้ เรามีโอกาสได้รู้ ผ่านการแปลให้เค้า ซึ่งเราไม่อาจจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือได้

ไปทำงาน+เรียนมาวันนี้ ได้รู้อะไรเยอะแยะเลย
และคิดว่าตัวเองควรจะศึกษากฎหมายกับจิตวิทยาเพิ่ม รวมถึงภาษาญี่ปุ่นง่อยๆก็ควรจะ level up ภาษาอังกฤษก็ควรจะพูดได้มั้ย เรียนมาหลายปี ได้แต่เทคนิคทำข้อสอบ หดหู่ใจจริงๆ

มีหลายอย่างที่ต้องทำจริงๆ

เมื่อวานไปปาร์ตี้เลี้ยงส่งน้องผู้ชายแผนก Inspection มา ขากลับติดรถพี่ TL กลับ เค้าชมเราว่า “เวลาผมฟังน้องแปลภาษาไทย เป็นภาษาที่ฟังแล้วมันเพราะอ่ะ ฟังแล้วมันลื่น มันสบายใจ มันดีมากๆ” พี่แกก็พูดเพราะเมาด้วยส่วนนึงแหละ แต่เราบ้ายอไง ยิ้มหน้าบานไปอีกกกกก จากหน้าที่บานอยู่แล้วยิ่งบานเป็นจานดาวเทียมเลย

มีเรื่องเล่านิดหน่อยที่ได้ฟังตอนทำงาน

เมื่อวานตอนระหว่างรอเข้าประชุม

MD คนญี่ปุ่นก็เล่าให้ฟัง ว่าอยู่ไทยมายี่สิบปี ก็ยังมีปัญหากับภาษาไทยอยู่ดี

MD “พ่ม ปาย ร้าน อาหาร ที่ปราจีนบุรี อยากกินเน๋มน่ะ ไทยซอสเซจน่ะคับ
พ่ม ก่อ สั่งว่า เอา เน๋ม คับ แต่ คุยกับพนักงานไม่รู้เรื่อง(ตรงนี้พูดญี่ปุ่น)

พนักงาน ก็ตอบว่า คุณอยากรู้ Name?? อยากรู้ชื่อผมเหรอ”

เรา “555+ จริงๆแล้วจะสั่งแหนมใช่มั้ยคะ”

MD “ช่ายยย แต่ว่า เขาไม่เข้าใจ ผม ผมพยายาม นานมากหนา ก็ไม่ได้กินเน๋มมม T^T”

โถ~ พ่อคุณ เลยไม่ได้กินแหนม แต่ได้รู้ชื่อพนักงานแทน 5555