แค่เริ่มก็ชนะ แค่ลงมือทำก็กำไร

จั่วหัวมายังกับจะชวนเล่นหุ้น หรือชวนไปทำธุรกิจขายตรงเลย แต่ไม่ใช่ค่ะ บล็อกนี้ไม่เคยขายอะไรสักอย่าง มีแต่อยากจะช่วยให้คนอ่านรู้สึกดี เจตนามีแค่นี้จริงๆ (โลกสวยแป๊บ)

เราได้อ่านคอมเม้นจากหลายๆท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกของเราแล้วค่ะ รู้สึกดีใจและขอบคุณมากจริงๆค่ะ มันเป็นกำลังใจให้เราเป็นอย่างดีเลย

ปกติเราจะชอบอ่านอย่างเดียว ไม่ค่อยชอบเม้นสักเท่าไหร่ เพราะไม่รู้จะคอมเม้นอะไรดี จริงๆพอมาเป็นคนเขียน ก็อยากได้คอมเม้นนะคะ แต่เราชอบอยู่ในมุมเล็กๆไม่เรียกร้องอะไร แค่เห็นคนชอบงานเรา เราก็ดีใจแล้วค่ะ ยิ่งบอกว่าบล็อกของเราเป็นกำลังใจให้คุณได้ เรายิ่งยินดีมากๆเลยค่ะ

ย้อนหลังไปในช่วงเวลานี้ ประมาณ 2 ปีที่แล้ว เราเริ่มเขียน wordpress ครั้งแรกด้วยความกลัวๆกล้าๆ เพราะเราขี้อาย กลัวว่าถ้าเขียนอะไรลงไปแล้วถ้าได้คอมเม้นที่ไม่ดีมาเราอาจจะรับไม่ได้
แต่เราก็ตัดสินใจเริ่ม เพราะคำพูดของพี่ไอดอลเราชื่อพี่นัด เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนมัธยมของเราเอง พี่เค้าบอกเราว่า “ถ้าแกอยากเขียน เขียน อยากทำอะไร ทำ”

มีคนเขียนเรื่องราวของพี่นัดเอาไว้ ใน ทุกการเดินทางต้องกล้าเริ่มต้น
เราแนะนำให้ทำความรู้จักกับพี่เราคนนี้ผ่านตัวอักษรนี้ เผื่อคุณจะได้แรงบันดาลใจอะไรจากผู้หญิงคนนี้ เหมือนอย่างที่เราเคยได้รับมาแล้ว

พี่นัดมักจะมีคำพูดดีๆให้เราเสมอ มีคำพูดหนึ่งที่เราประทับใจมากคือ “อย่าให้ความสำคัญกับใครบางคนมากเกินไป เพราะมันจะทำให้เค้าไม่แคร์เรา” อันนี้จำเอาไปใช้ตอนอกหักได้นะ แต่เราไม่ได้โฟกัสเรื่องความรักเลยตอนนี้ 555+

พี่นัดแนะนำให้เราหัดเขียนไดอารี่ตอนเราฟุ้งซ่าน ตั้งแต่นั้นคิดอะไรก็ชอบจดๆเอาไว้
พักหลังๆไม่ชอบจดในสมุด ก็จดๆลงมือถือนี่แหละ

แล้วเฟซบุคมันจะขึ้น See your memories มาให้เรารำลึกความหลัง ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้วเราเคยโพสสเตตัสไว้ว่า

“เราบอกตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียน เลยพยายามเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยเป็นบันทึกความจำ เผื่อว่ามันจะตกผลึกกลายเป็นวัตถุดิบในวันที่เรามีอายุมากกว่านี้ มีความคิดมากกว่านี้

แต่พอคิดถึงการออกไปสู่โลกภายนอกจริงๆเรากลับรู้สึกไม่ปลอดภัย เราชอบในกะลาของเราที่เรายังพอปกป้องตัวเองได้ หรือเลือกได้ว่าจะซ่อนตัวไว้ไม่ให้ใครเห็น แต่การเขียนอะไรออกไปในที่โล่งแจ้ง ก็เหมือนการเดินไปรอรับคมหอกคมดาบทางคำพูดยังไงก็ไม่รู้

รู้สึกตัวเองเปราะบางมาก แต่ถ้าไม่กล้าที่จะก้าวออกไป เราก็เป็นในสิ่งที่ฝันไม่ได้ ตอนนี้กำลังก้าวเท้าอย่างกลัวๆกล้าๆลองทำในสิ่งที่อยากมาตลอด มันไม่ง่ายเลยจริงๆ

เราปฏิเสธทุกครั้งที่คนที่ทำงานขอแอดเฟซบุค เพราะตัวตนเรากับสิ่งที่แสดงในการทำงานมันต่างกัน แน่ล่ะมันต้องแสดงเพราะมันเป็นงาน แต่จะมีสักกี่คนที่มองการกระทำของคนอื่นด้วยความเข้าใจ

เราเชื่ออยู่ตลอดว่าเวลาใครสักคนจะทำอะไรสักอย่าง มันต้องมี “ที่มา” แต่เราไม่เชื่อว่าคนอื่นจะเชื่อแบบที่เราเชื่อ

กำลังคิดว่าจะไปไล่ลบความเป็นตัวเองในนี้ดีมั้ยเผื่อว่าจำเป็นต้องเปิดรับ ให้ใครแอดเข้ามา แต่ก็รู้สึกหวงแหนในสิ่งที่ตัวเองเป็น เราเคยเปลี่ยนจนรู้สึกไม่เป็นตัวเองแล้วเราก็ได้กลับมา เราไม่อยากสูญเสียมันไปอีก เรากลัว เพราะเรารู้ว่าคนส่วนมากไม่ชอบในสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด ในเวลาปกติเราก็ไม่แคร์หรอก

แต่โลกของการทำงานร่วมกับผู้อื่นแน่ล่ะว่าเราต้องแคร์

สับสนและกลัวการเข้าสังคมอีกแล้วสิเนี่ย

มันทำให้เรานึกถึงเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีโต๊ะเรียนและนั่งข้างถังขยะ ผู้ที่เอาแต่จะคิดว่าฉันจะไม่มีเพื่อน ฉันต้องอยู่คนเดียวให้ได้”

แล้วเอนทรี่แรกของเราใน WP ก็มีชื่อว่า 01 Start! ฉันทนเห็นตัวเองเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว

 

สังเกตเห็นอะไรมั้ยคะ สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกได้คือ ช่วงเวลานี้เมื่อสองปีที่แล้วและปีที่แล้ว เราเริ่มจากความรู้สึกที่เป็นลบ แต่ตอนนี้เราไม่กลัวแล้ว เราพบว่ามันคุ้มกับการกล้าเขียนอะไรในที่สาธารณะ มันคุ้มนะที่มีคนชอบงานของเรา แล้วก็ให้คอมเม้นดีๆกับเรา

เราเคยมีข้ออ้าง ที่จะไม่ตั้งใจเรียนภาษาญี่ปุ่นว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราถนัด เรามาได้แค่นี้ก็ไกลจากที่คิดไว้มากแล้ว เราถนัดอย่างอื่นมากกว่า

แต่พอเราเปลี่ยนความคิด มุมมองเราก็เปลี่ยนตาม จากคนมีข้ออ้าง ก็เลิกพูดคำว่า “แต่…” แล้วก็ลงมือทำซะ ผลจะเป็นยังไงก็รอลุ้นเอา เราว่าพอเราเปิดใจมากขึ้น มันก็สนุกดี ถึงแม้ว่าตอนนี้เราก็ยังพูดคำว่า “แต่” และคำว่า “ไม่” อยู่บ่อยๆ แต่มันก็ลดน้อยลงแล้วนะ นั่นไง เราพูดว่า”แต่”อีกแล้ว  555+ มันคงเป็นคำพูดติดปากเราไปแล้วล่ะ ขนาดตอนเขียนยังเผลอเลย

ใกล้สอบวัดระดับรอบปลายปีแล้วนะคะ รอบนี้เราไม่ได้สอบหรอกค่ะ ใครที่สอบก็ขอให้ผ่านกันทุกคนนะคะ

ที่เราสอบมาตอนกลางปี ผลก็คือไม่ผ่านค่ะ สอบหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ท้อนะ สอบไปเรื่อยๆมันคงผ่านสักวันมั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอ่านหนังสือด้วย ที่เราไม่ผ่าน เพราะเราอ่านไม่พอเองแหละ ความจริงก็คือความจริง เนอะ

KPI ของตัวเราเองปีนี้มีเรื่องสอบวัดระดับกับสอบ TOEIC ด้วย ซึ่งสอบวัดระดับเราคงไม่ได้ในปีนี้ แต่วันจันทร์หน้าเราจะสอบ TOEIC แล้วค่ะ ก็ตื่นเต้น ลุ้นๆว่าจะได้คะแนนอย่างที่หวังไว้มั้ย

มันก็สนุกดีนะคะ เลิกตั้งข้ออ้าง แล้วมาตั้งเป้าหมาย แล้วก็ลงมือทำ แค่นั้นเอง ผลจะเป็นยังไง มันก็กำไรแล้ว ดีกว่าอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วมานั่งบ่นทุกวัน คิดลบทุกวัน ขาดทุนทางจิตใจทุกวัน เราว่ามันไม่โอเค แค่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนพฤติกรรมนิดหน่อย ลองทำอะไรดีๆให้มากขึ้นแค่วันละห้านาที แล้วลองสังเกตดีๆ เราจะพบความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

เราชอบตัวเองตอนนี้นะ วันนี้เราได้คุยกับพี่คนหนึ่ง เราพูดเรื่องพี่ล่ามไอดอลเรา พี่เค้าเลยบอกเราว่า “พี่ว่ามันคงจะดีนะ ถ้าเรามองเห็นตัวเองเป็นไอดอลได้”

เราก็ยังไม่เห็นด้วยกับเค้าสักเท่าไหร่ แต่เราก็โน้ตเอาไว้ตรงนี้แล้วกัน เผื่อเวลาผ่านไปสักสองปี เราอาจจะพบว่าที่เค้าพูดมันจริงก็ได้

Advertisements

วิธีการให้กำลังใจตัวเองง่ายๆ สไตล์ล่ามภาษาญี่ปุ่น

เมื่อวานตกใจมากค่ะ อยู่ดีๆ wordpress ก็แจ้งเตือนมาว่ามี “your stats are booming!” คือมีคนคลิกเข้ามาดูมากผิดปกติ แล้วเอนทรี่นั้นดันเป็นอันที่เราเคยคิดออกแล้วก็พิมพ์เอาไว้เร็วๆตอนเวลางานแล้วค่อยมาอีดิททีหลัง (ซึ่งมันไม่ดีไง ใช้เวลางานทำอย่างอื่น ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่ผิดก็คือผิด ยอมรับแต่โดยดีค่ะ)

อันนี้เอนทรี่ที่พูดถึงนะคะ

ล่ามกระบี่มือหนึ่ง: ข้าจักหาตำราครอบจักรวาลได้ที่ใด?

อยากจะบอกว่า ผิดไปแล้ว… ผิดไปแล้ว… แต่ก็ยังยืนยันว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ…เดี๋ยวนี้เราไม่ได้อู้งานมาเขียนแล้วนะคะ งานยุ่งมากจนเวลาจะเข้าห้องน้ำแทบไม่มี ^_^

(สร้างภาพนิดนึง คิดว่าน่าจะมีคนรู้จักในชีวิตจริงเข้ามาอ่าน 555+ รู้แล้วอย่าบอกเจ้านายเรานะ เรื่องนี้เจ้านายที่ทำงานจะต้องไม่รู้)

ขอบคุณนะคะ สำหรับนัก(อยาก)เขียนอย่างเรา การที่มีคนชมว่าเขียนดี เขียนเก่ง หรือเค้าชอบงานของเรา มันก็เป็นกำลังใจที่ดีมากๆแล้วค่ะ เราอาจจะไม่ได้เก่งมากในด้านการเป็นล่าม แต่เราชอบงานเขียนค่ะ ถ้าสิ่งที่เราเขียนมันมีประโยชน์กับใคร เราก็ดีใจมากแล้วค่ะ

ด้วยความดีใจและความบ้ายอ (?) วันนี้เราเลยมีเทคนิคดีๆที่อยากจะแชร์ค่ะ

มันคือ… (แต่นแตนแตนแต๊นนน ดนตรีมา…)

.

.

.

วิธีการให้กำลังใจตัวเองง่ายๆ สไตล์ล่ามภาษาญี่ปุ่น

Post it

อาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่น เป็นอาชีพที่ใครๆก็มองว่าเงินดีในตอนนี้ (จริงๆคือดีในระยะแรก เหมือนรถที่สปีดแรงตอนออกตัว)
แต่เบื้องหลังเส้นทางนี้ก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด โอเคจริงอยู่สำหรับคนเก่ง มันไม่ได้ลำบากขนาดนั้น เพราะเค้าผ่านความพยายามมาก่อนเค้าถึงเก่ง พอลงสนามจริงมันก็เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

สำหรับเราแล้ว เราไม่ได้เป็นล่ามที่เก่งค่ะ คิดว่าความสามารถที่ตัวเองมีก็แค่ทั่วไป แต่สิ่งที่เราอยากจะสื่อคืออยากจะกำลังใจน้องๆล่ามมือใหม่ เพราะไม่ว่าใคร ก็ต้องเคยมีวันที่แย่ๆในการทำงานกันทั้งนั้น แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะเรียกกำลังใจให้ตัวเองกลับมาได้ยังไง

เราได้เรียนรู้เทคนิคนี้มาจากตอนไปเป็นล่ามในการฝึกอบรมที่บริษัทค่ะ ซึ่งเราคิดว่ามันดีมากๆจนอยากจะเผยแพร่ต่อให้กับคนอื่น

ในการอบรมครั้งนั้นจะมีกิจกรรมให้ทำ เทรนเนอร์คนญี่ปุ่นจะให้แบ่งกลุ่มประมาณ 4-5 คนแล้ว แล้วก็ให้เขียนโพสท์อิทบอกข้อดีของสมาชิกทุกคนในกลุ่มยกเว้นตัวเอง

หลังจากนั้นก็อ่านให้เจ้าตัวฟัง และมอบโพสท์อิทนั้นให้กับคนที่ได้รับคำชมค่ะ

เทรนเนอร์ให้ทุกคนนำกระดาษโพสท์อิทที่ได้ในวันนั้นไปแปะไว้ที่สมุดของตัวเอง แล้วก็บอกให้เปิดอ่านในวันที่รู้สึกท้อแท้

เราเป็นล่าม (ซึ่งจริงๆไม่ได้เป็นผู้ทำกิจกรรม) แต่ user คือคนที่ฟังการแปลในวันนั้น ก็เขียนโพสท์อิทมาให้เราด้วย ในนั้นเขียนไว้ว่า “ล่ามแปลดี เข้าใจมากๆครับ” ทุกวันนี้กระดาษโพสท์อิทแผ่นนั้น ก็ยังแปะอยู่ที่สมุดของเรา มีบางวันที่เราแปลได้ไม่ดีอย่างใจคิด หรือได้รับคอมเม้นท์ที่แย่ๆมา พอกลับไปเปิดอ่าน มันก็ช่วยให้เราฮึดสู้ขึ้นมาใหม่ได้จริงๆ
เราเลยเอาเทคนิคนี้มาประยุกต์ใช้ค่ะ เวลาที่มีใครชมเรา เราจะจดไว้แล้วแปะไว้ในสมุด พอรู้สึกแย่ก็ไปเปิดอ่าน เชื่อมั้ยคะ มันช่วยเราได้จริงๆ และมันทำให้เราอยากพยายาม อยากเก่งขึ้นกว่านี้

ในการทำงานโดยทั่วไปเรามักจะได้รับคำตำหนิมากกว่าคำชม เพราะคนไทยถือว่า “ติเพื่อก่อ” หรือแม้กระทั่งการทำงานกับคนญี่ปุ่นเอง คนญี่ปุ่นก็มักจะเข้มงวดเป็นพิเศษกับล่ามเสมอเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ซึ่งบางครั้งมันทำให้คนเป็นล่ามรู้สึกกดดัน บางคนถึงขั้นแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำ

ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูนะคะ ชีวิตคนเรามันไม่ได้มีแต่วันร้ายๆเสมอไป จดจำเฉพาะสิ่งดีๆพกติดตัวเอาไว้ ส่วนอันไหนเป็นคอมเม้น “ติเพื่อก่อ” เพราะเค้าหวังดีกับเราจริงๆ ก็เก็บกลับมาปรับปรุงตัวเอง
เวลาคนด่ามีสองแบบค่ะ ด่าเพราะเกลียด กับด่าเพราะรัก ส่วนใหญ่ในโลกของการทำงานมักจะเป็นด่าเพราะรัก เพราะถ้าเกลียดจะไม่ยุ่งด้วยเลย เสียเวลา หน้ายังไม่อยากจะมอง
เราคงไม่ได้เขียนบล็อกสอนภาษาญี่ปุ่นเหมือนคนอื่น ไม่ใช่บล็อกแนะนำคำศัพท์เจ๋งๆเหมือนใคร เพราะแต่ละคนก็จะไปเจอสถานการณ์ที่แตกต่างกัน คำศัพท์เฉพาะที่เจอก็แตกต่างกัน แล้วเราก็ไม่ใช่คนขยันขนาดจะมาแนะนำคำศัพท์ทุกวัน
แต่สึ่งหนึ่งที่เราจะบอกกับน้องๆที่จบมาและคิดจะเป็นล่าม หรือน้องๆที่เป็นล่ามมือใหม่ สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะมอบให้คือทัศนคติในการทำงานค่ะ เพราะเราได้รับการสอนจากรุ่นพี่และหัวหน้ารวมถึงรุ่นน้องในที่ทำงานมา เราเลยอยากจะแชร์สิ่งที่เราได้รับให้กับคนอื่นบ้างค่ะ
เทคนิคนี้ไม่จำกัดเฉพาะล่ามค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนทำงานทุกๆคนนะคะ
พรุ่งนี้ทำงานก็สู้ๆนะทุกคน