[หนังสือ] วันนี้ฉันอ่านเรื่อง “There’s a Boy in the Girls’ Bathroom”

สวัสดีค่ะ วันนี้วันพืชมงคล

วันนี้บทความที่มีคนคลิกเข้าไปอ่านเยอะที่สุดก็คือ

[ภาษาญี่ปุ่น] วันพืชมงคล ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร? และวันหยุดอื่นๆ

ถ้าเสิร์ชกูเกิ้ลว่า “วันพืชมงคล ภาษาญี่ปุ่น” จะเห็นบทความของเราขึ้นมาเป็นอันแรก

นึกย้อนไปแล้วก็ขำ 木の日 แหม~ แปลไปด้ายยยยย

ต้องขอบคุณ N ซังที่ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นกากๆของเรา และช่วยสอนคำว่า 農耕際 のうこうさい ให้ค่ะ

ไม่งั้นเราก็คงจำคำนี้ไม่ได้หรอก

ดีใจที่เห็นว่ามีคนค้นหาคำนี้เหมือนกัน หวังว่าบล็อกของเราจะมีประโยชน์บ้าง

เพราะในชีวิตจริงบอกได้เลยว่าตอนนี้ชีวิตมีเกือบทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียว

.

.

.

ไม่มีประโยชน์!!!

(ผ่ามมมมมมมม!)

เข้าเรื่องเลยแล้วกัน

ไม่รู้จะเรียกว่ารีวิวหนังสือได้รึเปล่า ไม่เชิงอ่ะ ถือว่าเป็น 感想文 ก็แล้วกัน เราแค่อ่านแล้วชอบเลยอยากเขียนถึงหนังสือเรื่องนี้

screenshot_2016-01-11_15.13.00

รูปจาก http://readery.co/9786167018560

There’s a Boy in the Girls’ Bathroom

ชื่อไทย: บรัดเล่ย์ เด็กเกเรหลังห้องเรียน
สมกับเป็นหนังสือที่สำนักพิมพ์เลือกมาพิมพ์ในชุด All Time Favorite
สนุกจนวางไม่ลงเลยล่ะ

อาจจะเพราะเราเป็นเด็กหลังห้องด้วยมั้ง
หลายๆคนอาจจะเคยเห็นหนังสือเรื่อง โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง
ถ้าให้เขียนเรื่องตัวเอง เราคงเขียนเรื่อง เด็กหญิงข้างถังขยะ 5555+

เราเกลียดโรงเรียน เกลียดระบบการศึกษาของไทยที่มีนักเรียนเยอะเกินไป
เกลียดที่ครูบางคนไม่ใส่ใจ เกลียดที่เราต้องไปนั่งข้างถังขยะ บางทีก็ต้องนั่งกับพื้นเพราะโต๊ะไม่พอ พอเดินไปขอโต๊ะห้องอื่นบางทีอาจารย์ก็ไม่ให้ เพราะคนนั่งเต็มแล้ว

เฮ้ ตอนนั้นเราแค่ม.ต้นเองนะ เงินอะไรแม่เราก็จ่ายเหมือนคนอื่น ทำไมต้องเป็นเราคนเดียวที่ไม่มีโต๊ะเรียนด้วยล่ะ

แล้วรู้มั้ย อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุด ก็ถังขยะหลังห้องไง มันจะมีคนทิ้งกล่องนมที่กินไม่หมดลงไป แล้วนมก็จะหกเป็นคราบเหนียวๆ ส่งกลิ่นนมบูดโชยออกมา โอ้โห~ โคตรแย่

เราไม่เคยกินนมไม่หมดกล่องแล้วทิ้งเลยสักครั้งในชีวิต เพราะมันเป็นสิ่งที่เราเกลียด เราจะไม่มีวันสร้างภาระในถังขยะด้วยนมที่กินไม่หมดกล่อง!

เราเจอเรื่องแย่ๆ เรื่องที่เราไม่ชอบในโรงเรียนเยอะมาก ก็เหมือนบรัดเล่ย์ตอนต้นเรื่องนั่นแหละ แล้วก็ไม่มีใครเข้าใจด้วย

ทะเลาะกับครูด้วยนะ เคยมีแบบโดนด่าต่อหน้าคนทั้งห้องว่า “ชั้นจะหักคะแนนเธอแล้วก็เรียกผู้ปกครองมาพบ” ก็ตอบไปว่า “เชิญค่ะ”

สุดท้ายแล้วครูก็ไม่เรียกนะ

เห็นแค่นี้อาจจะดูแย่ใช่มั้ย แต่จริงๆคือเราส่งงานแล้วครูทำงานเราหาย แล้วตอนจะจบเทอมมาบอกว่าเราไม่ส่งงาน เราเลยถามว่าเราไม่ส่งงานไหน เพราะเราส่งทุกงาน ส่งคนแรกด้วย ช่วยเพื่อนทำงานด้วย แต่พอไปถาม ครูดันตอบว่า “จะไปรู้กับเธอเหรอ ก็เธอไม่ส่งเองนี่” เราก็เลยถามกลับซื่อๆว่า “ถ้าครูไม่รู้ ก็คงไม่มีใครรู้แล้วค่ะ” ครูดันโมโหซะงั้น

สุดท้ายแล้ววิชานั้นเราได้เกรด 2 นะ ขนาดคนที่แทบไม่เคยเข้าเรียนยังได้ 2.5 เลย

แต่ตอนเข้ามหาลัยเราไม่เคยมีปัญหากับอาจารย์เลยนะ ออกจะชอบชีวิตมหาลัยด้วยซ้ำ
เร็วๆนี้เพิ่งเมลล์ไปคุยกับเซนเซย์ที่มหาลัย อ่านเมลล์ของเซนเซย์แล้วรู้สึกดีใจอ่ะ เซนเซย์บอกว่า “คนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร”

เราชอบเขียนอีเมลล์มากกว่าแชท เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนเขียนจดหมาย

เราคิดว่าการศึกษาไทยต้องการครูแบบคาร์ล่า เดวิส ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ต้องเยอะก็ได้ แต่เด็ก 1 คน ควรจะได้เจอครูที่ปรึกษาแบบนี้สักครั้งนึงในชีวิต

มันจะทำให้เด็กคนนั้นรู้ว่า ควาจะคิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร ไม่ใช่เอาความคิดไปยัดใส่หัวเด็กว่าต้องคิดแบบนี้ๆ

ในหนังสือยังพูดถึงเรื่องสัตว์ประหลาดด้วย เอาเป็นว่ามันรวมทุกอย่างในช่วงชีวิตวัยเด็กเลยล่ะ มีทั้งเด็กที่เหมือนคนอื่น และเด็กที่ไม่เหมือนคนอื่น

นอกจากจะขึ้นหิ้ง All Time Favorite ของสำนักพิมพ์แล้ว เรื่องนี้ยังกลายเป็นอีกเล่มโปรดของเรา
ครั้งนี้ยืมห้องสมุดมา แต่คิดว่าถ้าซื้อหนังสือครั้งหน้าก็จะเก็บเรื่องนี้ด้วย

ปล. เราเขียนบทวิจารณ์นี้เพราะในเรื่องบรัดเล่ย์วิจารณ์หนังสือเรื่อง พ่อแม่ของฉันไม่ได้ขโมยช้าง แล้วได้ดาวทอง

เราก็อยากได้ดาวทองบ้างนะ สำหรับเรา แค่มีคนมาอ่าน ก็เหมือนเราได้ดาวทองแล้วล่ะ

——————————————————————————–

หลังๆมีคนมาคอมเม้นท์อะไรที่เราอ่านแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี (เอาจริงๆ เรารู้ตัวดีนะว่าถ้าจิตใจอ่อนไหวขนาดนี้ก็ไม่ควรเขียนอะไรลงอินเตอร์เน็ตนะ ขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วเน่าตายไปเหอะ)

แต่การเป็นนักเขียนคือความฝันของเรา วันนี้เรายังเป็นไม่ได้หรอก ยังอีกไกล ยังต้องฝึกอีกเยอะ

เวลาเจอคอมเม้นท์ เราพยายามจะตอบ เรารู้ว่ามันงี่เง่า คือไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจทุกคอมเม้นท์ก็ได้ เลือกรับแต่สิ่งดีๆก็พอ

แต่เราไม่อ่ะ เราอยากสื่อสาร เราเลยตอบ ตอบอย่างใส่ใจมากๆด้วย เพราะงานเขียนคือสิ่งที่เรารัก ถ้าเราปล่อยผ่าน แต่จิตใจเรายังยอมรับคอมเม้นท์ไม่ได้ เราก็จะไม่มีความสุขกับงานของเรา แล้วสุดท้าย เราก็จะสูญเสียสิง่ที่เราชอบไป ซึ่งเรายอมไม่ได้

เราเขียน เพราะเราชอบเขียน

เราเริ่มทำบล็อกนี้เพราะรุ่นพี่ที่เป็นไอดอลเราบอกว่า “ถ้าแกอยากเขียน ก็เขียน แกนั่งเฉยๆไปมันก็ไม่ได้อะไร”

ก็เลยกลายเป็นบล็อกที่เราเขียนเรื่องของเราเอง เขียนเรื่องที่เราอยากเขียน เราเลยไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงมีคนมาบอกเราว่า “ถ้าคุณมโนเอาเองคุณก็ไม่ควรเขียนนะคะ”

ง่ะ…เราบอกตลอดนะว่าความคิดเห็นส่วนตัว เขียนเรื่องตัวเองอ่ะ ไม่ให้มโนเองแล้วจะให้เราเขียนอะไร ทั้งชีวิตก็มีปัญญาเขียนได้แค่นี้อ่ะ T^T

เรามีความสุขกับบล็อกนี้ เราชอบดูสถิตติคนเข้าชม แล้วมันจะมีฟีเจอร์ทีดู่ได้ว่าคนเข้ามาบล็อกเราเสิร์ชคำว่าอะไร วันก่อนมีคนเข้าบล็อกเราด้วยคำว่า “เป็นล่ามตอนท้อง”

5555+ ไปต่อไม่ถูกเลย ไม่เคยท้อง เลยไม่รู้จะสื่อสารอะไรกับเค้าดี ไม่รู้จะเขียนอะไรให้ล่ามที่ท้องคนนี้อ่านดี เราไม่มีประสบการณ์

ชีวิตจริงเราเป็นคนพูดมาก แต่พูดไม่เก่งเลย พูดแล้วคนชอบเข้าใจผิดว่าเราหาเรื่องทุกที เลยพยายามสื่อสารด้วยการเขียน มีคนถามว่า “ทำแล้วได้ตังค์เหรอ”

อืม..ก็ไม่ได้นะ แต่ได้แรงบันดาลใจ บางวันที่รู้สึกว่ามันเป็นวันที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มาอ่านคอมเม้นท์ในนี้ มามองย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองได้ผ่านมาแล้วเรามีกำลังใจ มันทำให้เราไปต่อได้