[หนังสือ] ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน อ่านแล้วเอามาเล่า เพราะมันทำให้เราอยากเป็นล่ามจอมขโมย

เคยอ่านหนังสือที่ทำให้รู้สึกชอบถ้อยคำในนั้นมาก ๆ จนต้องหยิบสมุดมาจดเก็บไว้มั้ยคะ

เราเพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” จบไป แล้วก็รู้สึกชอบมาก ๆ จนอยากแนะนำให้คนอื่นได้อ่านด้วย

สำหรับเราแล้ว เราคิดว่า อาชีพล่ามเป็นอาชีพที่เหมาะกับหัวขโมยมาก ๆ

ลองคิดดูสิว่าถ้าได้ทำงานที่แวดล้อมไปด้วยคนเจ๋ง ๆ ที่ควรค่าแก่การขโมยความคิด มันจะสุดยอดขนาดไหน

แถมการเป็นล่ามยังเปิดโอกาสให้เราได้กระทบไหล่ผู้บริหารอีกต่างหาก ซึ่งผู้บริหารเนี่ยเค้ามักจะมีแนวคิดดี ๆ เสมอ แค่ได้แปลให้ก็ถือว่าได้เรียนรู้แล้ว

นี่มันหัวขโมยที่หลุดเข้าในห้องที่มีแต่สมบัติล้ำค่าชัด ๆ

ไม่ใช่แค่ผู้บริหารนะ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานในไลน์ รุ่นพี่ล่าม รุ่นน้อง ทุก ๆ คนที่เรามีโอกาสได้พบเจอในที่ทำงาน เค้าผ่านประสบการณ์อะไรมามากมาย

เราเคยเจอ Factory Manager ที่เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นและเก่งมาก ๆ พี่คนนี้เป็นต้นแบบของความคิดในการทำงานเรามาจนทุกวันนี้

ตอนไปทำไบท์ที่ญี่ปุ่น เราได้เจอสุดยอดพ่อครัวอาหารไทย ที่สอนให้เราใส่ใจและพิถีพิถันในการทำงานเพื่อความสุขของลูกค้า ก่อนยกอาหารไปเสิร์ฟ พี่เค้าจะถามเราเสมอว่า “ใส่ใจรึยัง?”

ได้มีโอกาสรู้จักรุ่นพี่ล่ามเจ๋ง ๆ หลาย ๆ คนที่ช่วยสอน ช่วยแนะนำ อบรมสั่งสอนและตักเตือนเมื่อเราทำผิด ให้คำสอนดี ๆ ที่เราเอามานึกเตือนตัวเองเสมอเวลาเจอสถานการณ์ยาก ๆ ถ้าไม่ได้พี่ ๆ เหล่านี่ช่วยไว้ ป่านนี้เราจะเป็นยังไงก็ไม่รู้

 

เราเชื่อว่าไม่มีล่ามคนไหนอยู่ดี ๆ ก็แปลได้ทุกเรื่องบนโลกใบนี้หรอก
การได้แปล = ได้รับโอกาส

พอคิดแบบนี้เราก็เลยไม่ค่อยเบื่องานเท่าไหร่ ก็พยายามสร้างทัศนคติที่ทำให้ตัวเองดีใจ เวลาได้รับมอบหมายให้ทำงานยาก ๆ

ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เราก็คิดแบบนี้ขึ้นมาได้นะ ก่อนจะคิดได้แบบนี้ ตัวเราเองก็เคยผ่านยุคมืดมาแล้วเหมือนกัน

ตอนนั้นเราถึงกับปฏิเสธโอกาสในการไปทำงานที่ญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่ประธานบริษัทเป็นคนเสนอชื่อเราขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเราคิดว่าตัวเองคงทำไม่ได้ โง่ชะมัด!

จริง ๆ แล้ว Flow มันก็เป็นแบบนี้

ต้องแปล → ไปแปลแล้วเจอสิ่งที่ไม่รู้ → ศึกษาค้นคว้าเพิ่ม → รู้ → แปลได้ → กลับไปที่อันแรก
(วนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ)

พอเราทำ cycle แบบนี้ซ้ำ ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ขอบเขตของสิ่งที่เราไม่รู้ ก็จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่เรารู้  พอทำแบบนี้ไปจนถึงจุด ๆ หนึ่ง เราก็จะเริ่ม”แปลได้” ขึ้นมา

ยิ่งงานยากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เราเก่งขึ้นมาเท่านั้น

d1

อิมเมจง่าย ๆ ก็เหมือนเราร่ายคาถา สู้กับลอร์ดโวลเดอร์มอร์ เราก็ต้องพยายามผลักดันให้คาถามันไปทางลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ก็ต้องเพิ่มขอบเขตสิ่งที่เรารู้ให้มาก ๆ เข้าไว้ เพื่อรับมือกับความไม่รู้ที่มีมากกว่า

ยิ่งงานยาก ๆ ก็ยิ่งท้าทาย! ตามหลัก High Risk, High Return.

มันก็เหมือนกับการขโมยนั่นแหละ

ถ้าการป้องกันไม่แน่นหนา แปลว่าทรัพย์สินในนั้นไม่มีราคาค่างวดอะไร

แต่ถ้ามีล็อคหลายชั้น มีการป้องกันเป็นอย่างดี ก็แปลว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในนั้นมันต้องคุ้มค่าแก่การลงมือขโมย

ไม่ได้หมายถึงให้ขโมยความลับบริษัทไปขายนะ แบบนั้นนอกจากจะโดนไล่ออกแล้วยังจะติดคุกอีก 555+

หมายถึงการขโมยความรู้ ความคิดดี ๆ เอามาใส่หัวตัวเองน่ะ

ในหนังสือ “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” ก็เขียนเอาไว้เรื่อง “อย่าทิ้งงานประจำ” ซึ่งเราเห็นด้วยมาก ๆ

เราเขียน 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม (ซึ่งมันกลายเป็นเอนทรี่ที่คนเข้าชมมากที่สุดในบล็อกเรา)

แต่ทุกวันนี้เราก็ยังเป็นล่ามอยู่นะ แปลว่ามันมีอะไรดี ๆ

สำหรับเราแล้วเราคิดว่า งานล่ามเป็นงานประจำที่ดี มีรายได้ทีเ่หมาะสม และเรายังมีเวลา มีแรงเหลือพอมาทำงานเขียนที่เรารัก เราก็เลยชอบและรักการเป็นล่าม (แถมเอามาโม้ในบล็อกบ่อยๆด้วย)

ไปอ่านเจอคำพูดหนึ่งมาแล้วชอบมาก – เลยคิดจะใช้ชีวิตโดยยึดถือคติแบบนี้

ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากใช้ เขียนหนังสือในแบบที่ตัวเองอยากอ่าน

(อันแรกเอามาจาก FB เพื่อน อันที่สองมาจากขโมยให้ได้อย่างศิลปิน และในนิยายของ “เจ้าปลาน้อย” นักเขียนคนโปรดของเรา)

แรงบันดาลในในการเขียนเอนทรี่นี้

  • ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน – STEAL LIKE AN ARTIST : AUSTIN KLEON (แนะนำให้อ่านจริงๆ เราชอบมาก) เข้าไปดูเว็บไซต์ของเค้าได้ที่ http://austinkleon.com
  • เพลง Something just like this

 

ในขโมยให้ได้อย่างศิลปิน บอกว่า “ศึกษาที่มาของความคิด”

เราอ่านแล้วคิดได้ว่า “หาไอดอลที่เราชื่นชม ศึกษาไอดอลของไอดอลเราด้วย เอามายำรวมกัน = ตัวเราที่เป็น original”

เราอยากเป็นนักเขียน ตอนนี้จริงจังกับเรื่องนี้มาก ๆ

ไม่ได้อยากเขียนอะไรที่เป็น Best Seller แล้วหายไป แต่เราอยากเป็นคนเขียนหนังสือที่ให้คนประทับใจได้ ถึงแม้จะแค่คนเดียวก็ตาม

Next Target ของเราคือการเขียนหนังสือสักเล่ม

มันเหมือนกับท่อนหนึ่งในเพลง Big Mini World (Int’l Version) ของ Jessica

Here I break away, Start a brand new day
Write a story that no one but me can write
Feel and try it all, make mistakes and fall
Be on my own, Gotta do my best and take this chance

[หนังสือ] วันนี้ฉันอ่านเรื่อง “There’s a Boy in the Girls’ Bathroom”

สวัสดีค่ะ วันนี้วันพืชมงคล

วันนี้บทความที่มีคนคลิกเข้าไปอ่านเยอะที่สุดก็คือ

[ภาษาญี่ปุ่น] วันพืชมงคล ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร? และวันหยุดอื่นๆ

ถ้าเสิร์ชกูเกิ้ลว่า “วันพืชมงคล ภาษาญี่ปุ่น” จะเห็นบทความของเราขึ้นมาเป็นอันแรก

นึกย้อนไปแล้วก็ขำ 木の日 แหม~ แปลไปด้ายยยยย

ต้องขอบคุณ N ซังที่ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นกากๆของเรา และช่วยสอนคำว่า 農耕際 のうこうさい ให้ค่ะ

ไม่งั้นเราก็คงจำคำนี้ไม่ได้หรอก

ดีใจที่เห็นว่ามีคนค้นหาคำนี้เหมือนกัน หวังว่าบล็อกของเราจะมีประโยชน์บ้าง

เพราะในชีวิตจริงบอกได้เลยว่าตอนนี้ชีวิตมีเกือบทุกอย่าง ขาดอยู่อย่างเดียว

.

.

.

ไม่มีประโยชน์!!!

(ผ่ามมมมมมมม!)

เข้าเรื่องเลยแล้วกัน

ไม่รู้จะเรียกว่ารีวิวหนังสือได้รึเปล่า ไม่เชิงอ่ะ ถือว่าเป็น 感想文 ก็แล้วกัน เราแค่อ่านแล้วชอบเลยอยากเขียนถึงหนังสือเรื่องนี้

screenshot_2016-01-11_15.13.00

รูปจาก http://readery.co/9786167018560

There’s a Boy in the Girls’ Bathroom

ชื่อไทย: บรัดเล่ย์ เด็กเกเรหลังห้องเรียน
สมกับเป็นหนังสือที่สำนักพิมพ์เลือกมาพิมพ์ในชุด All Time Favorite
สนุกจนวางไม่ลงเลยล่ะ

อาจจะเพราะเราเป็นเด็กหลังห้องด้วยมั้ง
หลายๆคนอาจจะเคยเห็นหนังสือเรื่อง โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง
ถ้าให้เขียนเรื่องตัวเอง เราคงเขียนเรื่อง เด็กหญิงข้างถังขยะ 5555+

เราเกลียดโรงเรียน เกลียดระบบการศึกษาของไทยที่มีนักเรียนเยอะเกินไป
เกลียดที่ครูบางคนไม่ใส่ใจ เกลียดที่เราต้องไปนั่งข้างถังขยะ บางทีก็ต้องนั่งกับพื้นเพราะโต๊ะไม่พอ พอเดินไปขอโต๊ะห้องอื่นบางทีอาจารย์ก็ไม่ให้ เพราะคนนั่งเต็มแล้ว

เฮ้ ตอนนั้นเราแค่ม.ต้นเองนะ เงินอะไรแม่เราก็จ่ายเหมือนคนอื่น ทำไมต้องเป็นเราคนเดียวที่ไม่มีโต๊ะเรียนด้วยล่ะ

แล้วรู้มั้ย อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุด ก็ถังขยะหลังห้องไง มันจะมีคนทิ้งกล่องนมที่กินไม่หมดลงไป แล้วนมก็จะหกเป็นคราบเหนียวๆ ส่งกลิ่นนมบูดโชยออกมา โอ้โห~ โคตรแย่

เราไม่เคยกินนมไม่หมดกล่องแล้วทิ้งเลยสักครั้งในชีวิต เพราะมันเป็นสิ่งที่เราเกลียด เราจะไม่มีวันสร้างภาระในถังขยะด้วยนมที่กินไม่หมดกล่อง!

เราเจอเรื่องแย่ๆ เรื่องที่เราไม่ชอบในโรงเรียนเยอะมาก ก็เหมือนบรัดเล่ย์ตอนต้นเรื่องนั่นแหละ แล้วก็ไม่มีใครเข้าใจด้วย

ทะเลาะกับครูด้วยนะ เคยมีแบบโดนด่าต่อหน้าคนทั้งห้องว่า “ชั้นจะหักคะแนนเธอแล้วก็เรียกผู้ปกครองมาพบ” ก็ตอบไปว่า “เชิญค่ะ”

สุดท้ายแล้วครูก็ไม่เรียกนะ

เห็นแค่นี้อาจจะดูแย่ใช่มั้ย แต่จริงๆคือเราส่งงานแล้วครูทำงานเราหาย แล้วตอนจะจบเทอมมาบอกว่าเราไม่ส่งงาน เราเลยถามว่าเราไม่ส่งงานไหน เพราะเราส่งทุกงาน ส่งคนแรกด้วย ช่วยเพื่อนทำงานด้วย แต่พอไปถาม ครูดันตอบว่า “จะไปรู้กับเธอเหรอ ก็เธอไม่ส่งเองนี่” เราก็เลยถามกลับซื่อๆว่า “ถ้าครูไม่รู้ ก็คงไม่มีใครรู้แล้วค่ะ” ครูดันโมโหซะงั้น

สุดท้ายแล้ววิชานั้นเราได้เกรด 2 นะ ขนาดคนที่แทบไม่เคยเข้าเรียนยังได้ 2.5 เลย

แต่ตอนเข้ามหาลัยเราไม่เคยมีปัญหากับอาจารย์เลยนะ ออกจะชอบชีวิตมหาลัยด้วยซ้ำ
เร็วๆนี้เพิ่งเมลล์ไปคุยกับเซนเซย์ที่มหาลัย อ่านเมลล์ของเซนเซย์แล้วรู้สึกดีใจอ่ะ เซนเซย์บอกว่า “คนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร”

เราชอบเขียนอีเมลล์มากกว่าแชท เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนเขียนจดหมาย

เราคิดว่าการศึกษาไทยต้องการครูแบบคาร์ล่า เดวิส ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ต้องเยอะก็ได้ แต่เด็ก 1 คน ควรจะได้เจอครูที่ปรึกษาแบบนี้สักครั้งนึงในชีวิต

มันจะทำให้เด็กคนนั้นรู้ว่า ควาจะคิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร ไม่ใช่เอาความคิดไปยัดใส่หัวเด็กว่าต้องคิดแบบนี้ๆ

ในหนังสือยังพูดถึงเรื่องสัตว์ประหลาดด้วย เอาเป็นว่ามันรวมทุกอย่างในช่วงชีวิตวัยเด็กเลยล่ะ มีทั้งเด็กที่เหมือนคนอื่น และเด็กที่ไม่เหมือนคนอื่น

นอกจากจะขึ้นหิ้ง All Time Favorite ของสำนักพิมพ์แล้ว เรื่องนี้ยังกลายเป็นอีกเล่มโปรดของเรา
ครั้งนี้ยืมห้องสมุดมา แต่คิดว่าถ้าซื้อหนังสือครั้งหน้าก็จะเก็บเรื่องนี้ด้วย

ปล. เราเขียนบทวิจารณ์นี้เพราะในเรื่องบรัดเล่ย์วิจารณ์หนังสือเรื่อง พ่อแม่ของฉันไม่ได้ขโมยช้าง แล้วได้ดาวทอง

เราก็อยากได้ดาวทองบ้างนะ สำหรับเรา แค่มีคนมาอ่าน ก็เหมือนเราได้ดาวทองแล้วล่ะ

——————————————————————————–

หลังๆมีคนมาคอมเม้นท์อะไรที่เราอ่านแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี (เอาจริงๆ เรารู้ตัวดีนะว่าถ้าจิตใจอ่อนไหวขนาดนี้ก็ไม่ควรเขียนอะไรลงอินเตอร์เน็ตนะ ขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วเน่าตายไปเหอะ)

แต่การเป็นนักเขียนคือความฝันของเรา วันนี้เรายังเป็นไม่ได้หรอก ยังอีกไกล ยังต้องฝึกอีกเยอะ

เวลาเจอคอมเม้นท์ เราพยายามจะตอบ เรารู้ว่ามันงี่เง่า คือไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจทุกคอมเม้นท์ก็ได้ เลือกรับแต่สิ่งดีๆก็พอ

แต่เราไม่อ่ะ เราอยากสื่อสาร เราเลยตอบ ตอบอย่างใส่ใจมากๆด้วย เพราะงานเขียนคือสิ่งที่เรารัก ถ้าเราปล่อยผ่าน แต่จิตใจเรายังยอมรับคอมเม้นท์ไม่ได้ เราก็จะไม่มีความสุขกับงานของเรา แล้วสุดท้าย เราก็จะสูญเสียสิง่ที่เราชอบไป ซึ่งเรายอมไม่ได้

เราเขียน เพราะเราชอบเขียน

เราเริ่มทำบล็อกนี้เพราะรุ่นพี่ที่เป็นไอดอลเราบอกว่า “ถ้าแกอยากเขียน ก็เขียน แกนั่งเฉยๆไปมันก็ไม่ได้อะไร”

ก็เลยกลายเป็นบล็อกที่เราเขียนเรื่องของเราเอง เขียนเรื่องที่เราอยากเขียน เราเลยไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงมีคนมาบอกเราว่า “ถ้าคุณมโนเอาเองคุณก็ไม่ควรเขียนนะคะ”

ง่ะ…เราบอกตลอดนะว่าความคิดเห็นส่วนตัว เขียนเรื่องตัวเองอ่ะ ไม่ให้มโนเองแล้วจะให้เราเขียนอะไร ทั้งชีวิตก็มีปัญญาเขียนได้แค่นี้อ่ะ T^T

เรามีความสุขกับบล็อกนี้ เราชอบดูสถิตติคนเข้าชม แล้วมันจะมีฟีเจอร์ทีดู่ได้ว่าคนเข้ามาบล็อกเราเสิร์ชคำว่าอะไร วันก่อนมีคนเข้าบล็อกเราด้วยคำว่า “เป็นล่ามตอนท้อง”

5555+ ไปต่อไม่ถูกเลย ไม่เคยท้อง เลยไม่รู้จะสื่อสารอะไรกับเค้าดี ไม่รู้จะเขียนอะไรให้ล่ามที่ท้องคนนี้อ่านดี เราไม่มีประสบการณ์

ชีวิตจริงเราเป็นคนพูดมาก แต่พูดไม่เก่งเลย พูดแล้วคนชอบเข้าใจผิดว่าเราหาเรื่องทุกที เลยพยายามสื่อสารด้วยการเขียน มีคนถามว่า “ทำแล้วได้ตังค์เหรอ”

อืม..ก็ไม่ได้นะ แต่ได้แรงบันดาลใจ บางวันที่รู้สึกว่ามันเป็นวันที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มาอ่านคอมเม้นท์ในนี้ มามองย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองได้ผ่านมาแล้วเรามีกำลังใจ มันทำให้เราไปต่อได้