สวัสดีปีใหม่ เป้าหมายสูงสุดในการเป็นล่ามของคุณคืออะไร?

สวัสดีปีใหม่นะคะ

ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับๆทุกๆคนค่ะ

เราเขียนบล็อกที่นี่มาประมาณ 4 ปีแล้ว จากบล็อกบ่นๆไร้สาระ ระบายเรื่องของตัวเอง บันทึกอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ แต่ผลจากการลงมือทำ มันทำให้เราพัฒนาการเขียนของตัวเองได้มากขึ้น และดีใจมากๆค่ะที่มันพอจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง

(มีประโยชน์กับตัวเองด้วย บางทีนึกศัพท์ไม่ออก พอเสิร์ชก็ขึ้นบล็อกตัวเอง หาง่ายกว่าจดในสมุดเยอะเลย 555+)

ขออวดสถิติหน่อย

จากยอดวิว 13 วิวในปีแรก

ปี 2017 เรามียอดวิวอยู่ที่ 35,455 วิวแล้วค่ะ ขอบคุณมากๆที่แวะเข้ามาชมนะคะ

(เพื่อนเราอาจจะบอกว่า ในนั้นเป็นวิวของมันสักครึ่งนึง 555+)

 

stats

 

ขอบคุณคนที่กดติดตามด้วยนะคะ รวมถึงคอมเม้นที่เข้ามาให้กำลังใจเราเสมอ มันมีค่าสำหรับเรามากๆ

ปีที่แล้วเราตั้ง target เกี่ยวกับงานเขียนของตัวเองไว้ว่าจะเขียนให้ได้เดือนละ 1 เรื่อง

ซึ่งก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ได้เขียนทุกเดือน แต่เฉลี่ยก็ถือว่าพอได้อยู่นะ เพราะเราเขียนไปทั้งหมด 17 posts

นั่นๆๆ หาข้ออ้างเข้าข้างตัวเองอีก

บทความที่มียอดวิวสูงสุดก็ยังคงเป็นเรื่อง เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม! ซึ่งเขียนไว้เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2015

ตอนนั้นเรายังเป็นล่ามเด็กน้อย ก็เขียนจากสิ่งที่ตัวเองคิดในตอนนั้น

ตอนนี้ก็ปี 2018 แล้ว ไม่ได้เป็นล่ามเด็กน้อยแล้วล่ะ ก็ถือว่าทำงานมาประมาณนึง แต่ก็ไม่ได้เก่งพอที่จะเป็นรุ่นพี่ใครได้

ที่เราคิดแบบนี้เพราะว่าปีที่แล้วเรามีโอกาสได้ Coaching ให้น้องฝึกงานเป็นเวลา 3 เดือน แต่เรารู้สึกว่าตัวเองสอนน้องได้ไม่ดีเลย ก็เลยประเมินตัวเองว่าอยู่ในระดับที่ “พอจะทำงานได้ แต่ยังไม่สามารถสอนคนอื่นได้”

เอาจริงๆแค่ลำพังงานของตัวเอง ยังพูดไม่ได้เต็มปากเลยว่า “ฉันทำงานได้ดีแล้ว”

มีคนมาถามเราในไอจี น่าจะตามมาจากบล็อกเรานี่แหละ เค้าถามว่า “เป้าหมายสูงสุดในการเป็นล่ามของคุณคืออะไร”

เป็นคำถามที่ยากจัง…

เราตอบไปว่า ไม่มี เพราะเราคิดว่าอาชีพล่ามเป็นอาชีพที่ต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในทุกๆวันเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของ user ที่มากขึ้นเรื่อยๆ

เราไม่ได้ตั้งใจจะตอบแบบนางงามนะ แต่นี่คือความคิดที่อยู่ในหัวเราตอนนี้จริงๆ

มันเป็นงานที่ต้องทำให้ user พึงพอใจ ซึ่งยากมาก เห็นได้จากช่วงปลายๆปีที่เรามีช่วงที่ motivation down อยู่เหมือนกัน

ความต้องการของ user ทั้งมาก และหลากหลาย ยิ่งต้องให้บริการกับ user หลายคนเท่าไหร่ยิ่งปวดหัวมากเท่านั้น มันไม่ใช่แค่บริการในเรื่องของภาษาอย่างเดียว เค้าคาดหวังทุกๆอย่าง ทั้ง service คาดหวังว่าเราจะต้องยิ้ม อารมณ์ดีตลอดเวลา (ฮือออ พี่คะ หนูไม่ใช่คนบ้า หนูไม่ได้เสพกัญชามาทำงานข่าาาาา) และอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่ว่าเราไปทำงานกับใคร

ถ้าเปรียบเป็นข้อสอบ ก็ไม่รู้ว่าจะอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบยังไงดี

ช่วงปีที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ผ่านการแปลเกี่ยวกับการผลิตแบบ Automation มากขึ้น

ในวงการของคนที่ใช้ภาษาในการทำงานก็มีการพูดถึงเรื่องที่ว่า A.I. หรือปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแทนที่นักแปลหรือล่ามในอนาคต แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนคนได้

และเราคิดว่า การที่ A.I. จะทำงานแปลแทนคนได้ มันต้องป้อนคำสั่งเยอะมากถึงจะฉลาดพอที่จะรองรับต่อสถานการณ์ในหลายๆรูปแบบได้ (คือต้องมีฐานข้อมูลที่ใหญ่มากๆ)

Q: คิดยังไงกับทิศทางของอาชีพล่ามในอนาคต?

A: เราคิดว่างานของล่ามหรือนักแปลน่าจะเพิ่มขึ้น แน่นอน มีคนเรียนภาษามากขึ้น มีเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองเรื่องของการแปลมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องแปลก็มากขึ้นและยากขึ้นเช่นกัน

ล่ามน่าจะมีงานเพิ่มขึ้นนะ แต่จากสถานการณ์แล้ว เราคิดว่าต้องเป็นล่ามที่เก่งถึงจะสามารถอยู่รอดในสถานการณ์นี้ได้

internet ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น แต่ภาษา ยังคงเป็นกำแพงหรืออุปสรรคที่ขวางกั้นการเข้าถึงและนำเอาข้อมูลออกมาใช้ การก็อปเอาไปวางใน google translate ยังไม่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานจริงได้ (แต่แปลเป็นคำๆกูเกิ้ลก็ฉลาดอยู่นะ)

งานล่ามหรืองานแปล ถือเป็นสะพานเชื่อมเพื่อให้คนที่ใช้คนละภาษากันสามารถข้ามกำแพงทางภาษาเข้าไปหาความรู้และนำออกมาใช้ได้ ซึ่งงานนี้ก็ยังคงมีความจำเป็นอยู่ในอนาคต

หากมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนถ้าคิดจะเรียนศาสนา ศิลปวัฒนธรรมในเอเชีย ก็ต้องเดินทางไปเรียนรู้ที่แหล่งอารยธรรมใหญ่ๆ เช่น จีน หรือ อินเดีย

ต้องส่งคนไปอยู่ที่นั่นเพื่อเรียนรู้ แล้วนำเอาศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา กลับมาใช้ในประเทศของตนเอง

หรืออย่างในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีการส่งพระบรมวงศานุวงศ์ไปเรียนที่ต่างประเทศเพื่อนำเอาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ

แต่ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตหรือการสื่อสารทางไกลทำให้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศก็ได้

ในการทำงาน เราเจอ telephone meeting บ่อยมากกกกกกกก

และยากมากกกกกก แต่ก็ต้องทำ T^T

ล่ามยังคงมีบทบาทในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารอยู่

แต่แค่คำว่าล่าม มันกว้างเกินไป มันครอบจักรวาลเกินไป

แล้วล่ามแบบไหนล่ะ ที่จะตอบโจทย์

สำหรับเรา สิ่งที่เราอยากมีในปีนี้คือ “ความเป็นมืออาชีพ” – – – มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยมี เราตื่นเต้น เราประสาทจะกินทุกทีเวลาต้องแปลอะไรยากๆ เราคุมสติไม่ค่อยได้ สิ่งเดียวที่เป็นเหมือนเครื่องรางที่ช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้นคือการเตรียมตัวก่อนแปล ยิ่งเตรียมมามากเท่าไหร่ ยิ่งลดความเครียดได้มากเท่านั้น แต่ก็ยอมรับว่าในสถานการณ์จริงหลายๆครั้ง มันไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวเลย

เราเลยคิดว่า ถ้าเราเป็นล่ามมืออาชีพที่สามารถแปลได้ในทุกสถานการณ์ได้ก็คงดี

ถ้ามีใครมาพูดแบบนี้กับเราตอนที่เราเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ เราคงคิดว่า “จะบ้าเหรอ ใครจะไปเทพขนาดนั้น”

แต่จากการทำงานมาหลายปี เราพบว่า มีคนที่ทำแบบนี้ได้จริงๆ ถ้าอยากรู้จักตัวอย่างสักคน เราแนะนำให้เสิร์ชชื่อ “อาจารย์บุญชู ตันติรัตนสุนทร” ดู อ่านบทสัมภาษณ์นี้ของอาจารย์ดูก็ได้ค่ะ เราอ่านแล้วประทับใจมากๆ

อาจารย์บุญชู ปรมาจารย์ล่ามญี่ปุ่น กับประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี

การจะเป็นล่ามเทพ ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่มันคือการ “ฝึกฝน” อย่างหนัก ใช้เวลากับภาษาเยอะๆ หมั่นแสวงหาความรู้อยู่เสมอ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา

สำหรับเรา มันไม่ง่ายเลย ทุกๆวันในการทำงานคือความยากลำบาก แต่ละการประชุมคือเวทีที่เราต้องลงไปต่อสู้

วันไหนชนะ ก็มีกำลังใจ วันไหนแพ้มา ทำได้ไม่ดี ก็เศร้าไป

ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไหนๆเรื่องความรักก็นกแล้ว เรื่องงานฉันก็จะเป็นนกฟีนิกซ์ จะตายแล้วเกิดใหม่ ตายแล้วเกิดใหม่เรื่อยๆ มันคงต้องเก่งขึ้นสักวันแหละน่า

เป้าหมายของเราคือการ shift ตัวเองจาก “คนที่ทำอาชีพเป็นล่าม” ให้กลายเป็น “ล่ามมืออาชีพ”

อยากแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่ง ด้วยการกระทำ ไม่ใช้เพียงแค่คำพูด

เราชอบหนังสือของ Austin Kleon มาก เราอ่าน Steal Like An Artist ไปแล้ว

แต่ยังไม่ได้อ่าน Show Your Work คิดว่าจะหามาอ่านให้ได้เลย

เราอ่านมาจาก Steal Like An Artist นั่นแหละ ว่าถ้าอยากเป็นแบบไหน ให้แกล้งทำว่าตัวเองเป็นแบบนั้นไปก่อน จนกว่าจะเป็นได้จริงๆ

เราไม่เก่งหรอก แต่เราอยากเก่ง อย่างน้อยๆ ก็ขอให้มันดีขึ้นกว่าตัวเองคนเมื่อวานก็ดีใจแล้ว

ปีที่แล้วเจอเรื่องหนักๆมาตอนปลายปี เหมือนไฟในตัวค่อยๆมอดลงยังไงก็ไม่รู้

แต่นี่ก็ปีใหม่แล้ว ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ก็พยายามปลุกไฟในใจให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

สาส์นปีใหม่จากประธานของกลุ่มบริษัทที่เราทำงานก็ช่วยกระตุ้นเราได้ดีนะ ถึงจะอ่านเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ตาม

แต่เราจะพยายามทำงานอย่างกระตือรือร้น มี passion ในการทำงาน ไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด และพูดสิ่งที่อยู่ในความฝันให้มันออกมาเป็นคำพูด

ช่วงก่อนหน้านี้เวลาหมดกำลังใจ เราชอบฟังเพลง 365 วันกับเครื่องบินกระดาษของ BNK48

ส่วนตอนนี้เรารู้สึกเร่าร้อน(?) เลยชอบฟัง Oogoe Daimond (ตั้งแต่นาทีที่ 1.00 เป็นต้นไป)

ในเนื้อเพลงเราชอบท่อนนี้ “ต้องทำตอนนี้ สิ่งที่สำคัญมันอยู่ตรงหน้า” กับ “ต้องทำตอนนี้ เปลี่ยนความคิดให้มันเป็นคำพูด”

 

พิมพ์มาเยอะแยะ ไม่มีอะไร แค่จะบอกว่า งานจับมือวันเสาร์นี้ เราจะไปรับพลังจากน้องๆ BNK48 อีก

ตอนงานจับมือครั้งแรกเราไปจับมือน้องมิวสิคมา ความตั้งใจ ความพยายามของน้อง มันกลายเป็นพลังออกมา แล้วเรารับรู้ได้อ่ะ สิบวินาทีนั้น มันเป็นโมเม้นท์ที่เปลี่ยนแปลงเราจริงๆ

เราตัดสินใจหยิบเอาความฝันที่จะเรียนนิติกลับมาทำใหม่ ลงเรียนนิติอีกใบ เพราะน้องบอกว่าอยากทำอนิเมะเกี่ยวกับกฎหมาย 555+

บทความปีแรกที่เราเขียน เราเขียนว่าแรงบันดาลใจก็เป็นสิ่งสำคัญ

ทุกวันนี้เราก็ยังเชื่อแบบนั้น และยังเดินตามความเชื่อของตัวเองอยู่

ขอให้ปี 2018 นี้เป็นปีที่ดีของทุกๆคนอีกครั้งนะคะ จริงๆได้หยุดปีใหม่มาเรามีไฟมากเลย แต่พอทำงานไปสองวัน กลับมาเหนื่อยอีกแล้ว (ใช้แบตที่ชาร์จมาหมดเร็วมาก) เลยต้องหาทางพยายามปลุกไฟในตัวเองขึ้นมาใหม่ และคงต้องทำให้สม่ำเสมอ

ใครมีเป้าหมายอะไรในปีนี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะ เราค้นพบว่าการพูดมันออกมาจะช่วยทำให้เป้าหมายกลายเป็นจริงได้มากขึ้นจริงๆ เราลองพิสูจน์มาแล้ว

ปีนี้เรามีเป้าหมายนะ แต่ส่วนมากเป็น Long Term Plan ซะเยอะ ยังไม่ออกมาเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนและชี้วัดได้เท่าไหร่ ก็อยากได้อะไรที่ชัดเจนให้ตัวเองเหมือนกันนะ

Advertisements

5 User ตัวร้ายที่ทำลาย Motivation ของล่าม

ส่วนใหญ่เราจะเขียนบล็อกแนวให้กำลังใจตัวเอง (อยากเผื่อแผ่ไปให้กำลังใจคนอื่นด้วย)

แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่ชีวิตคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบทุกวัน

เราตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้น ในวันที่เรารู้สึกแย่ที่สุดวันหนึ่งในชีวิตการทำงานเป็นล่ามมา

บทความนี้เขียนจากประสบการณ์ของตัวเองและคนรอบข้าง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่เราตัดสินใจรวบรวมความกล้าเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เราคิดหรือรู้สึกอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดเพราะเราเองก็ประสบการณ์น้อย เรายินดีรับฟังคำวิจารณ์ต่องานเขียนของเราและพร้อมจะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง

สารภาพตามตรงว่าเขียนไปด้วยความรู้สึกกลัวความคิดเห็นในเชิงลบ แต่เราต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง การเป็นนักเขียนคือความใฝ่ฝันของเรา เราเลยอยากขอลองเสี่ยงเพื่อให้ตัวเองเติบโตขึ้น

ในบทความเก่าๆที่เราเคยเขียนไว้เรื่องปากกาจับงาน เคยมีพี่พนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งเปิดให้ล่ามเค้าดูศัพท์ที่เราเขียน เราเลยคิดว่า “ก็มี user เสิร์ชมาเจอบล็อกของเราบ้างเหมือนกันนะ”

เราอยากจะสื่อสารไปยัง user หรือ HR ในโรงงาน ที่บังเอิญผ่านเข้ามา เราแค่อยากขอร้องจากใจจริงๆว่า อาชีพล่ามเป็นอาชีพที่มีความกดดันสูง และสูญเสีย motivation ในการทำงานได้ง่ายมากๆ แค่คำพูดคำเดียวอาจจะทำให้รู้สึกแย่ไปทั้งวันหรือนานเป็นสัปดาห์ และสภาพแบบนี้ที่เกิดขึ้นวนอยู่ซ้ำๆอาจจะทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้า เลยอยากให้ช่วยใจดีกับล่ามหน่อย รักน้อยๆแต่ขอให้รักนานๆ

เราเจอกระทู้น่าสนใจใน towaiwai ลองเข้าไปสัมผัสเสียงเล็กๆจากคนทำอาชีพล่ามได้ว่าเค้ารู้สึกยังไงเกี่ยวกับการทำงานบ้าง

ใครเคยเป็นคนร่าเริ่งแต่พอทำงานล่ามแล้วซึมเศร้าบ้างครับ

บริษัทเราถ้าเป็น Management จะมีสอบเลื่อนตำแหน่ง เราเรียกกันขำๆกับพี่ล่ามว่าสอบจอหงวน

ส่วนพี่ GM แผนกเรา เนื่องจากตำแหน่งสูงแล้ว เราเลยเรียกว่า สอบขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก

พี่เค้าได้รับการบ้านจาก TOP คนญี่ปุ่นว่า จะทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุข

สำหรับพนักงาน พี่ GM เรากำลังทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อหาวิธีทำให้พนักงานมีความสุข

เราเลยมามองย้อนกลับมาดูการทำงานของตัวเอง ว่าทำอย่างไรล่ามถึงจะ Happy เมื่อไม่มีใครมาคิดให้ว่าทำยังไงเราถึงจะมีความสุข เราก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ทำให้ตัวเองทำงานได้อย่างมีความสุขให้ได้

ก็เลยมองในมุมกลับดูว่า แล้วอะไรบ้างที่ทำให้ล่ามไม่ Happy

 

1.User หัวร้อน

ไม่รู้ว่าพี่เขาเสียหวยหรือเป็นเมนส์ แต่ User ประเภทนี้จะมีอาการหงุดหงิดหัวเสียอยู่ตลอดเวลา แปลให้อยู่ดีๆก็หันมาโทษล่ามซะงั้น หรือโมโหคู่สนทนาแบบใส่อารมณ์สุดๆ

ลำพังคนทำงานด้วยกัน พูดภาษาเดียวกัน ถ้ามีอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจก็เริ่มจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว

แล้วนี่พูดกันคนละภาษา โดยมีล่ามอยู่ตรงกลาง ยังจะมาทะเลาะกันอีก บอกตรงๆล่ามลำบากใจ ไม่รู้จะแปลยังไงดี

พอเริ่มทะเลาะกัน ทุกคนก็อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด โดยไม่มีใครยอมฟังใคร มีแต่คนพูดๆ ล่ามก็ได้แต่ยืนทำตาปริบๆ ไม่รู้จะแปลให้ใครก่อนดี พอล่ามเงียบทีนี้ล่ามก็จะซวยแล้ว อาจจะมีอาการตะคอกใส่ล่ามว่า “แปลสิ!” หรือ “บอกเค้าไปเลยนะว่าผมบอกว่า…” หรือคำหยาบคายต่างๆที่ตามมา ซึ่งมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในทำงานเล้ยยย มีแต่จะยิ่งแย่ลง

เจอแบบนี้บอกตรงๆล่ามได้แต่ยืนเพลียละเหี่ยใจ อยากจะเอานวมให้คนละคู่แล้วให้พี่ไปจัดกันเองให้สาแก่ใจ อย่าเอาฉันไปเกี่ยวววว

ยิ่งเจอแบบระเบิดอารมณ์ ขว้างปาข้าวของนี่แบบ… เอิ่มมม ทำไปทำไมอ่ะ?

 

2.User ไม่หยุดให้แปล พูดน้ำไหลไฟดับ ต่อให้กดปุ่ม pause พี่แกก็จะไม่หยุดพูด

อันนี้เจอบ่อยมาก เข้าใจดีเลยแหละว่าธรรมชาติของคนเรา ไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อพูดโดยมีล่ามแปล เราก็จะพูดๆๆๆไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะพอใจ

แต่ในการทำงานจริงที่เป็นการสื่อสารผ่านล่าม และไม่ได้มีเวลาในการประชุมมาบังคับให้ล่ามต้องโดจิ (แปลแบบพูดพร้อม) การเว้นจังหวะให้แปลจะทำให้ล่ามสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะมีเวลาในการตีความ ทำความเข้าใจว่าผู้พูดพูดแบบนี้ต้องการจะสื่ออะไร และสื่อสารเป็นอีกภาษาหนึ่งได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน

การพูดโดยไม่หยุดให้แปลทั้งๆที่ไม่มีเหตุจำเป็นเป็นการสร้างอุปสรรคในการทำงานให้ล่ามทำงานยากขึ้น เมื่อสภาพการทำงานบีบบังคับมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะสื่อสารผิดได้ง่ายขึ้น ขนาดเครื่องจักรผลิตงานยังต้องควบคุม condition ในการผลิตเลย ในการแปลก็เหมือนกัน

พูดเร็ว เสียงดัง สภาพแวดล้อมในการทำงานมีเสียงรบกวน พูดยาวไม่หยุดให้แปลจนล่ามจับใจความไม่ได้ก็ส่งผลกับการแปลทั้งนั้น

บางคนอาจจะโดนแบบที่เราเคยโดนคนญี่ปุ่นตะคอกใส่หน้ามาว่า “งั้นเธอก็จดซะสิ!”

อยากบอกจากใจว่าเราจดแล้ว เคยจดจนกระดาษ A4 ทั้งปึกที่ติดคลิปบอร์ดหมดก็ไม่มีใครหยุดพูด และจับประเด็นอะไรมาแปลไม่ได้เลย เป็นการทะเลาะกันของคน 4-5 คนเฉยๆ คือมันไม่ใช่การสื่อสารแล้วอ่ะ ไม่รู้จะแปลยังไงจริงๆ

ไม่ต้องถึงขนาดหยุดทีละประโยคให้แปลหรอกค่ะ ล่ามแต่ละคนก็มีจังหวะไม่เหมือนกัน มีความสามารถในการจับใจความ สรุปความได้แตกต่างกัน เราไม่ได้ขอให้เข้าใจเราขนาดนั้น อันนั้นเดี๋ยวเราพยายามแก้ไขปัญหาในหน้างานของเราเอง

แค่อยากให้เวลาพูด หันมามองหน้าล่ามบ้าง ว่าล่ามไหวมั้ย ล่ามเข้าใจมั้ย แปลได้รึเปล่า ถ้าล่ามดูไม่ไหว แปลไม่ทัน ไม่ได้จริงๆ อยากให้ช่วยพูดทวนซ้ำให้หน่อย หรืออธิบายช้าๆชัดๆให้เข้าใจง่ายขึ้น ล่ามคือคนมาแปลให้เฉยๆ ไม่มีทางเข้าใจเนื้อหางานได้ดีไปกว่าผู้ส่งสารหรอก ก็อยากขอให้ช่วยกันนิดหนึ่ง เพื่อการทำงานที่ราบรื่น

ล่ามทุกคนอยากแปลได้อยู่แล้ว เวลาแปลไม่ได้ทีไรก็กลับไปเศร้าเสียใจทุกที

 

3. User หนูด่วน ไม่ใช่ BTS/MRT แต่พี่แกด่วนทุกอย่าง

User ประเภทนี้จะชอบส่งเมลล์มาห้วนๆ เป็นประโยคคำสั่ง

แปลหน่อย!

แปลด่วน

แปลเอกสารให้หน่อยครับ ต้องใช้วันนี้

คือจะบอกว่าถ้ารีบขนาดนั้น Google translate เถอะค่ะ

ขนาดทำรายงานยังต้องใช้เวลาเลย เอกสารแปลก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลาในการทำงาน สั่งปุ๊บล่ามไม่สามารถเสกให้ได้ปั๊บ

แล้วเวลาปกติ ไม่ใช่จะได้นั่งโต๊ะแปลเอกสารสบายๆ คือต้องไปเข้าประชุม ไปแปลอยู่แทบจะตลอด พอเดินกลับมายังไม่ทันจะหย่อนก้นลงนั่ง เจอทวงว่า “เอกสารที่ให้แปลเสร็จรึยัง” โห…หมดอารมณ์

สำหรับเรา เราคิดว่าวิธีแก้ปัญหานี้ที่ดีที่สุดสำหรับทั้ง user และล่ามก็คือ เวลาขอให้แปลเอกสาร อยากให้บอก due date ที่ชัดเจนไม่ใช่บอกว่าแปลด่วน เพราะคำว่าด่วนของคนเรามันไม่เท่ากัน

เข้าใจแหละว่า user ต้องใช้ แล้วอ่านไม่ออก ไม่งั้นก็ไม่ขอให้แปลหรอก แต่เวลาร้องขอให้แปล ช่วยกำหนดเวลาหน่อยว่าควรจะเป็นเมื่อไหร่ดี ล่ามจะได้วางแผนในการทำงานได้ถูก หรือถ้ามันไม่ทันจริงๆ จะได้ปรึกษากันได้ว่าจะแก้ปัญหายังไงดี ไม่อยากให้กลายเป็นว่าสุดท้ายมาบอกว่าทำงานนี้ไม่สำเร็จเพราะล่ามแปลเอกสารไม่ทัน มันจะคล้ายๆหน่วยงานราชการหนึ่งของประเทศสารขัณฑ์มากเกินไป ที่บอกว่าออกหมายจับผู้ร้ายไม่ได้เพราะเอกสารยังไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ (ฮา)

 

4. “ว่างมั้ย?”

เคยเจออยู่บ่อยๆ “ว่างมั้ย? ช่วยไปแปล….ให้หน่อย ตอนนี้เลย”
คือถ้ามันเป็นประชุมด่วน เราเข้าใจเลยนะ และไปให้ด้วยความเต็มใจ

แต่ส่วนใหญ่แล้วประชุมมักจะถูกนัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า แต่กลับมีล่ามคนเดียวที่ไม่รู้ว่ามีประชุม (ก็ไม่มีใครบอกนี่นา) พอถึงเวลาต้องใช้ ก็ค่อยมาวิ่งหาล่ามเอา ซึ่งล่ามก็ลำบากใจเพราะแผนการทำงานที่วางไว้จะรวน (บางทีวางแผนจะแปลเอกสารเวลานี้ แต่ถูกเรียกประชุม เอกสารแปลก็ต้องแปล แล้วจะแยกร่างยังไง?)

ถ้าเป็นประชุมที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว บอกล่ามเถอะค่ะ มันไม่เสียหายอะไรหรอก ยิ่งแชร์ข้อมูลในการประชุมให้ล่ามก่อนได้มากแค่ไหน ล่ามก็จะได้เตรียมตัวและแปลให้ได้ดีขึ้นเท่านั้น

 

อันนี้ประสบการณ์ตรงเลย เมื่อเช้า สดๆร้อนๆ ต้นเหตุที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับการทำงานสุดๆในวันนี้คือพี่ user ในแผนกที่นั่งโต๊ะติดกับเราเลย (เวลาประชุมก็มักจะลืมเชิญเราเข้าประชุมเสมอ – หมายถึงเชิญในอีเมลล์นะ ไม่ใช่มากราบกรานอัญเชิญให้ไปแปล ไม่ขนาดนั้น)

คือนั่งโต๊ะติดกันเลยอ่ะ นั่งข้างๆเลยนะ แต่ประชุมนี้ที่ต้องออกไปประชุมที่ supplier อีเมลล์เชิญออกเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และไม่เชิญเรา บอกว่าลืม

พี่คะ…ขนาดนั่งข้างๆกันพี่ยังลืม เราควรไปนั่งตรงไหนดีคะ พี่ถึงจะไม่ลืมเรา คือเชิญคนญี่ปุ่นเข้าประชุมได้ ให้คนญี่ปุ่นเป็นประธานในการประชุม มันก็ต้องใช้ล่ามอยู่แล้ว แต่ลืมเราตลอด แปลว่าไม่เคยให้ความสำคัญกับเราเลย

แล้วก็มายิ้มกลบเกลื่อน แล้วก็พูดว่า “ว่างมั้ย พอดีมีประชุมที่ supplier อยากให้ช่วยไปแปลให้หน่อย ไม่ติดอะไรไม่ใช่เหรอ”

คือไม่ได้แปลพูดตลอดเวลาก็ไม่ใช่ไม่มีงานทำขนาดนั้น มันก็มีเอกสารที่ต้องแปลนะ แค่บอกก่อนล่วงหน้า มันคงไม่ลำบากอะไร

วันนี้เรายอมรับเลยว่าปรี๊ดแตกมากจริงๆ เพราะเดือนนี้เรางานยุ่งมาก เราพยายามวางแผนการทำงานทุกอย่างของตัวเองอย่างละเอียดเพื่อให้จัดการกับปริมาณงานทั้งหมดได้ แล้วอยู่ดีๆต้องออกไปแปลที่ supplier กะทันหัน ซึ่งจริงๆประชุมนี้ไม่ได้กะทันหันเลย user รู้ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ แล้วมันเป็นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันกระทบการทำงานของเราจนเราออกปากพูดว่า

ล่าม “พี่คะ ถ้าวันนี้เกิดไม่ว่างไปให้ขึ้นมาพี่จะทำยังไงคะ”

user “ผมก็คงต้องวิ่งหาล่ามคนอื่น แต่น้องไปให้ได้ใช่มั้ย (เออดี มากดดันกันอีกแน่ะ)”

เราหันไปจ้องหน้าเค้า จ้องนิ่งๆ แล้วพูดว่า “ไปให้ได้ค่ะ แต่อยากให้พี่รู้เอาไว้ว่าทำแบบนี้เราโกรธนะ โกรธมากๆเลย (พยายามพูดติดตลกให้มันไม่มาคุเกินไป) มันทำให้เราทำงานลำบากมาก”

ที่ลำบากคือไม่ได้ข้อมูลก่อนการประชุมนี่แหละ แล้วเป็น process ที่ supplier ที่เราไม่เคยเห็นเลย มันยากมากนะที่จะต้องแปลอะไรที่ไม่เคยเห็นน่ะ

สุดท้ายแล้วเค้าก็อธิบายเราก่อนไปแหละ เพราะเราพยายามทำให้ user รู้ตลอดว่ามาอธิบาย background เราก่อนนะ 5 นาทีก่อนประชุมก็ยังดี (แต่ล่ามหลายๆคนก็อาจจะไม่ได้โชคดีแบบเรา)

 

5. “พี่พูดอะไรก็แปลๆไปตามนั้นเถอะ” “มีหน้าที่แปลก็แปลไป”

T^T แง… เจอแบบนี้นี่หมดคำอธิบาย

คือทราบดีค่ะว่ามีหน้าที่ที่ต้องแปลก็แปลไป แต่พี่พูดไม่รู้เรื่องหนูแปลไม่ด้ายยยยย แล้วพี่จะให้แปลยังงายยยยย แงงงงง ฟ้องแม่ได้มั้ยยยยยย

 

สำหรับเราแล้ว เรามีเรื่องอยากขอร้อง 4 ข้อให้ user ช่วยเรานิดหน่อย เป็นเรื่องง่ายๆที่ใครก็ทำได้ เราอยากเห็นโลกของการทำงานที่มี 4 ข้อนี้เป็นกฎพื้นฐานในการใช้งานล่ามเลยด้วยซ้ำ มันอาาจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด อาจจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ แต่มันเป็นเรื่องง่ายๆที่เราคิดว่าถ้า user ช่วยทำให้ล่ามจะทำงานได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

 

1.ในการประชุมที่ทราบนัดหมายล่วงหน้า และต้องใช้ล่าม โปรดบอกล่ามล่วงหน้าด้วย เพื่อที่ล่ามจะได้เตรียมตัวสำหรับการประชุม

 

2.เวลาร้องขอให้แปลเอกสาร โปรดบอก due date ที่ต้องการที่ชัดเจน

ล่ามจะได้วางแผนในการแปลเอกสารให้ทันตามกำหนดที่ user ต้องการ ไม่จำเป็นจริงๆอย่าบอกว่าแปลด่วนเลย เพราะในการทำงานควรมี lead time แต่กรณีรีบจริงๆคุยกันเป็น case by case ได้

 

3.ก่อนการประชุมหรือพูดคุยเรื่องอะไร ควรมีเวลาสำหรับอธิบาย background ให้ล่ามเข้าใจคร่าวๆก่อน หรือหากไม่มีเวลาอธิบาย ให้เอกสารที่ใช้ในการประชุมให้ล่ามมาศึกษาก่อน หาคำศัพท์ที่ต้องใช้ก่อนก็ยังดี หากทำเอกสารไม่ทัน เอกสารที่ให้ล่ามเป็นแค่คร่าวๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารฉบับ final ล่ามแค่อยากรู้หัวข้อหลักๆที่จะคุยกัน จะได้ทำความเข้าใจและเตรียมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

 

4.หากไม่ใช่การประชุมที่มีเวลาจำกัด ไม่จำเป็นต้องแปลพร้อม โปรดเว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย

พูดยาวเกินไปล่ามอาจจะสรุปประเด็นสำคัญให้ไม่ได้ จับใจความได้ไม่ครบถ้วน ทำให้เรื่องที่ต้องการจะสื่อสารไม่ประสบผลสำเร็จ หรืออาจสื่อสารผิดได้ง่าย หากเป็นการประชุมที่เวลาจำกัด จำเป็นต้องแปลพูดพร้อม พยายาให้ข้อมูลกับล่ามก่อนเพื่อให้ล่ามได้เตรียมตัว และพูดให้กระชับ ตรงประเด็น ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

 

4 ข้อที่เราอยากขอร้องนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป อยากให้ลองเอาพิจารณาดู เพื่อการทำงานที่ happy ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งล่ามและ user

นอกจากจะเป็นล่ามแล้วเราสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย นักเรียนของเราก็พนักงานนี่แหละ มีผู้จัดการบ้าง เราก็พยายามสอดแทรกให้เค้าเข้าใจการทำงานของล่ามผ่านการพูดคุย หรือบางทีสอนแต่งประโยคยาวๆ ยิ่งประโยคยาว มันก็จะยิ่งสับสน นักเรียนจะบ่นว่าภาษาญี่ปุ่นยาก ก็จะอธิบายว่าเวลาแปลก็เหมือนกันค่ะ ประโยคยิ่งยาว ล่ามก็จะสับสนได้ง่าย ใจความสำคัญอาจจะถ่ายทอดให้ได้ไม่ครบถ้วน ดังนั้นอยากให้ช่วยอธิบายให้ชัดเจน เว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย พยายามแบ่งประโยคเป็นประโยคสั้นๆที่เข้าใจง่าย

 

เรารู้ว่าบางทีก็ไม่ได้เป็นที่ user อย่างเดียวหรอก ตัวล่ามเองก็เหมือนกัน ต้องหมั่นฝึกฝนหาความรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถทำงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือ user ได้

 

ของแถมนิดหน่อย ช่วยพี่ GM หาข้อมูลเกี่ยกวับความสุขในการทำงานมาก เราชอบคำว่า

生涯学習   しょうがいがくしゅう  การเรียนรู้ตลอดชีวิต

タイの働き方改革「Happy 8」に日本が学ぶべきものとは?

คู่มือความสุข 8 ประการในที่ทำงาน HAPPY WORK PLACE

อดทนเวลาที่ฝนพรำ… อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง

 

เห็นเราชอบเขียนอะไรสไตล์ให้กำลังใจแบบนี้ (จริงๆแล้วแค่พยายามให้กำลังใจตัวเอง) แต่มันก็ต้องมีบ้างแหละ วันที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่วันของเราเอาซะเลย

เชื่อว่าคนเป็นล่ามหลายๆคนก็คงเคยเจอ ทั้งวันที่ทำได้ดีมากๆจนภูมิใจในตัวเอง กับวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นไปอย่างใจ ถึงจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร

มันเกิดขึ้นง่ายมากเลยนะ ความรู้สึกที่ว่าอยากจะเดินหนีไป ไม่อยากเป็นล่ามแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว

เมื่อก่อนเราก็เป็น เป็นหนักมาก

มีบางวันนอนมองเพดาน มองหลอดไฟ แล้วก็คิดว่า “ที่ทำอยู่นี่ได้อะไรนอกจากเงิน?”

ความรู้สึกเป็นลบมันเกิดขึ้นได้ง่าย สิ่งที่ยากคือการพยายามใส่พลังบวกเข้าไปเอาชนะความรู้สึกแย่ๆต่างหากล่ะ

เราใช้ความพยายามอย่างมาก ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเอง “ไปต่อ” ได้

แรกๆเราก็ยึดเอาคำพูดพี่ล่ามไอดอลที่บอกว่า “ล่ามอย่างเราเลือก user ไม่ได้” พอคิดตามนี้ได้มันก็ปลงอ่ะ

เวลาเห็นคนอื่นบ่น ด้วยความหวังดีอยากจะให้กำลังใจเค้า ดันเจอบุคคลที่สามมาด่าว่า “ใครจะโลกสวยคิดว่าล่ามเลือก user ไม่ได้ก็ช่าง แต่สำหรับตัวเค้า เค้าจะเลือก เค้าไปทำงาน ไม่ได้ไปตอแหล” (เอ๊าาา ด่ากุเปล่าว้าาา คือเราไม่รู้จักกันอ่ะ ด่าทำไมอ่ะ งงนะ)

เลยรู้สึกว่าความรู้สึกแย่ๆ ความรู้สึกเป็นลบ พูดให้ชัดๆคือขยะอารมณ์มันมีอยู่รอบๆตัวเราเสมอ อยู่ที่เราว่าจะหยิบเอามาใส่ใจ หรือจะมองข้ามผ่านมันไป

ปกติคนดีเห็นขยะตกพื้นก็ต้องเก็บไปทิ้งลงถังใช่มั้ย?

แต่คำพูดแย่ๆ ไม่ต้องถึงกับจัดการเก็บกวาดเอาไปทิ้งก็ได้ มันแค่ลมปากอ่ะ ถ้าพูดออกมาแล้วไม่มีใครไปใส่ใจให้ราคา มันก็ไม่ต่างอะไรจากตด เหม็นเฉยๆแล้วก็หายไป อาจจะขมคอหน่อยตอนได้กลิ่น แต่มันก็ไม่ได้ทำลายชีวิตใครขนาดนั้นถ้าคนได้กลิ่นรีบเดินหนีไปหาอากาศบริสุทธิ์ แต่ถ้าเอาแต่พูดว่า “เหม็นๆๆๆ เชี่ยใครตดวะ เหม็นควายตาย กินอะไรเข้าไปถึงได้ตดอุบาทว์แบบนี้ ไอ้!@#$%^&*(” มีแต่คำพูดลบๆ ยิ่งพูดยิ่งเหม็น ทั้งๆที่กลิ่นตดที่แท้จริงอาจจะจางหายไปแล้วก็ได้ แต่เพราะพูดว่าเหม็น เลยยังรู้สึกเหม็นติดปลายจมูกอยู่

เคยทำงานกับพี่ล่ามผู้ชายคนหนึ่ง เป็นคนตลกมาก ไปคาราโอเกะแล้วสามารถแปลเพลงญี่ปุ่นออกมาเป็นภาษาไทยได้โคตรฮา แถมแร็พสดได้อีก เป็นคนที่มีมุมมองบวกดีนะ คือต้องประมาณนี้เลยถึงจะเป็นล่ามต่อไปได้ยาวๆแบบไม่ทรมานน่ะ

พี่เค้าเคยสอนเราไว้ว่าเวลามีปัญหาจบไม่ลง พี่แกก็จะตัดบทว่า “ผิดที่ล่ามครับ ผมแปลผิดเองครับ” แกก็เล่าให้ฟังขำๆว่าโทษล่ามได้เลยเพราะมันง่ายดี

เราว่าคิดแบบนี้ก็ดีนะ เป็นล่ามควรจะผิดให้เป็น (ไม่ได้บอกให้แปลมั่วนะ)

ขนาดเครื่องจักร set condition ทุกอย่าง เผื่อ safety margin ก็แล้ว ทำ daily check ก็แล้ว ยังเกิด error ได้เลย นับประสาอะไรกับคน

พอคิดแบบนี้แล้วก็ปลงขึ้นเยอะนะ

เมื่อก่อนเวลาเครียดเราจะบ่นๆๆ คิดได้แต่แง่ลบตลอด (เหม็นตดอ่ะ!) แต่เดี๋ยวนี้เราพยายามเอามุมมองของ management มาใช้ ว่ามีปัญหาแล้วจะต้องแก้ไขอย่างไร (ดมยาดมแทนมั้ย? หรือคิดซะว่า แค่ลมตด เดี๋ยวมันก็จางหายไป)

เช่น พรุ่งนี้ เรามีตารางประชุมตั้งแต่ 10:00-11:45 – พักกินข้าว – แล้วแปล 2 ประชุมติดกันตั้งแต่บ่ายโมงรันยาวถึงสี่โมงเย็นแบบนอนสต็อปสามช่าเลยทีเดียว (บางคนอาจจะคิดว่าแค่ 3 ประชุมเอง ชิวๆ แต่เราเคยแปลยาวๆแบบนี้แล้ว ไม่ชิวเลย เหนื่อยมาก แล้วแต่ละประชุมคือเป็นคนละเรื่อง ต้องสลับโหมดไปมา รู้สึกสมองแทบเอ๋อเหรอ รอดมาได้ก็บุญแล้ว)

เมื่อก่อนเราคงถึกทนกล้ำกลืนแปลไป แล้วพอทำออกมาได้ไม่ดีก็กลับมานอนร้องไห้ที่บ้าน ถามตัวเองว่าทำไมต้องอดทนขนาดนั้น

แต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่อ่ะ เรามองว่าปัญหาจะเกิด เราจะป้องกันยังไงดี ถ้าเอาประชุมตรงกลางตอน 13:00-14:00 ออกไปได้ เราจะไม่ต้องแปลติดต่อกันนานเกินไป (เรารู้ความสามารถตัวเอง ถ้าแปลติดกันนานๆเราจะโฟกัสได้ยากขึ้น คุณภาพในการแปลก็แย่ลงตาม)

ก็เลยปรึกษากับคนเซ็ตประชุม คนจัดตารางผู้บริหาร พี่เมเนเจอร์แผนกเรา advisor คนญี่ปุ่นหัวหน้าเรา ว่าจะทำยังไงดี ถ้าเลื่อนประชุมนี้ไปบ่ายวันศุกร์ (ที่ตารางผู้บริหารว่าง) ได้ก็จะขอบคุณมาก แต่พี่เมเนเจอร์ก็ไม่อยากเลื่อน กลัวเลื่อนประชุมแล้วจะกลายเป็นไม่ได้จัด สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้ด้วยการขอให้พี่ล่ามอีกคนมาแปลแทนเราในประชุมอันตรงกลาง ให้เราได้มีเวลาพักหายใจหายคอหน่อย ไม่ต้องพูดตลอด

มองว่ามันเหมือนการจัดการกำลังคน ถ้างานเยอะ ก็ต้องใส่คนเข้าไปเพิ่ม ถ้าไลน์ไหนคนน้อย ก็บาลานซ์คนไปช่วยไลน์ที่งานยุ่งแทน

ต้องขอบคุณลุง GM สุดโหดจากที่ทำงานเก่า ที่ย้ายเราไปทำงานที่ได้คลุกคลีกับ Genba มากขึ้น คอยด่าเราบ่อยๆ จนจิตใจเราเข้มแข็งและเอามุมมองในตอนนั้น (การ balance manpower, job allocation) มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหา ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหน้างานโดยตรง แต่วิธีคิดหลายอย่าง มันเอามาปรับใช้ได้

เดี๋ยวนี้เราอ่านหนังสือพวกการจัดการอุตสาหกรรมด้วยนะ ปกติเมื่อก่อนเห็นหนังสือแนวนี้นี่ไม่อ่านเลย อ่านแต่นิยาย

 

“เค้าจ้างมาทำงานให้มาแก้ปัญหา ไม่ใช่มาเพิ่มปัญหา”—- เคยมีคนบอกเอาไว้ เออ ก็ถูกของเค้านะ

การทำงานคือการแก้ปัญหาจริงๆ มันอาจจะมีมีบางวันที่ปัญหารุมเร้า อาจจะเป็นวันที่ฝนตกสำหรับเรา

แต่เชื่อสิ ฝนน่ะไม่ได้ตกทุกวันหรอก ฝนตก… ถ้าไม่อยากเปียกก็กางร่มเอา ร่มใหญ่หน่อยก็กันลมกันฝนได้ดีขึ้น ร่มเล็กก็เปียกเยอะหน่อย

พอสตรองขึ้น(ร่มใหญ่ขึ้น) มันก็จะเผชิญหน้ากับปัญหาได้ดีขึ้นไปเอง ประสบการณ์ก็เลยสำคัญไง ต้องควบคู่ไปกับความรู้

 

ประโยคให้กำลังใจตัวเองจากเพลงโปรด ชอบฟังเวลาเหนื่อยๆ หรือท้อแท้ ฟังแล้วฮึกเหิม อยากนุ่งโจงกระเบนแดงออกรบเลย

What doesn’t kill you make you stronger!

Stronger (What doesn’t kill you) – Kelly Clarkson

5 ไอดอลคนเก่ง รวมเพจเจ๋งๆที่ล่ามญี่ปุ่นไม่ควรพลาด

เคยอ่านเจอมาว่า “เพื่อนที่คุณคบ หนังสือที่คุณอ่าน เพลงที่คุณฟัง หนังที่คุณดู จะสะท้อนความเป็นตัวคุณ”
ช่วงนี้เลยพยายาม record ว่าตัวเองอ่านหนังสืออะไรไปบ้าง เผื่อว่าชอบจะได้กลับไปค้นหาได้ง่ายๆ

แต่ปัจจุบันเป็นยุคอินเตอร์เน็ตที่การสืบค้นทุกอย่างสะดวกง่ายดายแค่เพียงปลายนิ้ว

เพียงแค่ยืนรอรถรับส่งตอนเช้าก็เป็นโอกาสดีๆที่จะเติมอาหารให้สมองสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่แล้ว

เราชอบหนังสือเรื่อง “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” เอามากๆ โดนใจแทบทุกถ้อยคำในนั้น เราจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้บ่อยมาก เพราะเราชอบมากจริงๆ พูดถึงบ่อยมากจนคนรอบตัวรำคาญหมดแล้วมั้ง 555+

หนึ่งในถ้อยคำที่เราประทับใจคือ “ศึกษาที่มาของความคิด”

ในยุค Big Data มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะใส่ทุกอย่างลงไปในหัวของเราซึ่งมีเมมโมรี่จำกัด

หนังสือแนะนำให้เราหาต้นแบบที่เราชื่นชอบ และศึกษาเกี่ยวกับต้นแบบดังกล่าว
จากนั้นศึกษาให้ลึกขึ้นว่าต้นแบบของเราชื่นชมใครอีกสามคน ศึกษาไปถึงสามคนนั้นด้วย

เราประทับใจมาก รวมถึงประทับใจภาพประกอบในหนังสือด้วย จนตั้ง target ของตัวเองเอาไว้เลยว่า จะเขียนหนังสือที่ตัวเองอยากอ่าน และต้องเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบด้วย

มันคือการมองหาไอดอลที่เราชื่นชม คนที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นพลังในด้านบวกที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง เราเลยเลือกไอดอลที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นที่เราชื่นชอบ และอยากแนะนำให้เพื่อนเราได้รู้จักด้วย เพราะเรามองคนเข้ามาอ่านบล็อกเราทุกคนเป็นเพื่อน ที่เราอยากจะแชร์สิ่งที่เราคิดว่าดี

 

บทความดีๆ ยิ่งกว่าความรู้ด้าน Marketing คือมุมมองเจ๋งๆในการทำงาน

คุณเกตุวดีเป็นนักเขียนที่เราประทับใจมาก คือถ้าจะเขียน ก็อยากพัฒนาตัวเองให้ไปถึงระดับนี้ให้ได้

แนะนำให้อ่านคอลัมน์ใหม่ของคุณเกตุวดี Makoto Marketing โดนใจเราสุดๆ เขียนสนุก มีสาระและชวนประทับใจ

บทความที่เราชอบที่สุด บทเรียนธุรกิจสดจากเตาร้านขนมปังญี่ปุ่น
คุณเกตุวดีบอกว่าตอนเขียนอินมาก เราเชื่อสุดหัวใจเลย คือพออ่านจบ เราอยากลาออกจากงานไปหัดทำขนมปังที่ร้านที่สามเลย แม่เรารีบเหยียบเบรคดังเอี๊ยดเลย 555+

เราชอบทำขนมปังอยู่แล้วเลยคลั่งไคล้มากเป็นพิเศษ เริ่มมาจริงจังกับการทำขนมปังก็ตอนไปบ้านเพื่อนคนญี่ปุ่นแล้วได้กินขนมปังอบใหม่ๆ กรอบนอก นุ่มใน มีความเหนียว มี texture ที่แตกต่างจากขนมปังที่วางขายทั่วไปในไทยเลย ชอบมากจนอยากทำให้ได้แบบนั้น

แต่ทุกวันนี้ก็ยังกาก ชอบทำขนมปังมั่วๆแบบไม่มีสูตร 555+ จะไปลงเรียน เลอ กอร์ดองเบลอ คอร์สเป็นแสนแม่ก็ด่าว่าแกจะบ้าเหรอ บ้านเราไม่มีเงินขนาดนั้น T^T

 

สุดยอดล่ามควบพิธีกรสายบันเทิงเกี่ยวกับญี่ปุ่นของเมืองไทย สวย เก่ง ครบ จบในคนเดียว ถ้าพูดถึงงานแนวนี้ต้องนึกถึงชื่อ บก. เรโกะขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ผลงานล่าสุดคือการเป็นพิธีกรงานเดบิวต์วง BNK48

“ตอนที่ได้รับการติดต่อจากทีมงานให้มารับหน้าที่นี้ บอกตรงๆเรามีความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง และค่อนข้างกดดัน เพราะช่วงนั้นมีข่าวดราม่าเกี่ยวกับงานอีเว้นต์ พิธีกรและศิลปินต่างประเทศ เราเองก็ไม่ใช่คนที่รับงานพิธีกรงานอีเว้นต์บ่อยมาก ผลงานเบื้องหน้าส่วนใหญ่ที่ผ่านมา เป็นพิธีกรรายการทีวีที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น (เคยทำมา 4 รายการ) ซึ่งมันเป็นการอัดเทปไว้ มีอะไรพลาดไปยังถ่ายใหม่ ยังตัดต่อได้ แต่นี่คือสดจริงๆ ต่อหน้าคนดูหลายร้อย ซึ่งทุกคนต่างเป็นแฟนคลับที่คาดหวังกับงานเปิดครั้งนี้มาก จะไม่ให้กดดันได้ยังไงล่ะ

แต่ถ้าเราไม่ลองทำ แล้วเมื่อไหร่จะก้าวไปอีกสเต็ปได้ เราเลยตกลงรับงานนี้ และหาข้อมูลเพิ่มเติม…”

ไดอารี่ประสบการณ์เป็นพิธีกรในงาน BNK48 The Debut

 

เสิร์ฟอาหารสมองๆทุกเช้าด้วยข่าวเหตุการณ์ปัจจุบัน ล่ามด๋อยๆอย่างข้าพเจ้า รอดตายเพราะศัพท์พี่ท่านมาหลายครั้งแล้ว รวมถึงเว็บ J-doradic ดิกชันนารีออนไลน์ที่เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานของล่ามหลายๆคน

 

ความรู้ภาษาญี่ปุ่นแน่นๆของล่ามมือเก๋าที่ยินดีแบ่งปันให้ล่ามรุ่นน้องด้วยน้ำใจอันล้นเหลือ มุมมองของล่ามภาษาญี่ปุ่นมืออาชีพที่ผ่านประสบการณ์อันยาวนาน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานที่จะช่วยทำให้คุณ “แปลได้”

“ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร” – พี่เอ็ม เพจล่ามอิสระ

 

มุมมองที่เข้าใจหัวอกล่ามด้วยกันเองผ่านตัวการ์ตูนล่ามน้องต่ายสุดน่ารัก ที่ล่ามคนไหนมาเห็นเป็นต้องกดไลค์ กดแชร์ เพราะเคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน 55555T_T5555 (ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่)

แต่ละมุกคือมันใช่ มันโดน มันคืออะไรที่โดนใจชาวล่ามอย่างแท้จริง บางเรื่องเห็นในการ์ตูนอาจจะขำ พอเจอกับตัวเองจริงๆนี่แทบน้ำตาร่วง (แง)

 

จริงๆแล้วเพจเกี่ยวกับญี่ปุ่นและภาษาญี่ปุ่นเยอะมากๆเลยค่ะ มีทั้งที่แบ่งปันเรื่องราวสนุกๆ ได้ความรู้และได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นไปด้วยในตัว มีเว็บแชร์คำศัพท์ที่รวบรวมไว้มากมาย เราตามไว้หลายเพจเหมือนกัน มีโอกาสเราจะเอามาแนะนำอีกนะ เหมือนอยากบอกเพื่อนอ่ะ “แกๆ ตามอันนี้ดิ สนุกดี ชั้นชอบ” แต่วันนี้เราเลือกมา 5 คนที่เราคิดว่าเป็นต้นแบบที่น่าศึกษา ตามความชอบส่วนตัวล้วนๆ ไม่อ้างอิงข้อมูลทางสถิติใดๆทั้งสิ้น

 

ตัวอย่างที่น่าศึกษาอีก 1 ท่านจากบทความที่เราได้อ่านมา

“ล่ามที่ดี กับล่ามที่เก่ง ไม่เหมือนกัน .. ล่ามที่ดีคือ แปลได้ถูกต้อง เป็นกลาง แปลตรงเท่านั้น แต่ล่ามเก่งต้องมีลีลา มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศ ทั้งรูปแบบประโยค น้ำเสียง ลีลา มาด
ล่ามต้องเป็นทั้งสองอย่างคือเป็นล่ามที่ดี และล่ามที่เก่งได้ และเลือกที่จะเป็นในเวลาที่เหมาะสม จึงเป็นล่ามที่ดีได้ คนที่จะเป็นล่ามที่ดีคือคนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้และรู้วิธี รู้การปรับ รู้การนำสติปัญญา ความสามารถของตนเองออกมาใช้ในการทำงานแปล และรู้วิธีในการฝึกทักษะ รวมถึง ความอุตสาหะหมั่นฝึกฝน”

อาจารย์บุญชู ตันติรัตนสุนทร ปรมาจารย์ล่ามญี่ปุ่น กับประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี

อ่านถ้อยคำนี้จบแล้วคือแอบกรี๊ดในใจเลย จริงมากๆ มันคือสายตาอันเฉียบคมที่ผ่านประสบการณ์ยาวนาน

เราอ่านหนังสือเรื่องขโมยให้ได้อย่างศิลปินมา แล้วอินมาก ก็เลยไปมองหาคนที่ควรค่าแก่การ”ขโมย”มา

ลองมองดูรอบๆตัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า นายญี่ปุ่น เพื่อนร่วมงาน พี่ล่าม คนที่ทำงานหน้างาน เราเชื่อว่าประสบการณ์และมุมมองของแต่ละคนมีอะไรเจ๋งๆที่ควรค่าแก่การขโมยแน่นอน

ในยุคของ IoT ซอฟท์แวร์แปลภาษาจะสามารถเข้ามาแทนที่ล่ามได้หรือไม่

เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราเคยเขียนเรื่อง เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

มองย้อนกลับไปแล้วตลกชื่อหัวข้อ ตอนนั้นพวกเพจแนว click-bait กำลังดัง

จากสถิติใน wordpress เรื่องนี้เป็นบทความที่มีคนเข้าชมสูงสุดตลอดต่อเนื่องมา 2 ปีซ้อน จากทุกเรื่องที่เราเคยเขียนมา (ศรีดีใจเหลือเกินค่ะคุณขา ขอบคุณมากๆเลยนะคะ) แสดงว่าเรา… เราฟลุค 555+

เราอยากเป็นนักเขียน แต่ก็อยากเป็นด้วยความกลัวมาตลอด เพราะตอนป.5 เราบอกครูว่าอยากเป็นนักเขียน หรือบอกใครว่าอยากเป็นนักเขียน ทุกคนก็บอกเราว่า มันไส้แห้งนะ (จริงๆบอกว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน เราชอบพี่ต่ายกับพี่นิคขายหัวเราะ) พอบอกอย่างนั้นทุกคนก็ช่วยเหยียบเบรคดังเอี๊ยดดดดด! ว่าอย่าเลย “มันไส้แห้งนะ เราเรียนเก่ง ไปเป็นอย่างอื่นดีกว่า”

ผิดที่ตอนเด็กๆเรียนเก่ง เลยไม่มีสิทธิ์ทำตามความฝัน? พอโตมา ความที่เคยเรียนเก่ง ก็ไปเจอคนเก่งกว่า เราก็ไม่เก่งแล้วอ่ะ

ใครถามว่าอยากเป็นอะไรเราตอบไปหลายอย่างนะ หมอมั่ง นักการทูตมั่ง ผู้พิพากษามั่ง อัยการมั่ง (ไม่มีอาชีพล่ามเลย)

ก็ตอบเหมือนพี่ทอม Room39 ที่กำลังดังสุดๆในตอนนี้จากรายการ the mask singer ว่าอยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักร้อง แต่ไม่กล้าตอบครูแบบนั้น ก็ได้แต่ตอบตามเพื่อนๆไป

แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความอยากเป็นนักเขียนไม่เคยหายไปจากใจเราจริงๆ

เราเป็นล่าม เราซื้อบ้าน เราหาเงินได้ ทั้งหมดที่ทำ ก็ทำเพื่อให้ไส้ไม่แห้ง จะได้มีอิสระพอ ที่จะทำตามความฝัน

บล็อกนี้เป็นความฝันของเรา แค่ขอให้ได้ทำมันเป็นงานอดิเรกก็ยังดี

เนื่องจากมันเป็นแค่ความฝันเดียวที่เรามีในตอนนี้ เราเลยกลัวมาก เราเขียนด้วยความกลัวลึกๆ เรากลัวคอมเม้นท์ เรากลัว cyber-bullying แต่ถ้าเอาแต่กลัว ก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี เราเลยตัดสินใจเขียน แบบกลัวๆกล้าๆ ที่เกริ่นเรื่องตัวเองมายาวๆน่าเบื่อ เพราะเราอยากจะบอกว่า เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นกูรูอะไรเลย เราแค่คาดการณ์ทิศทางในอนาคต จากสิ่งที่เราได้เห็น ได้ฟัง ได้แปลมา มันเป็นการคาดการณ์ลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป ไม่สามารถอ้างอิงอะไรได้เลย ถ้ามีคนถามมาเราจะพยายามตอบนะ ตอบเท่าที่เรารู้ แต่เราไม่ใช่อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะตอบอะไรยากๆได้ มันแค่บล็อกของคนอยากเป็นนักเขียนและพยายามเขียนอะไรออกมา คือเรา wannabe แต่เราก็ยังไม่ได้เป็นนักเขียนจริงจัง

เกริ่นมาซะยาวเหมือนระบายความอัดอั้นตันใจ ไม่ต้องอ่านก็ได้ค่ะ ข้ามมาตรงนี้ได้เลย

สาระ(ที่พอจะมีบ้าง แม้จะน้อย) อยู่ถัดจากนี้ไป⇒

บทความเรื่อง 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม เราเขียนเอาไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเรามีมุมมองที่เด็กกว่าตอนนี้ ในช่วงเวลา 2 ปี เรามีโอกาสได้พบ ได้เห็น ได้แปลอะไรมากขึ้น ก็เลยคิดอะไรได้มากขึ้น หากมีคนมาถามเราว่า “คิดว่าอาชีพล่ามยังจำเป็นอยู่มั้ย” เราตอบอย่างมั่นใจเลยว่า “จำเป็น”

ก่อนหน้านี้เรามีโอกาสได้เข้าฟังอบรมเรื่องระบบบริหารคุณภาพ IATF16949 มา ซึ่งเราได้แนวคิดที่น่าสนใจมาว่า “องค์กรจะต้องดูบริบท (สิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก)ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ และนำมาคิดคำนึงถึงความเสี่ยง”

“ความเสี่ยง คือ อุปสรรคที่จะขัดขวางให้เราไม่บรรลุเป้าหมาย ถ้าเราสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ดี เราก็มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้น”

นอกจากนี้เรายังมีโอกาสได้แปลบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร ซึ่งพูดถึงในเรื่อง IoT: Internet of Things ที่อินเตอร์เน็ตจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึง Connected Car ที่รถยนต์ไม่ได้มีหน้าที่เป็นแค่ยานพาหนะที่ใช้เคลื่อนย้ายพาคนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นยานพาหนะที่มีผลต่อชีวิตของผู้โดยสารในนั้น จึงมีการเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้น เช่น การขับขี่ที่ปลอดภัยมากขึ้น ระบบขับขี่อัตโนมัติ หรือการเชื่อมต่อกับบริการต่างๆ (เกิดอุบัติเหตุแล้วมีการส่งสัญญาณไปยังศูนย์ช่วยเหลืออัติโนมัติ)

อ่านเพิ่มเติม モノのインターネット

บอกเลยว่าแปลไปขนลุกไป (ไม่ได้ปวดอึนะ!) คือเราเป็นคนอินง่าย และชอบเอาทุกอย่างมารวมกัน เรามองว่าความคิดของผู้บริหารและคุณค่าที่ลูกค้าคาดหวังต่อรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป มันจะส่งผลกระทบอะไรต่อล่ามที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมรมยนต์บ้าง ก็นั่งคิดเล่นๆแต่ความคิดยังไม่ตกผลึกดีนัก และคิดว่าเรื่องแบบนี้คิดคนเดียวก็ไม่ได้ด้วย ดังนั้นเราเปิดคำถามทิ้งไว้ เผื่อมีใครมีไอเดียที่น่าสนใจ เราจะได้คิดต่อ

คุณคิดว่าในอนาคต อาชีพล่ามยังจำเป็นอยู่หรือไม่ และถ้าจำเป็นล่ามที่เหมาะสำหรับอนาคตควรเป็นอย่างไร?

ที่เรามีคำถามแบบนี้ เพราะมีคนมาถามเราว่า “ในการประชุมใหญ่ๆ คิดว่า software อย่าง google translate จะสามารถใช้งานได้จริงๆหรือ”

สำหรับตอนนี้ คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วว่า “ไม่ใช่” เพราะเราไม่เคยเห็นใครใช้ google translate แปลประชุม

แต่ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ เอ็นจิเนียเค้าใช้นะ เช่น ใช้แปล FTA เค้านั่งก็อปแปะแปล FTA จากญีุ่่ปุ่นเป็นอังกฤษเอง ซึ่งค่อนข้างจะแม่นด้วย (พี่เค้าไม่ได้ส่งให้เราแปลเพราะเห็นว่าเรางานยุ่ง โถ…พ่อคุณ ทำไปเป็นคนดีจัง ส่งมาเถอะค่ะ อย่างน้อยจะได้ช่วย cross-check ว่ากูเกิ้ลมันแปลถูกรึเปล่า บางทีมันก็แปลถูก บางทีมันแปลอะไรมาก็ไม่รู้)

เราไปเจอบทความที่น่าสนใจมา

Humans beat AI in language translation

สรุปคร่าวๆคือในการแปล คนสามารถเอาชนะซอฟท์แวร์ได้ในการแปล แต่ในอนาคต ถ้ามีผู้ใช้งานซอฟท์แวร์มากขึ้น ซอฟท์แวร์พวกนี้ก็จะฉลาดมากขึ้น แถมยัง”ไม่ลืม”ด้วย ในขณะที่คนลืมได้ ใครจะไปรู้ วันหนึ่งเราอาจจะแพ้ AI ก็ได้

ตอนนี้เวลาเจอคนพูดไม่รู้เรื่อง พูดแล้วงงๆ แปลยากๆ เราก็เลยพยายามโลกสวยวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ ด้วยการนึกในใจว่า “ขอบคุณค่ะที่ทำให้เรามีงานทำ มีเงินใช้ ถ้าพี่พูดรู้เรื่อง ป่านนี้หนูอาจจะตกงานไปแล้วก็ได้ค่ะ”

เราชอบแนวคิดของลุงจิโร่ แห่ง JIRO DREAM OF SUSHI นะดูหนังแกแล้วจะหลับๆก็จริง แต่ชอบที่แกบอกว่า “คิดเรื่องซูชิทุกวัน ตลอดเวลา พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆในทุกๆวัน” (ไม่รู้พูดจริงๆพูดแบบนี้รึเปล่านะ ดูตอนง่วงอ่ะ แต่จำได้ว่าแบบนี้)

ซึง่มันสอดคล้องกับแนวคิดขององค์กรญี่ปุ่นเรื่องการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่อยู่ในแนวคิด MONOZUKURI ของญี่ปุ่นนะ ใน ISO ก็มี ตั้งแต่ทำงานนี่เจอคำว่า 継続的な改善 บ่อยมาก คือแปลจนมันฝังรากลงไปในสมอง จนซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว

ที่เราไปทำงานเป็นล่ามทุกวัน เราก็น่าจะคุ้นเคยกับ GENBA ดี ในขณะที่ GENBA พยายามปรับปรุงอยู่ทุกวัน ถ้าพนักงาน indirect หรือแม้แต่ล่ามไม่ปรับปรุงการทำงานของตัวเอง มันก็ดูจะเอาเปรียบพนักงานที่ทำงานร้อนๆอยู่หน้างาน (ต้องขอบคุณคุณลุง GM จอมโหดที่บริษัทเก่า ที่ด่าเราหรือด่าคนอื่นไม่รู้แต่เราต้องแปลแทบทุกวันจนความคิดนี้ฝังติดแน่นในหัวเรา ขนาดข้ามถนนนอกบริษัทเรายังมองซ้าย-ขวา ชี้นิ้วเมื่อถึงทางแยกเลย)

เอกสารที่เราได้แปลบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร เค้าบอกว่าเค้าอยากเอา IoT เข้ามาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือดึงเอาภูมิปัญญาของมนุษย์ออกมา IoT จะช่วยทำงาน routine แทนคนได้ และพองานตรงนี้หายไป คนก็จะมีเวลาเหลือพอไปใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นหรือสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา เราแปลไปแล้วเรารู้สึกว่า เคา้เจ๋งอ่ะ เราชอบแนวคิดนี้ของเค้า อ่านแล้วมัน ว้าว! มากๆ

อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่  IoTで人智を引き出し究極のモノづくりを目指す

แน่นอนว่าอีกนานกว่าซอฟท์แวร์จะสามารถเอาชนะคนได้ในการแปลภาษา เพราะงานล่ามแทบจะไม่มีความเป็น routine เลยแต่สำหรับเรา เราคงจะไม่รู้สึกว่าพอใจแค่ว่า ชั้นชนะกูเกิ้ลทรานเสลทนะ ชั้นสบายใจแล้ว เราคงไม่พอใจอะไรง่ายๆแค่นี้ ถ้าอยากจะตามทันการเปลี่ยนแปลง เราคิดว่าต้องทำแบบลุงจิโร่ ต้องแข่งกับตัวเอง ท้าทายตัวเอง ยกระดับให้สูงขึ้นไปอีก (เออ เราบ้าไปแล้ว เราแปลเรื่องพวกนี้จนมันฝังเข้าไปในหัวเรา ขนาดวันหยุดเรายังคิดเรื่องพวกนี้เลย ฮืออ ข้อเสียของคนอินง่าย อ่านนิยายก็ร้องไห้ เจออะไรก็เก็บไปฝัน)

ปีนี้เป็นปีที่มุมมองในการทำงานเราเปลี่ยนเยอะมาก เราพยายามดิ้นรนหาเป้าหมายใหม่ๆให้ตัวเองหลังจากสอบผ่าน แต่ก็ยังหาเป้าหมายที่ท้าทายและทำให้เป็นจริงได้ไม่เจอสักที

เราเลยไปนั่งเล่นเกมซิมส์ 4 ที่ซื้อมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเล่นสักที เมื่อวานเล่นไป 10 ชั่วโมง ในนั้นเราเล่นเป็นนักเขียน สิ่งที่ซิมส์เราทำก็คือ เขียนๆๆๆและเขียนเพื่อประสบความสำเร็จในอาชีพ

นั่นแหละ..เป้าหมายเรา อยากเป็นนักเขียน คุณก็ต้องเขียนสิ ไปทำอย่างอื่นมันช่วยให้เป็นนักเขียนได้มั้ย

อย่างที่บ่นไปยาวๆตอนแรกว่าเรากลัวการเขียน เพราะรู้สึกว่าตัวเองกากเกินกว่าจะไปสอนใคร ภาษาญี่ปุ่นเราก็งั้นๆ เราเป็นแค่ล่ามธรรมดาที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน (ที่ต้องเป็นแบบนี้เพราะถ้าเป็นนักเขียนอย่างเดียวไส้จะแห้ง เลยต้องเป็นล่ามควบด้วยเพื่อให้ไส้เปียก)

เมื่อเดือนที่แล้วมีเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเราอย่างรุนแรง จนเรารู้สึกว่าต้องระวังตัว ต้องระมัดระวังคำพูดให้มากๆ แต่ถ้ากลัวจนไม่พูด ไม่คิด ไม่ทำอะไรเลย มันก็คงไม่ดีเท่าไหร่ เราเลยพยายามเอาชนะความกลัวของตัวเองด้วยการเขียนออกมา เพราะเราพูดไม่ค่อยเก่ง (แต่รักหมดใจ… ถ้ารู้ว่าชอบอะไรจะหาให้เธอออออ) พูดแล้วทำให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือรู้สึกแย่ได้ง่าย เราเลยพยายามแสดงออกด้วยการเขียนแทน

อ้าวเฮ้ยยยย…ล่ามไม่ใช่เครื่องแปลภาษานี่นา!

เห็นภาพจากเฟซบุคของ พี่เอ็ม แห่งเพจ ล่ามอิสระ แล้วโดนใจมากๆ ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์ไปเลยทีเดียว

พี่เอ็มบอกว่า “ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร”

ถั่วต้มมมมม เอ้ยยยย ถูกต้องเลยค่ะ!!

ข้าน้อยยังด้อยประสบการณ์นัก ยังคิดอะไรเฉียบคมลึกซึ้งเท่านี้ไม่ได้ แต่พี่ท่านนี่เป็นอาจารย์ของจริง คารวะหนึ่งจอก

เราจะยกตัวอย่างสถานการณ์สนุกๆที่ได้พบเจอมาในวันนี้ให้ดูนะคะ

Situation 1

วันนี้เราได้รับโอกาสให้ไปแปลจ๊อบที่ไม่ใช่แผนกตัวเอง เป็นการแปลให้กับลูกค้าที่เข้ามาตรวจสอบหน้างาน

ซึ่ง ลูกค้าที่มาก็มีเอ็นจิเนียคนไทยที่เก่ง พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งมาก ลุคเค้าเหมือนพี่นักเรียนทุนมงที่เป็น Factory Manager คนที่เป็นอาจารย์สอนหลายๆอย่างให้กับเรา

วันนี้ก็ทำหน้าที่ไปตามปกติ มันก็จะมีจังหวะที่ GM คนญี่ปุ่นจากบริษัทลูกค้าพูดยาวๆ ยาวมากกกกกก คุยกับเอ็นจิเนียท่านนี้ ด้วยเสียงกระซิบกระซาบกับอีกด้านของห้องประชุม

เราฟังภาษาญี่ปุ่นที่เค้าคุยกันเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่า 中央 ちゅうおう ที่คุยกันหมายถึงอะไร รู้ว่าแปลว่าตรงกลาง, center แต่แปลไม่ได้ (ก็พี่เล่นคุยกันเองแถมงุบงิบกันสองคนอ่ะ ตามไม่ทันอ่ะ ไม่รู้แบคกราวน์ด้วย เดาไม่ถูก ไม่กล้าเดา เค้ากลัวเดาผิด)

พอคุยกันจบก็เงยหน้ามา คนไทยก็ถามว่า คุยอะไรกัน ลูกค้าที่เป็นเอ็นจิเนียก็พยักหน้าให้เราแปล

เราเลยถามกลับว่า “เมื่อสักครู่นี้ที่พูดถึง 中央 หมายถึงอะไรคะ”

พี่เค้าเลยเล่าให้ฟังเลยว่าหมายถึงตำแหน่งแปะเทป ต้น กลาง ปลาย ตำแหน่งกลางจะยกเลิกได้รึเปล่า อยากจะให้พิจารณา (ค่าาา ตอนพี่คุยกันพี่ไม่ได้พูดแบบนี้น่ะสิ แล้วจะเอาที่ไหนมาเข้าใจน้อ ได้แต่คิดในใจ แต่ก็ขอบคุณเค้าในใจที่ช่วยอธิบายให้)

เวลาที่ในห้องประชุมมีคนไทยที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ แน่นอนว่าถ้าเค้าไม่ต้องใช้ล่ามเค้าก็อยากจะตอบเลย จึงไม่มีใครหยุดให้แปล ก็คุยกันเอง แต่คนที่ฟังไม่ออกก็อยากจะรู้เรื่องด้วย บางทีเราตามเรื่องไม่ทัน แต่ก็ต้องสรุปเรื่องให้ได้

อย่างสถานการณ์แบบนี้ คนฟังไม่ได้อยากรู้ว่า “พูดว่าอะไรบ้าง” จึงไม่จำเป็นต้องแปลให้ครบทุกคำ

แต่สิ่งที่คนฟังอยากรู้คือ “คุยเรื่องอะไรกัน” แต่ต้องแปลให้ เข้าใจความ

ดังนั้น สิ่งที่ล่ามพอจะทำได้คือ ฟัง และจับประเด็นให้ได้ หากจับประเด็นไม่ได้ให้ถาม เพื่อทวนความเข้าใจ

เวลาจดไม่ต้องจดทุกคำพูด แต่จด Keyword ให้เราสามารถเอามาแปลแล้วได้ใจความที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ

เราก็ทำแบบนี้แหละ ตรงไหนตกหล่นไป ลูกค้าเค้าก็เสริมให้

ล่ามบางคนอาจจะกลัวสถานการณ์ที่มีคนพูดภาษาญี่ปุ่นได้และรู้แบคกราวน์มากกว่าเรา ตอนแรกที่ยังไม่เคยเจอเราก็กลัวสถานการณ์แบบนี้

แต่จากประสบการณ์การทำงานของเรา ส่วนใหญ่คนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้จนถึงพูดเก่ง เค้าช่วยเรามากกว่าจะจับผิดนะ เราได้รับการช่วยเหลืออยู่เสมอในสถานการณ์ที่เราเบลอๆ หรือไม่เข้าใจ หรืองงเองเพราะมีคนหลายคนพูดพร้อมกัน จากที่เราเจอมา เราว่าคนที่เก่งจนถึงระดับนี้เค้าไม่มาเสียเวลาจับผิดล่ามหรอก คนที่ชอบจับผิดล่าม ก็มีอยู่สองกรณี

1.ล่ามแปลผิดจริงๆ (เพราะอะไรก็ไม่รู้แหละ)

2.ไม่เก่งภาษาจริงๆแต่อยากโชว์พาว

Situation 2

หรือ user พูดญี่ปุ่นได้เป็นคำๆ แล้วพูดว่า ようか 八日 ก็วันที่ 8 ใช่มั้ยคะ โยกะเต็มสองรูหูเลย

พอล่ามแปลไปว่าวันที่ 8

ก็โดนแย้งว่า “ไม่ใช่ วันที่ 4” (พี่ๆ นั่นมัน よっか 四日 เอาเถอะ นี่ไม่ใช่ชั่วโมงเรียนภาษา และเราก็ไม่ได้เป็นครู ก็เงียบๆไป)

สถานการณ์แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องปล่อยผ่านไป อย่าเก็บเอาทุกเรื่องมาใส่ใจเลย เล็กๆน้อยๆน่า คิดมากเดี๋ยวหัวล้านนะ

Situation 3

พี่เอ็นจิเนียบริษัทเราเอง เป็นคนพูดแล้วงงๆอยู่แล้ว ประมาณว่า ไปไหนมา สามวาสองศอก ตอบไม่ตรงคำถามตลอด

พี่คนไทย “หลังจากของเค้าโดนสอยไปสองตัว เค้าก็เป็นกังวล กลัวจะโดนตัดทั้งหมด”

ล่ามแปล “หลังจากมีการยกเลิกการผลิตไป 2 part no. ทาง supplier ก็มีความเป็นกังวลว่า part no. อื่นจะถูกยกเลิกตามไปด้วยรึเปล่า”

(แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบเป็นภาษาคนได้เพราะเรื่องนี้รู้แบคกราวน์)

สถานการณ์แบบนี้บางคนอาจจะหงุดหงิด พูดอะไรของเอ็งฟะ สอยเสยอะไร คิดบ้างมั้ยว่าเราจะแปลคำว่า”สอย”เป็นภาษาญี่ปุ่นยังไงดี

แต่เวลาเราเจอคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เรานึกขอบคุณเค้านะ ที่ทำให้เรายังมีงานทำ มีเงินเดือนใช้ และเครื่องจักรไม่สามารถแทนที่เราได้ เพราะแพทเทิร์นการพูดของเค้าซับซ้อนเกินกว่าจะมีซอฟท์แวร์ตัวไหนไล่ตามได้ทัน

คือถ้าพูดแบบนี้ บริษัททำซอฟท์แวร์คงต้องอัพเดตเฟิร์มแวร์ให้รองรับตลอดเวลา ซึ่งไม่รู้ว่าจะคุ้มกับต้นทุนในการพัฒนารึเปล่า (ฮา)

จากตัวอย่าง 3 สถานการณ์ข้างต้น สนับสนุนคำกล่าวของพี่เอ็มที่ว่า “ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร”ได้เป็นอย่างดี

แต่ไม่ใช่ user ทุกคนจะเข้าใจการใช้งานล่าม และล่ามก็ถือเป็นคน ไม่สามารถจะเขียน manual อธิบายการใช้งานได้

แล้วจะทำอย่างไรดี?

พี่ล่ามเราท่านหนึ่งเคยบอกเราในสถานการณ์ที่เราเครียดกับการฟังผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในบริษัทไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นคนญีปุ่่นที่พูดงุบงิบในคอและพูดไม่จบประโยค เราไม่เข้าใจจริงๆว่าพูดแบบนี้เค้าต้องการอะไร และคนอื่นก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

พอไปงอแงนิดหน่อยกับรุ่นพี่ล่าม (จริงๆรุ่นป้าแล้ว อิอิ เวลาเรียกป้าคือคำนำหน้าแสดงความเคารพนะคะ) ป้า เอ้ย พี่ก็สอนเราว่า “ไม่ใช่แค่เราที่ต้องปรับตัว เค้าก็ต้องปรับตัวในการทำงานกับเราด้วยเหมือนกัน แล้วเค้าเป็นผู้ใหญ่กว่า เค้าอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากกว่าเราอีกนะ” สาธุ กราบป้างามๆ จริงของป้า เอ้ย พี่ๆๆๆ

จากคำสอนของป้า มันทำให้เราเข้าใจได้ว่า คนไม่ใช่เครื่องจักร มันก็ต้องพยายามปรับตัวเข้าหากันให้ทำงานได้ เคล็ดลับของความสำเร็จในหลายๆที่ก็มาจากการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ดีนี่แหละ

ถึงแม้เราจะมีอาชีพเป็นล่ามอยู่ตอนนี้ เข้าใจความยากลำบากของอาชีพนี้เป็นอย่างดี แต่เวลาทำงานเราพยายามจะโลกสวย พูดภาษาสวยๆคือ พยายามรักษามุมมองที่เป็นบวกต่อการทำงานเข้าไว้ คือพยายามทำความเข้าใจว่า user ต้องการสื่ออะไร หรือ พูดแบบไหนคนฟังถึงจะเข้าใจง่าย และความหมายไม่ผิดเพี้ยนไป

ไม่ว่าสารที่ส่งมาจะเยอะ ยาว มีแต่น้ำ จับใจความไม่ได้ยังไง แต่สิ่งที่ผู้รับสารต้องการฟังคือสารที่สื่อสารได้รู้เรื่องและเข้าใจง่าย

เราพยายามให้ output ในการแปลของเราออกมาเป็นแบบนั้น เพราะ user คือลูกค้าของเรา

เวลาอยู่บริษัทไหนๆ ก็สอนเรื่องการตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าทั้งนั้น พูดกันเรื่องคุณภาพที่ดีทำให้ลูกค้าพอใจกันทั้งนั้น เราเลยเอามาประยุกต์ใช้ในการทำงานของตัวเอง

ขณะที่โรงงานหรือบริษัทมีการไคเซ็น ปรับปรุงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เราเลยคิดว่าเราควรจะปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอเพื่อตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน

เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักรที่ใช้แล้วเสื่อมสภาพ ต้องทิ้ง กลายเป็นขยะเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเป็นวัสดุสิ้นเปลืองแล้วใช้แล้วหมดไป แต่ทรัพยากรมนุษย์นั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งมีการพัฒนาเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อมีคุณค่ามาก ก็เพิ่มมูลค่าได้มากเช่นกัน

ถ้าคุณค่าต่ำกว่ามูลค่า ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา หรือเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มทุน

แต่ถ้าคุณค่ามากกว่ามูลค่า ก็เป็นสินค้าที่คุ้มค่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ใครๆก็อยากใช้งาน

จริงๆเราก็ไม่ได้โลกสวยหรือมีไอเดียดีๆ มีวันที่สวยงาม ชีวิตฉันวิ่งท่ามกลางทุ่งลาเวนเดอร์แบบนี้ทุกวันหรอก วันแย่ๆก็มี แต่เวลาคิดอะไรดีๆออกก็อยากจะจดบันทึกเอาไว้

เพราะความรู้สึกแย่ๆมันเกิดขึ้นเองได้ง่ายๆอยู่แล้ว โดยเฉพาะวันที่เรารู้สึกแย่ๆ แต่ความทรงจำดีมันเกิดขึ้นได้ยากกว่า บางครั้งเราต้องนึกให้ออกเพื่อเก็บเอามาเป็นพลังงานในวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นใจ

เรานึกถึงเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคสามน่ะ เวลาเจอผู้คุมวิญญาณ คาถาที่จะช่วยขับไล่ผู้คุมวิญญาณได้คือ คาถาผู้พิทักษ์ “เอกซ์เปกโต พาโตรนุม” ในการเสกคาถานี้ได้ จะต้องใช้ความทรงจำที่คความสุขมากๆแล้วมีพลังมากพอ จึงเป็นคาถาชั้นสูงและเสกได้ยากมาก

ในขณะที่ผู้คุมวิญญาณ พวกมันจะดูดกลืนความสุขไปจากคนผู้นั้น จุมพิตจากผู้คุมวิญญาณจะดูดกลืนความสุขทุกอย่างในชีวิตไปจนคนๆนั้นจมอยู่ในความทรงจำแย่ๆ

ความคิดในแง่ลบ = ผู้คุมวิญญาณ

ความคิดในแง่บวก = ผู้พิทักษ์

เราเลยอยากสะสมความทรงจำที่มีความสุขเอาไว้มากๆ ให้ตัวเองสามารถลุกขึ้นมาทำงานต่อไปได้ในทุกๆวัน

เคล็ดลับสู่การเป็นสินค้าที่ขายได้ = อย่าอายที่จะเป็นตัวประหลาด

สวัสดีค่ะ ผลสอบวัดระดับรอบกลางปีเพิ่งออกไปเมื่อวานนี้ แต่เราจะไม่พูดถึงมันหรอกนะคะ

สิ่งที่เราอยากจะพูดเกี่ยวกับสอบวัดระดับ เราจะเก็บไว้เขียนวันที่เราสอบผ่านค่ะ (แต่วันนี้ยัง 555+)

แล้วปกติเขียนเรื่องล่าม ทำไมวันนี้ถึงตั้งชื่อเรื่องเกี่ยวกับการขายของ

เราก็ยังวนเวียนเขียนเรื่องล่ามๆเหมือนเดิมแหละค่ะ เพราะไม่มีความรู้ทางด้านการตลาด แต่สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ เวลาอ่านเรื่องของคนที่ประสบความสำเร็จก็คือ “ทุกคนมีความเป็นเอกลักษณ์”

ช่วงนี้งานที่บริษัท เราจะได้แปลการพรีเซนท์เพื่อเลื่อนตำแหน่งของพนักงาน โดยจะเป็นการ coaching จากผู้บริหาร ทำให้เราได้ไอเดียอะไรดีๆมาเยอะมาก

เราชอบที่ผู้บริหารคนไทยแนะนำว่า “เวลากินข้าวเหนียวมะม่วง เราจะรู้ว่าข้าวเหนียวนุ่มหอม มะม่วงหวานอร่อย แต่ถ้ากินรวมมิตร เราก็จะจำไม่ได้ว่ามันมีอะไรโดดเด่น”

ซึ่งพอไปนำเสนอในเวทีที่เป็นผู้บริหารคนญี่ปุ่น คอมเม้นท์ก็เหมือนกัน “เห็นคุณอธิบายมาเยอะแยะมากเลย แต่สุดท้ายแล้วผมไม่เข้าใจว่าคุณต้องการจะบอกอะไร”

ในความเป็นจริงแล้วเราอาจจะทำมาเยอะมาก อยากจะบอกสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด แต่จากการได้เป็นผู้แปลทำให้เราได้ฟังมา เราคิดว่ายิงให้ตรงประเด็นดีกว่า

เมื่อวานคุณลุงที่เป็นหัวหน้าเรา สอนคำศัพท์ว่า 単刀直入 たんとうちょくにゅう

[名・形動]《一人で刀を持って敵に切り込む意から》直接に要点を突くこと。遠回しでなく、すぐに本題に入ること。また、そのさま。「―な言い方」

遠回しでなく前置きなしに、いきなり本題に入り要点をつくさま。一本の刀を持ち、ただ一人で敵陣に切り込む意から。

ลุงพูดในความหมายของ “การตอบให้ตรงคำถาม” ซึ่งมันเป็นความยากสำหรับล่ามมาก เวลาเจอคนตอบไม่ตรงคำถาม ไปไหนมา สามวาสองศอก

แน่นอนว่าล่ามทุกคน อยากจะแปลให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว

ย้อนกลับไปที่เรื่องของ ความเป็นเอกลักษณ์ต่อ

ช่วงนี้เรากำลังพยายามคิดๆๆ หาเส้นทางของตัวเองอยู่ เพราะมันมาถึงช่วงอายุที่เป็นจุดเปลี่ยนพอดี (ขอสงวนสิทธิ์ไม่บอกว่าอายุเท่าไหร่ อิอิ)

พี่ล่ามที่เป็น mentor เราตอนนี้อยากให้เราไปสายคุณภาพ อยากเห็นเราไปได้ไกลๆ แต่เราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบทางนี้จริงๆรึเปล่า

กับอีกเรื่องที่พี่เค้าบอกเราก็คือเวลาแปลเอกสาร “ภาษาไทยสวยมาก”

ตอนเด็กๆวิชาที่เราทำได้ดีที่สุด ก็ภาษาไทยนี่แหละ

ตอนแปลประชุมตอนเช้ากับพนักงานที่อยู่หน้างาน เวลาลุงพูดภาษาญี่ปุ่นมา เราก็พยายามจะแปลออกไปให้เป็นภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติและเข้าใจง่าย คุณลุงคนญี่ปุ่นเราพูดภาษาไทยเก่งมาก ฟังออกหมดเลย ลุงก็ฟังเราแปล แล้วก็หันมาชมเราว่า “พูดภาษาไทยเก่งมากหนา”

“ก็คนไทยนี่คะ”

วันนี้พี่ล่ามที่ทำงานที่เป็น perfectionism ก็เดินมาหาเราแล้วบอกว่า “ช่วยพี่แปลประโยคนึงดิ พี่พยายามคิดแล้วแต่มันยังไม่ได้ พี่อีกคนเลยให้มาถามเราดู เป็นว่าเป็นคนมีจินตนาการ น่าจะถนัดอะไรแบบนี้”

เรา “555+ หมายถึงงานมโนเหรอคะ ด้ายยยย เดี๋ยวแปลแล้วส่งเมลล์ไปให้นะคะ”

ประโยคภาษาไทยที่ว่านั้นเขียนว่า “หากจะมองจากเบื้องบนลงมาที่มหานครโตเกียว ก็คงจะมองเห็นแสงไฟที่สาดแสงอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งอย่างไม่รู้จักจบสิ้น”

เคยอ่านหนังสือสอนแปล EN<>TH มา หนังสือบอกว่าการแปลนั้นจะต้องถ่ายทอดได้ทั้งความหมายและรสของภาษาด้วย ปกติเราแปลรายงานปัญหาคุณภาพ มันก็ไม่ต้องใช้จินตนาการอะไรหรอก แต่ถ้าเจอแบบนี้ ก็ถึงเวาที่ต้องขุดเอาจินตนาการขึ้นมาใช้

เราก็นึกถึงซีรี่ย์ เรื่อง Hanzawa Naoki เฉือนคมนายธนาคารที่กำลังดูอยู่ตอนนี้ นึกถึงฉากที่ Hanzawa พาภรรยาไปดูแสงไฟในเมืองที่มองจากที่สูง

แล้วเราก็คิดประโยคออกมาได้ ประโยคเต็มๆจำไม่ได้หรอก เราใช้แต่ไวยากรณ์อนุบาล แต่เราใช้คำว่า “どこ見ても消えてもなく、輝いている照明” ซึ่งพี่ล่ามก็ชอบคำนี้ของเรา ก็คุยๆหัวเราะกันว่าเราควรจะไปเอาดีทางด้านเล่นลิเกมากกว่า 555+

ไม่ว่าจะทำธุรกิจส่วนตัว หรือจะเป็นพนักงาน เราก็ต้องขาย”ของ”กันทั้งนั้น ท่ามกลางสินค้าที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด จะทำยังไง ให้เราเป็นสินค้าที่ขายได้อยู่เสมอ

แน่นอนว่าทำธุรกิจ มันคือการขายสินค้า หรือบริการ

ส่วนการเป็นพนักงาน มันคือการขาย “ตัวเอง”

อย่างแรกเลยที่เราต้องขายก็คือตอนที่ไปสัมภาษณ์งาน คำถามที่มักพบบ่อยๆคือ “ช่วยบอกข้อดี-ข้อเสียของคุณหน่อยได้มั้ย”

สำหรับการนึกถึงข้อเสีย เราอาจจะนึกได้ไม่ยากเย็นอะไร แต่มันจะยากตรงที่จะเอามาตอบยังให้พลิกจากข้อเสียไปเป็นข้อดีได้ และไม่ดูตอแหลเกินไปจนกระดากปากเวลาจะพูด (555+ วันนี้มีแต่คำไม่น่ารักเลย ช่างเถอะ บล็อกของเราเอง)

ส่วนข้อดี หลายๆคนใช้เวลานึกเป็นปีๆก็ยึงนึกถึงอันที่มัน “ใช่” ไม่ออก

ถ้าจะถามเรา เราคงบอกได้ว่า คิดให้ดีๆ คิดให้เยอะๆ แล้วเลือกมาข้อเดียวที่เด่นจริงๆ อย่างที่ลุงบอกแหละ “単刀直入” แทงให้ตายด้วยดาบเดียว ยิงให้ตรงเป้า เอาให้เข้าประเด็น

ถ้าจะอธิบายเพิ่มว่าอะไรคือ “จุดเด่น” สำหรับเราก็คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ไม่ว่าใครก็เลียนแบบไม่ได้”

แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ขาย เราก็มักพบธุรกิจที่เจ๊งตามๆกันบ่อยๆก็คือพอเวลาอะไรฮิตขึ้นมาก็แห่ไปขายอย่างเดียวกันจนเกร่อไปหมด แล้วสุดท้ายก็มีแต่คนขายไม่มีคนซื้อ

ตอนเด็กๆเราคิดมาตลอดว่าการทำเหมือนคนอื่นมันน่าเบื่อ เราทำสิ่งที่เราอยากจะทำ ทำให้บางทีเราเป็นตัวประหลาดในหมู่เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งในสายตาของครู เราเกลียดการเรียนในโรงเรียนที่ให้ทุกคนทำเหมือนๆกัน มันไม่น่าสนุกสำหรับเรา เราเลยถูกมองว่า “ขวางโลก” อยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ต้องเจอกับความเจ็บปวดจากการที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่เราไม่เคยเสียใจที่เราเป็นแบบนั้น

ขอยืนยันจากประสบการณ์ของตัวเองเลยว่าความแตกต่างไม่ใช่สิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำ เพราะถ้าทุกคนบนโลกนี้เป็นเหมือนกันหมด มันก็ไม่สนุกสิ

เมื่อหาความแตกต่าง หรือจุดขายของตัวเองได้แล้ว ก็ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเลียนแบบได้ มันหมายความว่า เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะคนอื่นเค้าก็ไม่หยุดเหมือนกัน จึงต้องหมั่นขัดเกลาตัวเองอยู่เสมอ

ถ้าเปรียบหัวใจของนักทำซูชิคือมีด ต่อให้เป็นมีดที่ลับขึ้นมาจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและดีแค่ไหน แต่ใช้ไปเรื่อยๆถ้าไม่หมั่นลับให้แหลมคมมันก็ทื่อ และส่งผลให้ปลาดีๆเสียคุณภาพ (นี่ไง เราอ่านการ์ตูนมากไป เราสายมโน เราควรไปเล่นลิเกมากกว่าเป็นล่าม)

บางทีเราก็รู้สึกว่าตัวเองเรื่องมาก มานั่งคิดอะไรที่คนอื่นไม่สนใจ หรือไม่คิด มันคงดูเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลา แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไปถึงอดีตของตัวเอง เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ เราก็เลยทำมันต่อไป ยกตัวอย่างก็เรื่องที่เราเขียนนี่แหละ

เวลาที่เขียนอะไรแล้วมีคนชอบ เป็นประโยชน์กับเค้าบ้าง ทำให้เค้ารู้สึกดี มีแรงสู้ต่อไป เราก็ดีใจแล้ว

ของแถมสำหรับคนที่อยากได้ศัพท์โหดๆเกี่ยวกับการเงินและธนาคาร จากเรื่อง Hanzawa Naoki สนุกมากๆ แต่เราดูแบบไม่มีซับ ไม่เข้าใจเลย 555+ ก็ดูมันทั้งๆที่ไม่เข้าใจนี่แหละ

http://www.tbs.co.jp/hanzawa_naoki/glossary