03 หาแรงบันดาลใจ กำลังใจก็สำคัญ

ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าเราเป็นคนที่ไม่ได้ชอบภาษาญี่ปุ่นเลยสักนิด และไม่ได้เรียนได้ดีด้วย

ตอนม.ปลายที่เลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นก็เพราะไปเรียนวิทย์-คณิตได้ 3 วันแล้วไม่ชอบอาจารย์ที่สอนก็เลยย้ายห้องหนี ไม่ใช่ไม่ชอบวิชานะ แต่ไม่ชอบอาจารย์ (อคติชิบหาย เหตุผลแค่นี้เนี่ยนะ?) แล้วแม่ก็ดันบ้าจี้ให้ย้ายได้ตามใจ

นอกจากวิทย์-คณิต ที่โรงเรียนมี ศิลป์-คำนวณ ศิลป์-สังคม ศิลป์-ฝรั่งเศส และ ศิลป์-ญี่ปุ่น(เพิ่งเปิดเป็นปีที่ 3)

เอาก็เอา ศิลป์-ญี่ปุ่นนี่แหละวะ

พอย้ายเข้าไปเราก็จะพบเพื่อนร่วมห้องที่ ชอบดารานักร้องญี่ปุ่น เจ-ป๊อบกำลังมาแรง หรือชอบการ์ตูนญี่ปุ่น หรือชอบในภาษาญี่ปุ่น

เอาแล้วไง…สิ่งที่คนอื่นมี แต่เราไม่มี นั่นก็คือ “แรงบันดาลใจ”

เมื่อเรารักในอะไรสักอย่าง เราจะมีแรงผลักดันให้มีความสุขในการทำสิ่งนั้นๆ และเมื่อเราทำด้วยความรัก เรามักจะทำได้ดีขึ้นเสมอ

การเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้นของเรา ขณะที่คนอื่นมี “แรงบันดาลใจ” เป็นทุน แต่เราไม่มีอะไรเลย

และเราก็ไม่ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นได้ดีเสียด้วย ภาษาญี่ปุ่นของเรานั้นอยู่ในขั้นกลางๆของห้อง

แต่มันก็มีเหตุให้เราเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่นต่อไปในระดับมหาลัย ถึงแม้จะไม่ได้ชอบก็ตาม

ตอนที่จะเลือกคณะที่จะไปสอบ เราโดนคุณครูเรียกคุย แล้วบอกว่า “ครูได้ยินมาว่าทรายจะไปสอบเชียงใหม่ จะไปสอบคณะอะไรเหรอ”

“สื่อสารมวลชนค่ะ” ตอบไปแบบซื่อๆไม่ได้คิดอะไร ทันใดนั้นก็เหมือนมีฟ้าผ่าลงมากลางใจ “ครูไม่อยากให้ทรายเลือกคณะนั้นเลย อยากให้ทรายเลือกเรียนญี่ปุ่นมากกว่า ครูว่าทรายจะมีงานทำแน่ๆและหัวเราก็น่าจะไปไหว นะ อยากให้เลือกเรียนญี่ปุ่นมากกว่า” ทำไงดีวะ คุณครูขา หนูไม่ได้ชอบภาษาญี่ปุ่นขนาดนั้น หนูไม่มีแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาเลยค่ะ แต่ด้วยคำพูดและสายตา มันทำให้เราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ

ด้วยประการฉะนี้เราก็เลยเรียนเอกภาษาญี่ปุ่นต่อโดยที่ไม่ได้มีความชอบอะไรเลย ตอนม.ปลายหลายๆคนอาจจะแค่เรียนๆไปงั้นๆ แต่พอเข้าสู่มหาลัย เราควรจะต้องมีเป้าหมายแล้วว่าเรียนอะไร เพื่อทำงานอะไร

แต่อีนี่ไม่ค่ะ ไม่มียังไงก็ยังไม่มีอยู่อย่างงั้น เรียนเพราะถูกบังคับกลายๆ เกรงใจคุณครูหน่อยๆ

อาจารย์ที่มหาลัยก็สัมภาษณ์เราไปเหมือนเค้าก็ดูออกว่าใจเราอยากจะซิ่วไปเลือกคณะที่ตัวเองอยากได้ตั้งแต่แรก พอเข้าไปเรียน อาจารย์ไม่ได้ห้าม แต่จะคอยถามบ่อยๆว่าเป็นยังไง ยังอยากซิ่วอยู่รึเปล่า

สรุปคืออยู่ท่ามกลางคนที่ชอบอะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่น ทุกคนดูมีแรงบันดาลใจ แต่เราก็ยังไม่มีเหมือนเดิม

จนปี 3 ที่มหาลัยบังคับให้แข่งสุนทรพจน์ แล้วจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาคนไทยและคนญี่ปุ่น เราได้อาจารย์ที่ปรึกษาคนญี่ปุ่นเป็นอาจารย์ที่ยังเด็กๆอยู่เพิ่งจบมาไม่นาน อาจารย์ก็เด็กเราก็เด็ก ตอนปี 2 เรียนวิชาของอาจารย์เราก็หลับตลอดซะด้วยสิ

แต่อาจารย์น่ารัก หน้าคล้ายๆแทยอน SNSD ความสามารถพิเศษของอาจารย์คือ วิ้งค์~ อาจารย์เคยทำในคลาสครั้งหนึ่ง (ซึ่งเป็นครั้งเดียวที่เราตื่น)

แต่การเข้าไปพูดคุยกับอาจารย์บ่อยๆ มันทำให้ลดช่องว่างระหว่างนักศึกษากับอาจารย์มากขึ้น เราเริ่มเข้าใจอาจารย์มากขึ้น และคิดว่าตัวเองควรตั้งใจเรียน เพราะอาจารย์ก็ตั้งใจสอนเรามากๆ

เราเอาสุนทรพจน์ที่ทำไปแข่งของสสท.ด้วย ผลก็คือเราได้ที่ 1 เฮ้ย..ความตั้งใจ ความพยายาม ความอยากทำ ความชอบ มันมีผลแฮะ

แต่แข่งของมหาลัยเราไม่ได้รางวัลนะ เพื่อนเราเทพมาจุติกันทั้งนั้น

หลังจากนั้นเราเลยคิดว่าเราจะพยายามกับภาษาญี่ปุ่นให้มากขึ้น เพราะอาจารย์น่ารัก

อาจารย์กลับญี่ปุ่นตอนก่อนเราจะไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่น

1ปีที่อยู่บนประเทศเกาะเหมือนกัน แต่เราไม่ได้เจออาจารย์เลยเพราะอาจารย์อยู่โตเกียว แต่เราอยู่โอซาก้า แถมปีที่เราไป ดันไม่มีโครงการในมหาลัยที่อาจารย์คนนี้สอน (แต่มีในปีถัดมาและรุ่นน้องเราได้ไป เจ็บใจยิ่งนัก!)

เรายังคงติดต่ออาจารย์เป็นประจำ ถึงแม้จะไม่บ่อย แต่ก็ไม่หายไปไหน ส่วนมากเราจะส่งเมลล์ไป แล้วอาจารย์ตอบกลับมา ถือว่าได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นด้วย

แต่เมื่อวานอาจารย์ส่งเมลล์มาหาเราก่อน อาจารย์เข้าใจว่าบัญชีธนาคารที่ไทยของอาจารย์ตัดไปแล้ว ถอนเงินออกไม่ได้ ก็เลยตกใจมาก ถามเราว่าพอจะทำอะไรได้มั้ย เราเลยตอบไปว่าปกติมันน่าจะยังไม่ตัด ก็แปลระเบียบบัญชีเงินฝากท้ายเล่มข้อที่เกี่ยวข้องไปให้ แล้วบอกให้อาจารย์ไปกดเงินที่ตู้ยูโจะดู (ธนาคารของไปรษณีย์ญี่ปุ่น)

อาจารย์ตอบเมลล์กลับมาว่ากดได้แล้ว บัญชียังไม่ตัด และขอบคุณเรามามากมาย

ดีใจจัง การที่เรามีประโยชน์กับคนที่เราปลื้มมันดีแบบนี้นี่เอง ดีจังเลยที่เราเรียนภาษาญี่ปุ่นและช่วยอาจารย์ได้

มีกำลังใจในการอ่านหนังสือสอบขึ้นเยอะเลย แต่รอบนี้คงสอบไม่ผ่านหรอก วันสอบวัดระดับใกล้เข้ามาแล้ว ความรู้ในหัวยังกลวงโบ๋เหมือนเดิม

เอาน่า อย่างน้อยๆตอนนี้เราก็มีแรงบันดาลใจแล้ว ^____^

Advertisements

02 วางแผนชีวิต: ซื้อบ้านก่อนซื้อรถ

image

เอนทรี่ที่แล้วบ่นเสียยืดยาวว่าทนเห็นตัวเองเป็นแบบนี้ไม่ได้ อยากทำชีวิตให้ดีขึ้น
แล้วทำยังไงล่ะ ก็ต้องวางแผนชีวิตน่ะสิ ต้องตั้งเป้าหมาย

เคยอ่านที่เขาแชร์ต่อๆกันมาในเฟซบุค ว่าให้ซื้อบ้านก่อนซื้อรถ เพราะซื้อรถ=ลด เป็นสินทรัพย์ที่มีแต่เสื่อมราคา ขณะที่บ้านราคามีแต่เพิ่ม

จัดไป~

ทำงานได้ครบหนึ่งปี ย้ายที่ทำงานครั้งที่ 1 เริ่มงานที่ใหม่ได้ 1 เดือน ไปดูบ้าน จองเลย!! บ้านแฝดหลังน้อยๆราคา 1.5 ล้าน แม่ถึงกับอึ้ง “ตัดสินใจเร็วเกินไปมั้ยลูก”

เก็บกดน่ะ ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง อยู่แต่ร้านอาหาร อยู่แต่ห้องเก็บของ มันดูไม่เป็นบ้านอย่างที่ใฝ่ฝัน มันไม่ใช่คอนเซปท์โฮมสวีทโฮมแบบหนังฝรั่งที่เคยดู

หลังจากจองบ้านสิ่งที่ตามมาก็คือ เงินทำสัญญา ตามด้วยภาระผ่อนดาวน์ทุกเดือน ค่าเช่าหอพักก็ต้องจ่าย

เหนื่อยจัง~ เราเด็กเกินไปกับหนี้ก้อนใหญ่ขนาดนี้รึเปล่า
สำหรับหลายๆคนมันอาจจะไม่มากมายอะไร แต่สำหรับเราที่จ่ายทุกอย่างคนเดียว ยอมรับเลยว่ามันเป็นการใช้เงินที่มากที่สุดในชีวิต

ผ่อนดาวน์ไปสักพัก มีบ้านเดี่ยวหลุดจองเนื่องจากคนจองยื่นกู้ธนาคารแล้วไม่ได้ตามยอดที่ต้องการเขาเลยไม่เอา เสร็จเรา กัดฟันเพิ่มเงินอีกก้อนให้ได้บ้านเดี่ยว ความสุข(?)ที่กว้างกว่า แลกมากับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น

พอบ้านใกล้เสร็จ ไปตรวจบ้านพบปัญหามากมาย ความรู้ที่จะตรวจรับบ้านก็ไม่มี อาศัยหาเอาจากอินเตอร์เน็ตทั้งนั้น ให้แก้ช่างก็ไม่ค่อยอยากจะแก้ให้ โครงการก็เร่งให้โอน

ใครๆก็บอกว่าอย่าเพิ่งโอนถ้าเขายังแก้ให้เราไม่เสร็จ ตราบใดที่เงินยังเป็นของเราเรามีสิทธิ์ต่อรอง
แต่ถ้าไม่โอนภายในเดือนนี้ เราจะไม่ได้โปรโมชั่นดอกเบี้ย

เอาไงดีวะเนี่ย? เกาหัวแกร่กๆ บ้านช่างก็ไม่ซ่อมให้ โครงการเอาทั้งช่างทั้งเจ้าของโครงการกระหน่ำโทรมาหาเราในเวลางานและไม่ยอมซ่อมกระเบื้องที่เป็นโพรงข้างใต้ให้ มันเป็นเกือบทุกแผ่นจริงๆ โครงการก็เร่งให้เราโอน เราก็บอกไปว่า “ขนาดยังไม่โอนยังไม่ซ่อมให้เราเลย ถ้าโอนแล้วเราจะมั่นใจได้ไงว่าจะมาซ่อมให้เรา บ้านนี้เราเป็นคนอยู่นะ ราคาก็ไม่ใช่บาทสองบาท”

ทางช่างก็ไม่ยอม บอกว่าปูกระเบื้องแผ่นใหญ่เสียงมันก้อดังแบบนี้แหละ เถียงๆๆๆยาวไปหลายเรื่อง เราก็เหนื่อยเลยนิ่งๆไปก่อน

เราเข้าไปดูบ้าน แล้วเรียกช่างเข้ามา แล้วเราเคาะกระเบื้องให้ฟังสรุปช่างยอมแก้ให้ เออ ถ้ามันไม่แย่จริงๆกุจะให้แก้มั้ยล่ะ

แต่เรารู้ว่าเขารับปากเราส่งๆไป เราต้องคอยตามงาน

สารพันปัญหาเรื่องบ้านที่บางทีเราก็คิดว่า มันเกินกำลังเด็กอายุ 24-25 จะทำไหวรึเปล่านะ

นี่เรารีบเป็นหนี้เร็วเกินไป จนละเลยการหาความสุขใส่ตัวรึเปล่า?

01 Start! ฉันทนเห็นตัวเองเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว

ไม่ได้เขียนบล็อกนานมากแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เขียนจำไม่ได้ว่าตอนม.ปลายหรือว่ามหาลัย

ตอนนี้ก็จบมาทำงานได้ประมาณ 2 ปีแล้ว พอไม่ได้ขีดๆเขียนๆอะไรแล้วรู้สึกเหมือนชีวิตมันว่างเปล่า จำอะไรไม่ได้เลย ชีวิตผ่านไปวันๆ ตื่น-กิน-ทำงาน-กิน-ทำงาน-กิน-นอน แค่นี้จริงๆ ก็เลยรู้สึกว่าปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

ตอนเด็กๆเป็นคนมีแรงบันดาลใจ ชอบที่จะไม่เหมือนใคร แต่โตมาทำไมเรากลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้ชีวิตชีวาแบบนี้ ไม่มีความฝัน ไม่มีแรงบันดาลใจอะไรเลย ได้แต่ทำงานไปวันๆ มันน่าเสียดายนะ ชีวิตคนเรามันสั้นนัก จะจากโลกนี้ไปวันไหนก็ยังไม่รู้เลย เลยอยากจะบันทึกอะไรไว้หน่อย สนองนี้ดที่ตอนเด็กๆใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนหรือนักเขียนการ์ตูนแต่ถูกครูประจำชั้นห้ามเอาไ้ว้เสียก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่า”มันไส้แห้งนะ ครูว่าเธอไปเป็นอย่างอื่นดีกว่า เรียนเก่งแบบนี้ทำไมไม่อยากเป็นหมอล่ะ” คำตอบของเด็กป.5 ก็ได้แต่ตอบส่งๆไปว่า “ค่ะ เป็นหมอก็ได้ค่ะ”

ทำไมเรียนเก่งต้องเป็นหมอด้วยฟะ? อย่ากระนั้นเลย ตูแกล้งโง่ดีกว่า แกล้งไปแกล้งมา อ้าว! โตมาเลยโง่จริงๆเลย =___=”

ตอนเรียนเรายังคิดว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่ แต่พอทำงานแล้ว เฮ้ย ไม่ได้แล้วต้องเป็นผู้ใหญ่แล้ว คนญี่ปุ่นชอบบอกว่า ทำงานแล้วถือว่าเป็น 社会人 (しゃかいじん)ฉะไคจิน = คนในสังคม ฟังดูเครียดๆ ตุ่ยๆ ไร้ชีวิตชีวายังไงก็ไม่รู้แฮะ

อีกสถานะนึง ตอนนี้เป็น 会社員 (かいしゃいん) ไคฉะอิน = พนักงานบริษัท เครียดหนักกว่าเดิมอีก

เอ๊ะ? ตัวอักษรมันคุ้นๆแฮะ 会社 / 社会 / 会社 / 社会 = ไคฉะ/ฉะไค/ไคฉะ/ฉะไค

สังคม กับ บริษัท ใช้ตัวอักษรชุดเดียวกันแค่ตำแหน่งเท่านั้นเอง อุ๊ย ภาษาอะไรทำไมน่าสนใจจังเลย ชักอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นซะแล้วสิ (เรียนๆไปเดี๋ยวก็รู้เองว่า… หึหึ -_-+)

พล่ามอะไรมาตั้งมากมาย สรุปง่ายๆ บล็อกนี้มีไว้เพื่อกันสมองตัวเองตาย อาจมีภาษาญี่ปุ่นบ้างประปรายพอขำๆ ส่วนมากน่าจะเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม เพราะเจ้าของบล็อกเป็นสาวโรงงานค่า

– จบ –

//เฮ้ย! จบงี้เลยเร๊อะ Orz