Heart Made ทำด้วยหัวใจ สไตล์การทำงานที่เรายึดถือปฏิบัติ

heartmade logo

ตอนเราอยู่ม.ปลาย เรามีโปรเจคเล็กๆ ชื่อ Heart Made เป็นโครงการทำของขวัญวันเกิดให้เพื่อน
เป็นเสื้อยืดเพ้นท์เองบ้าง ของทำเองเล็กๆน้อยๆบ้าง เจตนาก็แค่อยากทำให้ด้วยหัวใจ อยากเห็นรอยยิ้มของผู้รับ

งานทุกชิ้นที่ทำไปตอนนั้น จะมีโลโก้แบบนี้อยู่ แล้วเพื่อนคนนึงก็ชอบ บอกว่าตัว M เหมือน”ตูดสีแดง”
หลังจากนั้นก็มีอะไรที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนคนนี้เยอะขึ้น ด้วยความชอบอะไรเหมือนๆกันก็เลยกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกันจนถึงทุกวันนี้

ตอนเด็กๆเราก็คิดแบบเด็กๆ อยากเพ้นท์เสื้อแล้วไปขายตลาดนัด ออกแบบตามสั่งสำหรับเป็นของขวัญ แต่พอโตขึ้นเราก็เห็นว่า คนขายเสื้อเยอะแล้วแหละ ฝีมือเพ้นท์เสื้อกากๆแบบเราก็คงไม่มีใครเค้าซื้อหรอก ฮ่าๆ

ถึงแม้โปรเจคเพ้นท์เสื้อจะล่มไป แต่แนวคิดในการอยากทำอะไรให้ด้วยหัวใจ เพื่อให้คนรับยิ้มออกมายังเป็นแนวทางหลักในการดำเนินชีวิตของเรา

ไม่ว่าจะเป็นงานล่ามที่ทำในบริษัท เราจะพยายามเตรียมตัว เก็งข้อสอบล่วงหน้า เพื่อให้แปลได้ เพราะเรารู้ตัวเองอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ได้เก่งอะไรเลย ถ้าไม่เตรียมตัวนี่มีตายกลางอากาศ อ้าปากพะงาบๆเป็นปลาทองขาดออกซิเจนแน่นอน

ไปอ่านเจอมาว่า “ล่ามที่ดีต้องทำตัวเหมือนกระจกใส ได้ยินอะไรมาก็พูดไปอย่างนั้น” มันก็ถูกนะ
แต่สำหรับเราบางที ถ้าต้องนั่งฟังสารที่ไม่รู้เรื่องก็เข้าใจแหละว่ามันหงุดหงิด

เคยโดน TOP คนญี่ปุ่นบอกให้คนรายงานหยุดพูด แล้วหันไปถาม TOP คนไทย(ที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้)ว่าล่ามแปลถูกมั้ย เพราะที่ผมได้ยินมันเป็นแบบนี้… บลาๆๆ

เอาจริงๆแรงนะ นาทีนั้นเด๊ดแอร์มาก เรารู้สึกเหมือนเอาคอไปแขวนบนกิโยติน ได้ยินเสียงวิ้งๆในหูเลย พี่ TOP คนไทยก็รีบสละเรือ หัวเราะแหะๆบอกว่า “ไม่รู้ ผมไม่ได้ฟังภาษาญี่ปุ่น แต่เข้าใจ TOP คนญี่ปุ่นนะ เพราะว่าสิ่งที่เค้าได้ยินมีแค่ภาษาญี่ปุ่นจากปากล่ามเท่านั้น เค้าก็แค่อยาก make clear ว่ามันถูกต้องมั้ย

วันนั้นก็ใจหายใจคว่ำหมดเลย ทำใจดีสู้เสือแปลต่อไป สุดท้ายก็ได้คำพูดเหมือนปลดล็อคตัวเองมาว่า “ผมรู้แล้วล่ะว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ล่ามแปลหรอก แต่อยู่ที่คนพูดน่ะพูดไม่เข้าใจมากกว่า”
แทบถอนหายใจด้วยความโล่งอก  เกือบตายแล้วแหละ แต่ก็รอดหวุดหวิด

โดยเราชอบสไตล์ Interpreter มากกว่า Repeater เพราะเราถูกพี่ล่ามไอดอลสอนมาว่า “เข้าใจก่อนแล้วค่อยแปล”
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่กรณี ถ้าเป็นล่ามในศาล แน่นอนว่าการ keep ต้นฉบับเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ถ้าแปลในโรงงาน มันคือการทำให้ทั้งสองฝ่าย สื่อสารกันได้เข้าใจเพื่อให้ไปทำงานต่อได้ อย่างที่บอกว่าภาษามันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ก็ต้องเลือกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์

เวลาที่แปลตรงตัวเกินไปแล้วมันออกมาเป็นสารที่ฟังไม่รู้เรื่องเราก็รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกทำงานได้ไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าให้แบคกราวน์เรามาก่อน เราได้เตรียมคำศัพท์ก่อน เราก็อาจจะมีเปลี่ยนคำนิดหน่อย แต่ไม่ได้เปลี่ยนความหมาย อยากจะ “สื่อสาร” ออกไปให้ได้ดีๆ

หรือมีอีเมลล์มาถึงเราด้วย user ไม่ต้องสั่งเราก็แปลให้

ด้วยความที่แผนกที่เราทำมันเป็นแผนกรับประกันคุณภาพ ดังนั้นที่สิ่งที่เข้ามาทุกเรื่องมักจะเป็นปัญหา เป็นเรื่องด่วนหมด ต้องพยายามทำงานให้เร็วเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

เวลา user ร้องขออะไรมา เราก็จะคิดว่าเค้าต้องเอาไปทำอะไรต่อ ก็เลยเข้าใจความเร่งด่วนของเค้า พยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้า user สั่งมางงๆ ให้แปลๆๆๆ เราก็จะมี feedback ถามกลับไปว่า เอาไปทำอะไร (ต้องแปลทุกหน้าเลยมั้ย) อยากรู้อะไร due date เมื่อไหร่ ทำได้ไม่ได้แค่ไหน

ต้องขอบคุณ Trainer Facilitator Course ของที่ทำงานเก่าที่สอนเรามาว่า “เวลาใครให้ทำอะไร ให้ make clear ก่อนว่าให้ทำอะไร และทำแค่ไหน ถ้า clear สองเรื่องนี้ไม่ได้อย่าเพิ่งทำ เดี๋ยวไม่ตรงวัตถุประสงค์ก็ต้องมาทำใหม่ เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย”

ทุกวันนี้ก็ยังทำได้ไม่ดีหรอก บางทีรีบแปลเกินไป ก็โดนรุ่นพี่ล่ามเตือนด้วยความรักบ่อย ๆ ว่า “แกจะเอาแต่ D(Delivery) แล้ว Q(Quality) หายไม่ได้นะ ดูด้วยตัวเองว่าแปลอะไรออกไป มันอ่านรู้เรื่องมั้ย บางทีแปลตรงตัวไปมันก็อ่านไม่เข้าใจนะแก คิดด้วย”

นอกเหนือจากงานแปลแล้วเรายังมีงานสอนภาษาญี่ปุ่น ทั้งสอนที๋โรงเรียนสอนภาษาแล้วก็ไปสอนที่บริษัทลูกค้าด้วย
คอร์สที่สอนที่บริษัทมีนักเรียนหลายคน แล้วคือเรียนหลังเลิกงาน เลิกสองทุ่ม ทำงานมาทั้งวันแล้วมันก็เหนื่อย จะให้อ่านหนังสือมาก่อนก็ไม่มีเวลา

สิ่งที่เราทำคือเรานั่งสรุปเนื้อหาในหนังสือลงสไลด์ สอน 2 ชั่วโมงแต่เราเตรียมสไลด์ไป 4 ชั่วโมง วันไหนคึกๆก็มีวาดภาพประกอบเองอีก

ทำไมถึงต้องทำขนาดนี้?

เพราะ Feedback จากนักเรียนว่าพอมีสไลด์ประกอบแล้วเข้าใจง่ายขึ้นเยอะ ไม่น่าเบื่อ แล้วพอสอนด้วยสไลด์มันไปได้เร็ว ทำให้มีเวลาฝึกพูดในห้องด้วย นักเรียน (ลูกค้า) ก็แฮปปี้

เวลาเห็นคนทำงานในไลน์ อายุมากแล้ว พยายามตั้งใจเรียน ทำคะแนนสอนให้ได้ดีๆ ทักไลน์มาคุย มาสอบถามเรื่องที่สงสัย เห็นนักเรียนกระตือรือร้นขนาดนี้ เราในฐานะที่เป็นครูก็ดีใจอ่ะ

ยินดีเอาเวลานอนมานั่งเตรียมสอน เพื่อให้ได้เนื้อหาที่สรุปมาอย่างดี เข้าใจง่ายสำหรับนักเรียน

เตรียมตัวเยอะไปก็ไม่ได้ค่าสนอเพิ่มหรอก ทำน้อยกว่านี้ก็ได้เงินเท่าเดิม แต่มันอยากทำ อยากให้นักเรียนเข้าใจมากที่สุดเท่าที่เราจะสามารถให้ได้

มีหลายๆครั้งที่หลับคาหนังสือ นอนไปทั้งๆที่ไม่ได้ปิดไฟ รู้สึกว่าทำร้ายสุขภาพตัวเองอยู่เหมือนกันกับการทุ่มเททำงานขนาดนี้ แต่เวลาได้ยินคำว่า “เข้าใจแล้ว” จากนักเรียน มันภูมิใจอ่ะ

หรือคลาสที่สอนไพรเวท นักเรียนจำได้ตามที่เราสอน ตอบคำถามได้ ทำข้อสอบได้ เออ มันดีใจ มันคุ้มค่าที่พยายามมานะ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของงานสอนคือนักเรียนเรามีหลากหลาย คนทำงานในโรงงาน Manager, Officer รวมถึงพนักงานในไลน์ พอมาเรียนภาษาตอนทำงานแล้วมันก็ยากแหละ เพราะเวลาทบทวนบทเรียนก็ไมไ่ด้มีเยอะเท่าตอนเป็นนักเรียน

เวลาสอนอ่านตัวเลข นักเรียนก็จะบ่นว่ายาก เราก็จะสอน หาเทคนิคการจำมาแนะนำ แล้วก็บอกให้เค้าเข้าใจว่า มันต้องคิดเวลาแปลตัวเลข เพราะหน่วยมันไม่ตรงกับภาษาไทย ดังนั้นไม่ต้องแปลใจที่เวลาเจอตัวเลขหลายๆหลักแล้วล่ามจะมีอาการเสียหลัก เลยอยากขอร้องว่าเวลาพูดให้แปล ตัวเลขมีความสำคัญ ช่วยพูดช้าๆให้หน่อยค่ะ ^^

คือประโยคยาวๆ มันจะแปลยากใช่มั้ยคะ ถ้าเมตตา ก็ช่วยพูดให้สั้นลง เว้นวรรค์ให้ล่ามแปลด้วย ล่ามก็จะทำงานง่ายขึ้น และสื่อสารได้ดีขึ้น งานก็จะราบรื่นขึ้น ก็วิน-วิน ใช่มั้ยคะ ^^

สิ่งต่างๆเหล่านี้ตอนเราเป็นล่าม เราไม่มีโอกาสได้ร้องขอ แต่พอเปลี่ยนบทบาทมาเป็นครู เราสอดแทรกเช้าไปในบทเรียน แม้จะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับล่ามของบริษัทลูกค้าก็ตาม

อีกงานที่เราทำก็คืองานเขียนบทความ ก็เริ่มทำแบบเบบี๋ๆนี่แหละ โชคดีที่เพื่อนตอนมหาลัยช่วยหางานให้ พอได้ทำงานเขียนที่ตัวเองชอบ (แบบได้ตังค์ด้วย) มันก็ดีใจนะ เพราะอย่างที่บอกอยู่เสมอๆ ว่าอยากเป็นนักเขียนมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยนใจเลย

คือทำหลายอย่าง และพยายามอยากทำให้ได้ดีทุกอย่าง เพื่อให้คนที่เป็นลูกค้าแฮปปี้

วันดีคืนดีก็มีคนมาจ้างให้วาดรูปด้วยล่ะ เราก็วาดไม่สวยหรอกนะ แต่ก็ดีใจเวลาคนชอบงานเรา

บล็อกที่เขียนนี่นอกจากให้กำลังใจตัวเองกับเขียนสนองนี้ดตัวเองแล้ว อีกวัตถุประสงค์หนึ่งก็คือ อยากแก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ล่าม” ด้วย คือมันมีเยอะนะ คนที่เข้าใจว่า “เป็นล่ามง่ายจะตาย ก็แค่แปลๆไป”

จากประสบการการณ์ทำงานประมาณ 5 ปีของเรา มันไม่เคยง่ายเลยสักวัน…

ตอนเราเขียนบทความแรกๆเรื่องปากกาจับงาน มี user ที่ปเ็นเอ็นจิเนีย เปิดบล็อกเราให้ล่ามบริษัทเค้าดูศัพท์คำนี้ เลยได้รู้ว่า นอกจากล่ามก็มี user อ่านบล็อกเรานะ ถ้า user กับล่ามเข้าใจกันมากขึ้น การทำงานมันคงง่ายขึ้น ถ้า user เข้าใจ process การทำงานของล่าม เค้าก็จะรู้ว่าล่ามจำเป็นต้องมีอะไรบ้างเพื่อที่จะ “แปลได้”

วันนี้ถึงแม้จะเป็นวันหยุด แต่เราก็ยังทำงาน ลูกค้าทักมา feedback ให้แก้บทความที่เขียนไป ซึ่งเรายินดีแก้ด้วยความเต็มใจเลย ยิ่งบรีฟละเอียดเรายิ่งชอบ เพื่อให้ได้งานที่ตรงใจลูกค้ามากที่สุด เรื่องเขียนบทความ (แบบได้ตังค์) เราก็ยังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะ ส่วนบล็อกนี้ จริงๆก็เขียนสนองนี้ดตัวเองน่ะ แต่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมอาชีพมันก็สนุกดี เราดีใจเวลาเห็นคอมเม้นท์ รู้สึกหัวใจเต้นแรงทุกทีเลย สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ การได้ Feedback นี่เป็นอะไรที่น่าปลาบปลื้มใจที่สุดแล้ว

พี่ไอดอลสมัยม.ปลาย+มหาลัยทักมาว่ามีงานมาให้แปล แล้วก็บอกว่า “ทำไมพอนึกถึงงานแปลจะต้องนึกถึงแกทุกที” ฟังแล้วดีใจนะ เออ พี่เค้านึกถึงเราแฮะ

แน่นอนว่างานแปลเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ การเป็นคนเก่งก็เปิดโอกาสให้เรา “ได้งาน”

แต่การเป็นคนที่ลูกค้า “นึกถึง” ถึงแม้เราจะไม่เก่ง และไม่ค่อยมีประสบการณ์ มันก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจนะ

ยิ่งเค้าอุตส่าห์ให้ความไว้วางใจ ยิ่งอยากทำให้ดี

เอาจริงๆเราไม่ใช่คนเก่งอะไรเลย เรื่องภาษาก็กลางๆ ผิดพลาดก็บ่อย แต่เวลาทำงานเราพยายามทำตัวเองให้มีเซอร์วิสมายด์ และพยายามทุ่มเททำงานให้ดีที่สุดเพื่อให้ลูกค้าพอใจ

บนโลกนี้มีคนเก่งกว่าเราตั้งมากมาย เราเองก็ต้องพยายามแข่งกับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไป

สิ่งหนึ่งที่เรายึดถือในการทำงาน ก็เหมือนกับเราทำของขวัญวันเกิดให้เพื่อน อยากให้เค้าแฮปปี้ ให้เค้าพอใจ ให้เค้ายิ้มได้ ทำด้วยหัวใจ แบบโปรเจคเราตอนม.ปลายนี่แหละ

อีกเรื่องที่กำลังทำและอยากจะทำต่อไป คือการทำอาหารที่ทำให้คนกินยิ้มได้

คุณลุงคนญี่ปุ่นหัวหน้าเราก็อายุมากพอๆกับแม่เรา แกชอบกินแกงกะหรี่ เวลากลับญี่ปุ่นก็จะซื้อก้อนแกงกะหรี่มาฝากให้เราช่วยทำให้ เพราะคุณลุงทำอาหารไม่เป็นเลย แค่ต้มไข่ก็ทำไข่ระเบิดใส่หม้อต้มน้ำร้อน

ทำให้ครั้งแรกลุงก็ดีอกดีใจใหญ่ ถ่ายรูปเอาไปอวดทุกคนใหญ่เลย

แล้วคือเราก็ไม่ได้ทำให้นานแล้วแหละ แต่ก้อนกะหรี่ที่คุณลุงซื้อมายังเหลืออยู่อีกกล่อง อาทิตย์ก่อนหน้านั้นคุณลุงก็บ่นอยากกินแกงกะหรี่ ไปกินแกงกะหรี่หมูทอดมาก็ส่งรูปมาให้เราดู บอกว่าร้านนี้อร่อย แล้วคือแม่ของคุณลุงไม่สบาย เข้าโรงพยาบาลอยู่ ลุงต้องบินกลับญี่ปุ่นไปคุยกับหมอเจ้าของไข้ถึงแนวทางการรักษา

ลุงก็บ่นๆเรื่องนี้ คงเป็นกังวลจริงๆ ดูเหมือนมีเรื่องในใจที่ต้องคิดหลายเรื่อง

ด้วยความอยากให้กำลังใจลุง อาทิตย์ก่อนลุงบินกลับญี่ปุ่น เราก็ทำแกงกะหรี่ให้ ทำจนถึงเกือบสี่ทุ่มแน่ะ คือเวลาเราทำเราจะคอยช้อนฟองออก มันเป็นงานที่ค่อนข้างลำบาก ต้องเฝ้า ร้อนด้วย แต่ก็อยากทำ เพราะจะได้ออกมาเป็นแกงกะหรี่ที่อร่อยๆ พอลุงได้แกงกะหรีก่็ดีใจใหญ่ ตอนกินก็ถ่ายรูปมาอวด ชมแล้วชมอีกว่าอร่อยมาก เอารูปไปอวดคนอื่นอีกแล้ว 555+

เอาจริงๆเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ใช่งานหรอก ทำไปก็ไม่ได้เงินเพิ่ม แต่ก็ไม่รู้สิ มันทำแล้วมีความสุขน่ะ ก็เลยอยากทำ ชอบเวลาใช้หัวใจทุ่มเททำอะไรสักอย่างแล้วผลออกมาดี ในทางกลับกัน ถ้าผลออกมาไม่ดีก็เสียใจเป็นเรื่องธรรมดา

20799266_1729477020410195_6558597421138647938_n

 

มีบทความของคุณเกตุวดีที่อ่านแล้วชอบมาก ก็เลยอยากแชร์ให้คนอื่นอ่านด้วย

 

สำหรับเรา ถ้าเราคิดจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ก็อยากทำให้ได้แบบนี้แหละ การใช้หัวใจ ทำงานเพื่อคนอื่น ทำให้ลูกค้ามีความสุขคือปรัชญาการทำงานที่เราหลงใหล

ตอนเราเรียนมหาลัย มีร้านสเต๊กร้านหนึ่งทำให้เรารู้สึกได้แบบนี้ ชื่อร้าน “Steak Chef Clint”

เป็นแฟนคลับร้านนี้มานาน สมัยเรียนนี่ไปบ่อย ช่วงที่ไปถี่ๆนี่คืออาทิตย์ละสามวัน

ไปนั่งอ่านหนังสือ แล้วก็ลิ้มรสสเต๊กเนื้อบดบาร์บีคิวจานโปรดช้าๆ

พอดีที่ร้านเค้าเปิดโอกาสให้เรียนทำอาหารในครัว 1 วัน

https://www.facebook.com/chefclintbkk

ก็อปข้อความมาจากเพจของร้านเลย

เ รี ย น ฟ รี ไ ม่ มี ค่ า ใ ช้ จ่ า ย
ทีมงานเชฟคลิ้นท์ #สอนทำอาหารนานาชาติฟรี!!!
เ ปิด โ อ ก า ส ใ ห้ สำ ห รั บ ทุ ก ค น
ร่วมเข้ามาทำงานจริงในครัว

#ผู้ที่สนใจเรียนทำอาหาร
#อยากทำอาหารเป็น
#อยากเป็นเชฟ
#อยากรู้ความลับในครัวร้านเชฟคลิ้นท์

ใครอยากเรียนทำอาหารฟรีๆ
ที่ไม่ต้องเสียเวลาเป็นเดือนเป็นปี
กับการฝึกลองผิดลองถูก
เราใช้เวลาเรียนแค่ 1 วัน
นำเมนูที่เรียนไปใช้ได้ทันที

เงื่อนไข
ร้านเชฟคลิ้นท์รับสอนเเค่วันละ 1 คน ต่อ 1 วัน เท่านั้นนะคะ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
087-052-7802 คุณฟ้า
098-549-0234 บริษัท เชฟคลิ้นท์ จำกัด

#chefclintbistro #เรียนทำอาหารฟรี #เชฟคลิ้นท์ #ช่วยกันแชร์นะครับให้โอกาสสำหรับทุกๆคนนะ #สอนทำอาหารอิตาเลี่ยน
#สอนทำอาหารยุโรป #chefclint #ร้านอาหารเเจ้งวัฒนะ

 

เราก็ไปเรียนมา และนี่ก็คือหน้าตาเมนูที่เราทำ ท่าด๊าาาาาาา “สเต๊กเนื้อบดบาร์บีคิว”

IMG20170812220307

น่ากินมั้ยล่าาา…

หนึ่งวันที่ได้รับโอกาสให้ไปเล่นในครัว และความรู้ที่ได้รับ มันทำให้เราหันกลับมามองชีวิตตัวเอง และค้นพบว่า เรามีความสุขนะ เวลาได้ทำอะไรให้คนอื่นมีความสุข

เราคิดถึงชีวิตตอนทำไบท์ที่ญี่ปุ่น ที่พี่พ่อครัวคนไทยจะสอนให้เรา “ใส่ใจ” ในการทำงาน

ก่อนยกจานอาหารไปเสิร์ฟให้เช็ดจานให้เรียบร้อย

เวลาทำอาหาร ก็ให้ตกแต่งให้สวยงาม ให้ลูกค้ามีความสุขในการกิน เพื่อให้ลูกค้ามีความสุข  วันที่มีแขกวีไอพีมาจองร้านจัดงานเลี้ยง พี่แกนั่งแกะหัวไชเท้านานหลายชั่วโมงเป็นโคมไฟใส่เทียนเข้าไปข้างใน สวยมากๆ

คือเราอยากทำงานแบบพี่พ่อครัวคนนี้อ่ะ คนที่ทุ่มเท ยอมเสียเวลามากมายให้ลูกค้าได้ “สิ่งที่ดีที่สุด”

ความเหมือนอย่างหนึง่ของพี่พ่อครัวคนไทย กับพี่เชฟคลิ้นท์แห่งร้านสเต๊กคือ ถ้าอาหารไม่ดี พี่แกไม่ออก ทำใหม่ ต่อให้ต้องเสียเวลาแค่ไหนก็ตาม มีพิซซ่าที่ทำมาแล้วไมไ่ด้คุณภาพตามที่เค้าต้องการ (คนทั่วไปกินก็ไม่รู้เรื่องหรอก) แต่พี่แกไม่ยอม บอกให้น้องพนักงานเอาไปเสิร์ฟ แต่ให้ย้ำกับลูกค้าว่า “อันนี้ไม่คิดเงิน กลัวว่าลูกค้าจะหิว ให้เอาไปทานรอก่อน กำลังทำถาดใหม่ให้ครับ”

วันนี้เขียนอะไรไม่รู้ยาวและเยอะแยะ เรียบเรียงได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนอื่านเลย 555+

แค่อยากแชร์ประสบการณ์ในช่วงเดือนนี้ของตัวเองน่ะ เพราะรู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรเยอะมากในเดือนนี้ เลยมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะเลย มันก็จะออกมาเป็นแกงโฮะประมาณนี้แหละจ้า 5555

Advertisements

เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่อาจจะมีสักวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เรามักจะพูดอยู่เสมอว่า การเตรียมตัวก่อนแปลสำคัญมาก บางครั้งอาจจะเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายระหว่างการ “แปลได้” กับ “ตายอนาถ” เลยทีเดียว

เราให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวก่อนแปลมาก

การเตรียมตัวที่ว่านี้ไม่ใช่เพียงผิวเผินแค่รอ user เอาเอกสารที่จะใช้ฉบับ final มาให้ เพราะเรารู้ดีว่าถ้ามัวแต่รอแบบนั้น เราไม่มีทางได้มา ตอนทำงานที่ที่สอง เราได้รับการอบรมสั่งสอนแบบโหดๆหน่อยมาว่า “บ่อน้ำไม่เดินไปหาควาย ควายต่างหากที่ต้องเดินไปหาบ่อน้ำ” ใช่ เราเป็นควาย เราหิวน้ำ และเราต้องกินน้ำ

วิธีการของเราก็คือ…
ถ้ามีเวลา “พี่คะ ขอเอกสารหน่อยค่ะ ไม่ final ก็ได้” พอได้มาก็เอามาเตรียมศัพท์ก่อน สงสัยก็เดินไปถาม

ถ้าไม่มีเวลา “พี่อธิบายให้ฟังหน่อยค่ะ ว่า point ที่จะพูดวันนี้มีอะไรบ้าง”

ถ้าไม่มีเวลาแบบจะประชุมอยู่แล้ว ห้านาทีก่อนประชุมก็ยังดี “พี่บรีฟให้คร่าวๆหน่อยค่ะว่าวันนี้จะคุยเรื่องอะไร ตอนนี้ไม่มีอะไรในหัวเลยค่ะ”

ซึ่งส่วนมาก เราพอเอาตัวรอดได้ ถึงจะสีข้างถลอกเพราะการแถไปมากก็ตาม

เราทำแบบนี้จน user ที่ทำงานกับเราบ่อยๆรู้ แล้วก็เหมือนเค้าก็เข้าใจด้วยดีว่าเราต้องเตรียมตัว ส่วนมากแล้วถ้าเตรียมตัวดี ก็มักจะทำออกมาได้ค่อนข้างดี หรืออย่างน้อยก็เสมอตัว

แต่มันก็มีบางวัน ที่โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย…

วันนี้มีรายงาน business trip ผลการ audit process ของ supplier ในต่างประเทศ

พี่ที่ต้องเป็นคนรายงานส่งเอกสารให้เราเย็นๆเมื่อวาน ประชุมเช้านี้ 8โมง ก็ถือว่ากิริกิริ แต่ก็ดีกว่าไม่ได้

เตรียมศัพท์ไปตามเอกสารเค้า เรื่องโรงงาน กระบวนการการผลิต เครื่องเทส

แต่พอเข้าไปแปลจริง Top management ไม่อยากฟังเรื่องนี้ อยากฟังเรื่อง cost เรื่อง sourcing มากกว่า ซึง่คนรายงานก็ไม่ได้เตรียมมา ไม่ทราบข้อมูลเบื้องหลังเพียงพอ ก็นั่งเอ๋อกันไป ทั้งล่ามทั้ง user แต่ก็โชคดี พี่ๆคนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้เค้ามาช่วยกันแปล ช่วยกันฟัง แต่เรื่องมันยากจริงๆ

แล้ว Top ก็สอนเรื่องทองแดงกับอลูมิเนียม การถลุงทองแดง การได้มาซึ่งทองแดงและอลูมิเนียม ราคาทองแดงในตลาดโลกมีความผันผวนเพราะทรัพยากรเหลือน้อย และมีการสไตรค์ของคนงานในประเทศชิลีและอินโดนีเซีย

มีการคาดการณ์ว่าทองแดงจะใช้หมดใน 30 ปี ส่วนเหล็กกับอลูมิเนียมใช้ได้อีก 100 ปีขึ้นไป

อลูมิเนียมมันถูกกว่าเพราะหลอมเอามาจากชิ้นส่วนรีไซเคิลได้

คือเรื่องที่เค้าพูดๆมาเนี่ย คนธรรมดาอย่างเราไม่มีทางเข้าใจถ้าไม่ศึกษามาก่อน แล้วศัพท์คือญี่ปุ่นล้วน ไม่มีอังกฤษเลยสักคำ ขนาดรีไซเคิล ยังใช้คำว่า 再生 さいせい

ถามเราว่า แปลคำว่า まいぞうりょう(埋蔵量)ได้มั้ย

แน่นอนว่าแปลไม่ได้จ้าาา

ยอมแล้วทูนหัว ต่อให้มีผัวเป็นคนญี่ปุ่นก็แปลไม่ได้จ้า สวัสดีย์~

เดินออกมากบอกพี่ในแผนกว่า “ก็เตรียมตัวไปนะคะ แต่เก็งข้อสอบผิด เหมือนอ่านหนังสือผิดบทแล้วไปสอบอ่ะ”
พี่ “ผมก็เหมือนกัน ถ้าเป็นสอบผมก็สอบตกอ่ะ ไม่ใช่แค่อ่านผิดบท แต่ผิดวิชาเลย”

ออกจากห้องประชุมมาเรารีบหาเวลาไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเลย แต่ก็ยังไม่ค่อยเคลียร์สักเท่าไหร่ ใครมีเมตตาจะแชร์แหล่งความรู้หรือคำศัพท์เกี่ยวกับการถลุงเหล็ก โลหะ และทรัพยากรก็ช่วยชี้แนะเราด้วยจักเป็นพระคุณอย่างสูง

 

埋蔵量   まいぞうりょう

ในดิกแปลว่า reserves เราไปค้นวิกิเพิ่มมา เข้าใจเอาเองว่าเป็นปริมาณทรัพยากรในดิน

คือเค้าคุยเรื่องทรัพยากรในดินเนี่ย ถ้าถูกขุดขึ้นมาใช้ จะใช้หมดในกี่ปี บลาๆ คือไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีการคิดคำนวณอะไรแบบนี้ด้วย แล้วคือได้ยินครั้งแรกเป็นภาษาญี่ปุ่น ช็อคไปดิ แปลไม่ได้จริงๆ

มันยากนะการต้องตามความคิดคนที่อายุมากกว่าเรา ประสบการณ์มากกว่าเรา 30ปี up ให้ทันในเวลาไม่กี่วินาที ยิ่งต้องแปลให้ Top management บ่อยๆนี่คือประสาทต้องดี ภาษาดี ไหวพริบดี และมีจินตนาการอ่ะ มันทุกๆอย่างประกอบกัน แล้วมันไม่ใช่งานง่ายๆเลย

เพราะแบบนี้เราเลยนับถือคนที่เป็นล่ามฟรีแลนซ์หรือล่ามเซ็นเตอร์ที่ไปแปลแบบไม่เคยได้ข้อมูลก่อนแล้วแปลได้จากใจเลย คือเรายังทำไม่ได้ขนาดนั้น

โดยรวมก็รู้สึกสนุกแหละ วันนี้สอบตกก็ไม่เป็นไร เหมือนสอบวัดระดับแหละ สอบไปเรื่อยๆเปย์ไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ผ่าน จิตใจมันด้านชาาา~

เห็นเพื่อนแชร์ข่าวมาว่าประกาศผลสอบวัดระดับรอบกลางปีพรุ่งนี้เช้า ใครที่รอฟังผลอยู่ ก็ขอให้โชคดีทุกๆคนนะคะ ขอให้ได้ผลออกมาตามที่ตั้งใจไว้ค่ะ