สวัสดีปีใหม่ เป้าหมายสูงสุดในการเป็นล่ามของคุณคืออะไร?

สวัสดีปีใหม่นะคะ

ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับๆทุกๆคนค่ะ

เราเขียนบล็อกที่นี่มาประมาณ 4 ปีแล้ว จากบล็อกบ่นๆไร้สาระ ระบายเรื่องของตัวเอง บันทึกอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์ แต่ผลจากการลงมือทำ มันทำให้เราพัฒนาการเขียนของตัวเองได้มากขึ้น และดีใจมากๆค่ะที่มันพอจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง

(มีประโยชน์กับตัวเองด้วย บางทีนึกศัพท์ไม่ออก พอเสิร์ชก็ขึ้นบล็อกตัวเอง หาง่ายกว่าจดในสมุดเยอะเลย 555+)

ขออวดสถิติหน่อย

จากยอดวิว 13 วิวในปีแรก

ปี 2017 เรามียอดวิวอยู่ที่ 35,455 วิวแล้วค่ะ ขอบคุณมากๆที่แวะเข้ามาชมนะคะ

(เพื่อนเราอาจจะบอกว่า ในนั้นเป็นวิวของมันสักครึ่งนึง 555+)

 

stats

 

ขอบคุณคนที่กดติดตามด้วยนะคะ รวมถึงคอมเม้นที่เข้ามาให้กำลังใจเราเสมอ มันมีค่าสำหรับเรามากๆ

ปีที่แล้วเราตั้ง target เกี่ยวกับงานเขียนของตัวเองไว้ว่าจะเขียนให้ได้เดือนละ 1 เรื่อง

ซึ่งก็ทำไม่ได้ เพราะไม่ได้เขียนทุกเดือน แต่เฉลี่ยก็ถือว่าพอได้อยู่นะ เพราะเราเขียนไปทั้งหมด 17 posts

นั่นๆๆ หาข้ออ้างเข้าข้างตัวเองอีก

บทความที่มียอดวิวสูงสุดก็ยังคงเป็นเรื่อง เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม! ซึ่งเขียนไว้เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2015

ตอนนั้นเรายังเป็นล่ามเด็กน้อย ก็เขียนจากสิ่งที่ตัวเองคิดในตอนนั้น

ตอนนี้ก็ปี 2018 แล้ว ไม่ได้เป็นล่ามเด็กน้อยแล้วล่ะ ก็ถือว่าทำงานมาประมาณนึง แต่ก็ไม่ได้เก่งพอที่จะเป็นรุ่นพี่ใครได้

ที่เราคิดแบบนี้เพราะว่าปีที่แล้วเรามีโอกาสได้ Coaching ให้น้องฝึกงานเป็นเวลา 3 เดือน แต่เรารู้สึกว่าตัวเองสอนน้องได้ไม่ดีเลย ก็เลยประเมินตัวเองว่าอยู่ในระดับที่ “พอจะทำงานได้ แต่ยังไม่สามารถสอนคนอื่นได้”

เอาจริงๆแค่ลำพังงานของตัวเอง ยังพูดไม่ได้เต็มปากเลยว่า “ฉันทำงานได้ดีแล้ว”

มีคนมาถามเราในไอจี น่าจะตามมาจากบล็อกเรานี่แหละ เค้าถามว่า “เป้าหมายสูงสุดในการเป็นล่ามของคุณคืออะไร”

เป็นคำถามที่ยากจัง…

เราตอบไปว่า ไม่มี เพราะเราคิดว่าอาชีพล่ามเป็นอาชีพที่ต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในทุกๆวันเพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของ user ที่มากขึ้นเรื่อยๆ

เราไม่ได้ตั้งใจจะตอบแบบนางงามนะ แต่นี่คือความคิดที่อยู่ในหัวเราตอนนี้จริงๆ

มันเป็นงานที่ต้องทำให้ user พึงพอใจ ซึ่งยากมาก เห็นได้จากช่วงปลายๆปีที่เรามีช่วงที่ motivation down อยู่เหมือนกัน

ความต้องการของ user ทั้งมาก และหลากหลาย ยิ่งต้องให้บริการกับ user หลายคนเท่าไหร่ยิ่งปวดหัวมากเท่านั้น มันไม่ใช่แค่บริการในเรื่องของภาษาอย่างเดียว เค้าคาดหวังทุกๆอย่าง ทั้ง service คาดหวังว่าเราจะต้องยิ้ม อารมณ์ดีตลอดเวลา (ฮือออ พี่คะ หนูไม่ใช่คนบ้า หนูไม่ได้เสพกัญชามาทำงานข่าาาาา) และอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่ว่าเราไปทำงานกับใคร

ถ้าเปรียบเป็นข้อสอบ ก็ไม่รู้ว่าจะอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบยังไงดี

ช่วงปีที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ผ่านการแปลเกี่ยวกับการผลิตแบบ Automation มากขึ้น

ในวงการของคนที่ใช้ภาษาในการทำงานก็มีการพูดถึงเรื่องที่ว่า A.I. หรือปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาแทนที่นักแปลหรือล่ามในอนาคต แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนคนได้

และเราคิดว่า การที่ A.I. จะทำงานแปลแทนคนได้ มันต้องป้อนคำสั่งเยอะมากถึงจะฉลาดพอที่จะรองรับต่อสถานการณ์ในหลายๆรูปแบบได้ (คือต้องมีฐานข้อมูลที่ใหญ่มากๆ)

Q: คิดยังไงกับทิศทางของอาชีพล่ามในอนาคต?

A: เราคิดว่างานของล่ามหรือนักแปลน่าจะเพิ่มขึ้น แน่นอน มีคนเรียนภาษามากขึ้น มีเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองเรื่องของการแปลมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องแปลก็มากขึ้นและยากขึ้นเช่นกัน

ล่ามน่าจะมีงานเพิ่มขึ้นนะ แต่จากสถานการณ์แล้ว เราคิดว่าต้องเป็นล่ามที่เก่งถึงจะสามารถอยู่รอดในสถานการณ์นี้ได้

internet ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น แต่ภาษา ยังคงเป็นกำแพงหรืออุปสรรคที่ขวางกั้นการเข้าถึงและนำเอาข้อมูลออกมาใช้ การก็อปเอาไปวางใน google translate ยังไม่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานจริงได้ (แต่แปลเป็นคำๆกูเกิ้ลก็ฉลาดอยู่นะ)

งานล่ามหรืองานแปล ถือเป็นสะพานเชื่อมเพื่อให้คนที่ใช้คนละภาษากันสามารถข้ามกำแพงทางภาษาเข้าไปหาความรู้และนำออกมาใช้ได้ ซึ่งงานนี้ก็ยังคงมีความจำเป็นอยู่ในอนาคต

หากมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนถ้าคิดจะเรียนศาสนา ศิลปวัฒนธรรมในเอเชีย ก็ต้องเดินทางไปเรียนรู้ที่แหล่งอารยธรรมใหญ่ๆ เช่น จีน หรือ อินเดีย

ต้องส่งคนไปอยู่ที่นั่นเพื่อเรียนรู้ แล้วนำเอาศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา กลับมาใช้ในประเทศของตนเอง

หรืออย่างในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีการส่งพระบรมวงศานุวงศ์ไปเรียนที่ต่างประเทศเพื่อนำเอาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ

แต่ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตหรือการสื่อสารทางไกลทำให้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศก็ได้

ในการทำงาน เราเจอ telephone meeting บ่อยมากกกกกกกก

และยากมากกกกกก แต่ก็ต้องทำ T^T

ล่ามยังคงมีบทบาทในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารอยู่

แต่แค่คำว่าล่าม มันกว้างเกินไป มันครอบจักรวาลเกินไป

แล้วล่ามแบบไหนล่ะ ที่จะตอบโจทย์

สำหรับเรา สิ่งที่เราอยากมีในปีนี้คือ “ความเป็นมืออาชีพ” – – – มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยมี เราตื่นเต้น เราประสาทจะกินทุกทีเวลาต้องแปลอะไรยากๆ เราคุมสติไม่ค่อยได้ สิ่งเดียวที่เป็นเหมือนเครื่องรางที่ช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้นคือการเตรียมตัวก่อนแปล ยิ่งเตรียมมามากเท่าไหร่ ยิ่งลดความเครียดได้มากเท่านั้น แต่ก็ยอมรับว่าในสถานการณ์จริงหลายๆครั้ง มันไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวเลย

เราเลยคิดว่า ถ้าเราเป็นล่ามมืออาชีพที่สามารถแปลได้ในทุกสถานการณ์ได้ก็คงดี

ถ้ามีใครมาพูดแบบนี้กับเราตอนที่เราเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ เราคงคิดว่า “จะบ้าเหรอ ใครจะไปเทพขนาดนั้น”

แต่จากการทำงานมาหลายปี เราพบว่า มีคนที่ทำแบบนี้ได้จริงๆ ถ้าอยากรู้จักตัวอย่างสักคน เราแนะนำให้เสิร์ชชื่อ “อาจารย์บุญชู ตันติรัตนสุนทร” ดู อ่านบทสัมภาษณ์นี้ของอาจารย์ดูก็ได้ค่ะ เราอ่านแล้วประทับใจมากๆ

อาจารย์บุญชู ปรมาจารย์ล่ามญี่ปุ่น กับประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี

การจะเป็นล่ามเทพ ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่มันคือการ “ฝึกฝน” อย่างหนัก ใช้เวลากับภาษาเยอะๆ หมั่นแสวงหาความรู้อยู่เสมอ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา

สำหรับเรา มันไม่ง่ายเลย ทุกๆวันในการทำงานคือความยากลำบาก แต่ละการประชุมคือเวทีที่เราต้องลงไปต่อสู้

วันไหนชนะ ก็มีกำลังใจ วันไหนแพ้มา ทำได้ไม่ดี ก็เศร้าไป

ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไหนๆเรื่องความรักก็นกแล้ว เรื่องงานฉันก็จะเป็นนกฟีนิกซ์ จะตายแล้วเกิดใหม่ ตายแล้วเกิดใหม่เรื่อยๆ มันคงต้องเก่งขึ้นสักวันแหละน่า

เป้าหมายของเราคือการ shift ตัวเองจาก “คนที่ทำอาชีพเป็นล่าม” ให้กลายเป็น “ล่ามมืออาชีพ”

อยากแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่ง ด้วยการกระทำ ไม่ใช้เพียงแค่คำพูด

เราชอบหนังสือของ Austin Kleon มาก เราอ่าน Steal Like An Artist ไปแล้ว

แต่ยังไม่ได้อ่าน Show Your Work คิดว่าจะหามาอ่านให้ได้เลย

เราอ่านมาจาก Steal Like An Artist นั่นแหละ ว่าถ้าอยากเป็นแบบไหน ให้แกล้งทำว่าตัวเองเป็นแบบนั้นไปก่อน จนกว่าจะเป็นได้จริงๆ

เราไม่เก่งหรอก แต่เราอยากเก่ง อย่างน้อยๆ ก็ขอให้มันดีขึ้นกว่าตัวเองคนเมื่อวานก็ดีใจแล้ว

ปีที่แล้วเจอเรื่องหนักๆมาตอนปลายปี เหมือนไฟในตัวค่อยๆมอดลงยังไงก็ไม่รู้

แต่นี่ก็ปีใหม่แล้ว ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ก็พยายามปลุกไฟในใจให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

สาส์นปีใหม่จากประธานของกลุ่มบริษัทที่เราทำงานก็ช่วยกระตุ้นเราได้ดีนะ ถึงจะอ่านเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ตาม

แต่เราจะพยายามทำงานอย่างกระตือรือร้น มี passion ในการทำงาน ไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด และพูดสิ่งที่อยู่ในความฝันให้มันออกมาเป็นคำพูด

ช่วงก่อนหน้านี้เวลาหมดกำลังใจ เราชอบฟังเพลง 365 วันกับเครื่องบินกระดาษของ BNK48

ส่วนตอนนี้เรารู้สึกเร่าร้อน(?) เลยชอบฟัง Oogoe Daimond (ตั้งแต่นาทีที่ 1.00 เป็นต้นไป)

ในเนื้อเพลงเราชอบท่อนนี้ “ต้องทำตอนนี้ สิ่งที่สำคัญมันอยู่ตรงหน้า” กับ “ต้องทำตอนนี้ เปลี่ยนความคิดให้มันเป็นคำพูด”

 

พิมพ์มาเยอะแยะ ไม่มีอะไร แค่จะบอกว่า งานจับมือวันเสาร์นี้ เราจะไปรับพลังจากน้องๆ BNK48 อีก

ตอนงานจับมือครั้งแรกเราไปจับมือน้องมิวสิคมา ความตั้งใจ ความพยายามของน้อง มันกลายเป็นพลังออกมา แล้วเรารับรู้ได้อ่ะ สิบวินาทีนั้น มันเป็นโมเม้นท์ที่เปลี่ยนแปลงเราจริงๆ

เราตัดสินใจหยิบเอาความฝันที่จะเรียนนิติกลับมาทำใหม่ ลงเรียนนิติอีกใบ เพราะน้องบอกว่าอยากทำอนิเมะเกี่ยวกับกฎหมาย 555+

บทความปีแรกที่เราเขียน เราเขียนว่าแรงบันดาลใจก็เป็นสิ่งสำคัญ

ทุกวันนี้เราก็ยังเชื่อแบบนั้น และยังเดินตามความเชื่อของตัวเองอยู่

ขอให้ปี 2018 นี้เป็นปีที่ดีของทุกๆคนอีกครั้งนะคะ จริงๆได้หยุดปีใหม่มาเรามีไฟมากเลย แต่พอทำงานไปสองวัน กลับมาเหนื่อยอีกแล้ว (ใช้แบตที่ชาร์จมาหมดเร็วมาก) เลยต้องหาทางพยายามปลุกไฟในตัวเองขึ้นมาใหม่ และคงต้องทำให้สม่ำเสมอ

ใครมีเป้าหมายอะไรในปีนี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะ เราค้นพบว่าการพูดมันออกมาจะช่วยทำให้เป้าหมายกลายเป็นจริงได้มากขึ้นจริงๆ เราลองพิสูจน์มาแล้ว

ปีนี้เรามีเป้าหมายนะ แต่ส่วนมากเป็น Long Term Plan ซะเยอะ ยังไม่ออกมาเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนและชี้วัดได้เท่าไหร่ ก็อยากได้อะไรที่ชัดเจนให้ตัวเองเหมือนกันนะ

Advertisements

5 User ตัวร้ายที่ทำลาย Motivation ของล่าม

ส่วนใหญ่เราจะเขียนบล็อกแนวให้กำลังใจตัวเอง (อยากเผื่อแผ่ไปให้กำลังใจคนอื่นด้วย)

แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่ชีวิตคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบทุกวัน

เราตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้น ในวันที่เรารู้สึกแย่ที่สุดวันหนึ่งในชีวิตการทำงานเป็นล่ามมา

บทความนี้เขียนจากประสบการณ์ของตัวเองและคนรอบข้าง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่เราตัดสินใจรวบรวมความกล้าเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เราคิดหรือรู้สึกอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดเพราะเราเองก็ประสบการณ์น้อย เรายินดีรับฟังคำวิจารณ์ต่องานเขียนของเราและพร้อมจะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง

สารภาพตามตรงว่าเขียนไปด้วยความรู้สึกกลัวความคิดเห็นในเชิงลบ แต่เราต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง การเป็นนักเขียนคือความใฝ่ฝันของเรา เราเลยอยากขอลองเสี่ยงเพื่อให้ตัวเองเติบโตขึ้น

ในบทความเก่าๆที่เราเคยเขียนไว้เรื่องปากกาจับงาน เคยมีพี่พนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งเปิดให้ล่ามเค้าดูศัพท์ที่เราเขียน เราเลยคิดว่า “ก็มี user เสิร์ชมาเจอบล็อกของเราบ้างเหมือนกันนะ”

เราอยากจะสื่อสารไปยัง user หรือ HR ในโรงงาน ที่บังเอิญผ่านเข้ามา เราแค่อยากขอร้องจากใจจริงๆว่า อาชีพล่ามเป็นอาชีพที่มีความกดดันสูง และสูญเสีย motivation ในการทำงานได้ง่ายมากๆ แค่คำพูดคำเดียวอาจจะทำให้รู้สึกแย่ไปทั้งวันหรือนานเป็นสัปดาห์ และสภาพแบบนี้ที่เกิดขึ้นวนอยู่ซ้ำๆอาจจะทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้า เลยอยากให้ช่วยใจดีกับล่ามหน่อย รักน้อยๆแต่ขอให้รักนานๆ

เราเจอกระทู้น่าสนใจใน towaiwai ลองเข้าไปสัมผัสเสียงเล็กๆจากคนทำอาชีพล่ามได้ว่าเค้ารู้สึกยังไงเกี่ยวกับการทำงานบ้าง

ใครเคยเป็นคนร่าเริ่งแต่พอทำงานล่ามแล้วซึมเศร้าบ้างครับ

บริษัทเราถ้าเป็น Management จะมีสอบเลื่อนตำแหน่ง เราเรียกกันขำๆกับพี่ล่ามว่าสอบจอหงวน

ส่วนพี่ GM แผนกเรา เนื่องจากตำแหน่งสูงแล้ว เราเลยเรียกว่า สอบขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก

พี่เค้าได้รับการบ้านจาก TOP คนญี่ปุ่นว่า จะทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุข

สำหรับพนักงาน พี่ GM เรากำลังทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อหาวิธีทำให้พนักงานมีความสุข

เราเลยมามองย้อนกลับมาดูการทำงานของตัวเอง ว่าทำอย่างไรล่ามถึงจะ Happy เมื่อไม่มีใครมาคิดให้ว่าทำยังไงเราถึงจะมีความสุข เราก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ทำให้ตัวเองทำงานได้อย่างมีความสุขให้ได้

ก็เลยมองในมุมกลับดูว่า แล้วอะไรบ้างที่ทำให้ล่ามไม่ Happy

 

1.User หัวร้อน

ไม่รู้ว่าพี่เขาเสียหวยหรือเป็นเมนส์ แต่ User ประเภทนี้จะมีอาการหงุดหงิดหัวเสียอยู่ตลอดเวลา แปลให้อยู่ดีๆก็หันมาโทษล่ามซะงั้น หรือโมโหคู่สนทนาแบบใส่อารมณ์สุดๆ

ลำพังคนทำงานด้วยกัน พูดภาษาเดียวกัน ถ้ามีอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจก็เริ่มจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว

แล้วนี่พูดกันคนละภาษา โดยมีล่ามอยู่ตรงกลาง ยังจะมาทะเลาะกันอีก บอกตรงๆล่ามลำบากใจ ไม่รู้จะแปลยังไงดี

พอเริ่มทะเลาะกัน ทุกคนก็อยากจะพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด โดยไม่มีใครยอมฟังใคร มีแต่คนพูดๆ ล่ามก็ได้แต่ยืนทำตาปริบๆ ไม่รู้จะแปลให้ใครก่อนดี พอล่ามเงียบทีนี้ล่ามก็จะซวยแล้ว อาจจะมีอาการตะคอกใส่ล่ามว่า “แปลสิ!” หรือ “บอกเค้าไปเลยนะว่าผมบอกว่า…” หรือคำหยาบคายต่างๆที่ตามมา ซึ่งมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในทำงานเล้ยยย มีแต่จะยิ่งแย่ลง

เจอแบบนี้บอกตรงๆล่ามได้แต่ยืนเพลียละเหี่ยใจ อยากจะเอานวมให้คนละคู่แล้วให้พี่ไปจัดกันเองให้สาแก่ใจ อย่าเอาฉันไปเกี่ยวววว

ยิ่งเจอแบบระเบิดอารมณ์ ขว้างปาข้าวของนี่แบบ… เอิ่มมม ทำไปทำไมอ่ะ?

 

2.User ไม่หยุดให้แปล พูดน้ำไหลไฟดับ ต่อให้กดปุ่ม pause พี่แกก็จะไม่หยุดพูด

อันนี้เจอบ่อยมาก เข้าใจดีเลยแหละว่าธรรมชาติของคนเรา ไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อพูดโดยมีล่ามแปล เราก็จะพูดๆๆๆไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะพอใจ

แต่ในการทำงานจริงที่เป็นการสื่อสารผ่านล่าม และไม่ได้มีเวลาในการประชุมมาบังคับให้ล่ามต้องโดจิ (แปลแบบพูดพร้อม) การเว้นจังหวะให้แปลจะทำให้ล่ามสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะมีเวลาในการตีความ ทำความเข้าใจว่าผู้พูดพูดแบบนี้ต้องการจะสื่ออะไร และสื่อสารเป็นอีกภาษาหนึ่งได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน

การพูดโดยไม่หยุดให้แปลทั้งๆที่ไม่มีเหตุจำเป็นเป็นการสร้างอุปสรรคในการทำงานให้ล่ามทำงานยากขึ้น เมื่อสภาพการทำงานบีบบังคับมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะสื่อสารผิดได้ง่ายขึ้น ขนาดเครื่องจักรผลิตงานยังต้องควบคุม condition ในการผลิตเลย ในการแปลก็เหมือนกัน

พูดเร็ว เสียงดัง สภาพแวดล้อมในการทำงานมีเสียงรบกวน พูดยาวไม่หยุดให้แปลจนล่ามจับใจความไม่ได้ก็ส่งผลกับการแปลทั้งนั้น

บางคนอาจจะโดนแบบที่เราเคยโดนคนญี่ปุ่นตะคอกใส่หน้ามาว่า “งั้นเธอก็จดซะสิ!”

อยากบอกจากใจว่าเราจดแล้ว เคยจดจนกระดาษ A4 ทั้งปึกที่ติดคลิปบอร์ดหมดก็ไม่มีใครหยุดพูด และจับประเด็นอะไรมาแปลไม่ได้เลย เป็นการทะเลาะกันของคน 4-5 คนเฉยๆ คือมันไม่ใช่การสื่อสารแล้วอ่ะ ไม่รู้จะแปลยังไงจริงๆ

ไม่ต้องถึงขนาดหยุดทีละประโยคให้แปลหรอกค่ะ ล่ามแต่ละคนก็มีจังหวะไม่เหมือนกัน มีความสามารถในการจับใจความ สรุปความได้แตกต่างกัน เราไม่ได้ขอให้เข้าใจเราขนาดนั้น อันนั้นเดี๋ยวเราพยายามแก้ไขปัญหาในหน้างานของเราเอง

แค่อยากให้เวลาพูด หันมามองหน้าล่ามบ้าง ว่าล่ามไหวมั้ย ล่ามเข้าใจมั้ย แปลได้รึเปล่า ถ้าล่ามดูไม่ไหว แปลไม่ทัน ไม่ได้จริงๆ อยากให้ช่วยพูดทวนซ้ำให้หน่อย หรืออธิบายช้าๆชัดๆให้เข้าใจง่ายขึ้น ล่ามคือคนมาแปลให้เฉยๆ ไม่มีทางเข้าใจเนื้อหางานได้ดีไปกว่าผู้ส่งสารหรอก ก็อยากขอให้ช่วยกันนิดหนึ่ง เพื่อการทำงานที่ราบรื่น

ล่ามทุกคนอยากแปลได้อยู่แล้ว เวลาแปลไม่ได้ทีไรก็กลับไปเศร้าเสียใจทุกที

 

3. User หนูด่วน ไม่ใช่ BTS/MRT แต่พี่แกด่วนทุกอย่าง

User ประเภทนี้จะชอบส่งเมลล์มาห้วนๆ เป็นประโยคคำสั่ง

แปลหน่อย!

แปลด่วน

แปลเอกสารให้หน่อยครับ ต้องใช้วันนี้

คือจะบอกว่าถ้ารีบขนาดนั้น Google translate เถอะค่ะ

ขนาดทำรายงานยังต้องใช้เวลาเลย เอกสารแปลก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลาในการทำงาน สั่งปุ๊บล่ามไม่สามารถเสกให้ได้ปั๊บ

แล้วเวลาปกติ ไม่ใช่จะได้นั่งโต๊ะแปลเอกสารสบายๆ คือต้องไปเข้าประชุม ไปแปลอยู่แทบจะตลอด พอเดินกลับมายังไม่ทันจะหย่อนก้นลงนั่ง เจอทวงว่า “เอกสารที่ให้แปลเสร็จรึยัง” โห…หมดอารมณ์

สำหรับเรา เราคิดว่าวิธีแก้ปัญหานี้ที่ดีที่สุดสำหรับทั้ง user และล่ามก็คือ เวลาขอให้แปลเอกสาร อยากให้บอก due date ที่ชัดเจนไม่ใช่บอกว่าแปลด่วน เพราะคำว่าด่วนของคนเรามันไม่เท่ากัน

เข้าใจแหละว่า user ต้องใช้ แล้วอ่านไม่ออก ไม่งั้นก็ไม่ขอให้แปลหรอก แต่เวลาร้องขอให้แปล ช่วยกำหนดเวลาหน่อยว่าควรจะเป็นเมื่อไหร่ดี ล่ามจะได้วางแผนในการทำงานได้ถูก หรือถ้ามันไม่ทันจริงๆ จะได้ปรึกษากันได้ว่าจะแก้ปัญหายังไงดี ไม่อยากให้กลายเป็นว่าสุดท้ายมาบอกว่าทำงานนี้ไม่สำเร็จเพราะล่ามแปลเอกสารไม่ทัน มันจะคล้ายๆหน่วยงานราชการหนึ่งของประเทศสารขัณฑ์มากเกินไป ที่บอกว่าออกหมายจับผู้ร้ายไม่ได้เพราะเอกสารยังไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ (ฮา)

 

4. “ว่างมั้ย?”

เคยเจออยู่บ่อยๆ “ว่างมั้ย? ช่วยไปแปล….ให้หน่อย ตอนนี้เลย”
คือถ้ามันเป็นประชุมด่วน เราเข้าใจเลยนะ และไปให้ด้วยความเต็มใจ

แต่ส่วนใหญ่แล้วประชุมมักจะถูกนัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า แต่กลับมีล่ามคนเดียวที่ไม่รู้ว่ามีประชุม (ก็ไม่มีใครบอกนี่นา) พอถึงเวลาต้องใช้ ก็ค่อยมาวิ่งหาล่ามเอา ซึ่งล่ามก็ลำบากใจเพราะแผนการทำงานที่วางไว้จะรวน (บางทีวางแผนจะแปลเอกสารเวลานี้ แต่ถูกเรียกประชุม เอกสารแปลก็ต้องแปล แล้วจะแยกร่างยังไง?)

ถ้าเป็นประชุมที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว บอกล่ามเถอะค่ะ มันไม่เสียหายอะไรหรอก ยิ่งแชร์ข้อมูลในการประชุมให้ล่ามก่อนได้มากแค่ไหน ล่ามก็จะได้เตรียมตัวและแปลให้ได้ดีขึ้นเท่านั้น

 

อันนี้ประสบการณ์ตรงเลย เมื่อเช้า สดๆร้อนๆ ต้นเหตุที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับการทำงานสุดๆในวันนี้คือพี่ user ในแผนกที่นั่งโต๊ะติดกับเราเลย (เวลาประชุมก็มักจะลืมเชิญเราเข้าประชุมเสมอ – หมายถึงเชิญในอีเมลล์นะ ไม่ใช่มากราบกรานอัญเชิญให้ไปแปล ไม่ขนาดนั้น)

คือนั่งโต๊ะติดกันเลยอ่ะ นั่งข้างๆเลยนะ แต่ประชุมนี้ที่ต้องออกไปประชุมที่ supplier อีเมลล์เชิญออกเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และไม่เชิญเรา บอกว่าลืม

พี่คะ…ขนาดนั่งข้างๆกันพี่ยังลืม เราควรไปนั่งตรงไหนดีคะ พี่ถึงจะไม่ลืมเรา คือเชิญคนญี่ปุ่นเข้าประชุมได้ ให้คนญี่ปุ่นเป็นประธานในการประชุม มันก็ต้องใช้ล่ามอยู่แล้ว แต่ลืมเราตลอด แปลว่าไม่เคยให้ความสำคัญกับเราเลย

แล้วก็มายิ้มกลบเกลื่อน แล้วก็พูดว่า “ว่างมั้ย พอดีมีประชุมที่ supplier อยากให้ช่วยไปแปลให้หน่อย ไม่ติดอะไรไม่ใช่เหรอ”

คือไม่ได้แปลพูดตลอดเวลาก็ไม่ใช่ไม่มีงานทำขนาดนั้น มันก็มีเอกสารที่ต้องแปลนะ แค่บอกก่อนล่วงหน้า มันคงไม่ลำบากอะไร

วันนี้เรายอมรับเลยว่าปรี๊ดแตกมากจริงๆ เพราะเดือนนี้เรางานยุ่งมาก เราพยายามวางแผนการทำงานทุกอย่างของตัวเองอย่างละเอียดเพื่อให้จัดการกับปริมาณงานทั้งหมดได้ แล้วอยู่ดีๆต้องออกไปแปลที่ supplier กะทันหัน ซึ่งจริงๆประชุมนี้ไม่ได้กะทันหันเลย user รู้ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ แล้วมันเป็นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันกระทบการทำงานของเราจนเราออกปากพูดว่า

ล่าม “พี่คะ ถ้าวันนี้เกิดไม่ว่างไปให้ขึ้นมาพี่จะทำยังไงคะ”

user “ผมก็คงต้องวิ่งหาล่ามคนอื่น แต่น้องไปให้ได้ใช่มั้ย (เออดี มากดดันกันอีกแน่ะ)”

เราหันไปจ้องหน้าเค้า จ้องนิ่งๆ แล้วพูดว่า “ไปให้ได้ค่ะ แต่อยากให้พี่รู้เอาไว้ว่าทำแบบนี้เราโกรธนะ โกรธมากๆเลย (พยายามพูดติดตลกให้มันไม่มาคุเกินไป) มันทำให้เราทำงานลำบากมาก”

ที่ลำบากคือไม่ได้ข้อมูลก่อนการประชุมนี่แหละ แล้วเป็น process ที่ supplier ที่เราไม่เคยเห็นเลย มันยากมากนะที่จะต้องแปลอะไรที่ไม่เคยเห็นน่ะ

สุดท้ายแล้วเค้าก็อธิบายเราก่อนไปแหละ เพราะเราพยายามทำให้ user รู้ตลอดว่ามาอธิบาย background เราก่อนนะ 5 นาทีก่อนประชุมก็ยังดี (แต่ล่ามหลายๆคนก็อาจจะไม่ได้โชคดีแบบเรา)

 

5. “พี่พูดอะไรก็แปลๆไปตามนั้นเถอะ” “มีหน้าที่แปลก็แปลไป”

T^T แง… เจอแบบนี้นี่หมดคำอธิบาย

คือทราบดีค่ะว่ามีหน้าที่ที่ต้องแปลก็แปลไป แต่พี่พูดไม่รู้เรื่องหนูแปลไม่ด้ายยยยย แล้วพี่จะให้แปลยังงายยยยย แงงงงง ฟ้องแม่ได้มั้ยยยยยย

 

สำหรับเราแล้ว เรามีเรื่องอยากขอร้อง 4 ข้อให้ user ช่วยเรานิดหน่อย เป็นเรื่องง่ายๆที่ใครก็ทำได้ เราอยากเห็นโลกของการทำงานที่มี 4 ข้อนี้เป็นกฎพื้นฐานในการใช้งานล่ามเลยด้วยซ้ำ มันอาาจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด อาจจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ แต่มันเป็นเรื่องง่ายๆที่เราคิดว่าถ้า user ช่วยทำให้ล่ามจะทำงานได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

 

1.ในการประชุมที่ทราบนัดหมายล่วงหน้า และต้องใช้ล่าม โปรดบอกล่ามล่วงหน้าด้วย เพื่อที่ล่ามจะได้เตรียมตัวสำหรับการประชุม

 

2.เวลาร้องขอให้แปลเอกสาร โปรดบอก due date ที่ต้องการที่ชัดเจน

ล่ามจะได้วางแผนในการแปลเอกสารให้ทันตามกำหนดที่ user ต้องการ ไม่จำเป็นจริงๆอย่าบอกว่าแปลด่วนเลย เพราะในการทำงานควรมี lead time แต่กรณีรีบจริงๆคุยกันเป็น case by case ได้

 

3.ก่อนการประชุมหรือพูดคุยเรื่องอะไร ควรมีเวลาสำหรับอธิบาย background ให้ล่ามเข้าใจคร่าวๆก่อน หรือหากไม่มีเวลาอธิบาย ให้เอกสารที่ใช้ในการประชุมให้ล่ามมาศึกษาก่อน หาคำศัพท์ที่ต้องใช้ก่อนก็ยังดี หากทำเอกสารไม่ทัน เอกสารที่ให้ล่ามเป็นแค่คร่าวๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเอกสารฉบับ final ล่ามแค่อยากรู้หัวข้อหลักๆที่จะคุยกัน จะได้ทำความเข้าใจและเตรียมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

 

4.หากไม่ใช่การประชุมที่มีเวลาจำกัด ไม่จำเป็นต้องแปลพร้อม โปรดเว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย

พูดยาวเกินไปล่ามอาจจะสรุปประเด็นสำคัญให้ไม่ได้ จับใจความได้ไม่ครบถ้วน ทำให้เรื่องที่ต้องการจะสื่อสารไม่ประสบผลสำเร็จ หรืออาจสื่อสารผิดได้ง่าย หากเป็นการประชุมที่เวลาจำกัด จำเป็นต้องแปลพูดพร้อม พยายาให้ข้อมูลกับล่ามก่อนเพื่อให้ล่ามได้เตรียมตัว และพูดให้กระชับ ตรงประเด็น ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

 

4 ข้อที่เราอยากขอร้องนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป อยากให้ลองเอาพิจารณาดู เพื่อการทำงานที่ happy ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งล่ามและ user

นอกจากจะเป็นล่ามแล้วเราสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย นักเรียนของเราก็พนักงานนี่แหละ มีผู้จัดการบ้าง เราก็พยายามสอดแทรกให้เค้าเข้าใจการทำงานของล่ามผ่านการพูดคุย หรือบางทีสอนแต่งประโยคยาวๆ ยิ่งประโยคยาว มันก็จะยิ่งสับสน นักเรียนจะบ่นว่าภาษาญี่ปุ่นยาก ก็จะอธิบายว่าเวลาแปลก็เหมือนกันค่ะ ประโยคยิ่งยาว ล่ามก็จะสับสนได้ง่าย ใจความสำคัญอาจจะถ่ายทอดให้ได้ไม่ครบถ้วน ดังนั้นอยากให้ช่วยอธิบายให้ชัดเจน เว้นจังหวะให้ล่ามแปลด้วย พยายามแบ่งประโยคเป็นประโยคสั้นๆที่เข้าใจง่าย

 

เรารู้ว่าบางทีก็ไม่ได้เป็นที่ user อย่างเดียวหรอก ตัวล่ามเองก็เหมือนกัน ต้องหมั่นฝึกฝนหาความรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถทำงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือ user ได้

 

ของแถมนิดหน่อย ช่วยพี่ GM หาข้อมูลเกี่ยกวับความสุขในการทำงานมาก เราชอบคำว่า

生涯学習   しょうがいがくしゅう  การเรียนรู้ตลอดชีวิต

タイの働き方改革「Happy 8」に日本が学ぶべきものとは?

คู่มือความสุข 8 ประการในที่ทำงาน HAPPY WORK PLACE

5 ไอดอลคนเก่ง รวมเพจเจ๋งๆที่ล่ามญี่ปุ่นไม่ควรพลาด

เคยอ่านเจอมาว่า “เพื่อนที่คุณคบ หนังสือที่คุณอ่าน เพลงที่คุณฟัง หนังที่คุณดู จะสะท้อนความเป็นตัวคุณ”
ช่วงนี้เลยพยายาม record ว่าตัวเองอ่านหนังสืออะไรไปบ้าง เผื่อว่าชอบจะได้กลับไปค้นหาได้ง่ายๆ

แต่ปัจจุบันเป็นยุคอินเตอร์เน็ตที่การสืบค้นทุกอย่างสะดวกง่ายดายแค่เพียงปลายนิ้ว

เพียงแค่ยืนรอรถรับส่งตอนเช้าก็เป็นโอกาสดีๆที่จะเติมอาหารให้สมองสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่แล้ว

เราชอบหนังสือเรื่อง “ขโมยให้ได้อย่างศิลปิน” เอามากๆ โดนใจแทบทุกถ้อยคำในนั้น เราจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้บ่อยมาก เพราะเราชอบมากจริงๆ พูดถึงบ่อยมากจนคนรอบตัวรำคาญหมดแล้วมั้ง 555+

หนึ่งในถ้อยคำที่เราประทับใจคือ “ศึกษาที่มาของความคิด”

ในยุค Big Data มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะใส่ทุกอย่างลงไปในหัวของเราซึ่งมีเมมโมรี่จำกัด

หนังสือแนะนำให้เราหาต้นแบบที่เราชื่นชอบ และศึกษาเกี่ยวกับต้นแบบดังกล่าว
จากนั้นศึกษาให้ลึกขึ้นว่าต้นแบบของเราชื่นชมใครอีกสามคน ศึกษาไปถึงสามคนนั้นด้วย

เราประทับใจมาก รวมถึงประทับใจภาพประกอบในหนังสือด้วย จนตั้ง target ของตัวเองเอาไว้เลยว่า จะเขียนหนังสือที่ตัวเองอยากอ่าน และต้องเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบด้วย

มันคือการมองหาไอดอลที่เราชื่นชม คนที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นพลังในด้านบวกที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง เราเลยเลือกไอดอลที่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นที่เราชื่นชอบ และอยากแนะนำให้เพื่อนเราได้รู้จักด้วย เพราะเรามองคนเข้ามาอ่านบล็อกเราทุกคนเป็นเพื่อน ที่เราอยากจะแชร์สิ่งที่เราคิดว่าดี

 

บทความดีๆ ยิ่งกว่าความรู้ด้าน Marketing คือมุมมองเจ๋งๆในการทำงาน

คุณเกตุวดีเป็นนักเขียนที่เราประทับใจมาก คือถ้าจะเขียน ก็อยากพัฒนาตัวเองให้ไปถึงระดับนี้ให้ได้

แนะนำให้อ่านคอลัมน์ใหม่ของคุณเกตุวดี Makoto Marketing โดนใจเราสุดๆ เขียนสนุก มีสาระและชวนประทับใจ

บทความที่เราชอบที่สุด บทเรียนธุรกิจสดจากเตาร้านขนมปังญี่ปุ่น
คุณเกตุวดีบอกว่าตอนเขียนอินมาก เราเชื่อสุดหัวใจเลย คือพออ่านจบ เราอยากลาออกจากงานไปหัดทำขนมปังที่ร้านที่สามเลย แม่เรารีบเหยียบเบรคดังเอี๊ยดเลย 555+

เราชอบทำขนมปังอยู่แล้วเลยคลั่งไคล้มากเป็นพิเศษ เริ่มมาจริงจังกับการทำขนมปังก็ตอนไปบ้านเพื่อนคนญี่ปุ่นแล้วได้กินขนมปังอบใหม่ๆ กรอบนอก นุ่มใน มีความเหนียว มี texture ที่แตกต่างจากขนมปังที่วางขายทั่วไปในไทยเลย ชอบมากจนอยากทำให้ได้แบบนั้น

แต่ทุกวันนี้ก็ยังกาก ชอบทำขนมปังมั่วๆแบบไม่มีสูตร 555+ จะไปลงเรียน เลอ กอร์ดองเบลอ คอร์สเป็นแสนแม่ก็ด่าว่าแกจะบ้าเหรอ บ้านเราไม่มีเงินขนาดนั้น T^T

 

สุดยอดล่ามควบพิธีกรสายบันเทิงเกี่ยวกับญี่ปุ่นของเมืองไทย สวย เก่ง ครบ จบในคนเดียว ถ้าพูดถึงงานแนวนี้ต้องนึกถึงชื่อ บก. เรโกะขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ผลงานล่าสุดคือการเป็นพิธีกรงานเดบิวต์วง BNK48

“ตอนที่ได้รับการติดต่อจากทีมงานให้มารับหน้าที่นี้ บอกตรงๆเรามีความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง และค่อนข้างกดดัน เพราะช่วงนั้นมีข่าวดราม่าเกี่ยวกับงานอีเว้นต์ พิธีกรและศิลปินต่างประเทศ เราเองก็ไม่ใช่คนที่รับงานพิธีกรงานอีเว้นต์บ่อยมาก ผลงานเบื้องหน้าส่วนใหญ่ที่ผ่านมา เป็นพิธีกรรายการทีวีที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น (เคยทำมา 4 รายการ) ซึ่งมันเป็นการอัดเทปไว้ มีอะไรพลาดไปยังถ่ายใหม่ ยังตัดต่อได้ แต่นี่คือสดจริงๆ ต่อหน้าคนดูหลายร้อย ซึ่งทุกคนต่างเป็นแฟนคลับที่คาดหวังกับงานเปิดครั้งนี้มาก จะไม่ให้กดดันได้ยังไงล่ะ

แต่ถ้าเราไม่ลองทำ แล้วเมื่อไหร่จะก้าวไปอีกสเต็ปได้ เราเลยตกลงรับงานนี้ และหาข้อมูลเพิ่มเติม…”

ไดอารี่ประสบการณ์เป็นพิธีกรในงาน BNK48 The Debut

 

เสิร์ฟอาหารสมองๆทุกเช้าด้วยข่าวเหตุการณ์ปัจจุบัน ล่ามด๋อยๆอย่างข้าพเจ้า รอดตายเพราะศัพท์พี่ท่านมาหลายครั้งแล้ว รวมถึงเว็บ J-doradic ดิกชันนารีออนไลน์ที่เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานของล่ามหลายๆคน

 

ความรู้ภาษาญี่ปุ่นแน่นๆของล่ามมือเก๋าที่ยินดีแบ่งปันให้ล่ามรุ่นน้องด้วยน้ำใจอันล้นเหลือ มุมมองของล่ามภาษาญี่ปุ่นมืออาชีพที่ผ่านประสบการณ์อันยาวนาน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับงานที่จะช่วยทำให้คุณ “แปลได้”

“ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร” – พี่เอ็ม เพจล่ามอิสระ

 

มุมมองที่เข้าใจหัวอกล่ามด้วยกันเองผ่านตัวการ์ตูนล่ามน้องต่ายสุดน่ารัก ที่ล่ามคนไหนมาเห็นเป็นต้องกดไลค์ กดแชร์ เพราะเคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน 55555T_T5555 (ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่)

แต่ละมุกคือมันใช่ มันโดน มันคืออะไรที่โดนใจชาวล่ามอย่างแท้จริง บางเรื่องเห็นในการ์ตูนอาจจะขำ พอเจอกับตัวเองจริงๆนี่แทบน้ำตาร่วง (แง)

 

จริงๆแล้วเพจเกี่ยวกับญี่ปุ่นและภาษาญี่ปุ่นเยอะมากๆเลยค่ะ มีทั้งที่แบ่งปันเรื่องราวสนุกๆ ได้ความรู้และได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นไปด้วยในตัว มีเว็บแชร์คำศัพท์ที่รวบรวมไว้มากมาย เราตามไว้หลายเพจเหมือนกัน มีโอกาสเราจะเอามาแนะนำอีกนะ เหมือนอยากบอกเพื่อนอ่ะ “แกๆ ตามอันนี้ดิ สนุกดี ชั้นชอบ” แต่วันนี้เราเลือกมา 5 คนที่เราคิดว่าเป็นต้นแบบที่น่าศึกษา ตามความชอบส่วนตัวล้วนๆ ไม่อ้างอิงข้อมูลทางสถิติใดๆทั้งสิ้น

 

ตัวอย่างที่น่าศึกษาอีก 1 ท่านจากบทความที่เราได้อ่านมา

“ล่ามที่ดี กับล่ามที่เก่ง ไม่เหมือนกัน .. ล่ามที่ดีคือ แปลได้ถูกต้อง เป็นกลาง แปลตรงเท่านั้น แต่ล่ามเก่งต้องมีลีลา มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศ ทั้งรูปแบบประโยค น้ำเสียง ลีลา มาด
ล่ามต้องเป็นทั้งสองอย่างคือเป็นล่ามที่ดี และล่ามที่เก่งได้ และเลือกที่จะเป็นในเวลาที่เหมาะสม จึงเป็นล่ามที่ดีได้ คนที่จะเป็นล่ามที่ดีคือคนที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้และรู้วิธี รู้การปรับ รู้การนำสติปัญญา ความสามารถของตนเองออกมาใช้ในการทำงานแปล และรู้วิธีในการฝึกทักษะ รวมถึง ความอุตสาหะหมั่นฝึกฝน”

อาจารย์บุญชู ตันติรัตนสุนทร ปรมาจารย์ล่ามญี่ปุ่น กับประสบการณ์ทำงานมากกว่า 30 ปี

อ่านถ้อยคำนี้จบแล้วคือแอบกรี๊ดในใจเลย จริงมากๆ มันคือสายตาอันเฉียบคมที่ผ่านประสบการณ์ยาวนาน

เราอ่านหนังสือเรื่องขโมยให้ได้อย่างศิลปินมา แล้วอินมาก ก็เลยไปมองหาคนที่ควรค่าแก่การ”ขโมย”มา

ลองมองดูรอบๆตัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า นายญี่ปุ่น เพื่อนร่วมงาน พี่ล่าม คนที่ทำงานหน้างาน เราเชื่อว่าประสบการณ์และมุมมองของแต่ละคนมีอะไรเจ๋งๆที่ควรค่าแก่การขโมยแน่นอน