ในยุคของ IoT ซอฟท์แวร์แปลภาษาจะสามารถเข้ามาแทนที่ล่ามได้หรือไม่

เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราเคยเขียนเรื่อง เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

มองย้อนกลับไปแล้วตลกชื่อหัวข้อ ตอนนั้นพวกเพจแนว click-bait กำลังดัง

จากสถิติใน wordpress เรื่องนี้เป็นบทความที่มีคนเข้าชมสูงสุดตลอดต่อเนื่องมา 2 ปีซ้อน จากทุกเรื่องที่เราเคยเขียนมา (ศรีดีใจเหลือเกินค่ะคุณขา ขอบคุณมากๆเลยนะคะ) แสดงว่าเรา… เราฟลุค 555+

เราอยากเป็นนักเขียน แต่ก็อยากเป็นด้วยความกลัวมาตลอด เพราะตอนป.5 เราบอกครูว่าอยากเป็นนักเขียน หรือบอกใครว่าอยากเป็นนักเขียน ทุกคนก็บอกเราว่า มันไส้แห้งนะ (จริงๆบอกว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน เราชอบพี่ต่ายกับพี่นิคขายหัวเราะ) พอบอกอย่างนั้นทุกคนก็ช่วยเหยียบเบรคดังเอี๊ยดดดดด! ว่าอย่าเลย “มันไส้แห้งนะ เราเรียนเก่ง ไปเป็นอย่างอื่นดีกว่า”

ผิดที่ตอนเด็กๆเรียนเก่ง เลยไม่มีสิทธิ์ทำตามความฝัน? พอโตมา ความที่เคยเรียนเก่ง ก็ไปเจอคนเก่งกว่า เราก็ไม่เก่งแล้วอ่ะ

ใครถามว่าอยากเป็นอะไรเราตอบไปหลายอย่างนะ หมอมั่ง นักการทูตมั่ง ผู้พิพากษามั่ง อัยการมั่ง (ไม่มีอาชีพล่ามเลย)

ก็ตอบเหมือนพี่ทอม Room39 ที่กำลังดังสุดๆในตอนนี้จากรายการ the mask singer ว่าอยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักร้อง แต่ไม่กล้าตอบครูแบบนั้น ก็ได้แต่ตอบตามเพื่อนๆไป

แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความอยากเป็นนักเขียนไม่เคยหายไปจากใจเราจริงๆ

เราเป็นล่าม เราซื้อบ้าน เราหาเงินได้ ทั้งหมดที่ทำ ก็ทำเพื่อให้ไส้ไม่แห้ง จะได้มีอิสระพอ ที่จะทำตามความฝัน

บล็อกนี้เป็นความฝันของเรา แค่ขอให้ได้ทำมันเป็นงานอดิเรกก็ยังดี

เนื่องจากมันเป็นแค่ความฝันเดียวที่เรามีในตอนนี้ เราเลยกลัวมาก เราเขียนด้วยความกลัวลึกๆ เรากลัวคอมเม้นท์ เรากลัว cyber-bullying แต่ถ้าเอาแต่กลัว ก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี เราเลยตัดสินใจเขียน แบบกลัวๆกล้าๆ ที่เกริ่นเรื่องตัวเองมายาวๆน่าเบื่อ เพราะเราอยากจะบอกว่า เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นกูรูอะไรเลย เราแค่คาดการณ์ทิศทางในอนาคต จากสิ่งที่เราได้เห็น ได้ฟัง ได้แปลมา มันเป็นการคาดการณ์ลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป ไม่สามารถอ้างอิงอะไรได้เลย ถ้ามีคนถามมาเราจะพยายามตอบนะ ตอบเท่าที่เรารู้ แต่เราไม่ใช่อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะตอบอะไรยากๆได้ มันแค่บล็อกของคนอยากเป็นนักเขียนและพยายามเขียนอะไรออกมา คือเรา wannabe แต่เราก็ยังไม่ได้เป็นนักเขียนจริงจัง

เกริ่นมาซะยาวเหมือนระบายความอัดอั้นตันใจ ไม่ต้องอ่านก็ได้ค่ะ ข้ามมาตรงนี้ได้เลย

สาระ(ที่พอจะมีบ้าง แม้จะน้อย) อยู่ถัดจากนี้ไป⇒

บทความเรื่อง 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม เราเขียนเอาไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเรามีมุมมองที่เด็กกว่าตอนนี้ ในช่วงเวลา 2 ปี เรามีโอกาสได้พบ ได้เห็น ได้แปลอะไรมากขึ้น ก็เลยคิดอะไรได้มากขึ้น หากมีคนมาถามเราว่า “คิดว่าอาชีพล่ามยังจำเป็นอยู่มั้ย” เราตอบอย่างมั่นใจเลยว่า “จำเป็น”

ก่อนหน้านี้เรามีโอกาสได้เข้าฟังอบรมเรื่องระบบบริหารคุณภาพ IATF16949 มา ซึ่งเราได้แนวคิดที่น่าสนใจมาว่า “องค์กรจะต้องดูบริบท (สิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก)ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ และนำมาคิดคำนึงถึงความเสี่ยง”

“ความเสี่ยง คือ อุปสรรคที่จะขัดขวางให้เราไม่บรรลุเป้าหมาย ถ้าเราสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ดี เราก็มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้น”

นอกจากนี้เรายังมีโอกาสได้แปลบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร ซึ่งพูดถึงในเรื่อง IoT: Internet of Things ที่อินเตอร์เน็ตจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึง Connected Car ที่รถยนต์ไม่ได้มีหน้าที่เป็นแค่ยานพาหนะที่ใช้เคลื่อนย้ายพาคนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นยานพาหนะที่มีผลต่อชีวิตของผู้โดยสารในนั้น จึงมีการเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้น เช่น การขับขี่ที่ปลอดภัยมากขึ้น ระบบขับขี่อัตโนมัติ หรือการเชื่อมต่อกับบริการต่างๆ (เกิดอุบัติเหตุแล้วมีการส่งสัญญาณไปยังศูนย์ช่วยเหลืออัติโนมัติ)

อ่านเพิ่มเติม モノのインターネット

บอกเลยว่าแปลไปขนลุกไป (ไม่ได้ปวดอึนะ!) คือเราเป็นคนอินง่าย และชอบเอาทุกอย่างมารวมกัน เรามองว่าความคิดของผู้บริหารและคุณค่าที่ลูกค้าคาดหวังต่อรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป มันจะส่งผลกระทบอะไรต่อล่ามที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมรมยนต์บ้าง ก็นั่งคิดเล่นๆแต่ความคิดยังไม่ตกผลึกดีนัก และคิดว่าเรื่องแบบนี้คิดคนเดียวก็ไม่ได้ด้วย ดังนั้นเราเปิดคำถามทิ้งไว้ เผื่อมีใครมีไอเดียที่น่าสนใจ เราจะได้คิดต่อ

คุณคิดว่าในอนาคต อาชีพล่ามยังจำเป็นอยู่หรือไม่ และถ้าจำเป็นล่ามที่เหมาะสำหรับอนาคตควรเป็นอย่างไร?

ที่เรามีคำถามแบบนี้ เพราะมีคนมาถามเราว่า “ในการประชุมใหญ่ๆ คิดว่า software อย่าง google translate จะสามารถใช้งานได้จริงๆหรือ”

สำหรับตอนนี้ คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วว่า “ไม่ใช่” เพราะเราไม่เคยเห็นใครใช้ google translate แปลประชุม

แต่ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ เอ็นจิเนียเค้าใช้นะ เช่น ใช้แปล FTA เค้านั่งก็อปแปะแปล FTA จากญีุ่่ปุ่นเป็นอังกฤษเอง ซึ่งค่อนข้างจะแม่นด้วย (พี่เค้าไม่ได้ส่งให้เราแปลเพราะเห็นว่าเรางานยุ่ง โถ…พ่อคุณ ทำไปเป็นคนดีจัง ส่งมาเถอะค่ะ อย่างน้อยจะได้ช่วย cross-check ว่ากูเกิ้ลมันแปลถูกรึเปล่า บางทีมันก็แปลถูก บางทีมันแปลอะไรมาก็ไม่รู้)

เราไปเจอบทความที่น่าสนใจมา

Humans beat AI in language translation

สรุปคร่าวๆคือในการแปล คนสามารถเอาชนะซอฟท์แวร์ได้ในการแปล แต่ในอนาคต ถ้ามีผู้ใช้งานซอฟท์แวร์มากขึ้น ซอฟท์แวร์พวกนี้ก็จะฉลาดมากขึ้น แถมยัง”ไม่ลืม”ด้วย ในขณะที่คนลืมได้ ใครจะไปรู้ วันหนึ่งเราอาจจะแพ้ AI ก็ได้

ตอนนี้เวลาเจอคนพูดไม่รู้เรื่อง พูดแล้วงงๆ แปลยากๆ เราก็เลยพยายามโลกสวยวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ ด้วยการนึกในใจว่า “ขอบคุณค่ะที่ทำให้เรามีงานทำ มีเงินใช้ ถ้าพี่พูดรู้เรื่อง ป่านนี้หนูอาจจะตกงานไปแล้วก็ได้ค่ะ”

เราชอบแนวคิดของลุงจิโร่ แห่ง JIRO DREAM OF SUSHI นะดูหนังแกแล้วจะหลับๆก็จริง แต่ชอบที่แกบอกว่า “คิดเรื่องซูชิทุกวัน ตลอดเวลา พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆในทุกๆวัน” (ไม่รู้พูดจริงๆพูดแบบนี้รึเปล่านะ ดูตอนง่วงอ่ะ แต่จำได้ว่าแบบนี้)

ซึง่มันสอดคล้องกับแนวคิดขององค์กรญี่ปุ่นเรื่องการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่อยู่ในแนวคิด MONOZUKURI ของญี่ปุ่นนะ ใน ISO ก็มี ตั้งแต่ทำงานนี่เจอคำว่า 継続的な改善 บ่อยมาก คือแปลจนมันฝังรากลงไปในสมอง จนซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว

ที่เราไปทำงานเป็นล่ามทุกวัน เราก็น่าจะคุ้นเคยกับ GENBA ดี ในขณะที่ GENBA พยายามปรับปรุงอยู่ทุกวัน ถ้าพนักงาน indirect หรือแม้แต่ล่ามไม่ปรับปรุงการทำงานของตัวเอง มันก็ดูจะเอาเปรียบพนักงานที่ทำงานร้อนๆอยู่หน้างาน (ต้องขอบคุณคุณลุง GM จอมโหดที่บริษัทเก่า ที่ด่าเราหรือด่าคนอื่นไม่รู้แต่เราต้องแปลแทบทุกวันจนความคิดนี้ฝังติดแน่นในหัวเรา ขนาดข้ามถนนนอกบริษัทเรายังมองซ้าย-ขวา ชี้นิ้วเมื่อถึงทางแยกเลย)

เอกสารที่เราได้แปลบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร เค้าบอกว่าเค้าอยากเอา IoT เข้ามาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือดึงเอาภูมิปัญญาของมนุษย์ออกมา IoT จะช่วยทำงาน routine แทนคนได้ และพองานตรงนี้หายไป คนก็จะมีเวลาเหลือพอไปใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นหรือสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา เราแปลไปแล้วเรารู้สึกว่า เคา้เจ๋งอ่ะ เราชอบแนวคิดนี้ของเค้า อ่านแล้วมัน ว้าว! มากๆ

อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่  IoTで人智を引き出し究極のモノづくりを目指す

แน่นอนว่าอีกนานกว่าซอฟท์แวร์จะสามารถเอาชนะคนได้ในการแปลภาษา เพราะงานล่ามแทบจะไม่มีความเป็น routine เลยแต่สำหรับเรา เราคงจะไม่รู้สึกว่าพอใจแค่ว่า ชั้นชนะกูเกิ้ลทรานเสลทนะ ชั้นสบายใจแล้ว เราคงไม่พอใจอะไรง่ายๆแค่นี้ ถ้าอยากจะตามทันการเปลี่ยนแปลง เราคิดว่าต้องทำแบบลุงจิโร่ ต้องแข่งกับตัวเอง ท้าทายตัวเอง ยกระดับให้สูงขึ้นไปอีก (เออ เราบ้าไปแล้ว เราแปลเรื่องพวกนี้จนมันฝังเข้าไปในหัวเรา ขนาดวันหยุดเรายังคิดเรื่องพวกนี้เลย ฮืออ ข้อเสียของคนอินง่าย อ่านนิยายก็ร้องไห้ เจออะไรก็เก็บไปฝัน)

ปีนี้เป็นปีที่มุมมองในการทำงานเราเปลี่ยนเยอะมาก เราพยายามดิ้นรนหาเป้าหมายใหม่ๆให้ตัวเองหลังจากสอบผ่าน แต่ก็ยังหาเป้าหมายที่ท้าทายและทำให้เป็นจริงได้ไม่เจอสักที

เราเลยไปนั่งเล่นเกมซิมส์ 4 ที่ซื้อมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเล่นสักที เมื่อวานเล่นไป 10 ชั่วโมง ในนั้นเราเล่นเป็นนักเขียน สิ่งที่ซิมส์เราทำก็คือ เขียนๆๆๆและเขียนเพื่อประสบความสำเร็จในอาชีพ

นั่นแหละ..เป้าหมายเรา อยากเป็นนักเขียน คุณก็ต้องเขียนสิ ไปทำอย่างอื่นมันช่วยให้เป็นนักเขียนได้มั้ย

อย่างที่บ่นไปยาวๆตอนแรกว่าเรากลัวการเขียน เพราะรู้สึกว่าตัวเองกากเกินกว่าจะไปสอนใคร ภาษาญี่ปุ่นเราก็งั้นๆ เราเป็นแค่ล่ามธรรมดาที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน (ที่ต้องเป็นแบบนี้เพราะถ้าเป็นนักเขียนอย่างเดียวไส้จะแห้ง เลยต้องเป็นล่ามควบด้วยเพื่อให้ไส้เปียก)

เมื่อเดือนที่แล้วมีเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเราอย่างรุนแรง จนเรารู้สึกว่าต้องระวังตัว ต้องระมัดระวังคำพูดให้มากๆ แต่ถ้ากลัวจนไม่พูด ไม่คิด ไม่ทำอะไรเลย มันก็คงไม่ดีเท่าไหร่ เราเลยพยายามเอาชนะความกลัวของตัวเองด้วยการเขียนออกมา เพราะเราพูดไม่ค่อยเก่ง (แต่รักหมดใจ… ถ้ารู้ว่าชอบอะไรจะหาให้เธอออออ) พูดแล้วทำให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือรู้สึกแย่ได้ง่าย เราเลยพยายามแสดงออกด้วยการเขียนแทน

Advertisements