อดทนเวลาที่ฝนพรำ… อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง

 

เห็นเราชอบเขียนอะไรสไตล์ให้กำลังใจแบบนี้ (จริงๆแล้วแค่พยายามให้กำลังใจตัวเอง) แต่มันก็ต้องมีบ้างแหละ วันที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่วันของเราเอาซะเลย

เชื่อว่าคนเป็นล่ามหลายๆคนก็คงเคยเจอ ทั้งวันที่ทำได้ดีมากๆจนภูมิใจในตัวเอง กับวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นไปอย่างใจ ถึงจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร

มันเกิดขึ้นง่ายมากเลยนะ ความรู้สึกที่ว่าอยากจะเดินหนีไป ไม่อยากเป็นล่ามแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว

เมื่อก่อนเราก็เป็น เป็นหนักมาก

มีบางวันนอนมองเพดาน มองหลอดไฟ แล้วก็คิดว่า “ที่ทำอยู่นี่ได้อะไรนอกจากเงิน?”

ความรู้สึกเป็นลบมันเกิดขึ้นได้ง่าย สิ่งที่ยากคือการพยายามใส่พลังบวกเข้าไปเอาชนะความรู้สึกแย่ๆต่างหากล่ะ

เราใช้ความพยายามอย่างมาก ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเอง “ไปต่อ” ได้

แรกๆเราก็ยึดเอาคำพูดพี่ล่ามไอดอลที่บอกว่า “ล่ามอย่างเราเลือก user ไม่ได้” พอคิดตามนี้ได้มันก็ปลงอ่ะ

เวลาเห็นคนอื่นบ่น ด้วยความหวังดีอยากจะให้กำลังใจเค้า ดันเจอบุคคลที่สามมาด่าว่า “ใครจะโลกสวยคิดว่าล่ามเลือก user ไม่ได้ก็ช่าง แต่สำหรับตัวเค้า เค้าจะเลือก เค้าไปทำงาน ไม่ได้ไปตอแหล” (เอ๊าาา ด่ากุเปล่าว้าาา คือเราไม่รู้จักกันอ่ะ ด่าทำไมอ่ะ งงนะ)

เลยรู้สึกว่าความรู้สึกแย่ๆ ความรู้สึกเป็นลบ พูดให้ชัดๆคือขยะอารมณ์มันมีอยู่รอบๆตัวเราเสมอ อยู่ที่เราว่าจะหยิบเอามาใส่ใจ หรือจะมองข้ามผ่านมันไป

ปกติคนดีเห็นขยะตกพื้นก็ต้องเก็บไปทิ้งลงถังใช่มั้ย?

แต่คำพูดแย่ๆ ไม่ต้องถึงกับจัดการเก็บกวาดเอาไปทิ้งก็ได้ มันแค่ลมปากอ่ะ ถ้าพูดออกมาแล้วไม่มีใครไปใส่ใจให้ราคา มันก็ไม่ต่างอะไรจากตด เหม็นเฉยๆแล้วก็หายไป อาจจะขมคอหน่อยตอนได้กลิ่น แต่มันก็ไม่ได้ทำลายชีวิตใครขนาดนั้นถ้าคนได้กลิ่นรีบเดินหนีไปหาอากาศบริสุทธิ์ แต่ถ้าเอาแต่พูดว่า “เหม็นๆๆๆ เชี่ยใครตดวะ เหม็นควายตาย กินอะไรเข้าไปถึงได้ตดอุบาทว์แบบนี้ ไอ้!@#$%^&*(” มีแต่คำพูดลบๆ ยิ่งพูดยิ่งเหม็น ทั้งๆที่กลิ่นตดที่แท้จริงอาจจะจางหายไปแล้วก็ได้ แต่เพราะพูดว่าเหม็น เลยยังรู้สึกเหม็นติดปลายจมูกอยู่

เคยทำงานกับพี่ล่ามผู้ชายคนหนึ่ง เป็นคนตลกมาก ไปคาราโอเกะแล้วสามารถแปลเพลงญี่ปุ่นออกมาเป็นภาษาไทยได้โคตรฮา แถมแร็พสดได้อีก เป็นคนที่มีมุมมองบวกดีนะ คือต้องประมาณนี้เลยถึงจะเป็นล่ามต่อไปได้ยาวๆแบบไม่ทรมานน่ะ

พี่เค้าเคยสอนเราไว้ว่าเวลามีปัญหาจบไม่ลง พี่แกก็จะตัดบทว่า “ผิดที่ล่ามครับ ผมแปลผิดเองครับ” แกก็เล่าให้ฟังขำๆว่าโทษล่ามได้เลยเพราะมันง่ายดี

เราว่าคิดแบบนี้ก็ดีนะ เป็นล่ามควรจะผิดให้เป็น (ไม่ได้บอกให้แปลมั่วนะ)

ขนาดเครื่องจักร set condition ทุกอย่าง เผื่อ safety margin ก็แล้ว ทำ daily check ก็แล้ว ยังเกิด error ได้เลย นับประสาอะไรกับคน

พอคิดแบบนี้แล้วก็ปลงขึ้นเยอะนะ

เมื่อก่อนเวลาเครียดเราจะบ่นๆๆ คิดได้แต่แง่ลบตลอด (เหม็นตดอ่ะ!) แต่เดี๋ยวนี้เราพยายามเอามุมมองของ management มาใช้ ว่ามีปัญหาแล้วจะต้องแก้ไขอย่างไร (ดมยาดมแทนมั้ย? หรือคิดซะว่า แค่ลมตด เดี๋ยวมันก็จางหายไป)

เช่น พรุ่งนี้ เรามีตารางประชุมตั้งแต่ 10:00-11:45 – พักกินข้าว – แล้วแปล 2 ประชุมติดกันตั้งแต่บ่ายโมงรันยาวถึงสี่โมงเย็นแบบนอนสต็อปสามช่าเลยทีเดียว (บางคนอาจจะคิดว่าแค่ 3 ประชุมเอง ชิวๆ แต่เราเคยแปลยาวๆแบบนี้แล้ว ไม่ชิวเลย เหนื่อยมาก แล้วแต่ละประชุมคือเป็นคนละเรื่อง ต้องสลับโหมดไปมา รู้สึกสมองแทบเอ๋อเหรอ รอดมาได้ก็บุญแล้ว)

เมื่อก่อนเราคงถึกทนกล้ำกลืนแปลไป แล้วพอทำออกมาได้ไม่ดีก็กลับมานอนร้องไห้ที่บ้าน ถามตัวเองว่าทำไมต้องอดทนขนาดนั้น

แต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่อ่ะ เรามองว่าปัญหาจะเกิด เราจะป้องกันยังไงดี ถ้าเอาประชุมตรงกลางตอน 13:00-14:00 ออกไปได้ เราจะไม่ต้องแปลติดต่อกันนานเกินไป (เรารู้ความสามารถตัวเอง ถ้าแปลติดกันนานๆเราจะโฟกัสได้ยากขึ้น คุณภาพในการแปลก็แย่ลงตาม)

ก็เลยปรึกษากับคนเซ็ตประชุม คนจัดตารางผู้บริหาร พี่เมเนเจอร์แผนกเรา advisor คนญี่ปุ่นหัวหน้าเรา ว่าจะทำยังไงดี ถ้าเลื่อนประชุมนี้ไปบ่ายวันศุกร์ (ที่ตารางผู้บริหารว่าง) ได้ก็จะขอบคุณมาก แต่พี่เมเนเจอร์ก็ไม่อยากเลื่อน กลัวเลื่อนประชุมแล้วจะกลายเป็นไม่ได้จัด สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้ด้วยการขอให้พี่ล่ามอีกคนมาแปลแทนเราในประชุมอันตรงกลาง ให้เราได้มีเวลาพักหายใจหายคอหน่อย ไม่ต้องพูดตลอด

มองว่ามันเหมือนการจัดการกำลังคน ถ้างานเยอะ ก็ต้องใส่คนเข้าไปเพิ่ม ถ้าไลน์ไหนคนน้อย ก็บาลานซ์คนไปช่วยไลน์ที่งานยุ่งแทน

ต้องขอบคุณลุง GM สุดโหดจากที่ทำงานเก่า ที่ย้ายเราไปทำงานที่ได้คลุกคลีกับ Genba มากขึ้น คอยด่าเราบ่อยๆ จนจิตใจเราเข้มแข็งและเอามุมมองในตอนนั้น (การ balance manpower, job allocation) มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหา ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหน้างานโดยตรง แต่วิธีคิดหลายอย่าง มันเอามาปรับใช้ได้

เดี๋ยวนี้เราอ่านหนังสือพวกการจัดการอุตสาหกรรมด้วยนะ ปกติเมื่อก่อนเห็นหนังสือแนวนี้นี่ไม่อ่านเลย อ่านแต่นิยาย

 

“เค้าจ้างมาทำงานให้มาแก้ปัญหา ไม่ใช่มาเพิ่มปัญหา”—- เคยมีคนบอกเอาไว้ เออ ก็ถูกของเค้านะ

การทำงานคือการแก้ปัญหาจริงๆ มันอาจจะมีมีบางวันที่ปัญหารุมเร้า อาจจะเป็นวันที่ฝนตกสำหรับเรา

แต่เชื่อสิ ฝนน่ะไม่ได้ตกทุกวันหรอก ฝนตก… ถ้าไม่อยากเปียกก็กางร่มเอา ร่มใหญ่หน่อยก็กันลมกันฝนได้ดีขึ้น ร่มเล็กก็เปียกเยอะหน่อย

พอสตรองขึ้น(ร่มใหญ่ขึ้น) มันก็จะเผชิญหน้ากับปัญหาได้ดีขึ้นไปเอง ประสบการณ์ก็เลยสำคัญไง ต้องควบคู่ไปกับความรู้

 

ประโยคให้กำลังใจตัวเองจากเพลงโปรด ชอบฟังเวลาเหนื่อยๆ หรือท้อแท้ ฟังแล้วฮึกเหิม อยากนุ่งโจงกระเบนแดงออกรบเลย

What doesn’t kill you make you stronger!

Stronger (What doesn’t kill you) – Kelly Clarkson

[หนังสือ] ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน อ่านแล้วเอามาเล่า เพราะมันทำให้เราอยากเป็นล่ามจอมขโมย

เคยอ่านหนังสือที่ทำให้รู้สึกชอบถ้อยคำในนั้นมาก ๆ จนต้องหยิบสมุดมาจดเก็บไว้มั้ยคะ

เราเพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” จบไป แล้วก็รู้สึกชอบมาก ๆ จนอยากแนะนำให้คนอื่นได้อ่านด้วย

สำหรับเราแล้ว เราคิดว่า อาชีพล่ามเป็นอาชีพที่เหมาะกับหัวขโมยมาก ๆ

ลองคิดดูสิว่าถ้าได้ทำงานที่แวดล้อมไปด้วยคนเจ๋ง ๆ ที่ควรค่าแก่การขโมยความคิด มันจะสุดยอดขนาดไหน

แถมการเป็นล่ามยังเปิดโอกาสให้เราได้กระทบไหล่ผู้บริหารอีกต่างหาก ซึ่งผู้บริหารเนี่ยเค้ามักจะมีแนวคิดดี ๆ เสมอ แค่ได้แปลให้ก็ถือว่าได้เรียนรู้แล้ว

นี่มันหัวขโมยที่หลุดเข้าในห้องที่มีแต่สมบัติล้ำค่าชัด ๆ

ไม่ใช่แค่ผู้บริหารนะ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานในไลน์ รุ่นพี่ล่าม รุ่นน้อง ทุก ๆ คนที่เรามีโอกาสได้พบเจอในที่ทำงาน เค้าผ่านประสบการณ์อะไรมามากมาย

เราเคยเจอ Factory Manager ที่เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นและเก่งมาก ๆ พี่คนนี้เป็นต้นแบบของความคิดในการทำงานเรามาจนทุกวันนี้

ตอนไปทำไบท์ที่ญี่ปุ่น เราได้เจอสุดยอดพ่อครัวอาหารไทย ที่สอนให้เราใส่ใจและพิถีพิถันในการทำงานเพื่อความสุขของลูกค้า ก่อนยกอาหารไปเสิร์ฟ พี่เค้าจะถามเราเสมอว่า “ใส่ใจรึยัง?”

ได้มีโอกาสรู้จักรุ่นพี่ล่ามเจ๋ง ๆ หลาย ๆ คนที่ช่วยสอน ช่วยแนะนำ อบรมสั่งสอนและตักเตือนเมื่อเราทำผิด ให้คำสอนดี ๆ ที่เราเอามานึกเตือนตัวเองเสมอเวลาเจอสถานการณ์ยาก ๆ ถ้าไม่ได้พี่ ๆ เหล่านี่ช่วยไว้ ป่านนี้เราจะเป็นยังไงก็ไม่รู้

 

เราเชื่อว่าไม่มีล่ามคนไหนอยู่ดี ๆ ก็แปลได้ทุกเรื่องบนโลกใบนี้หรอก
การได้แปล = ได้รับโอกาส

พอคิดแบบนี้เราก็เลยไม่ค่อยเบื่องานเท่าไหร่ ก็พยายามสร้างทัศนคติที่ทำให้ตัวเองดีใจ เวลาได้รับมอบหมายให้ทำงานยาก ๆ

ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ เราก็คิดแบบนี้ขึ้นมาได้นะ ก่อนจะคิดได้แบบนี้ ตัวเราเองก็เคยผ่านยุคมืดมาแล้วเหมือนกัน

ตอนนั้นเราถึงกับปฏิเสธโอกาสในการไปทำงานที่ญี่ปุ่น ทั้ง ๆ ที่ประธานบริษัทเป็นคนเสนอชื่อเราขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเราคิดว่าตัวเองคงทำไม่ได้ โง่ชะมัด!

จริง ๆ แล้ว Flow มันก็เป็นแบบนี้

ต้องแปล → ไปแปลแล้วเจอสิ่งที่ไม่รู้ → ศึกษาค้นคว้าเพิ่ม → รู้ → แปลได้ → กลับไปที่อันแรก
(วนลูปแบบนี้ไปเรื่อย ๆ)

พอเราทำ cycle แบบนี้ซ้ำ ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ขอบเขตของสิ่งที่เราไม่รู้ ก็จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่เรารู้  พอทำแบบนี้ไปจนถึงจุด ๆ หนึ่ง เราก็จะเริ่ม”แปลได้” ขึ้นมา

ยิ่งงานยากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เราเก่งขึ้นมาเท่านั้น

d1

อิมเมจง่าย ๆ ก็เหมือนเราร่ายคาถา สู้กับลอร์ดโวลเดอร์มอร์ เราก็ต้องพยายามผลักดันให้คาถามันไปทางลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ก็ต้องเพิ่มขอบเขตสิ่งที่เรารู้ให้มาก ๆ เข้าไว้ เพื่อรับมือกับความไม่รู้ที่มีมากกว่า

ยิ่งงานยาก ๆ ก็ยิ่งท้าทาย! ตามหลัก High Risk, High Return.

มันก็เหมือนกับการขโมยนั่นแหละ

ถ้าการป้องกันไม่แน่นหนา แปลว่าทรัพย์สินในนั้นไม่มีราคาค่างวดอะไร

แต่ถ้ามีล็อคหลายชั้น มีการป้องกันเป็นอย่างดี ก็แปลว่าอะไรก็ตามที่อยู่ในนั้นมันต้องคุ้มค่าแก่การลงมือขโมย

ไม่ได้หมายถึงให้ขโมยความลับบริษัทไปขายนะ แบบนั้นนอกจากจะโดนไล่ออกแล้วยังจะติดคุกอีก 555+

หมายถึงการขโมยความรู้ ความคิดดี ๆ เอามาใส่หัวตัวเองน่ะ

ในหนังสือ “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” ก็เขียนเอาไว้เรื่อง “อย่าทิ้งงานประจำ” ซึ่งเราเห็นด้วยมาก ๆ

เราเขียน 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม (ซึ่งมันกลายเป็นเอนทรี่ที่คนเข้าชมมากที่สุดในบล็อกเรา)

แต่ทุกวันนี้เราก็ยังเป็นล่ามอยู่นะ แปลว่ามันมีอะไรดี ๆ

สำหรับเราแล้วเราคิดว่า งานล่ามเป็นงานประจำที่ดี มีรายได้ทีเ่หมาะสม และเรายังมีเวลา มีแรงเหลือพอมาทำงานเขียนที่เรารัก เราก็เลยชอบและรักการเป็นล่าม (แถมเอามาโม้ในบล็อกบ่อยๆด้วย)

ไปอ่านเจอคำพูดหนึ่งมาแล้วชอบมาก – เลยคิดจะใช้ชีวิตโดยยึดถือคติแบบนี้

ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากใช้ เขียนหนังสือในแบบที่ตัวเองอยากอ่าน

(อันแรกเอามาจาก FB เพื่อน อันที่สองมาจากขโมยให้ได้อย่างศิลปิน และในนิยายของ “เจ้าปลาน้อย” นักเขียนคนโปรดของเรา)

แรงบันดาลในในการเขียนเอนทรี่นี้

  • ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน – STEAL LIKE AN ARTIST : AUSTIN KLEON (แนะนำให้อ่านจริงๆ เราชอบมาก) เข้าไปดูเว็บไซต์ของเค้าได้ที่ http://austinkleon.com
  • เพลง Something just like this

 

ในขโมยให้ได้อย่างศิลปิน บอกว่า “ศึกษาที่มาของความคิด”

เราอ่านแล้วคิดได้ว่า “หาไอดอลที่เราชื่นชม ศึกษาไอดอลของไอดอลเราด้วย เอามายำรวมกัน = ตัวเราที่เป็น original”

เราอยากเป็นนักเขียน ตอนนี้จริงจังกับเรื่องนี้มาก ๆ

ไม่ได้อยากเขียนอะไรที่เป็น Best Seller แล้วหายไป แต่เราอยากเป็นคนเขียนหนังสือที่ให้คนประทับใจได้ ถึงแม้จะแค่คนเดียวก็ตาม

Next Target ของเราคือการเขียนหนังสือสักเล่ม

มันเหมือนกับท่อนหนึ่งในเพลง Big Mini World (Int’l Version) ของ Jessica

Here I break away, Start a brand new day
Write a story that no one but me can write
Feel and try it all, make mistakes and fall
Be on my own, Gotta do my best and take this chance

อ้าวเฮ้ยยยย…ล่ามไม่ใช่เครื่องแปลภาษานี่นา!

เห็นภาพจากเฟซบุคของ พี่เอ็ม แห่งเพจ ล่ามอิสระ แล้วโดนใจมากๆ ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์ไปเลยทีเดียว

พี่เอ็มบอกว่า “ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร”

ถั่วต้มมมมม เอ้ยยยย ถูกต้องเลยค่ะ!!

ข้าน้อยยังด้อยประสบการณ์นัก ยังคิดอะไรเฉียบคมลึกซึ้งเท่านี้ไม่ได้ แต่พี่ท่านนี่เป็นอาจารย์ของจริง คารวะหนึ่งจอก

เราจะยกตัวอย่างสถานการณ์สนุกๆที่ได้พบเจอมาในวันนี้ให้ดูนะคะ

Situation 1

วันนี้เราได้รับโอกาสให้ไปแปลจ๊อบที่ไม่ใช่แผนกตัวเอง เป็นการแปลให้กับลูกค้าที่เข้ามาตรวจสอบหน้างาน

ซึ่ง ลูกค้าที่มาก็มีเอ็นจิเนียคนไทยที่เก่ง พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งมาก ลุคเค้าเหมือนพี่นักเรียนทุนมงที่เป็น Factory Manager คนที่เป็นอาจารย์สอนหลายๆอย่างให้กับเรา

วันนี้ก็ทำหน้าที่ไปตามปกติ มันก็จะมีจังหวะที่ GM คนญี่ปุ่นจากบริษัทลูกค้าพูดยาวๆ ยาวมากกกกกก คุยกับเอ็นจิเนียท่านนี้ ด้วยเสียงกระซิบกระซาบกับอีกด้านของห้องประชุม

เราฟังภาษาญี่ปุ่นที่เค้าคุยกันเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่า 中央 ちゅうおう ที่คุยกันหมายถึงอะไร รู้ว่าแปลว่าตรงกลาง, center แต่แปลไม่ได้ (ก็พี่เล่นคุยกันเองแถมงุบงิบกันสองคนอ่ะ ตามไม่ทันอ่ะ ไม่รู้แบคกราวน์ด้วย เดาไม่ถูก ไม่กล้าเดา เค้ากลัวเดาผิด)

พอคุยกันจบก็เงยหน้ามา คนไทยก็ถามว่า คุยอะไรกัน ลูกค้าที่เป็นเอ็นจิเนียก็พยักหน้าให้เราแปล

เราเลยถามกลับว่า “เมื่อสักครู่นี้ที่พูดถึง 中央 หมายถึงอะไรคะ”

พี่เค้าเลยเล่าให้ฟังเลยว่าหมายถึงตำแหน่งแปะเทป ต้น กลาง ปลาย ตำแหน่งกลางจะยกเลิกได้รึเปล่า อยากจะให้พิจารณา (ค่าาา ตอนพี่คุยกันพี่ไม่ได้พูดแบบนี้น่ะสิ แล้วจะเอาที่ไหนมาเข้าใจน้อ ได้แต่คิดในใจ แต่ก็ขอบคุณเค้าในใจที่ช่วยอธิบายให้)

เวลาที่ในห้องประชุมมีคนไทยที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ แน่นอนว่าถ้าเค้าไม่ต้องใช้ล่ามเค้าก็อยากจะตอบเลย จึงไม่มีใครหยุดให้แปล ก็คุยกันเอง แต่คนที่ฟังไม่ออกก็อยากจะรู้เรื่องด้วย บางทีเราตามเรื่องไม่ทัน แต่ก็ต้องสรุปเรื่องให้ได้

อย่างสถานการณ์แบบนี้ คนฟังไม่ได้อยากรู้ว่า “พูดว่าอะไรบ้าง” จึงไม่จำเป็นต้องแปลให้ครบทุกคำ

แต่สิ่งที่คนฟังอยากรู้คือ “คุยเรื่องอะไรกัน” แต่ต้องแปลให้ เข้าใจความ

ดังนั้น สิ่งที่ล่ามพอจะทำได้คือ ฟัง และจับประเด็นให้ได้ หากจับประเด็นไม่ได้ให้ถาม เพื่อทวนความเข้าใจ

เวลาจดไม่ต้องจดทุกคำพูด แต่จด Keyword ให้เราสามารถเอามาแปลแล้วได้ใจความที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ

เราก็ทำแบบนี้แหละ ตรงไหนตกหล่นไป ลูกค้าเค้าก็เสริมให้

ล่ามบางคนอาจจะกลัวสถานการณ์ที่มีคนพูดภาษาญี่ปุ่นได้และรู้แบคกราวน์มากกว่าเรา ตอนแรกที่ยังไม่เคยเจอเราก็กลัวสถานการณ์แบบนี้

แต่จากประสบการณ์การทำงานของเรา ส่วนใหญ่คนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้จนถึงพูดเก่ง เค้าช่วยเรามากกว่าจะจับผิดนะ เราได้รับการช่วยเหลืออยู่เสมอในสถานการณ์ที่เราเบลอๆ หรือไม่เข้าใจ หรืองงเองเพราะมีคนหลายคนพูดพร้อมกัน จากที่เราเจอมา เราว่าคนที่เก่งจนถึงระดับนี้เค้าไม่มาเสียเวลาจับผิดล่ามหรอก คนที่ชอบจับผิดล่าม ก็มีอยู่สองกรณี

1.ล่ามแปลผิดจริงๆ (เพราะอะไรก็ไม่รู้แหละ)

2.ไม่เก่งภาษาจริงๆแต่อยากโชว์พาว

Situation 2

หรือ user พูดญี่ปุ่นได้เป็นคำๆ แล้วพูดว่า ようか 八日 ก็วันที่ 8 ใช่มั้ยคะ โยกะเต็มสองรูหูเลย

พอล่ามแปลไปว่าวันที่ 8

ก็โดนแย้งว่า “ไม่ใช่ วันที่ 4” (พี่ๆ นั่นมัน よっか 四日 เอาเถอะ นี่ไม่ใช่ชั่วโมงเรียนภาษา และเราก็ไม่ได้เป็นครู ก็เงียบๆไป)

สถานการณ์แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องปล่อยผ่านไป อย่าเก็บเอาทุกเรื่องมาใส่ใจเลย เล็กๆน้อยๆน่า คิดมากเดี๋ยวหัวล้านนะ

Situation 3

พี่เอ็นจิเนียบริษัทเราเอง เป็นคนพูดแล้วงงๆอยู่แล้ว ประมาณว่า ไปไหนมา สามวาสองศอก ตอบไม่ตรงคำถามตลอด

พี่คนไทย “หลังจากของเค้าโดนสอยไปสองตัว เค้าก็เป็นกังวล กลัวจะโดนตัดทั้งหมด”

ล่ามแปล “หลังจากมีการยกเลิกการผลิตไป 2 part no. ทาง supplier ก็มีความเป็นกังวลว่า part no. อื่นจะถูกยกเลิกตามไปด้วยรึเปล่า”

(แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบเป็นภาษาคนได้เพราะเรื่องนี้รู้แบคกราวน์)

สถานการณ์แบบนี้บางคนอาจจะหงุดหงิด พูดอะไรของเอ็งฟะ สอยเสยอะไร คิดบ้างมั้ยว่าเราจะแปลคำว่า”สอย”เป็นภาษาญี่ปุ่นยังไงดี

แต่เวลาเราเจอคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เรานึกขอบคุณเค้านะ ที่ทำให้เรายังมีงานทำ มีเงินเดือนใช้ และเครื่องจักรไม่สามารถแทนที่เราได้ เพราะแพทเทิร์นการพูดของเค้าซับซ้อนเกินกว่าจะมีซอฟท์แวร์ตัวไหนไล่ตามได้ทัน

คือถ้าพูดแบบนี้ บริษัททำซอฟท์แวร์คงต้องอัพเดตเฟิร์มแวร์ให้รองรับตลอดเวลา ซึ่งไม่รู้ว่าจะคุ้มกับต้นทุนในการพัฒนารึเปล่า (ฮา)

จากตัวอย่าง 3 สถานการณ์ข้างต้น สนับสนุนคำกล่าวของพี่เอ็มที่ว่า “ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร”ได้เป็นอย่างดี

แต่ไม่ใช่ user ทุกคนจะเข้าใจการใช้งานล่าม และล่ามก็ถือเป็นคน ไม่สามารถจะเขียน manual อธิบายการใช้งานได้

แล้วจะทำอย่างไรดี?

พี่ล่ามเราท่านหนึ่งเคยบอกเราในสถานการณ์ที่เราเครียดกับการฟังผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในบริษัทไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นคนญีปุ่่นที่พูดงุบงิบในคอและพูดไม่จบประโยค เราไม่เข้าใจจริงๆว่าพูดแบบนี้เค้าต้องการอะไร และคนอื่นก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

พอไปงอแงนิดหน่อยกับรุ่นพี่ล่าม (จริงๆรุ่นป้าแล้ว อิอิ เวลาเรียกป้าคือคำนำหน้าแสดงความเคารพนะคะ) ป้า เอ้ย พี่ก็สอนเราว่า “ไม่ใช่แค่เราที่ต้องปรับตัว เค้าก็ต้องปรับตัวในการทำงานกับเราด้วยเหมือนกัน แล้วเค้าเป็นผู้ใหญ่กว่า เค้าอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากกว่าเราอีกนะ” สาธุ กราบป้างามๆ จริงของป้า เอ้ย พี่ๆๆๆ

จากคำสอนของป้า มันทำให้เราเข้าใจได้ว่า คนไม่ใช่เครื่องจักร มันก็ต้องพยายามปรับตัวเข้าหากันให้ทำงานได้ เคล็ดลับของความสำเร็จในหลายๆที่ก็มาจากการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ดีนี่แหละ

ถึงแม้เราจะมีอาชีพเป็นล่ามอยู่ตอนนี้ เข้าใจความยากลำบากของอาชีพนี้เป็นอย่างดี แต่เวลาทำงานเราพยายามจะโลกสวย พูดภาษาสวยๆคือ พยายามรักษามุมมองที่เป็นบวกต่อการทำงานเข้าไว้ คือพยายามทำความเข้าใจว่า user ต้องการสื่ออะไร หรือ พูดแบบไหนคนฟังถึงจะเข้าใจง่าย และความหมายไม่ผิดเพี้ยนไป

ไม่ว่าสารที่ส่งมาจะเยอะ ยาว มีแต่น้ำ จับใจความไม่ได้ยังไง แต่สิ่งที่ผู้รับสารต้องการฟังคือสารที่สื่อสารได้รู้เรื่องและเข้าใจง่าย

เราพยายามให้ output ในการแปลของเราออกมาเป็นแบบนั้น เพราะ user คือลูกค้าของเรา

เวลาอยู่บริษัทไหนๆ ก็สอนเรื่องการตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าทั้งนั้น พูดกันเรื่องคุณภาพที่ดีทำให้ลูกค้าพอใจกันทั้งนั้น เราเลยเอามาประยุกต์ใช้ในการทำงานของตัวเอง

ขณะที่โรงงานหรือบริษัทมีการไคเซ็น ปรับปรุงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เราเลยคิดว่าเราควรจะปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอเพื่อตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน

เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักรที่ใช้แล้วเสื่อมสภาพ ต้องทิ้ง กลายเป็นขยะเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเป็นวัสดุสิ้นเปลืองแล้วใช้แล้วหมดไป แต่ทรัพยากรมนุษย์นั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งมีการพัฒนาเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อมีคุณค่ามาก ก็เพิ่มมูลค่าได้มากเช่นกัน

ถ้าคุณค่าต่ำกว่ามูลค่า ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา หรือเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มทุน

แต่ถ้าคุณค่ามากกว่ามูลค่า ก็เป็นสินค้าที่คุ้มค่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ใครๆก็อยากใช้งาน

จริงๆเราก็ไม่ได้โลกสวยหรือมีไอเดียดีๆ มีวันที่สวยงาม ชีวิตฉันวิ่งท่ามกลางทุ่งลาเวนเดอร์แบบนี้ทุกวันหรอก วันแย่ๆก็มี แต่เวลาคิดอะไรดีๆออกก็อยากจะจดบันทึกเอาไว้

เพราะความรู้สึกแย่ๆมันเกิดขึ้นเองได้ง่ายๆอยู่แล้ว โดยเฉพาะวันที่เรารู้สึกแย่ๆ แต่ความทรงจำดีมันเกิดขึ้นได้ยากกว่า บางครั้งเราต้องนึกให้ออกเพื่อเก็บเอามาเป็นพลังงานในวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นใจ

เรานึกถึงเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคสามน่ะ เวลาเจอผู้คุมวิญญาณ คาถาที่จะช่วยขับไล่ผู้คุมวิญญาณได้คือ คาถาผู้พิทักษ์ “เอกซ์เปกโต พาโตรนุม” ในการเสกคาถานี้ได้ จะต้องใช้ความทรงจำที่คความสุขมากๆแล้วมีพลังมากพอ จึงเป็นคาถาชั้นสูงและเสกได้ยากมาก

ในขณะที่ผู้คุมวิญญาณ พวกมันจะดูดกลืนความสุขไปจากคนผู้นั้น จุมพิตจากผู้คุมวิญญาณจะดูดกลืนความสุขทุกอย่างในชีวิตไปจนคนๆนั้นจมอยู่ในความทรงจำแย่ๆ

ความคิดในแง่ลบ = ผู้คุมวิญญาณ

ความคิดในแง่บวก = ผู้พิทักษ์

เราเลยอยากสะสมความทรงจำที่มีความสุขเอาไว้มากๆ ให้ตัวเองสามารถลุกขึ้นมาทำงานต่อไปได้ในทุกๆวัน

เคล็ดลับสู่การเป็นสินค้าที่ขายได้ = อย่าอายที่จะเป็นตัวประหลาด

สวัสดีค่ะ ผลสอบวัดระดับรอบกลางปีเพิ่งออกไปเมื่อวานนี้ แต่เราจะไม่พูดถึงมันหรอกนะคะ

สิ่งที่เราอยากจะพูดเกี่ยวกับสอบวัดระดับ เราจะเก็บไว้เขียนวันที่เราสอบผ่านค่ะ (แต่วันนี้ยัง 555+)

แล้วปกติเขียนเรื่องล่าม ทำไมวันนี้ถึงตั้งชื่อเรื่องเกี่ยวกับการขายของ

เราก็ยังวนเวียนเขียนเรื่องล่ามๆเหมือนเดิมแหละค่ะ เพราะไม่มีความรู้ทางด้านการตลาด แต่สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ เวลาอ่านเรื่องของคนที่ประสบความสำเร็จก็คือ “ทุกคนมีความเป็นเอกลักษณ์”

ช่วงนี้งานที่บริษัท เราจะได้แปลการพรีเซนท์เพื่อเลื่อนตำแหน่งของพนักงาน โดยจะเป็นการ coaching จากผู้บริหาร ทำให้เราได้ไอเดียอะไรดีๆมาเยอะมาก

เราชอบที่ผู้บริหารคนไทยแนะนำว่า “เวลากินข้าวเหนียวมะม่วง เราจะรู้ว่าข้าวเหนียวนุ่มหอม มะม่วงหวานอร่อย แต่ถ้ากินรวมมิตร เราก็จะจำไม่ได้ว่ามันมีอะไรโดดเด่น”

ซึ่งพอไปนำเสนอในเวทีที่เป็นผู้บริหารคนญี่ปุ่น คอมเม้นท์ก็เหมือนกัน “เห็นคุณอธิบายมาเยอะแยะมากเลย แต่สุดท้ายแล้วผมไม่เข้าใจว่าคุณต้องการจะบอกอะไร”

ในความเป็นจริงแล้วเราอาจจะทำมาเยอะมาก อยากจะบอกสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด แต่จากการได้เป็นผู้แปลทำให้เราได้ฟังมา เราคิดว่ายิงให้ตรงประเด็นดีกว่า

เมื่อวานคุณลุงที่เป็นหัวหน้าเรา สอนคำศัพท์ว่า 単刀直入 たんとうちょくにゅう

[名・形動]《一人で刀を持って敵に切り込む意から》直接に要点を突くこと。遠回しでなく、すぐに本題に入ること。また、そのさま。「―な言い方」

遠回しでなく前置きなしに、いきなり本題に入り要点をつくさま。一本の刀を持ち、ただ一人で敵陣に切り込む意から。

ลุงพูดในความหมายของ “การตอบให้ตรงคำถาม” ซึ่งมันเป็นความยากสำหรับล่ามมาก เวลาเจอคนตอบไม่ตรงคำถาม ไปไหนมา สามวาสองศอก

แน่นอนว่าล่ามทุกคน อยากจะแปลให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว

ย้อนกลับไปที่เรื่องของ ความเป็นเอกลักษณ์ต่อ

ช่วงนี้เรากำลังพยายามคิดๆๆ หาเส้นทางของตัวเองอยู่ เพราะมันมาถึงช่วงอายุที่เป็นจุดเปลี่ยนพอดี (ขอสงวนสิทธิ์ไม่บอกว่าอายุเท่าไหร่ อิอิ)

พี่ล่ามที่เป็น mentor เราตอนนี้อยากให้เราไปสายคุณภาพ อยากเห็นเราไปได้ไกลๆ แต่เราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบทางนี้จริงๆรึเปล่า

กับอีกเรื่องที่พี่เค้าบอกเราก็คือเวลาแปลเอกสาร “ภาษาไทยสวยมาก”

ตอนเด็กๆวิชาที่เราทำได้ดีที่สุด ก็ภาษาไทยนี่แหละ

ตอนแปลประชุมตอนเช้ากับพนักงานที่อยู่หน้างาน เวลาลุงพูดภาษาญี่ปุ่นมา เราก็พยายามจะแปลออกไปให้เป็นภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติและเข้าใจง่าย คุณลุงคนญี่ปุ่นเราพูดภาษาไทยเก่งมาก ฟังออกหมดเลย ลุงก็ฟังเราแปล แล้วก็หันมาชมเราว่า “พูดภาษาไทยเก่งมากหนา”

“ก็คนไทยนี่คะ”

วันนี้พี่ล่ามที่ทำงานที่เป็น perfectionism ก็เดินมาหาเราแล้วบอกว่า “ช่วยพี่แปลประโยคนึงดิ พี่พยายามคิดแล้วแต่มันยังไม่ได้ พี่อีกคนเลยให้มาถามเราดู เป็นว่าเป็นคนมีจินตนาการ น่าจะถนัดอะไรแบบนี้”

เรา “555+ หมายถึงงานมโนเหรอคะ ด้ายยยย เดี๋ยวแปลแล้วส่งเมลล์ไปให้นะคะ”

ประโยคภาษาไทยที่ว่านั้นเขียนว่า “หากจะมองจากเบื้องบนลงมาที่มหานครโตเกียว ก็คงจะมองเห็นแสงไฟที่สาดแสงอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งอย่างไม่รู้จักจบสิ้น”

เคยอ่านหนังสือสอนแปล EN<>TH มา หนังสือบอกว่าการแปลนั้นจะต้องถ่ายทอดได้ทั้งความหมายและรสของภาษาด้วย ปกติเราแปลรายงานปัญหาคุณภาพ มันก็ไม่ต้องใช้จินตนาการอะไรหรอก แต่ถ้าเจอแบบนี้ ก็ถึงเวาที่ต้องขุดเอาจินตนาการขึ้นมาใช้

เราก็นึกถึงซีรี่ย์ เรื่อง Hanzawa Naoki เฉือนคมนายธนาคารที่กำลังดูอยู่ตอนนี้ นึกถึงฉากที่ Hanzawa พาภรรยาไปดูแสงไฟในเมืองที่มองจากที่สูง

แล้วเราก็คิดประโยคออกมาได้ ประโยคเต็มๆจำไม่ได้หรอก เราใช้แต่ไวยากรณ์อนุบาล แต่เราใช้คำว่า “どこ見ても消えてもなく、輝いている照明” ซึ่งพี่ล่ามก็ชอบคำนี้ของเรา ก็คุยๆหัวเราะกันว่าเราควรจะไปเอาดีทางด้านเล่นลิเกมากกว่า 555+

ไม่ว่าจะทำธุรกิจส่วนตัว หรือจะเป็นพนักงาน เราก็ต้องขาย”ของ”กันทั้งนั้น ท่ามกลางสินค้าที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด จะทำยังไง ให้เราเป็นสินค้าที่ขายได้อยู่เสมอ

แน่นอนว่าทำธุรกิจ มันคือการขายสินค้า หรือบริการ

ส่วนการเป็นพนักงาน มันคือการขาย “ตัวเอง”

อย่างแรกเลยที่เราต้องขายก็คือตอนที่ไปสัมภาษณ์งาน คำถามที่มักพบบ่อยๆคือ “ช่วยบอกข้อดี-ข้อเสียของคุณหน่อยได้มั้ย”

สำหรับการนึกถึงข้อเสีย เราอาจจะนึกได้ไม่ยากเย็นอะไร แต่มันจะยากตรงที่จะเอามาตอบยังให้พลิกจากข้อเสียไปเป็นข้อดีได้ และไม่ดูตอแหลเกินไปจนกระดากปากเวลาจะพูด (555+ วันนี้มีแต่คำไม่น่ารักเลย ช่างเถอะ บล็อกของเราเอง)

ส่วนข้อดี หลายๆคนใช้เวลานึกเป็นปีๆก็ยึงนึกถึงอันที่มัน “ใช่” ไม่ออก

ถ้าจะถามเรา เราคงบอกได้ว่า คิดให้ดีๆ คิดให้เยอะๆ แล้วเลือกมาข้อเดียวที่เด่นจริงๆ อย่างที่ลุงบอกแหละ “単刀直入” แทงให้ตายด้วยดาบเดียว ยิงให้ตรงเป้า เอาให้เข้าประเด็น

ถ้าจะอธิบายเพิ่มว่าอะไรคือ “จุดเด่น” สำหรับเราก็คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ไม่ว่าใครก็เลียนแบบไม่ได้”

แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ขาย เราก็มักพบธุรกิจที่เจ๊งตามๆกันบ่อยๆก็คือพอเวลาอะไรฮิตขึ้นมาก็แห่ไปขายอย่างเดียวกันจนเกร่อไปหมด แล้วสุดท้ายก็มีแต่คนขายไม่มีคนซื้อ

ตอนเด็กๆเราคิดมาตลอดว่าการทำเหมือนคนอื่นมันน่าเบื่อ เราทำสิ่งที่เราอยากจะทำ ทำให้บางทีเราเป็นตัวประหลาดในหมู่เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งในสายตาของครู เราเกลียดการเรียนในโรงเรียนที่ให้ทุกคนทำเหมือนๆกัน มันไม่น่าสนุกสำหรับเรา เราเลยถูกมองว่า “ขวางโลก” อยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ต้องเจอกับความเจ็บปวดจากการที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่เราไม่เคยเสียใจที่เราเป็นแบบนั้น

ขอยืนยันจากประสบการณ์ของตัวเองเลยว่าความแตกต่างไม่ใช่สิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำ เพราะถ้าทุกคนบนโลกนี้เป็นเหมือนกันหมด มันก็ไม่สนุกสิ

เมื่อหาความแตกต่าง หรือจุดขายของตัวเองได้แล้ว ก็ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเลียนแบบได้ มันหมายความว่า เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะคนอื่นเค้าก็ไม่หยุดเหมือนกัน จึงต้องหมั่นขัดเกลาตัวเองอยู่เสมอ

ถ้าเปรียบหัวใจของนักทำซูชิคือมีด ต่อให้เป็นมีดที่ลับขึ้นมาจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและดีแค่ไหน แต่ใช้ไปเรื่อยๆถ้าไม่หมั่นลับให้แหลมคมมันก็ทื่อ และส่งผลให้ปลาดีๆเสียคุณภาพ (นี่ไง เราอ่านการ์ตูนมากไป เราสายมโน เราควรไปเล่นลิเกมากกว่าเป็นล่าม)

บางทีเราก็รู้สึกว่าตัวเองเรื่องมาก มานั่งคิดอะไรที่คนอื่นไม่สนใจ หรือไม่คิด มันคงดูเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลา แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไปถึงอดีตของตัวเอง เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ เราก็เลยทำมันต่อไป ยกตัวอย่างก็เรื่องที่เราเขียนนี่แหละ

เวลาที่เขียนอะไรแล้วมีคนชอบ เป็นประโยชน์กับเค้าบ้าง ทำให้เค้ารู้สึกดี มีแรงสู้ต่อไป เราก็ดีใจแล้ว

ของแถมสำหรับคนที่อยากได้ศัพท์โหดๆเกี่ยวกับการเงินและธนาคาร จากเรื่อง Hanzawa Naoki สนุกมากๆ แต่เราดูแบบไม่มีซับ ไม่เข้าใจเลย 555+ ก็ดูมันทั้งๆที่ไม่เข้าใจนี่แหละ

http://www.tbs.co.jp/hanzawa_naoki/glossary

ยกระดับจาก Repeater สู่ Interpreter

มีคำสอนหนึ่งจากพี่ Factory Manager ที่เก่งภาษาญี่ปุ่นมากๆเคยสอนเราเอาไว้ เราจำได้ขึ้นใจและยึดถือเอาไว้ในใจเสมอ พี่เขาสอนเราว่า “ถ้าผู้พูดพูดแค่ 80% แต่ต้องการสื่อสารให้ได้ 100% ล่ามต้องรู้ให้มากกว่านั้น ต้องรู้ให้ได้ 120% เพื่อสื่อสารออกไปให้ได้ 100% ตามที่ผู้พูดต้องการสื่อ”

ตอนฟังครั้งแรกเราไม่เชื่อว่าจะมีคนทำได้ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตสอนให้เราเรียนรู้ว่าที่พี่เขาพูดมันจริง

ตอนนี้ล่าม 120% เลยเป็นเป้าหมายที่เราอยากจะเป็นให้ได้

เราอาจจะเป็นได้ไม่ถึง 120% หรอก แต่อย่างน้อยเราพยายามที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผู้พูดพูด

ตอนเรียนจบใหม่ๆมาเป็นล่าม เราเป็นได้แค่ Repeater คือพูดอะไร ก็แปลออกไปอย่างนั้นไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดในสมองของตัวเองเท่าไหร่ คือจะว่าไม่คิดเลย ก็ไม่ใช่ มันก็คือการคิดแหละถึงจะแปลออกไปได้ แต่เป็นการคิดแค่ในเชิงภาษาเท่านั้น ไม่ได้มีการคิดในเชิงเนื้อหา เพราะเรายังไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ เรียกว่า 直訳 แบบสุดโต่ง

พอมีประสบการณ์มากขึ้น บวกกับได้รับการสอนจากพี่ผู้จัดการบ้าง รุ่นพี่ล่ามบ้าง ผู้บริหารบ้าง โดนด่าก็มี มันให้เราเกิดการเรียนรู้ พี่ล่ามสอนเราว่า “เข้าใจก่อนแล้วค่อยแปล”

และเราเคยโดนผู้บริหารคนญี่ปุ่นตำหนิว่า “ที่เธอแปลออกมาเธอเข้าใจรึเปล่า”

เราตอบว่า “เข้าใจค่ะ แต่เนื่องจากไม่มีช่องว่างให้แปลจึงจำเป็นต้องรีบแปลออกมาเพราะกลัวว่ามันจะไม่ทัน”

คำตอบที่เราได้รับในวันนั้นคือ “เธอก็จดซะสิ!”

โห…เจ็บ บอกเลยวันนั้นแทบร้องไห้ คือวันนั้นมันเป็น internal audit แล้ว ทั้งคนออดิททั้งคนรับการออดิทเป็นคนไทยทั้งคู่ พูดน้ำไหลไฟดับเลย พูดพร้อมกันหลายคนด้วย เป็นคนพูดเร็วทั้งสองฝ่ายด้วย เราก็พยายามจะแปลตามให้ทัน แต่พอแปลตรงตัวประกอบกับรีบแปลให้เร็วเพราะกลัวจะไม่ทันเนื่องจากเวลามีจำกัด ทำให้ output ที่ได้มันไม่ดี ก็โดนตำหนิไป

พอเจ็บบ่อยๆหัวใจก็ค่อยๆด้านชา (?) สติปัญญาก็เริ่มจะเกิด จากวันนั้น ไม่ว่าผู้พูดจะพูดยาวแค่ไหน เราจะพยายามจด พยายามทำความเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆก็จะถาม ถ้าถามไม่ได้ก็จะพยายามเข้าใจให้ได้ในเวลาอันสั้นเพื่อแปลออกไปให้ได้ ถ้าแปลออกไปแล้วเราเข้าใจผิดทำให้แปลผิดไปก็ขอโทษ แล้วก็แก้ใหม่ให้ถูกต้อง

ตอนจบใหม่ๆ process การทำงานของเราคือ

ฟังภาษาต้นทาง-คิดเป็นภาษาปลายทาง-พูดออกไปเป็นภาษาปลายทาง

แต่ตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง process คือ

ฟังภาษาต้นทาง-ทำความเข้าใจกับเนื้อหา-คิดเป็นภาษาปลายทาง-แปลออกไปเป็นภาษาปลายทาง

ปกติการทำงานทั่วๆไป รวมถึงหลักการของ process approach เวลา ออดิท TS16949 ก็จะเป็น

input > [process] > output

input ที่ดี ผ่าน process ที่ดี ทำให้เกิด output ที่ดี

ในทางกลับกัน ถ้า input ไม่ดี ผ่าน process ที่ มายังไงก็ไปอย่างงั้น ดักจับ input NG ไม่ได้ แก้ไขปรับปรุงอะไรไม่ได้ output ที่ออกไปก็ NG

แต่ที่ทำงานปัจจุบัน เคยได้ยินแนวคิดของผู้บริหารคนไทยแล้วรู้สึกประทับใจมาก เขาบอกว่า แนวทางการทำงานของแผนกเขาคือ ไม่สนใจว่า input จะเป็นอย่างไร แต่ output ที่ออกจากเราไปต้องรับประกันได้ว่ามันดี คงจะเป็นอะไรที่มันคล้ายๆกับล่าม120% ที่พี่ Factory Manager เคยสอนเอาไว้

input อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่เป็นไร สิ่งที่เราควบคุมได้คือ process ของเรา ทำให้มันดี เพื่อให้ได้ output ที่ดี เพราะเวลาที่คนอื่นประเมินการทำงานของเรา เขาก็จะดูจาก output ของเรา

อย่างเมื่อวานนี้เราเจอคำว่า “วาล์วอัจริยะ” ตอนได้ยินครั้งแรกยอมรับว่าสตั๊นท์ไปเหมือนกัน ในใจก็คิดว่า “โธ่!พี่เอนจิเนียคะ ทำไมใช้ศัพท์สูงจัง เราปีนกระไดขึ้นไปแปลไม่ไหว”และก็ไม่บ้าพอที่จะแปลออกไปว่า 超-頭がいいバルブ หรือ 天才バルブ เดี๋ยวคนฟังจะฮาเกินไป

นึกถึงเรื่องเล่าของเพื่อนสาวเลย คือนางเป็นล่ามเหมือนกันนี่แหละ วันหนึ่งนางเกิดอุบัติเหตุ ถูกรถสูบส้วมมาชนท้าย เลยทำให้ไปทำงานสาย

พอไปถึงที่ทำงานก็ต้องอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นให้คนญี่ปุ่นฟัง นางก็แปลออกไปว่า 「うんこを吸う車にぶつかられた」

เท่านั้นแหละ ฮากระจายกันทั้งห้องประชุม ลองคิดภาพตามดูสิ “ถูกรถดูดขี้ชนท้ายค่ะ” 5555+

เราเลยรีบไปหาเลยว่าไอ้รถสูบส้วมนี้เค้าเรียกว่าอะไร วันหน้าวันหลังเผื่อเกิดอุบัติเหตุบ้างจะได้บอกเค้าไปว่าถูก バキュームカー ชนเอา

กลับมาที่เรื่องวาล์วอัจฉริยะกันต่อ พอประชุมเสร็จออกมามีเวลาว่างก็รีบหาข้อมูลทันที

VVT ย่อมาจาก Variable Valve Timing วาล์วแปรผัน 可変バルブ機構(かへんバルブきこう)

VVT-i ย่อมาจาก Variable Valve Timing – intelligent system 可変バルブタイミング・リフト機構

ลองดูคลิปอธิบายเรื่องวาล์วแปรผันด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ เข้าใจง่ายมากๆ ขอบคุณผู้จัดทำมา ณ ที่นี้ด้วย

พอวันแปลรอบจริงวันนี้ พี่เขาก็พูดคำว่า “วาล์วอัจฉริยะ” แต่เรารู้แล้วว่าพี่เขาหมายถึงอะไรก็เลยไม่สตั๊นท์แล้ว เพราะทำความเข้าใจกับเรื่องเจ้าวาล์วอัจฉริยะนี้มาแล้วนิดหน่อย (แต่ก็ไปสตั๊นที่อื่นแทน 555+)

จริงๆก็ทับศัพท์ VVT-i ไปเลยก็ได้แหละ แต่ที่เค้าพูดก็คือ “VVT-i คือระบบวาล์วอัจฉริยะ” จะมาแปลว่า VVT-i ก็คือ VVT-i ก็ดูไม่เท่เท่าไหร่น่ะ

คำพูดแค่ประโยคเดียว ล่ามคิดไปเป็นสิบเป็นร้อยจริงๆ

เราอาจจะยังไม่ถึงขั้น 120% และคงยังไม่ถึงง่ายๆ แต่ขอให้เพิ่มขึ้นสักทีละ 1% ก็ยังดี เผื่อมันจะเติมเต็มจนสื่อสารออกไปได้ 100% ในสักวัน

ตอนประชุมเสร็จก็แกล้งแซวพี่เขาไปนิดหนึ่งว่า “พี่คะ วาล์วน่ะอัจฉริยะ แต่ที่โง่น่ะ เราเองค่ะ” (^^”)

จาก repeater ตัวน้อยๆ (อันที่จริงก็ไม่น้อยนะ) ในวันนั้น ก็ได้ฝึกฝนวิชาจนเริ่มกลายเป็น interpreter ในวันนี้ กล้าพูดได้เลยว่าเวลาที่แปลได้มันภูมิใจอยู่ในใจ วันไหนแปลไม่ได้ก็แอบเศร้าอยู่คนเดียว โถ…ชีวิต

พอเศร้าบ่อยๆ เจ็บปวดบ่อยๆก็จะได้เรียนรู้ มุ่งสู่การเป็นล่ามสาย Strong!

Source:

https://ja.wikipedia.org/wiki/VVT-i

https://ja.wikipedia.org/wiki/可変バルブ機構

Autospin Channel, MT School สาระน่ารู้ วาล์วแปรผัน

และขอขอบคุณพี่ Factory Manager ผู้มีพระคุณกับเรา คำสอนของพี่เขายังใช้ได้ดีเสมอ, ขอบคุณพี่ GM คนเก่งด้วยสำหรับแนวคิดดีๆที่เราจำเอามาใช้ในการทำงานได้

[ของแถม การ์ตูนท้ายเล่ม]

วาดๆการ์ตูนไว้บ้าง มีคนชอบเลยเอามาลงไว้ในนี้ด้วย เผื่อวันหลังกลับมาดูเองจะได้นึกถึงความทรงจำดีๆ(?)

13015365_1229330443758191_2587518928313806753_n

13007327_1230739796950589_1779968951444742263_n

เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

ทดลองตั้งชื่อหัวข้อเลียนแบบเพจ click bait ล่อให้คนมาคลิก ซึ่งถูกแก้ทางโดยเพจ จบข่าว ที่สรุปความได้สั้น กระชับ ได้ใจความจนสงสัยว่าทำไมตอนเรียนหนังสืออาจารย์ไม่สอนให้เราย่อความแบบนี้บ้าง

เข้าเรื่องๆ

เห็นเงินเดือนล่ามภาษาญี่ปุ่นแล้วตกใจ ทำไมเงินเดือนสูงขนาดนั้นคะ

คนที่เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นๆหลายๆคนอาจจะเคยเห็นกระทู้นี้ อาจจะเคยแชร์กระทู้นี้บ้าง

และหลายๆคนเมื่ออ่านแล้ว คงคิดว่า “เราไปเป็นล่ามมั่งดีกว่า”

เห็นมีผู้อ่านของเราท่านหนึ่งบอกว่าอยากเป็นล่าม คิดว่าคนที่อยากจะเป็นล่ามคงมีข้อดีของการเป็นล่ามหลายๆข้ออยู่ในใจ เราเลยขอเขียนมุมมองที่ต่างออกไปก็แล้วกัน แต่ไม่ขอชี้นำอะไร สิทธิ์ในการตัดสินใจยังเป็นของคุณเช่นเคย

ย้อนหลังไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เราอายุ 15 และเปลี่ยนจากเรียนสายวิทย์มาเรียนสายศิลป์ วันนั้นแม่เราถูกถามว่าทำไมถึงกล้าให้ลูกเปลี่ยน ทำไมไม่ให้เรียนสายวิทย์จะได้เป็นหมอ

กระทั่งตอนที่เราเรียนมหาลัย แม่เราก็ยังคิดว่าเราเรียนจบมาต้องตกงานแน่ๆ แม่คิดไม่ออกว่าเราจะทำงานอะไร

แต่แม่เริ่มตกใจ เมื่อรีครูทโทรหาเราเป็นสิบๆสายต่อวัน พร้อมทั้งเสนอให้ไปสัมภาษณ์งานมากมาย และยิ่งตกใจขึ้นมาอีกเมื่อเราได้เงินเดือนสูงว่าเด็กจบใหม่ในสายอื่นหลายๆสาย และหางานได้ง่ายมากๆ

ทุกวันนี้แม่ตกใจมากกับเงินเดือนเราที่ไล่ๆเงินเดือนแม่ที่เป็นครูมากว่า 20 ปี

เพื่อนแม่หรือญาติๆต่างพากันประหลาดใจ พอมีคนถามแล้วแม่ตอบไปว่าลูกเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ทุกคนก็ดูประหลาดใจกึ่งๆชื่นชม (ซึ่งอีนี่ไม่ได้รู้สึกดี เพราะเป็นเด็กมืดมน คือตอนเด็กๆก็ไม่เคยมีใครสนใจ มาสนใจตอนโตเพราะสนใจตัวเลขเงินเดือนมันก็ไม่ชินป่ะ)

ท่ามกลางความตื่นตัวของผู้ใหญ่กับอาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่น เราที่ทำอาชีพนี้อยู่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันไม่มั่นคงเอาซะเลย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.ดูๆแล้วเงินเดือนอาจจะสูง แต่เมื่อทำไปสักพัก สายงานอื่นก็ตามทันและแซงได้แน่นอน แถมยังมีอนาคตมากกว่าในระยะยาวอีกด้วย

2.พออายุมากขึ้นจะเริ่มหางานยาก เพราะเป็นอาชีพเก่าไปใหม่มา*(หมายถึงล่ามประจำบริษัทนะ) และตอนนี้อาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่นนดูน่าสนใจ เด็กจบใหม่เล็งอาชีพนี้กันไม่น้อย ในที่สุดเงินเดือนของล่ามก็จะกลับเข้าสู่ดีมานด์ที่แท้จริง

เก่าไปใหม่มาไม่ได้หมายความว่าล่ามเก่าๆจะไม่มีงานทำ แต่ล่ามที่เก่งๆหลายๆคนก็ผันตัวไปทำอย่างอื่น คนที่ยังเป็นล่ามอยู่ก็ยังมีงาน แต่พอมีประสบการณ์มากๆขึ้นๆ เก่งขึ้นๆ ก็มักจะแสวงหาอะไรที่ท้าทายกว่า อิสระกว่า และเงินดีกว่า เช่น ไปเป็นฟรีแลนซ์ (ยังไม่เคยเป็นฟรีแลนซ์ เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดีเกี่ยวกับเรื่องนี้)

อีกเหตุผลหนึ่งที่อายุมากขึ้นแล้วจะหางานยาก ก็เพราะอายุมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เก่งขึ้น ย่อมอยากได้เงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ต้นทุนที่บริษัทสามารถจ่ายได้นั้นมันมีเพดานจำกัดอยู่

3.การพัฒนาซอฟท์แวร์ช่วยแปลภาษา กูเกิ้ลคายเสลด เอ้ย ทรานสเลทที่เราหัวเราะกันขำๆนั้น บางคนเค้าใช้ทำงานกันจริงๆนะ ถึงมันจะน่าตลกและอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ในประโยคที่ไม่ซับซ้อนมาก มันก็พอใช้ได้ แถมแปลเป็นคำก็แม่นยำประมาณหนึ่งด้วย การแปล EN<->JP ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ EN<->TH หรือ JP<->TH อาจจะยังไม่ดีเท่าไหร่ และภาษาไทยก็เป็นภาษาที่ยาก แต่ช่องว่างตรงนั้นจะถูกทดแทนด้วยการใช้ภาษาอังกฤษดังที่จะกล่าวในข้อต่อไป

ตอนนี้พนักงานในออฟฟิศระดับ staff/engineer หลายๆคนก็ใช้ Google Translate แปลอีเมลล์ภาษาญี่ปุ่น เอาแค่พออ่านเข้าใจ ไม่ต้องถูกต้อง 100% แค่พอรู้เรื่องก็พอ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการลดบทบาทหน้าที่ของล่ามลงไป

4.ภาษาอังกฤษ จะกลายเป็นคุณสมบัติที่ MUST ของคนทำงานบริษัท แม้แต่คนขับรถก็ยังหาคนที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้บ้าง บทบาทของล่ามจะค่อยๆถูกลดลงไปเรื่อยๆ และคนญีปุ่นรุ่นเก่าที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ก็จะค่อยๆเกษียณโดยมีคนรุ่นใหม่มาทดแทน เด็กรุ่นใหม่ๆของญี่ปุ่นพูดอังกฤษได้ดีขึ้นเยอะ และโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในญี่ปุ่นก็ได้รับความนิยมมาก ในอนาคตคนญี่ปุ่นอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ล่ามก็ได้

5.การแข่งขันระหว่างล่ามด้วยกันเองสูงขึ้น

เกิดความตื่นตัวในการเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นล่ามเมื่อเห็นเงินเดือนล่าม (ซึ่งเป็นเงินเดือนทั่วไปจริงรึเปล่าหรือแค่เฉพาะบริษัทนั้นๆที่ต้องการคุณสมบัติสูงๆ) ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมากขึ้น เมื่อบริษัทมีตัวเลือกเยอะขึ้น ราคาที่จ่ายได้ก็อาจจะปรับลดลงไปหากไม่ใช่งานเฉพาะทางจริงๆ แถมเด็กจบใหม่ๆก็เก่งๆกันทั้งนั้น ได้ N1 กันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเยอะแยะไป

6.ความนิยมของการเรียนภาษาญี่ปุ่นในประเทศไทย

ไม่เฉพาะแค่คนที่คิดจะเป็นล่ามเท่านั้นที่เรียนภาษาญี่ปุ่น แต่ในมหาลัยก็มีภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเลือก และคนทำงานแล้วก็จ่ายเงินลงเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่นมากมาย เมื่อคนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น บริษัทก็จะมีตัวเลือกในการจ่ายเงินรวมไปในคนๆเดียวโดยไม่ต้องจ้างล่าม แถมยังเข้าใจเนื้อหางานได้ดีกว่าล่ามและยังลดขั้นตอนการทำงานได้อีกต่างหาก

7. ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของไทย น้ำท่วม และปัญหาค่าแรง (และอื่นๆอีกมากมาย)

ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนสำหรับต่างชาติเนื่องจากมี BOI เป็นสิทธิพิเศษทางภาษีแต่จะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศอื่นเค้าก็มีเหมือนเรา แถมค่าแรงยังถูกกว่า หรือจะเกิดอะไรขึ้นหากอยู่ดีๆรัฐบาลไทยยกเลิกสิทธิประโยชน์ตรงนี้ไปเพราะต้องการเก็บภาษีเป็นรายได้ไปบริหารประเทศ

ไม่รู้รู้สึกกันรึเปล่าว่าช่วงหลังๆมานี้รัฐบาลไม่มีเงิน แต่เราไม่โทษรัฐบาลชุดนี้หรือชุดใดชุดหนึ่งหรอก เอาตรงๆเลยนะ ช่วยกันซ้ำทั้งหมดนั่นแหละ อย่าไปโทษคนๆเดียวเลย ถ้าคนๆเดียวทำอะไรประเทศๆหนึ่งได้มากมายขนาดนั้น ประเทศนั้นก็โคตรกาก โคตรเปราะบางอ่ะ

กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนหน้านี้มีข่าวรัฐบาลจะเก็บภาษีที่อยู่อาศัย แต่ก็มีคนมาคัดค้านอย่างรุนแรงทำให้โครงการนี้ต้องพับไป แต่มันก็เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีเงิน และต้องการเงินอย่างมาก ไม่งั้นคงไม่โยนหินถามทางกับภาษีที่อยู่อาศัยซึ่งกระทบคนส่วนมากหรอก

และตอนนี้รัฐบาลทหารของไทยก็ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติประเมินว่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นความเสี่ยงที่จำเป็นต้องพิจารณาหากคิดจะมาลงทุนในประเทศไทย (แต่การเลือกตั้งก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้นะ)

ปัญหาน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้น ทำเอาโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นหลายๆเจ้าเจ็บหนักกันไป บางบริษัทถึงขั้นถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย แล้วปัญหาเรื่องน้ำตอนนี้มีทางแก้มั้ย ไม่มีจ้า แล้วแต่ฝนแต่ฟ้าเลย ปีนี้พระโคกินน้ำจ้า ฝนแล้งก็แห่นางแมวขอฝนกันไป ฝนตกมากไปก็ปักตะไคร้ซะสิ บ้านเราเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ จ้าาาา สวัสดีย์…….มาเป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันต่อไปนะ

ค่าแรงที่ไทยถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน แรงงานประเทศเพื่อนบ้านจึงมักหลั่งไหลเข้ามาหางานทำในไทย และสำหรับงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง ไม่จำเป็นต้องมีฝีมือมาก นายจ้างทั่วฟ้าเมืองไทยพิสูจน์กันมาหลายปีแล้วว่าเพื่อนบ้านเรานี้ ขยัน ประหยัด อดทน ปัญหาน้อยกว่าแรงงานไทยมากนัก (แต่ก็มีปัญหานะ) แล้วคิดดูว่าถ้าต่างชาติสนใจเพื่อนบ้านเรามากกว่าเรา เพราะเราค่าแรงแพงกว่าเค้า แถมไม่ได้เก่งกว่าเค้าสักเท่าไหร่ แถมชอบงอแงจะเอาโน่นเอานี่เยอะแยะ ลองจินตนาการว่านักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านดูสิ จะมีคนตกงานอีกเท่าไหร่ นี่ยังไม่นับการลงทุนทางเทคโนโลยีที่ใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนเลยนะ ญีปุ่่นย้ายฐานการผลิตเมื่อไหร่ ล่ามกระทบแน่นอน

ด้วยเหตุผลหลักๆที่กล่าวมานี้ เราเลยรู้สึกว่า อาชีพล่าม ไม่ใช่อาชีพที่น่าทำอีกต่อไปแล้ว แต่มันก็ยังมีเหตุผลดีๆอื่นๆอีกที่อาชีพล่ามก็ยังน่าสนใจไปอีกสักระยะหนึ่ง

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามทฤษฎีการเลือกสรรโดยธรรมชาติของชาร์ล ดาร์วิน ผู้ที่แข็งแรงกว่าคือผู้ที่อยู่รอด

ถ้าอยากจะอยู่รอดในสังคมที่มีการแข่งขึ้นสูง เราต้องเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวให้ได้