อดทนเวลาที่ฝนพรำ… อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง

 

เห็นเราชอบเขียนอะไรสไตล์ให้กำลังใจแบบนี้ (จริงๆแล้วแค่พยายามให้กำลังใจตัวเอง) แต่มันก็ต้องมีบ้างแหละ วันที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่วันของเราเอาซะเลย

เชื่อว่าคนเป็นล่ามหลายๆคนก็คงเคยเจอ ทั้งวันที่ทำได้ดีมากๆจนภูมิใจในตัวเอง กับวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นไปอย่างใจ ถึงจะพยายามแค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร

มันเกิดขึ้นง่ายมากเลยนะ ความรู้สึกที่ว่าอยากจะเดินหนีไป ไม่อยากเป็นล่ามแล้ว พอแล้ว ไม่เอาแล้ว

เมื่อก่อนเราก็เป็น เป็นหนักมาก

มีบางวันนอนมองเพดาน มองหลอดไฟ แล้วก็คิดว่า “ที่ทำอยู่นี่ได้อะไรนอกจากเงิน?”

ความรู้สึกเป็นลบมันเกิดขึ้นได้ง่าย สิ่งที่ยากคือการพยายามใส่พลังบวกเข้าไปเอาชนะความรู้สึกแย่ๆต่างหากล่ะ

เราใช้ความพยายามอย่างมาก ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเอง “ไปต่อ” ได้

แรกๆเราก็ยึดเอาคำพูดพี่ล่ามไอดอลที่บอกว่า “ล่ามอย่างเราเลือก user ไม่ได้” พอคิดตามนี้ได้มันก็ปลงอ่ะ

เวลาเห็นคนอื่นบ่น ด้วยความหวังดีอยากจะให้กำลังใจเค้า ดันเจอบุคคลที่สามมาด่าว่า “ใครจะโลกสวยคิดว่าล่ามเลือก user ไม่ได้ก็ช่าง แต่สำหรับตัวเค้า เค้าจะเลือก เค้าไปทำงาน ไม่ได้ไปตอแหล” (เอ๊าาา ด่ากุเปล่าว้าาา คือเราไม่รู้จักกันอ่ะ ด่าทำไมอ่ะ งงนะ)

เลยรู้สึกว่าความรู้สึกแย่ๆ ความรู้สึกเป็นลบ พูดให้ชัดๆคือขยะอารมณ์มันมีอยู่รอบๆตัวเราเสมอ อยู่ที่เราว่าจะหยิบเอามาใส่ใจ หรือจะมองข้ามผ่านมันไป

ปกติคนดีเห็นขยะตกพื้นก็ต้องเก็บไปทิ้งลงถังใช่มั้ย?

แต่คำพูดแย่ๆ ไม่ต้องถึงกับจัดการเก็บกวาดเอาไปทิ้งก็ได้ มันแค่ลมปากอ่ะ ถ้าพูดออกมาแล้วไม่มีใครไปใส่ใจให้ราคา มันก็ไม่ต่างอะไรจากตด เหม็นเฉยๆแล้วก็หายไป อาจจะขมคอหน่อยตอนได้กลิ่น แต่มันก็ไม่ได้ทำลายชีวิตใครขนาดนั้นถ้าคนได้กลิ่นรีบเดินหนีไปหาอากาศบริสุทธิ์ แต่ถ้าเอาแต่พูดว่า “เหม็นๆๆๆ เชี่ยใครตดวะ เหม็นควายตาย กินอะไรเข้าไปถึงได้ตดอุบาทว์แบบนี้ ไอ้!@#$%^&*(” มีแต่คำพูดลบๆ ยิ่งพูดยิ่งเหม็น ทั้งๆที่กลิ่นตดที่แท้จริงอาจจะจางหายไปแล้วก็ได้ แต่เพราะพูดว่าเหม็น เลยยังรู้สึกเหม็นติดปลายจมูกอยู่

เคยทำงานกับพี่ล่ามผู้ชายคนหนึ่ง เป็นคนตลกมาก ไปคาราโอเกะแล้วสามารถแปลเพลงญี่ปุ่นออกมาเป็นภาษาไทยได้โคตรฮา แถมแร็พสดได้อีก เป็นคนที่มีมุมมองบวกดีนะ คือต้องประมาณนี้เลยถึงจะเป็นล่ามต่อไปได้ยาวๆแบบไม่ทรมานน่ะ

พี่เค้าเคยสอนเราไว้ว่าเวลามีปัญหาจบไม่ลง พี่แกก็จะตัดบทว่า “ผิดที่ล่ามครับ ผมแปลผิดเองครับ” แกก็เล่าให้ฟังขำๆว่าโทษล่ามได้เลยเพราะมันง่ายดี

เราว่าคิดแบบนี้ก็ดีนะ เป็นล่ามควรจะผิดให้เป็น (ไม่ได้บอกให้แปลมั่วนะ)

ขนาดเครื่องจักร set condition ทุกอย่าง เผื่อ safety margin ก็แล้ว ทำ daily check ก็แล้ว ยังเกิด error ได้เลย นับประสาอะไรกับคน

พอคิดแบบนี้แล้วก็ปลงขึ้นเยอะนะ

เมื่อก่อนเวลาเครียดเราจะบ่นๆๆ คิดได้แต่แง่ลบตลอด (เหม็นตดอ่ะ!) แต่เดี๋ยวนี้เราพยายามเอามุมมองของ management มาใช้ ว่ามีปัญหาแล้วจะต้องแก้ไขอย่างไร (ดมยาดมแทนมั้ย? หรือคิดซะว่า แค่ลมตด เดี๋ยวมันก็จางหายไป)

เช่น พรุ่งนี้ เรามีตารางประชุมตั้งแต่ 10:00-11:45 – พักกินข้าว – แล้วแปล 2 ประชุมติดกันตั้งแต่บ่ายโมงรันยาวถึงสี่โมงเย็นแบบนอนสต็อปสามช่าเลยทีเดียว (บางคนอาจจะคิดว่าแค่ 3 ประชุมเอง ชิวๆ แต่เราเคยแปลยาวๆแบบนี้แล้ว ไม่ชิวเลย เหนื่อยมาก แล้วแต่ละประชุมคือเป็นคนละเรื่อง ต้องสลับโหมดไปมา รู้สึกสมองแทบเอ๋อเหรอ รอดมาได้ก็บุญแล้ว)

เมื่อก่อนเราคงถึกทนกล้ำกลืนแปลไป แล้วพอทำออกมาได้ไม่ดีก็กลับมานอนร้องไห้ที่บ้าน ถามตัวเองว่าทำไมต้องอดทนขนาดนั้น

แต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนวิธีคิดใหม่อ่ะ เรามองว่าปัญหาจะเกิด เราจะป้องกันยังไงดี ถ้าเอาประชุมตรงกลางตอน 13:00-14:00 ออกไปได้ เราจะไม่ต้องแปลติดต่อกันนานเกินไป (เรารู้ความสามารถตัวเอง ถ้าแปลติดกันนานๆเราจะโฟกัสได้ยากขึ้น คุณภาพในการแปลก็แย่ลงตาม)

ก็เลยปรึกษากับคนเซ็ตประชุม คนจัดตารางผู้บริหาร พี่เมเนเจอร์แผนกเรา advisor คนญี่ปุ่นหัวหน้าเรา ว่าจะทำยังไงดี ถ้าเลื่อนประชุมนี้ไปบ่ายวันศุกร์ (ที่ตารางผู้บริหารว่าง) ได้ก็จะขอบคุณมาก แต่พี่เมเนเจอร์ก็ไม่อยากเลื่อน กลัวเลื่อนประชุมแล้วจะกลายเป็นไม่ได้จัด สุดท้ายก็แก้ปัญหาได้ด้วยการขอให้พี่ล่ามอีกคนมาแปลแทนเราในประชุมอันตรงกลาง ให้เราได้มีเวลาพักหายใจหายคอหน่อย ไม่ต้องพูดตลอด

มองว่ามันเหมือนการจัดการกำลังคน ถ้างานเยอะ ก็ต้องใส่คนเข้าไปเพิ่ม ถ้าไลน์ไหนคนน้อย ก็บาลานซ์คนไปช่วยไลน์ที่งานยุ่งแทน

ต้องขอบคุณลุง GM สุดโหดจากที่ทำงานเก่า ที่ย้ายเราไปทำงานที่ได้คลุกคลีกับ Genba มากขึ้น คอยด่าเราบ่อยๆ จนจิตใจเราเข้มแข็งและเอามุมมองในตอนนั้น (การ balance manpower, job allocation) มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหา ถึงแม้จะไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหน้างานโดยตรง แต่วิธีคิดหลายอย่าง มันเอามาปรับใช้ได้

เดี๋ยวนี้เราอ่านหนังสือพวกการจัดการอุตสาหกรรมด้วยนะ ปกติเมื่อก่อนเห็นหนังสือแนวนี้นี่ไม่อ่านเลย อ่านแต่นิยาย

 

“เค้าจ้างมาทำงานให้มาแก้ปัญหา ไม่ใช่มาเพิ่มปัญหา”—- เคยมีคนบอกเอาไว้ เออ ก็ถูกของเค้านะ

การทำงานคือการแก้ปัญหาจริงๆ มันอาจจะมีมีบางวันที่ปัญหารุมเร้า อาจจะเป็นวันที่ฝนตกสำหรับเรา

แต่เชื่อสิ ฝนน่ะไม่ได้ตกทุกวันหรอก ฝนตก… ถ้าไม่อยากเปียกก็กางร่มเอา ร่มใหญ่หน่อยก็กันลมกันฝนได้ดีขึ้น ร่มเล็กก็เปียกเยอะหน่อย

พอสตรองขึ้น(ร่มใหญ่ขึ้น) มันก็จะเผชิญหน้ากับปัญหาได้ดีขึ้นไปเอง ประสบการณ์ก็เลยสำคัญไง ต้องควบคู่ไปกับความรู้

 

ประโยคให้กำลังใจตัวเองจากเพลงโปรด ชอบฟังเวลาเหนื่อยๆ หรือท้อแท้ ฟังแล้วฮึกเหิม อยากนุ่งโจงกระเบนแดงออกรบเลย

What doesn’t kill you make you stronger!

Stronger (What doesn’t kill you) – Kelly Clarkson

5 ไอดอลคนเก่ง รวมเพจเจ๋งๆที่ล่ามญี่ปุ่นไม่ควรพลาด

เคยอ่านเจอมาว่า “เพื่อนที่คุณคบ หนังสือที่คุณอ่าน เพลงที่คุณฟัง หนังที่คุณดู จะสะท้อนความเป็นตัวคุณ”
ช่วงนี้เลยพยายาม record ว่าตัวเองอ่านหนังสืออะไรไปบ้าง เผื่อว่าชอบจะได้กลับไปค้นหาได้ง่ายๆ

แต่ปัจจุบันเป็นยุคอินเตอร์เน็ตที่การสืบค้นทุกอย่างสะดวกง่ายดายแค่เพียงปลายนิ้ว

เพียงแค่ยืนรอรถรับส่งตอนเช้าก็เป็นโอกาสดีๆที่จะเติมอาหารให้สมองสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่แล้ว

เราชอบหนังสือเรื่อง “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” เอามากๆ โดนใจแทบทุกถ้อยคำในนั้น เราจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้บ่อยมาก เพราะเราชอบมากจริงๆ พูดถึงบ่อยมากจนคนรอบตัวรำคาญหมดแล้วมั้ง 555+

หนึ่งในถ้อยคำที่เราประทับใจคือ “ศึกษาที่มาของความคิด”

ในยุค Big Data มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะใส่ทุกอย่างลงไปในหัวของเราซึ่งมีเมมโมรี่จำกัด

หนังสือแนะนำให้เราหาต้นแบบที่เราชื่นชอบ และศึกษาเกี่ยวกับต้นแบบดังกล่าว
จากนั้นศึกษาให้ลึกขึ้นว่าต้นแบบของเราชื่นชมใครอีกสามคน ศึกษาไปถึงสามคนนั้นด้วย

เราประทับใจมาก รวมถึงประทับใจภาพประกอบในหนังสือด้วย จนตั้ง target ของตัวเองเอาไว้เลยว่า จะเขียนหนังสือที่ตัวเองอยากอ่าน และต้องเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบด้วย

มันคือการมองหาไอดอลที่เราชื่นชม คนที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นพลังในด้านบวกที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง เราเลยเลือกไอดอลที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นที่เราชื่นชอบ และอยากแนะนำให้เพื่อนเราได้รู้จักด้วย เพราะเรามองคนเข้ามาอ่านบล็อกเราทุกคนเป็นเพื่อน ที่เราอยากจะแชร์สิ่งที่เราคิดว่าดี

 

บทความดีๆ ยิ่งกว่าความรู้ด้าน Marketing คือมุมมองเจ๋งๆในการทำงาน

คุณเกตุวดีเป็นนักเขียนที่เราประทับใจมาก คือถ้าจะเขียน ก็อยากพัฒนาตัวเองให้ไปถึงระดับนี้ให้ได้

แนะนำให้อ่านคอลัมน์ใหม่ของคุณเกตุวดี Makoto Marketing โดนใจเราสุดๆ เขียนสนุก มีสาระและชวนประทับใจ

บทความที่เราชอบที่สุด บทเรียนธุรกิจสดจากเตาร้านขนมปังญี่ปุ่น
คุณเกตุวดีบอกว่าตอนเขียนอินมาก เราเชื่อสุดหัวใจเลย คือพออ่านจบ เราอยากลาออกจากงานไปหัดทำขนมปังที่ร้านที่สามเลย แม่เรารีบเหยียบเบรคดังเอี๊ยดเลย 555+

เราชอบทำขนมปังอยู่แล้วเลยคลั่งไคล้มากเป็นพิเศษ เริ่มมาจริงจังกับการทำขนมปังก็ตอนไปบ้านเพื่อนคนญี่ปุ่นแล้วได้กินขนมปังอบใหม่ๆ กรอบนอก นุ่มใน มีความเหนียว มี texture ที่แตกต่างจากขนมปังที่วางขายทั่วไปในไทยเลย ชอบมากจนอยากทำให้ได้แบบนั้น

แต่ทุกวันนี้ก็ยังกาก ชอบทำขนมปังมั่วๆแบบไม่มีสูตร 555+ จะไปลงเรียน เลอ กอร์ดองเบลอ คอร์สเป็นแสนแม่ก็ด่าว่าแกจะบ้าเหรอ บ้านเราไม่มีเงินขนาดนั้น T^T

 

สุดยอดล่ามควบพิธีกรสายบันเทิงเกี่ยวกับญี่ปุ่นของเมืองไทย สวย เก่ง ครบ จบในคนเดียว ถ้าพูดถึงงานแนวนี้ต้องนึกถึงชื่อ บก. เรโกะขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ผลงานล่าสุดคือการเป็นพิธีกรงานเดบิวต์วง BNK48

“ตอนที่ได้รับการติดต่อจากทีมงานให้มารับหน้าที่นี้ บอกตรงๆเรามีความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง และค่อนข้างกดดัน เพราะช่วงนั้นมีข่าวดราม่าเกี่ยวกับงานอีเว้นต์ พิธีกรและศิลปินต่างประเทศ เราเองก็ไม่ใช่คนที่รับงานพิธีกรงานอีเว้นต์บ่อยมาก ผลงานเบื้องหน้าส่วนใหญ่ที่ผ่านมา เป็นพิธีกรรายการทีวีที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น (เคยทำมา 4 รายการ) ซึ่งมันเป็นการอัดเทปไว้ มีอะไรพลาดไปยังถ่ายใหม่ ยังตัดต่อได้ แต่นี่คือสดจริงๆ ต่อหน้าคนดูหลายร้อย ซึ่งทุกคนต่างเป็นแฟนคลับที่คาดหวังกับงานเปิดครั้งนี้มาก จะไม่ให้กดดันได้ยังไงล่ะ

แต่ถ้าเราไม่ลองทำ แล้วเมื่อไหร่จะก้าวไปอีกสเต็ปได้ เราเลยตกลงรับงานนี้ และหาข้อมูลเพิ่มเติม…”

ไดอารี่ประสบการณ์เป็นพิธีกรในงาน BNK48 The Debut

 

เสิร์ฟอาหารสมองๆทุกเช้าด้วยข่าวเหตุการณ์ปัจจุบัน ล่ามด๋อยๆอย่างข้าพเจ้า รอดตายเพราะศัพท์พี่ท่านมาหลายครั้งแล้ว รวมถึงเว็บ J-doradic ดิกชันนารีออนไลน์ที่เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานของล่ามหลายๆคน

 

ความรู้ภาษาญี่ปุ่นแน่นๆของล่ามมือเก๋าที่ยินดีแบ่งปันให้ล่ามรุ่นน้องด้วยน้ำใจอันล้นเหลือ มุมมองของล่ามภาษาญี่ปุ่นมืออาชีพที่ผ่านประสบการณ์อันยาวนาน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานที่จะช่วยทำให้คุณ “แปลได้”

“ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร” – พี่เอ็ม เพจล่ามอิสระ

 

มุมมองที่เข้าใจหัวอกล่ามด้วยกันเองผ่านตัวการ์ตูนล่ามน้องต่ายสุดน่ารัก ที่ล่ามคนไหนมาเห็นเป็นต้องกดไลค์ กดแชร์ เพราะเคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน 55555T_T5555 (ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่)

แต่ละมุกคือมันใช่ มันโดน มันคืออะไรที่โดนใจชาวล่ามอย่างแท้จริง บางเรื่องเห็นในการ์ตูนอาจจะขำ พอเจอกับตัวเองจริงๆนี่แทบน้ำตาร่วง (แง)

 

จริงๆแล้วเพจเกี่ยวกับญี่ปุ่นและภาษาญี่ปุ่นเยอะมากๆเลยค่ะ มีทั้งที่แบ่งปันเรื่องราวสนุกๆ ได้ความรู้และได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นไปด้วยในตัว มีเว็บแชร์คำศัพท์ที่รวบรวมไว้มากมาย เราตามไว้หลายเพจเหมือนกัน มีโอกาสเราจะเอามาแนะนำอีกนะ เหมือนอยากบอกเพื่อนอ่ะ “แกๆ ตามอันนี้ดิ สนุกดี ชั้นชอบ” แต่วันนี้เราเลือกมา 5 คนที่เราคิดว่าเป็นต้นแบบที่น่าศึกษา ตามความชอบส่วนตัวล้วนๆ ไม่อ้างอิงข้อมูลทางสถิติใดๆทั้งสิ้น

 

ตัวอย่างที่น่าศึกษาอีก 1 ท่านจากบทความที่เราได้อ่านมา

“ล่ามที่ดี กับล่ามที่เก่ง ไม่เหมือนกัน .. ล่ามที่ดีคือ แปลได้ถูกต้อง เป็นกลาง แปลตรงเท่านั้น แต่ล่ามเก่งต้องมีลีลา มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศ ทั้งรูปแบบประโยค น้ำเสียง ลีลา มาด
ล่ามต้องเป็นทั้งสองอย่างคือเป็นล่ามที่ดี และล่ามที่เก่งได้ และเลือกที่จะเป็นในเวลาที่เหมาะสม จึงเป็นล่ามที่ดีได้ คนที่จะเป็นล่ามที่ดีคือคนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้และรู้วิธี รู้การปรับ รู้การนำสติปัญญา ความสามารถของตนเองออกมาใช้ในการทำงานแปล และรู้วิธีในการฝึกทักษะ รวมถึง ความอุตสาหะหมั่นฝึกฝน”

อาจารย์บุญชู ตันติรัตนสุนทร ปรมาจารย์ล่ามญี่ปุ่น กับประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี

อ่านถ้อยคำนี้จบแล้วคือแอบกรี๊ดในใจเลย จริงมากๆ มันคือสายตาอันเฉียบคมที่ผ่านประสบการณ์ยาวนาน

เราอ่านหนังสือเรื่องขโมยให้ได้อย่างศิลปินมา แล้วอินมาก ก็เลยไปมองหาคนที่ควรค่าแก่การ”ขโมย”มา

ลองมองดูรอบๆตัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า นายญี่ปุ่น เพื่อนร่วมงาน พี่ล่าม คนที่ทำงานหน้างาน เราเชื่อว่าประสบการณ์และมุมมองของแต่ละคนมีอะไรเจ๋งๆที่ควรค่าแก่การขโมยแน่นอน

ในยุคของ IoT ซอฟท์แวร์แปลภาษาจะสามารถเข้ามาแทนที่ล่ามได้หรือไม่

เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราเคยเขียนเรื่อง เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

มองย้อนกลับไปแล้วตลกชื่อหัวข้อ ตอนนั้นพวกเพจแนว click-bait กำลังดัง

จากสถิติใน wordpress เรื่องนี้เป็นบทความที่มีคนเข้าชมสูงสุดตลอดต่อเนื่องมา 2 ปีซ้อน จากทุกเรื่องที่เราเคยเขียนมา (ศรีดีใจเหลือเกินค่ะคุณขา ขอบคุณมากๆเลยนะคะ) แสดงว่าเรา… เราฟลุค 555+

เราอยากเป็นนักเขียน แต่ก็อยากเป็นด้วยความกลัวมาตลอด เพราะตอนป.5 เราบอกครูว่าอยากเป็นนักเขียน หรือบอกใครว่าอยากเป็นนักเขียน ทุกคนก็บอกเราว่า มันไส้แห้งนะ (จริงๆบอกว่าอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน เราชอบพี่ต่ายกับพี่นิคขายหัวเราะ) พอบอกอย่างนั้นทุกคนก็ช่วยเหยียบเบรคดังเอี๊ยดดดดด! ว่าอย่าเลย “มันไส้แห้งนะ เราเรียนเก่ง ไปเป็นอย่างอื่นดีกว่า”

ผิดที่ตอนเด็กๆเรียนเก่ง เลยไม่มีสิทธิ์ทำตามความฝัน? พอโตมา ความที่เคยเรียนเก่ง ก็ไปเจอคนเก่งกว่า เราก็ไม่เก่งแล้วอ่ะ

ใครถามว่าอยากเป็นอะไรเราตอบไปหลายอย่างนะ หมอมั่ง นักการทูตมั่ง ผู้พิพากษามั่ง อัยการมั่ง (ไม่มีอาชีพล่ามเลย)

ก็ตอบเหมือนพี่ทอม Room39 ที่กำลังดังสุดๆในตอนนี้จากรายการ the mask singer ว่าอยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักร้อง แต่ไม่กล้าตอบครูแบบนั้น ก็ได้แต่ตอบตามเพื่อนๆไป

แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความอยากเป็นนักเขียนไม่เคยหายไปจากใจเราจริงๆ

เราเป็นล่าม เราซื้อบ้าน เราหาเงินได้ ทั้งหมดที่ทำ ก็ทำเพื่อให้ไส้ไม่แห้ง จะได้มีอิสระพอ ที่จะทำตามความฝัน

บล็อกนี้เป็นความฝันของเรา แค่ขอให้ได้ทำมันเป็นงานอดิเรกก็ยังดี

เนื่องจากมันเป็นแค่ความฝันเดียวที่เรามีในตอนนี้ เราเลยกลัวมาก เราเขียนด้วยความกลัวลึกๆ เรากลัวคอมเม้นท์ เรากลัว cyber-bullying แต่ถ้าเอาแต่กลัว ก็ไม่ต้องทำอะไรพอดี เราเลยตัดสินใจเขียน แบบกลัวๆกล้าๆ ที่เกริ่นเรื่องตัวเองมายาวๆน่าเบื่อ เพราะเราอยากจะบอกว่า เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นกูรูอะไรเลย เราแค่คาดการณ์ทิศทางในอนาคต จากสิ่งที่เราได้เห็น ได้ฟัง ได้แปลมา มันเป็นการคาดการณ์ลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป ไม่สามารถอ้างอิงอะไรได้เลย ถ้ามีคนถามมาเราจะพยายามตอบนะ ตอบเท่าที่เรารู้ แต่เราไม่ใช่อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะตอบอะไรยากๆได้ มันแค่บล็อกของคนอยากเป็นนักเขียนและพยายามเขียนอะไรออกมา คือเรา wannabe แต่เราก็ยังไม่ได้เป็นนักเขียนจริงจัง

เกริ่นมาซะยาวเหมือนระบายความอัดอั้นตันใจ ไม่ต้องอ่านก็ได้ค่ะ ข้ามมาตรงนี้ได้เลย

สาระ(ที่พอจะมีบ้าง แม้จะน้อย) อยู่ถัดจากนี้ไป⇒

บทความเรื่อง 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม เราเขียนเอาไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเรามีมุมมองที่เด็กกว่าตอนนี้ ในช่วงเวลา 2 ปี เรามีโอกาสได้พบ ได้เห็น ได้แปลอะไรมากขึ้น ก็เลยคิดอะไรได้มากขึ้น หากมีคนมาถามเราว่า “คิดว่าอาชีพล่ามยังจำเป็นอยู่มั้ย” เราตอบอย่างมั่นใจเลยว่า “จำเป็น”

ก่อนหน้านี้เรามีโอกาสได้เข้าฟังอบรมเรื่องระบบบริหารคุณภาพ IATF16949 มา ซึ่งเราได้แนวคิดที่น่าสนใจมาว่า “องค์กรจะต้องดูบริบท (สิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอก)ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ และนำมาคิดคำนึงถึงความเสี่ยง”

“ความเสี่ยง คือ อุปสรรคที่จะขัดขวางให้เราไม่บรรลุเป้าหมาย ถ้าเราสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ดี เราก็มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้น”

นอกจากนี้เรายังมีโอกาสได้แปลบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร ซึ่งพูดถึงในเรื่อง IoT: Internet of Things ที่อินเตอร์เน็ตจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึง Connected Car ที่รถยนต์ไม่ได้มีหน้าที่เป็นแค่ยานพาหนะที่ใช้เคลื่อนย้ายพาคนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นยานพาหนะที่มีผลต่อชีวิตของผู้โดยสารในนั้น จึงมีการเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมรอบตัว เพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้น เช่น การขับขี่ที่ปลอดภัยมากขึ้น ระบบขับขี่อัตโนมัติ หรือการเชื่อมต่อกับบริการต่างๆ (เกิดอุบัติเหตุแล้วมีการส่งสัญญาณไปยังศูนย์ช่วยเหลืออัติโนมัติ)

อ่านเพิ่มเติม モノのインターネット

บอกเลยว่าแปลไปขนลุกไป (ไม่ได้ปวดอึนะ!) คือเราเป็นคนอินง่าย และชอบเอาทุกอย่างมารวมกัน เรามองว่าความคิดของผู้บริหารและคุณค่าที่ลูกค้าคาดหวังต่อรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป มันจะส่งผลกระทบอะไรต่อล่ามที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมรมยนต์บ้าง ก็นั่งคิดเล่นๆแต่ความคิดยังไม่ตกผลึกดีนัก และคิดว่าเรื่องแบบนี้คิดคนเดียวก็ไม่ได้ด้วย ดังนั้นเราเปิดคำถามทิ้งไว้ เผื่อมีใครมีไอเดียที่น่าสนใจ เราจะได้คิดต่อ

คุณคิดว่าในอนาคต อาชีพล่ามยังจำเป็นอยู่หรือไม่ และถ้าจำเป็นล่ามที่เหมาะสำหรับอนาคตควรเป็นอย่างไร?

ที่เรามีคำถามแบบนี้ เพราะมีคนมาถามเราว่า “ในการประชุมใหญ่ๆ คิดว่า software อย่าง google translate จะสามารถใช้งานได้จริงๆหรือ”

สำหรับตอนนี้ คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วว่า “ไม่ใช่” เพราะเราไม่เคยเห็นใครใช้ google translate แปลประชุม

แต่ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ เอ็นจิเนียเค้าใช้นะ เช่น ใช้แปล FTA เค้านั่งก็อปแปะแปล FTA จากญีุ่่ปุ่นเป็นอังกฤษเอง ซึ่งค่อนข้างจะแม่นด้วย (พี่เค้าไม่ได้ส่งให้เราแปลเพราะเห็นว่าเรางานยุ่ง โถ…พ่อคุณ ทำไปเป็นคนดีจัง ส่งมาเถอะค่ะ อย่างน้อยจะได้ช่วย cross-check ว่ากูเกิ้ลมันแปลถูกรึเปล่า บางทีมันก็แปลถูก บางทีมันแปลอะไรมาก็ไม่รู้)

เราไปเจอบทความที่น่าสนใจมา

Humans beat AI in language translation

สรุปคร่าวๆคือในการแปล คนสามารถเอาชนะซอฟท์แวร์ได้ในการแปล แต่ในอนาคต ถ้ามีผู้ใช้งานซอฟท์แวร์มากขึ้น ซอฟท์แวร์พวกนี้ก็จะฉลาดมากขึ้น แถมยัง”ไม่ลืม”ด้วย ในขณะที่คนลืมได้ ใครจะไปรู้ วันหนึ่งเราอาจจะแพ้ AI ก็ได้

ตอนนี้เวลาเจอคนพูดไม่รู้เรื่อง พูดแล้วงงๆ แปลยากๆ เราก็เลยพยายามโลกสวยวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ ด้วยการนึกในใจว่า “ขอบคุณค่ะที่ทำให้เรามีงานทำ มีเงินใช้ ถ้าพี่พูดรู้เรื่อง ป่านนี้หนูอาจจะตกงานไปแล้วก็ได้ค่ะ”

เราชอบแนวคิดของลุงจิโร่ แห่ง JIRO DREAM OF SUSHI นะดูหนังแกแล้วจะหลับๆก็จริง แต่ชอบที่แกบอกว่า “คิดเรื่องซูชิทุกวัน ตลอดเวลา พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆในทุกๆวัน” (ไม่รู้พูดจริงๆพูดแบบนี้รึเปล่านะ ดูตอนง่วงอ่ะ แต่จำได้ว่าแบบนี้)

ซึง่มันสอดคล้องกับแนวคิดขององค์กรญี่ปุ่นเรื่องการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่อยู่ในแนวคิด MONOZUKURI ของญี่ปุ่นนะ ใน ISO ก็มี ตั้งแต่ทำงานนี่เจอคำว่า 継続的な改善 บ่อยมาก คือแปลจนมันฝังรากลงไปในสมอง จนซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว

ที่เราไปทำงานเป็นล่ามทุกวัน เราก็น่าจะคุ้นเคยกับ GENBA ดี ในขณะที่ GENBA พยายามปรับปรุงอยู่ทุกวัน ถ้าพนักงาน indirect หรือแม้แต่ล่ามไม่ปรับปรุงการทำงานของตัวเอง มันก็ดูจะเอาเปรียบพนักงานที่ทำงานร้อนๆอยู่หน้างาน (ต้องขอบคุณคุณลุง GM จอมโหดที่บริษัทเก่า ที่ด่าเราหรือด่าคนอื่นไม่รู้แต่เราต้องแปลแทบทุกวันจนความคิดนี้ฝังติดแน่นในหัวเรา ขนาดข้ามถนนนอกบริษัทเรายังมองซ้าย-ขวา ชี้นิ้วเมื่อถึงทางแยกเลย)

เอกสารที่เราได้แปลบทสัมภาษณ์ของผู้บริหาร เค้าบอกว่าเค้าอยากเอา IoT เข้ามาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือดึงเอาภูมิปัญญาของมนุษย์ออกมา IoT จะช่วยทำงาน routine แทนคนได้ และพองานตรงนี้หายไป คนก็จะมีเวลาเหลือพอไปใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นหรือสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมา เราแปลไปแล้วเรารู้สึกว่า เคา้เจ๋งอ่ะ เราชอบแนวคิดนี้ของเค้า อ่านแล้วมัน ว้าว! มากๆ

อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่  IoTで人智を引き出し究極のモノづくりを目指す

แน่นอนว่าอีกนานกว่าซอฟท์แวร์จะสามารถเอาชนะคนได้ในการแปลภาษา เพราะงานล่ามแทบจะไม่มีความเป็น routine เลยแต่สำหรับเรา เราคงจะไม่รู้สึกว่าพอใจแค่ว่า ชั้นชนะกูเกิ้ลทรานเสลทนะ ชั้นสบายใจแล้ว เราคงไม่พอใจอะไรง่ายๆแค่นี้ ถ้าอยากจะตามทันการเปลี่ยนแปลง เราคิดว่าต้องทำแบบลุงจิโร่ ต้องแข่งกับตัวเอง ท้าทายตัวเอง ยกระดับให้สูงขึ้นไปอีก (เออ เราบ้าไปแล้ว เราแปลเรื่องพวกนี้จนมันฝังเข้าไปในหัวเรา ขนาดวันหยุดเรายังคิดเรื่องพวกนี้เลย ฮืออ ข้อเสียของคนอินง่าย อ่านนิยายก็ร้องไห้ เจออะไรก็เก็บไปฝัน)

ปีนี้เป็นปีที่มุมมองในการทำงานเราเปลี่ยนเยอะมาก เราพยายามดิ้นรนหาเป้าหมายใหม่ๆให้ตัวเองหลังจากสอบผ่าน แต่ก็ยังหาเป้าหมายที่ท้าทายและทำให้เป็นจริงได้ไม่เจอสักที

เราเลยไปนั่งเล่นเกมซิมส์ 4 ที่ซื้อมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเล่นสักที เมื่อวานเล่นไป 10 ชั่วโมง ในนั้นเราเล่นเป็นนักเขียน สิ่งที่ซิมส์เราทำก็คือ เขียนๆๆๆและเขียนเพื่อประสบความสำเร็จในอาชีพ

นั่นแหละ..เป้าหมายเรา อยากเป็นนักเขียน คุณก็ต้องเขียนสิ ไปทำอย่างอื่นมันช่วยให้เป็นนักเขียนได้มั้ย

อย่างที่บ่นไปยาวๆตอนแรกว่าเรากลัวการเขียน เพราะรู้สึกว่าตัวเองกากเกินกว่าจะไปสอนใคร ภาษาญี่ปุ่นเราก็งั้นๆ เราเป็นแค่ล่ามธรรมดาที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน (ที่ต้องเป็นแบบนี้เพราะถ้าเป็นนักเขียนอย่างเดียวไส้จะแห้ง เลยต้องเป็นล่ามควบด้วยเพื่อให้ไส้เปียก)

เมื่อเดือนที่แล้วมีเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเราอย่างรุนแรง จนเรารู้สึกว่าต้องระวังตัว ต้องระมัดระวังคำพูดให้มากๆ แต่ถ้ากลัวจนไม่พูด ไม่คิด ไม่ทำอะไรเลย มันก็คงไม่ดีเท่าไหร่ เราเลยพยายามเอาชนะความกลัวของตัวเองด้วยการเขียนออกมา เพราะเราพูดไม่ค่อยเก่ง (แต่รักหมดใจ… ถ้ารู้ว่าชอบอะไรจะหาให้เธอออออ) พูดแล้วทำให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือรู้สึกแย่ได้ง่าย เราเลยพยายามแสดงออกด้วยการเขียนแทน

อ้าวเฮ้ยยยย…ล่ามไม่ใช่เครื่องแปลภาษานี่นา!

เห็นภาพจากเฟซบุคของ พี่เอ็ม แห่งเพจ ล่ามอิสระ แล้วโดนใจมากๆ ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์ไปเลยทีเดียว

พี่เอ็มบอกว่า “ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร”

ถั่วต้มมมมม เอ้ยยยย ถูกต้องเลยค่ะ!!

ข้าน้อยยังด้อยประสบการณ์นัก ยังคิดอะไรเฉียบคมลึกซึ้งเท่านี้ไม่ได้ แต่พี่ท่านนี่เป็นอาจารย์ของจริง คารวะหนึ่งจอก

เราจะยกตัวอย่างสถานการณ์สนุกๆที่ได้พบเจอมาในวันนี้ให้ดูนะคะ

Situation 1

วันนี้เราได้รับโอกาสให้ไปแปลจ๊อบที่ไม่ใช่แผนกตัวเอง เป็นการแปลให้กับลูกค้าที่เข้ามาตรวจสอบหน้างาน

ซึ่ง ลูกค้าที่มาก็มีเอ็นจิเนียคนไทยที่เก่ง พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งมาก ลุคเค้าเหมือนพี่นักเรียนทุนมงที่เป็น Factory Manager คนที่เป็นอาจารย์สอนหลายๆอย่างให้กับเรา

วันนี้ก็ทำหน้าที่ไปตามปกติ มันก็จะมีจังหวะที่ GM คนญี่ปุ่นจากบริษัทลูกค้าพูดยาวๆ ยาวมากกกกกก คุยกับเอ็นจิเนียท่านนี้ ด้วยเสียงกระซิบกระซาบกับอีกด้านของห้องประชุม

เราฟังภาษาญี่ปุ่นที่เค้าคุยกันเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่า 中央 ちゅうおう ที่คุยกันหมายถึงอะไร รู้ว่าแปลว่าตรงกลาง, center แต่แปลไม่ได้ (ก็พี่เล่นคุยกันเองแถมงุบงิบกันสองคนอ่ะ ตามไม่ทันอ่ะ ไม่รู้แบคกราวน์ด้วย เดาไม่ถูก ไม่กล้าเดา เค้ากลัวเดาผิด)

พอคุยกันจบก็เงยหน้ามา คนไทยก็ถามว่า คุยอะไรกัน ลูกค้าที่เป็นเอ็นจิเนียก็พยักหน้าให้เราแปล

เราเลยถามกลับว่า “เมื่อสักครู่นี้ที่พูดถึง 中央 หมายถึงอะไรคะ”

พี่เค้าเลยเล่าให้ฟังเลยว่าหมายถึงตำแหน่งแปะเทป ต้น กลาง ปลาย ตำแหน่งกลางจะยกเลิกได้รึเปล่า อยากจะให้พิจารณา (ค่าาา ตอนพี่คุยกันพี่ไม่ได้พูดแบบนี้น่ะสิ แล้วจะเอาที่ไหนมาเข้าใจน้อ ได้แต่คิดในใจ แต่ก็ขอบคุณเค้าในใจที่ช่วยอธิบายให้)

เวลาที่ในห้องประชุมมีคนไทยที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ แน่นอนว่าถ้าเค้าไม่ต้องใช้ล่ามเค้าก็อยากจะตอบเลย จึงไม่มีใครหยุดให้แปล ก็คุยกันเอง แต่คนที่ฟังไม่ออกก็อยากจะรู้เรื่องด้วย บางทีเราตามเรื่องไม่ทัน แต่ก็ต้องสรุปเรื่องให้ได้

อย่างสถานการณ์แบบนี้ คนฟังไม่ได้อยากรู้ว่า “พูดว่าอะไรบ้าง” จึงไม่จำเป็นต้องแปลให้ครบทุกคำ

แต่สิ่งที่คนฟังอยากรู้คือ “คุยเรื่องอะไรกัน” แต่ต้องแปลให้ เข้าใจความ

ดังนั้น สิ่งที่ล่ามพอจะทำได้คือ ฟัง และจับประเด็นให้ได้ หากจับประเด็นไม่ได้ให้ถาม เพื่อทวนความเข้าใจ

เวลาจดไม่ต้องจดทุกคำพูด แต่จด Keyword ให้เราสามารถเอามาแปลแล้วได้ใจความที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ

เราก็ทำแบบนี้แหละ ตรงไหนตกหล่นไป ลูกค้าเค้าก็เสริมให้

ล่ามบางคนอาจจะกลัวสถานการณ์ที่มีคนพูดภาษาญี่ปุ่นได้และรู้แบคกราวน์มากกว่าเรา ตอนแรกที่ยังไม่เคยเจอเราก็กลัวสถานการณ์แบบนี้

แต่จากประสบการณ์การทำงานของเรา ส่วนใหญ่คนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้จนถึงพูดเก่ง เค้าช่วยเรามากกว่าจะจับผิดนะ เราได้รับการช่วยเหลืออยู่เสมอในสถานการณ์ที่เราเบลอๆ หรือไม่เข้าใจ หรืองงเองเพราะมีคนหลายคนพูดพร้อมกัน จากที่เราเจอมา เราว่าคนที่เก่งจนถึงระดับนี้เค้าไม่มาเสียเวลาจับผิดล่ามหรอก คนที่ชอบจับผิดล่าม ก็มีอยู่สองกรณี

1.ล่ามแปลผิดจริงๆ (เพราะอะไรก็ไม่รู้แหละ)

2.ไม่เก่งภาษาจริงๆแต่อยากโชว์พาว

Situation 2

หรือ user พูดญี่ปุ่นได้เป็นคำๆ แล้วพูดว่า ようか 八日 ก็วันที่ 8 ใช่มั้ยคะ โยกะเต็มสองรูหูเลย

พอล่ามแปลไปว่าวันที่ 8

ก็โดนแย้งว่า “ไม่ใช่ วันที่ 4” (พี่ๆ นั่นมัน よっか 四日 เอาเถอะ นี่ไม่ใช่ชั่วโมงเรียนภาษา และเราก็ไม่ได้เป็นครู ก็เงียบๆไป)

สถานการณ์แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องปล่อยผ่านไป อย่าเก็บเอาทุกเรื่องมาใส่ใจเลย เล็กๆน้อยๆน่า คิดมากเดี๋ยวหัวล้านนะ

Situation 3

พี่เอ็นจิเนียบริษัทเราเอง เป็นคนพูดแล้วงงๆอยู่แล้ว ประมาณว่า ไปไหนมา สามวาสองศอก ตอบไม่ตรงคำถามตลอด

พี่คนไทย “หลังจากของเค้าโดนสอยไปสองตัว เค้าก็เป็นกังวล กลัวจะโดนตัดทั้งหมด”

ล่ามแปล “หลังจากมีการยกเลิกการผลิตไป 2 part no. ทาง supplier ก็มีความเป็นกังวลว่า part no. อื่นจะถูกยกเลิกตามไปด้วยรึเปล่า”

(แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบเป็นภาษาคนได้เพราะเรื่องนี้รู้แบคกราวน์)

สถานการณ์แบบนี้บางคนอาจจะหงุดหงิด พูดอะไรของเอ็งฟะ สอยเสยอะไร คิดบ้างมั้ยว่าเราจะแปลคำว่า”สอย”เป็นภาษาญี่ปุ่นยังไงดี

แต่เวลาเราเจอคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เรานึกขอบคุณเค้านะ ที่ทำให้เรายังมีงานทำ มีเงินเดือนใช้ และเครื่องจักรไม่สามารถแทนที่เราได้ เพราะแพทเทิร์นการพูดของเค้าซับซ้อนเกินกว่าจะมีซอฟท์แวร์ตัวไหนไล่ตามได้ทัน

คือถ้าพูดแบบนี้ บริษัททำซอฟท์แวร์คงต้องอัพเดตเฟิร์มแวร์ให้รองรับตลอดเวลา ซึ่งไม่รู้ว่าจะคุ้มกับต้นทุนในการพัฒนารึเปล่า (ฮา)

จากตัวอย่าง 3 สถานการณ์ข้างต้น สนับสนุนคำกล่าวของพี่เอ็มที่ว่า “ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร”ได้เป็นอย่างดี

แต่ไม่ใช่ user ทุกคนจะเข้าใจการใช้งานล่าม และล่ามก็ถือเป็นคน ไม่สามารถจะเขียน manual อธิบายการใช้งานได้

แล้วจะทำอย่างไรดี?

พี่ล่ามเราท่านหนึ่งเคยบอกเราในสถานการณ์ที่เราเครียดกับการฟังผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในบริษัทไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นคนญีปุ่่นที่พูดงุบงิบในคอและพูดไม่จบประโยค เราไม่เข้าใจจริงๆว่าพูดแบบนี้เค้าต้องการอะไร และคนอื่นก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

พอไปงอแงนิดหน่อยกับรุ่นพี่ล่าม (จริงๆรุ่นป้าแล้ว อิอิ เวลาเรียกป้าคือคำนำหน้าแสดงความเคารพนะคะ) ป้า เอ้ย พี่ก็สอนเราว่า “ไม่ใช่แค่เราที่ต้องปรับตัว เค้าก็ต้องปรับตัวในการทำงานกับเราด้วยเหมือนกัน แล้วเค้าเป็นผู้ใหญ่กว่า เค้าอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากกว่าเราอีกนะ” สาธุ กราบป้างามๆ จริงของป้า เอ้ย พี่ๆๆๆ

จากคำสอนของป้า มันทำให้เราเข้าใจได้ว่า คนไม่ใช่เครื่องจักร มันก็ต้องพยายามปรับตัวเข้าหากันให้ทำงานได้ เคล็ดลับของความสำเร็จในหลายๆที่ก็มาจากการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ดีนี่แหละ

ถึงแม้เราจะมีอาชีพเป็นล่ามอยู่ตอนนี้ เข้าใจความยากลำบากของอาชีพนี้เป็นอย่างดี แต่เวลาทำงานเราพยายามจะโลกสวย พูดภาษาสวยๆคือ พยายามรักษามุมมองที่เป็นบวกต่อการทำงานเข้าไว้ คือพยายามทำความเข้าใจว่า user ต้องการสื่ออะไร หรือ พูดแบบไหนคนฟังถึงจะเข้าใจง่าย และความหมายไม่ผิดเพี้ยนไป

ไม่ว่าสารที่ส่งมาจะเยอะ ยาว มีแต่น้ำ จับใจความไม่ได้ยังไง แต่สิ่งที่ผู้รับสารต้องการฟังคือสารที่สื่อสารได้รู้เรื่องและเข้าใจง่าย

เราพยายามให้ output ในการแปลของเราออกมาเป็นแบบนั้น เพราะ user คือลูกค้าของเรา

เวลาอยู่บริษัทไหนๆ ก็สอนเรื่องการตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าทั้งนั้น พูดกันเรื่องคุณภาพที่ดีทำให้ลูกค้าพอใจกันทั้งนั้น เราเลยเอามาประยุกต์ใช้ในการทำงานของตัวเอง

ขณะที่โรงงานหรือบริษัทมีการไคเซ็น ปรับปรุงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เราเลยคิดว่าเราควรจะปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอเพื่อตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน

เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักรที่ใช้แล้วเสื่อมสภาพ ต้องทิ้ง กลายเป็นขยะเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเป็นวัสดุสิ้นเปลืองแล้วใช้แล้วหมดไป แต่ทรัพยากรมนุษย์นั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งมีการพัฒนาเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อมีคุณค่ามาก ก็เพิ่มมูลค่าได้มากเช่นกัน

ถ้าคุณค่าต่ำกว่ามูลค่า ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา หรือเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มทุน

แต่ถ้าคุณค่ามากกว่ามูลค่า ก็เป็นสินค้าที่คุ้มค่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ใครๆก็อยากใช้งาน

จริงๆเราก็ไม่ได้โลกสวยหรือมีไอเดียดีๆ มีวันที่สวยงาม ชีวิตฉันวิ่งท่ามกลางทุ่งลาเวนเดอร์แบบนี้ทุกวันหรอก วันแย่ๆก็มี แต่เวลาคิดอะไรดีๆออกก็อยากจะจดบันทึกเอาไว้

เพราะความรู้สึกแย่ๆมันเกิดขึ้นเองได้ง่ายๆอยู่แล้ว โดยเฉพาะวันที่เรารู้สึกแย่ๆ แต่ความทรงจำดีมันเกิดขึ้นได้ยากกว่า บางครั้งเราต้องนึกให้ออกเพื่อเก็บเอามาเป็นพลังงานในวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นใจ

เรานึกถึงเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคสามน่ะ เวลาเจอผู้คุมวิญญาณ คาถาที่จะช่วยขับไล่ผู้คุมวิญญาณได้คือ คาถาผู้พิทักษ์ “เอกซ์เปกโต พาโตรนุม” ในการเสกคาถานี้ได้ จะต้องใช้ความทรงจำที่คความสุขมากๆแล้วมีพลังมากพอ จึงเป็นคาถาชั้นสูงและเสกได้ยากมาก

ในขณะที่ผู้คุมวิญญาณ พวกมันจะดูดกลืนความสุขไปจากคนผู้นั้น จุมพิตจากผู้คุมวิญญาณจะดูดกลืนความสุขทุกอย่างในชีวิตไปจนคนๆนั้นจมอยู่ในความทรงจำแย่ๆ

ความคิดในแง่ลบ = ผู้คุมวิญญาณ

ความคิดในแง่บวก = ผู้พิทักษ์

เราเลยอยากสะสมความทรงจำที่มีความสุขเอาไว้มากๆ ให้ตัวเองสามารถลุกขึ้นมาทำงานต่อไปได้ในทุกๆวัน

เคล็ดลับสู่การเป็นสินค้าที่ขายได้ = อย่าอายที่จะเป็นตัวประหลาด

สวัสดีค่ะ ผลสอบวัดระดับรอบกลางปีเพิ่งออกไปเมื่อวานนี้ แต่เราจะไม่พูดถึงมันหรอกนะคะ

สิ่งที่เราอยากจะพูดเกี่ยวกับสอบวัดระดับ เราจะเก็บไว้เขียนวันที่เราสอบผ่านค่ะ (แต่วันนี้ยัง 555+)

แล้วปกติเขียนเรื่องล่าม ทำไมวันนี้ถึงตั้งชื่อเรื่องเกี่ยวกับการขายของ

เราก็ยังวนเวียนเขียนเรื่องล่ามๆเหมือนเดิมแหละค่ะ เพราะไม่มีความรู้ทางด้านการตลาด แต่สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ เวลาอ่านเรื่องของคนที่ประสบความสำเร็จก็คือ “ทุกคนมีความเป็นเอกลักษณ์”

ช่วงนี้งานที่บริษัท เราจะได้แปลการพรีเซนท์เพื่อเลื่อนตำแหน่งของพนักงาน โดยจะเป็นการ coaching จากผู้บริหาร ทำให้เราได้ไอเดียอะไรดีๆมาเยอะมาก

เราชอบที่ผู้บริหารคนไทยแนะนำว่า “เวลากินข้าวเหนียวมะม่วง เราจะรู้ว่าข้าวเหนียวนุ่มหอม มะม่วงหวานอร่อย แต่ถ้ากินรวมมิตร เราก็จะจำไม่ได้ว่ามันมีอะไรโดดเด่น”

ซึ่งพอไปนำเสนอในเวทีที่เป็นผู้บริหารคนญี่ปุ่น คอมเม้นท์ก็เหมือนกัน “เห็นคุณอธิบายมาเยอะแยะมากเลย แต่สุดท้ายแล้วผมไม่เข้าใจว่าคุณต้องการจะบอกอะไร”

ในความเป็นจริงแล้วเราอาจจะทำมาเยอะมาก อยากจะบอกสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด แต่จากการได้เป็นผู้แปลทำให้เราได้ฟังมา เราคิดว่ายิงให้ตรงประเด็นดีกว่า

เมื่อวานคุณลุงที่เป็นหัวหน้าเรา สอนคำศัพท์ว่า 単刀直入 たんとうちょくにゅう

[名・形動]《一人で刀を持って敵に切り込む意から》直接に要点を突くこと。遠回しでなく、すぐに本題に入ること。また、そのさま。「―な言い方」

遠回しでなく前置きなしに、いきなり本題に入り要点をつくさま。一本の刀を持ち、ただ一人で敵陣に切り込む意から。

ลุงพูดในความหมายของ “การตอบให้ตรงคำถาม” ซึ่งมันเป็นความยากสำหรับล่ามมาก เวลาเจอคนตอบไม่ตรงคำถาม ไปไหนมา สามวาสองศอก

แน่นอนว่าล่ามทุกคน อยากจะแปลให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว

ย้อนกลับไปที่เรื่องของ ความเป็นเอกลักษณ์ต่อ

ช่วงนี้เรากำลังพยายามคิดๆๆ หาเส้นทางของตัวเองอยู่ เพราะมันมาถึงช่วงอายุที่เป็นจุดเปลี่ยนพอดี (ขอสงวนสิทธิ์ไม่บอกว่าอายุเท่าไหร่ อิอิ)

พี่ล่ามที่เป็น mentor เราตอนนี้อยากให้เราไปสายคุณภาพ อยากเห็นเราไปได้ไกลๆ แต่เราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบทางนี้จริงๆรึเปล่า

กับอีกเรื่องที่พี่เค้าบอกเราก็คือเวลาแปลเอกสาร “ภาษาไทยสวยมาก”

ตอนเด็กๆวิชาที่เราทำได้ดีที่สุด ก็ภาษาไทยนี่แหละ

ตอนแปลประชุมตอนเช้ากับพนักงานที่อยู่หน้างาน เวลาลุงพูดภาษาญี่ปุ่นมา เราก็พยายามจะแปลออกไปให้เป็นภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติและเข้าใจง่าย คุณลุงคนญี่ปุ่นเราพูดภาษาไทยเก่งมาก ฟังออกหมดเลย ลุงก็ฟังเราแปล แล้วก็หันมาชมเราว่า “พูดภาษาไทยเก่งมากหนา”

“ก็คนไทยนี่คะ”

วันนี้พี่ล่ามที่ทำงานที่เป็น perfectionism ก็เดินมาหาเราแล้วบอกว่า “ช่วยพี่แปลประโยคนึงดิ พี่พยายามคิดแล้วแต่มันยังไม่ได้ พี่อีกคนเลยให้มาถามเราดู เป็นว่าเป็นคนมีจินตนาการ น่าจะถนัดอะไรแบบนี้”

เรา “555+ หมายถึงงานมโนเหรอคะ ด้ายยยย เดี๋ยวแปลแล้วส่งเมลล์ไปให้นะคะ”

ประโยคภาษาไทยที่ว่านั้นเขียนว่า “หากจะมองจากเบื้องบนลงมาที่มหานครโตเกียว ก็คงจะมองเห็นแสงไฟที่สาดแสงอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งอย่างไม่รู้จักจบสิ้น”

เคยอ่านหนังสือสอนแปล EN<>TH มา หนังสือบอกว่าการแปลนั้นจะต้องถ่ายทอดได้ทั้งความหมายและรสของภาษาด้วย ปกติเราแปลรายงานปัญหาคุณภาพ มันก็ไม่ต้องใช้จินตนาการอะไรหรอก แต่ถ้าเจอแบบนี้ ก็ถึงเวาที่ต้องขุดเอาจินตนาการขึ้นมาใช้

เราก็นึกถึงซีรี่ย์ เรื่อง Hanzawa Naoki เฉือนคมนายธนาคารที่กำลังดูอยู่ตอนนี้ นึกถึงฉากที่ Hanzawa พาภรรยาไปดูแสงไฟในเมืองที่มองจากที่สูง

แล้วเราก็คิดประโยคออกมาได้ ประโยคเต็มๆจำไม่ได้หรอก เราใช้แต่ไวยากรณ์อนุบาล แต่เราใช้คำว่า “どこ見ても消えてもなく、輝いている照明” ซึ่งพี่ล่ามก็ชอบคำนี้ของเรา ก็คุยๆหัวเราะกันว่าเราควรจะไปเอาดีทางด้านเล่นลิเกมากกว่า 555+

ไม่ว่าจะทำธุรกิจส่วนตัว หรือจะเป็นพนักงาน เราก็ต้องขาย”ของ”กันทั้งนั้น ท่ามกลางสินค้าที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด จะทำยังไง ให้เราเป็นสินค้าที่ขายได้อยู่เสมอ

แน่นอนว่าทำธุรกิจ มันคือการขายสินค้า หรือบริการ

ส่วนการเป็นพนักงาน มันคือการขาย “ตัวเอง”

อย่างแรกเลยที่เราต้องขายก็คือตอนที่ไปสัมภาษณ์งาน คำถามที่มักพบบ่อยๆคือ “ช่วยบอกข้อดี-ข้อเสียของคุณหน่อยได้มั้ย”

สำหรับการนึกถึงข้อเสีย เราอาจจะนึกได้ไม่ยากเย็นอะไร แต่มันจะยากตรงที่จะเอามาตอบยังให้พลิกจากข้อเสียไปเป็นข้อดีได้ และไม่ดูตอแหลเกินไปจนกระดากปากเวลาจะพูด (555+ วันนี้มีแต่คำไม่น่ารักเลย ช่างเถอะ บล็อกของเราเอง)

ส่วนข้อดี หลายๆคนใช้เวลานึกเป็นปีๆก็ยึงนึกถึงอันที่มัน “ใช่” ไม่ออก

ถ้าจะถามเรา เราคงบอกได้ว่า คิดให้ดีๆ คิดให้เยอะๆ แล้วเลือกมาข้อเดียวที่เด่นจริงๆ อย่างที่ลุงบอกแหละ “単刀直入” แทงให้ตายด้วยดาบเดียว ยิงให้ตรงเป้า เอาให้เข้าประเด็น

ถ้าจะอธิบายเพิ่มว่าอะไรคือ “จุดเด่น” สำหรับเราก็คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ไม่ว่าใครก็เลียนแบบไม่ได้”

แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ขาย เราก็มักพบธุรกิจที่เจ๊งตามๆกันบ่อยๆก็คือพอเวลาอะไรฮิตขึ้นมาก็แห่ไปขายอย่างเดียวกันจนเกร่อไปหมด แล้วสุดท้ายก็มีแต่คนขายไม่มีคนซื้อ

ตอนเด็กๆเราคิดมาตลอดว่าการทำเหมือนคนอื่นมันน่าเบื่อ เราทำสิ่งที่เราอยากจะทำ ทำให้บางทีเราเป็นตัวประหลาดในหมู่เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งในสายตาของครู เราเกลียดการเรียนในโรงเรียนที่ให้ทุกคนทำเหมือนๆกัน มันไม่น่าสนุกสำหรับเรา เราเลยถูกมองว่า “ขวางโลก” อยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ต้องเจอกับความเจ็บปวดจากการที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่เราไม่เคยเสียใจที่เราเป็นแบบนั้น

ขอยืนยันจากประสบการณ์ของตัวเองเลยว่าความแตกต่างไม่ใช่สิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำ เพราะถ้าทุกคนบนโลกนี้เป็นเหมือนกันหมด มันก็ไม่สนุกสิ

เมื่อหาความแตกต่าง หรือจุดขายของตัวเองได้แล้ว ก็ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเลียนแบบได้ มันหมายความว่า เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะคนอื่นเค้าก็ไม่หยุดเหมือนกัน จึงต้องหมั่นขัดเกลาตัวเองอยู่เสมอ

ถ้าเปรียบหัวใจของนักทำซูชิคือมีด ต่อให้เป็นมีดที่ลับขึ้นมาจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและดีแค่ไหน แต่ใช้ไปเรื่อยๆถ้าไม่หมั่นลับให้แหลมคมมันก็ทื่อ และส่งผลให้ปลาดีๆเสียคุณภาพ (นี่ไง เราอ่านการ์ตูนมากไป เราสายมโน เราควรไปเล่นลิเกมากกว่าเป็นล่าม)

บางทีเราก็รู้สึกว่าตัวเองเรื่องมาก มานั่งคิดอะไรที่คนอื่นไม่สนใจ หรือไม่คิด มันคงดูเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลา แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไปถึงอดีตของตัวเอง เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ เราก็เลยทำมันต่อไป ยกตัวอย่างก็เรื่องที่เราเขียนนี่แหละ

เวลาที่เขียนอะไรแล้วมีคนชอบ เป็นประโยชน์กับเค้าบ้าง ทำให้เค้ารู้สึกดี มีแรงสู้ต่อไป เราก็ดีใจแล้ว

ของแถมสำหรับคนที่อยากได้ศัพท์โหดๆเกี่ยวกับการเงินและธนาคาร จากเรื่อง Hanzawa Naoki สนุกมากๆ แต่เราดูแบบไม่มีซับ ไม่เข้าใจเลย 555+ ก็ดูมันทั้งๆที่ไม่เข้าใจนี่แหละ

http://www.tbs.co.jp/hanzawa_naoki/glossary

เราเลือกเพื่อนร่วมงานไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีได้

เมื่อเช้าตอน Morning Meeting พี่เมเนเจอร์พูดถึงคอร์ส management ที่พี่เค้าไปเรียนมา

เค้าพูดว่า “เราเลือกเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีได้”

ฟังแล้วคุ้นๆ นึกถึงคำที่พี่ล่ามไอดอลเคยสอนเราไว้ว่า “ล่ามอย่างเราเลือก user ไม่ได้”

เพราะคำพูดนั้นของพี่เค้า ทำให้เราอดทนมากขึ้น ไม่ว่าจะเจอคนพูดยาว ไม่เว้นวรรคให้แปล พูดไม่รู้เรื่อง จับใจความไม่ได้ คนพูดเองยังงงเองว่าตัวเองต้องการจะสื่ออะไร คือไม่ว่าจะเป็น user แบบไหน เราสามารถตั้งรับได้ด้วยอาการนิ่งสงบ (มากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ)

มีครั้งหนึ่ง user ท่านหนึ่งโทรไปหาคนญี่ปุ่นที่อยู่ต่างประเทศ เค้าพูดภาษาญี่ปุ่นได้นิดหน่อย คุยๆไปแป๊บเดียวก็มาเรียกเรา “ช่วยพี่หน่อยครับ” โดยไม่เล่าอะไรให้เราฟังก่อนเลย แล้วมันเป็นการอธิบายทางโทรศัพท์ ไม่เห็นหน้า พี่แกก็พูดถึงโปรแกรมที่หน้าจอของตัวเองว่ามันมีปุ่มนี้ปุ่มนั้น มีพารามิเตอร์นู่นนี่นั่น เช็คแล้ว เราเช็คกับซัพพลายเออร์เช็คไม่ตรงกัน บลาๆ

จากประสบการณ์การทำงานเคสแบบนี้เราก็นิ่งไปนิดหนึ่ง คือรู้แหละว่าพี่พูดถึงหน้าจอพี่ แต่คนญี่ปุ่นที่อยู่ปลายสายเค้าไม่เห็น พี่ชี้ๆตรงนั้นตรงนี้เค้าก็ไม่เข้าใจหรอก เราก็พูดกับเค้าดีๆว่า พี่ช่วยอธิบายให้เราฟังก่อนได้มั้ยว่าคุยเรื่องอะไรและพี่ต้องการสื่อสารอะไร

เค้าก็พูดๆมายาวอยู่ เนื้อหาไม่ค่อยเคลียร์เท่าไหร่ เราก็จดโน้ตลงกระดาษแล้วก็แปลแบบสรุปตามที่เราเข้าใจให้ปลายสายฟังว่า “ผมส่งโปรแกรมและผลการวัดค่าไปให้ โดยวัดตามหัวข้อนี้ๆ ผลการวัดของเรากับซัพพลายเออร์เหมือนกันในจุดนี้ ต่างกันในจุดนี้ อยากให้ช่วยยืนยันผลการวัดหน่อยครับ ว่าถูกต้องแล้วหรือไม่” ก็สื่อสารกันได้เข้าใจ ทางโน้นก็ตอบว่า “รับทราบครับ จะเช็คให้” แล้วเราก็บอกให้ถือสายรอสักครู่ หันไปถาม user ว่า “มีอะไรเพิ่มเติมมั้ย” เค้าก็บอกว่าเรื่องนี้ด่วน ขอภายในวันนี้ ก็ร้องขอปลายสายไป ทางโน้นก็รับทราย ก็จบสวยๆไป พอวางสายไป user ก็พูดกับเราว่า “น้อง(ชื่อเรา)แม่งเจ๋งว่ะ พี่พูดไม่รู้เรื่องยังแปลให้รู้เรื่องได้”

555+ ตลก ครั้งหน้าพี่ก็เรียบเรียงก่อนแล้วค่อยพูดเนอะ ใจเย็นๆเนอะ

อีกเคสหนึ่งคือเป็นการประชุม ซัพพลายเออร์มารายงานปัญหา แล้วพี่ user บริษัทเราก็คอมเม้นท์ยาวมาก แบบไม่เว้นช่องว่างให้แปลเลย เอาเป็นว่าที่พี่แกคอมเม้นท์ เรานั่งจดได้ประมาณ 2 หน้ากระดาษ A4 (แบบแบ่งครึ่งหน้าแล้วจดด้วยนะ)

พี่แกก็พูดๆๆๆๆๆๆจนพอใจแล้วก็หยุด ก่อนจะนึกขึ้นได้ หันมาถามเราว่า “พี่พูดยาวไป แปลได้มั้ย?”

ก. ทำหน้าหงิกใส่ user คิดในใจว่า “ห่านนน พูดยาวเป็นกิโลขนาดนี้ แปลทันก็มหาเทพแล้วจ้ะพ่อคู๊ณณณณณณ”

ข.ยิ้มแหะๆ ตอบไปเบาๆด้วยสีหน้าเกรงอกเกรงใจว่า”ไม่ทันค่ะพี่ ช่วยพูดอีกทีได้มั้ยคะ”

ค.ยิ้มนิดๆอย่างมั่นใจ แปลออกไปแบบสรุป กระชับ แต่ได้ใจความครบถ้วน (พี่แกพูดยาวขนาดนั้นต้องมีน้ำเยอะอยู่แล้ว ตัดออกบ้างก็ได้ คัดเอาแต่เนื้อๆ เน้นๆ)

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงแก้ปัญหาด้วยการยิ้มแหะๆ แล้วบอกว่า “ไม่ทันค่ะ” ซึ่ง user ที่ใจดีก็จะพูดให้ใหม่ (แต่จะแอบไม่พอใจ เพราะพูดตั้งยาว จะให้พูดหมือนเดิมก็คงยาก) ถ้า user อารมณ์ขึ้นก็คงหงุดหงิด

แต่เราเคยมีประสบการณ์ที่เจ็บปวดกับเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาแล้ว ประสบการณ์มันจะสอนเราเอง และสิ่งที่เราทำคือพยักหน้าให้พี่เค้า ยิ้มเบาๆแล้วบอกว่า “ได้อยู่ค่ะ” แล้วก็แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นที่จับใจความมาแล้ว สรุปๆประเด็นเอา

เมื่อก่อนเราทำไม่ได้เลยนะ ประสบการณ์ที่เจ็บปวดที่ว่าคือเคยไปเป็นล่ามแปล internal audit ในบริษัท แล้วทั้ง auditor กับ คนถูกออดิทเป็นคนไทย ก็เถียงๆกัน มีคนไทยรุมๆพูดพร้อมกันประมาณ 4-5 คน เราไม่รู้จะทำยังไง ก็พยายามจะเก็บให้ได้มากที่สุดด้วยการโดจิแปลทุกคำ แต่ก็เก็บได้ไม่หมดหรอก 4-5 ปากพูด เรามีปากเดียวจะแปลทันได้ยังไง

ผลก็คือ GM คนญีปุ่นที่เฮี้ยบมากๆ บอกให้ทั้งห้องประชุมหยุด แล้วหันมาพูดกับเราว่า

GM “ที่เธอแปลๆมาเธอเข้าใจรึเปล่า”

เรา “เข้าใจค่ะ แต่เกรงว่ามันจะไม่ทัน… (เลยพยายามจะแปลให้ทัน)”

GM “งั้นก็จดซะสิ!”

โอ้โห! เจ็บกว่าโดนส้นตีนอัดหน้ากลางมหาสมุทรแปซิฟิก(ขออภัยที่ไม่สุภาพ แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ หน้าชาเลย) หลังจากนั้นเรานั่งจดไปชั่วโมงครึ่ง จนกระดาษโน้ตที่เราเตรียมไว้ใส่คลิปบอร์ดหมดไปทั้งปึก ก็ไม่มีใครหยุดให้เราแปล พอจบออดิท เราก็เดินไปสรุปให้คนญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งฟัง (สรุปเหลือ 3 บรรทัดได้ 555+)

แล้วก็ไปนั่งเฟลในห้องน้ำ ทำไม GM คนนั้นต้องด่าเราต่อหน้าคนอื่นแบบนั้นด้วย เราเสียใจ เราพยายามแล้ว แต่สถานการณ์มันเกินความสามารถเราจริงๆ T^T แต่พอมองในมุมกลับกัน ในฐานะคนญี่ปุ่นที่ต้องฟัง แล้วล่ามที่แปลออกมาแปลไม่รู้เรื่อง มันก็น่าโมโหจริงๆแหละ

พอเอามาประกอบกับที่พี่ล่ามเคยสอนว่า “เข้าใจก่อนแล้วค่อยแปล” มันก็เลยส่งผลให้เรา ทำได้ดีขึ้น (มั้ง) ในวันนี้

กลับเข้าเรื่อง “เราเลือกเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความสุขในการทำงานได้” สำหรับสายอาชีพอื่นๆ อาจจะจริง แต่สำหรับล่ามมันมีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่งตรงที่คล้ายๆ auditor คือยิ่งไปตรวจหลายบริษัท ยิ่งเห็นเยอะ เอามาเชื่อมโยงกันได้มาก ก็ยิ่งเก่ง ถ้าเป็นล่ามแนว pure interpreter เน้นแปลอย่างเดียว ยิ่งได้แปลหน้างานหลากหลาย ก็ยิ่งรู้ศัพท์มาก ก็ยิ่งเก่งมาก (แต่แต่ละบริษัทก็มีศัพท์เฉพาะทางที่ใช้ไม่เหมือนกัน) ดังนั้นล่ามที่ดีก็ควรจะรู้ให้กว้าง และลึกที่สุดเท่าที่จะมากได้ (เอาจริงๆก็ไม่ต้องลงลึกในรายละเอียดหรอก แต่รู้ไว้ก็ดี มันจะช่วยในการเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกัน) ถ้าเป็นล่ามที่ไปแบบไม่มีใครให้แบคกราวน์เลย ก็ต้องใช้จินตนาการมากหน่อย

หากความรู้ในหัวเรามีมากพอ เราจะปะติดปะต่อเรื่องได้  เราพูดกับพี่ที่บริษัทบ่อยๆว่าการทำงานของเรา “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ไม่ใช่ว่าความรู้ไม่สำคัญนะ แต่เราความรู้น้อยไง เลยต้องใช้จินตนาการเยอะหน่อย 555+

กลับไปเรื่องเลือกได้เลือกไม่ได้ต่อนะ พิมพ์มาตั้งนานไม่เข้าเรื่องสักที

อย่างที่บอกไปว่าส่วนตัวแล้วเราคิดว่าล่ามเลือก user ได้ประมาณนึง ด้วยสภาพตลาดตอนนี้ถือเป็นความโชคดีอย่างตรงที่การหางานล่ามไมได้ยากลำบากนัก ทำให้เรามีสิทธิ์เลือกได้พอสมควร

เอาง่ายๆก็เปรียบเทียบกับความรัก

ถ้ามีแฟน แต่แฟนคนนี้คบแล้วไม่ดีเราจะทำยังไง?

1.เลิก หาใหม่ให้ได้คนที่”พอดีกับเรา”

2.อดทน ปรับตัวเข้าหากัน หวังว่าความสัมพันธ์จะดีขึ้น

กรณีที่เลือกตัวเลือกที่ 2 อดทน เนี่ยมันก็มีตัวเลือกต่ออีกว่า

2.1 ทนแล้วปรับตัวเข้าหากันได้ จนได้แต่งงานกัน อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเพราะผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย

2.2 ทนแล้วแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ก็ทนต่อไปหวังว่าสักวันมันคงจะดีขึ้น ทนอยู่ด้วยน้ำตา

2.3 ทนแล้วไม่มีอะไรดีขึ้นก็แยกย้าย ทางใครทางมัน

การหางานก็เหมือนเหมือนหาแฟนแหละค่ะ ใครๆก็อยากได้คนที่พอดีกับเรา อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข

ส่วนรีครูทก็เหมือนบริษัทจัดหาคู่ ถ้าโชคดี เราอาจจะเจอคู่ที่ดี แต่ถ้าโชคร้าย ก็ต้องปรับตัวหรือเอาตัวรอดออกมาจากสถานการณ์นั้นให้ได้

หรือบางที ไปหาแฟนเอง ไม่ผ่านบริษัทจัดหาคู่ ก็อาจจะเจอทั้งที่ที่เราโอเคหรือไม่โอเคก็ได้

การทำงานก็เหมือนกัน แต่อย่างน้อย ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือการทำงาน ถ้าเราพยายามดีที่สุดแล้วแต่สุดท้ายมันต้องจบลง ก็ไม่มีอะไรให้เสียใจทีหลัง เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว

สักวันโลกจะเหวี่ยงคนดีๆเข้ามาหาเรา และขอให้เหวี่ยงงานดีๆเข้ามาให้ทุกๆคนด้วยนะคะ

ก็ขอให้ทุกคน Lucky in game, lucky in love นะคะ

สรุปใจความสำคัญของเอนทรี่นี้ เขียนมายาวๆ ไม่มีอะไรเลยค่ะ แค่อยากจะแชร์การเปลี่ยนมุมมองของตัวเอง ที่ทำให้เรารู้สึกโอเคกับการทำงานมากขึ้น ไม่รู้สึกเป็นลบเวลาเจอสถานการณ์ยากๆ เราอยากจะให้เครดิตพี่ล่ามไอดอลที่บอกกับเราว่า “เราเลือก user ไม่ได้หรอก” เพราะคำพูดนี้ของพี่ เรายังจำมาใช้จนทุกวันนี้ และสามารถรับทุกสถานการณ์ได้ด้วยอาการสงบมากกว่าเดิม ใจเย็นขึ้นแบบที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้

แล้วพอเรานิ่งขึ้น ใช้เหตุผลมากวก่าอารมณ์ มันก็ทำให้เรามองเห็นข้อบกพร่องของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะแก้ไขมัน

เรายังเหลือข้อเสียเต็มไปหมด ก็หวังว่าเราจะโชคดี มีคนมาชี้แนะบ่อยๆ แบบนี้เรื่อยๆ แต่จริงๆหวังพึ่งแต่คนอื่นก็ไม่ได้หรอก เราต้องหัดรู้ปัญหาและแก้ไขได้ด้วยตัวเอง เราก็เลยพยายามแชร์ความคิดตัวเองออกไป เผื่อจะได้เห็นมุมมองอะไรดีๆที่จะเอากลับมาพัฒนาตัวเองได้ และก็หวังว่ามุมมองของเราจะช่วยแลกเปลี่ยนอะไรให้กับคนอื่นได้บ้างก็ดี

 

ยกระดับจาก Repeater สู่ Interpreter

มีคำสอนหนึ่งจากพี่ Factory Manager ที่เก่งภาษาญี่ปุ่นมากๆเคยสอนเราเอาไว้ เราจำได้ขึ้นใจและยึดถือเอาไว้ในใจเสมอ พี่เขาสอนเราว่า “ถ้าผู้พูดพูดแค่ 80% แต่ต้องการสื่อสารให้ได้ 100% ล่ามต้องรู้ให้มากกว่านั้น ต้องรู้ให้ได้ 120% เพื่อสื่อสารออกไปให้ได้ 100% ตามที่ผู้พูดต้องการสื่อ”

ตอนฟังครั้งแรกเราไม่เชื่อว่าจะมีคนทำได้ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตสอนให้เราเรียนรู้ว่าที่พี่เขาพูดมันจริง

ตอนนี้ล่าม 120% เลยเป็นเป้าหมายที่เราอยากจะเป็นให้ได้

เราอาจจะเป็นได้ไม่ถึง 120% หรอก แต่อย่างน้อยเราพยายามที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผู้พูดพูด

ตอนเรียนจบใหม่ๆมาเป็นล่าม เราเป็นได้แค่ Repeater คือพูดอะไร ก็แปลออกไปอย่างนั้นไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดในสมองของตัวเองเท่าไหร่ คือจะว่าไม่คิดเลย ก็ไม่ใช่ มันก็คือการคิดแหละถึงจะแปลออกไปได้ แต่เป็นการคิดแค่ในเชิงภาษาเท่านั้น ไม่ได้มีการคิดในเชิงเนื้อหา เพราะเรายังไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ เรียกว่า 直訳 แบบสุดโต่ง

พอมีประสบการณ์มากขึ้น บวกกับได้รับการสอนจากพี่ผู้จัดการบ้าง รุ่นพี่ล่ามบ้าง ผู้บริหารบ้าง โดนด่าก็มี มันให้เราเกิดการเรียนรู้ พี่ล่ามสอนเราว่า “เข้าใจก่อนแล้วค่อยแปล”

และเราเคยโดนผู้บริหารคนญี่ปุ่นตำหนิว่า “ที่เธอแปลออกมาเธอเข้าใจรึเปล่า”

เราตอบว่า “เข้าใจค่ะ แต่เนื่องจากไม่มีช่องว่างให้แปลจึงจำเป็นต้องรีบแปลออกมาเพราะกลัวว่ามันจะไม่ทัน”

คำตอบที่เราได้รับในวันนั้นคือ “เธอก็จดซะสิ!”

โห…เจ็บ บอกเลยวันนั้นแทบร้องไห้ คือวันนั้นมันเป็น internal audit แล้ว ทั้งคนออดิททั้งคนรับการออดิทเป็นคนไทยทั้งคู่ พูดน้ำไหลไฟดับเลย พูดพร้อมกันหลายคนด้วย เป็นคนพูดเร็วทั้งสองฝ่ายด้วย เราก็พยายามจะแปลตามให้ทัน แต่พอแปลตรงตัวประกอบกับรีบแปลให้เร็วเพราะกลัวจะไม่ทันเนื่องจากเวลามีจำกัด ทำให้ output ที่ได้มันไม่ดี ก็โดนตำหนิไป

พอเจ็บบ่อยๆหัวใจก็ค่อยๆด้านชา (?) สติปัญญาก็เริ่มจะเกิด จากวันนั้น ไม่ว่าผู้พูดจะพูดยาวแค่ไหน เราจะพยายามจด พยายามทำความเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆก็จะถาม ถ้าถามไม่ได้ก็จะพยายามเข้าใจให้ได้ในเวลาอันสั้นเพื่อแปลออกไปให้ได้ ถ้าแปลออกไปแล้วเราเข้าใจผิดทำให้แปลผิดไปก็ขอโทษ แล้วก็แก้ใหม่ให้ถูกต้อง

ตอนจบใหม่ๆ process การทำงานของเราคือ

ฟังภาษาต้นทาง-คิดเป็นภาษาปลายทาง-พูดออกไปเป็นภาษาปลายทาง

แต่ตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง process คือ

ฟังภาษาต้นทาง-ทำความเข้าใจกับเนื้อหา-คิดเป็นภาษาปลายทาง-แปลออกไปเป็นภาษาปลายทาง

ปกติการทำงานทั่วๆไป รวมถึงหลักการของ process approach เวลา ออดิท TS16949 ก็จะเป็น

input > [process] > output

input ที่ดี ผ่าน process ที่ดี ทำให้เกิด output ที่ดี

ในทางกลับกัน ถ้า input ไม่ดี ผ่าน process ที่ มายังไงก็ไปอย่างงั้น ดักจับ input NG ไม่ได้ แก้ไขปรับปรุงอะไรไม่ได้ output ที่ออกไปก็ NG

แต่ที่ทำงานปัจจุบัน เคยได้ยินแนวคิดของผู้บริหารคนไทยแล้วรู้สึกประทับใจมาก เขาบอกว่า แนวทางการทำงานของแผนกเขาคือ ไม่สนใจว่า input จะเป็นอย่างไร แต่ output ที่ออกจากเราไปต้องรับประกันได้ว่ามันดี คงจะเป็นอะไรที่มันคล้ายๆกับล่าม120% ที่พี่ Factory Manager เคยสอนเอาไว้

input อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่เป็นไร สิ่งที่เราควบคุมได้คือ process ของเรา ทำให้มันดี เพื่อให้ได้ output ที่ดี เพราะเวลาที่คนอื่นประเมินการทำงานของเรา เขาก็จะดูจาก output ของเรา

อย่างเมื่อวานนี้เราเจอคำว่า “วาล์วอัจริยะ” ตอนได้ยินครั้งแรกยอมรับว่าสตั๊นท์ไปเหมือนกัน ในใจก็คิดว่า “โธ่!พี่เอนจิเนียคะ ทำไมใช้ศัพท์สูงจัง เราปีนกระไดขึ้นไปแปลไม่ไหว”และก็ไม่บ้าพอที่จะแปลออกไปว่า 超-頭がいいバルブ หรือ 天才バルブ เดี๋ยวคนฟังจะฮาเกินไป

นึกถึงเรื่องเล่าของเพื่อนสาวเลย คือนางเป็นล่ามเหมือนกันนี่แหละ วันหนึ่งนางเกิดอุบัติเหตุ ถูกรถสูบส้วมมาชนท้าย เลยทำให้ไปทำงานสาย

พอไปถึงที่ทำงานก็ต้องอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นให้คนญี่ปุ่นฟัง นางก็แปลออกไปว่า 「うんこを吸う車にぶつかられた」

เท่านั้นแหละ ฮากระจายกันทั้งห้องประชุม ลองคิดภาพตามดูสิ “ถูกรถดูดขี้ชนท้ายค่ะ” 5555+

เราเลยรีบไปหาเลยว่าไอ้รถสูบส้วมนี้เค้าเรียกว่าอะไร วันหน้าวันหลังเผื่อเกิดอุบัติเหตุบ้างจะได้บอกเค้าไปว่าถูก バキュームカー ชนเอา

กลับมาที่เรื่องวาล์วอัจฉริยะกันต่อ พอประชุมเสร็จออกมามีเวลาว่างก็รีบหาข้อมูลทันที

VVT ย่อมาจาก Variable Valve Timing วาล์วแปรผัน 可変バルブ機構(かへんバルブきこう)

VVT-i ย่อมาจาก Variable Valve Timing – intelligent system 可変バルブタイミング・リフト機構

ลองดูคลิปอธิบายเรื่องวาล์วแปรผันด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ เข้าใจง่ายมากๆ ขอบคุณผู้จัดทำมา ณ ที่นี้ด้วย

พอวันแปลรอบจริงวันนี้ พี่เขาก็พูดคำว่า “วาล์วอัจฉริยะ” แต่เรารู้แล้วว่าพี่เขาหมายถึงอะไรก็เลยไม่สตั๊นท์แล้ว เพราะทำความเข้าใจกับเรื่องเจ้าวาล์วอัจฉริยะนี้มาแล้วนิดหน่อย (แต่ก็ไปสตั๊นที่อื่นแทน 555+)

จริงๆก็ทับศัพท์ VVT-i ไปเลยก็ได้แหละ แต่ที่เค้าพูดก็คือ “VVT-i คือระบบวาล์วอัจฉริยะ” จะมาแปลว่า VVT-i ก็คือ VVT-i ก็ดูไม่เท่เท่าไหร่น่ะ

คำพูดแค่ประโยคเดียว ล่ามคิดไปเป็นสิบเป็นร้อยจริงๆ

เราอาจจะยังไม่ถึงขั้น 120% และคงยังไม่ถึงง่ายๆ แต่ขอให้เพิ่มขึ้นสักทีละ 1% ก็ยังดี เผื่อมันจะเติมเต็มจนสื่อสารออกไปได้ 100% ในสักวัน

ตอนประชุมเสร็จก็แกล้งแซวพี่เขาไปนิดหนึ่งว่า “พี่คะ วาล์วน่ะอัจฉริยะ แต่ที่โง่น่ะ เราเองค่ะ” (^^”)

จาก repeater ตัวน้อยๆ (อันที่จริงก็ไม่น้อยนะ) ในวันนั้น ก็ได้ฝึกฝนวิชาจนเริ่มกลายเป็น interpreter ในวันนี้ กล้าพูดได้เลยว่าเวลาที่แปลได้มันภูมิใจอยู่ในใจ วันไหนแปลไม่ได้ก็แอบเศร้าอยู่คนเดียว โถ…ชีวิต

พอเศร้าบ่อยๆ เจ็บปวดบ่อยๆก็จะได้เรียนรู้ มุ่งสู่การเป็นล่ามสาย Strong!

Source:

https://ja.wikipedia.org/wiki/VVT-i

https://ja.wikipedia.org/wiki/可変バルブ機構

Autospin Channel, MT School สาระน่ารู้ วาล์วแปรผัน

และขอขอบคุณพี่ Factory Manager ผู้มีพระคุณกับเรา คำสอนของพี่เขายังใช้ได้ดีเสมอ, ขอบคุณพี่ GM คนเก่งด้วยสำหรับแนวคิดดีๆที่เราจำเอามาใช้ในการทำงานได้

[ของแถม การ์ตูนท้ายเล่ม]

วาดๆการ์ตูนไว้บ้าง มีคนชอบเลยเอามาลงไว้ในนี้ด้วย เผื่อวันหลังกลับมาดูเองจะได้นึกถึงความทรงจำดีๆ(?)

13015365_1229330443758191_2587518928313806753_n

13007327_1230739796950589_1779968951444742263_n