ความรู้สึกในวันนี้กับปีที่ 5 ของการทำงาน + ของแถม [ศัพท์ BoI]

ตอนทำงานปีแรก ประโยคแรกๆที่คุยกับรุ่นพี่ล่ามในที่ทำงานคือ “พี่ทำงานเป็นล่ามมาแล้วกี่ปีคะ”
รุ่นพี่ล่ามของเรานับนิ้ว ยิ้ม และตอบว่า “ห้าปีแล้วล่ะ”
เรา “โอ้โห เป็นล่ามมาตั้งห้าปี พี่ไม่เบื่อเหรอคะ เป็นเราเบื่อแย่เลย”
พี่ล่าม “ไม่รู้สิ เวลามันผ่านไปเร็วนะ”
เนื่องจากวันนี้ครบรอบการทำงานปีที่ 5 ของตัวเอง ก็เลยอยากจะเขียนอะไรสักหน่อย
(“หน่อย”ของเรานี่คือยาวมากเป็นเรื่องปกตินะ ถ้าจะดูศัพท์เลื่อนลงไปข้างล่างๆเลย แต่ถ้าอยากอ่านเราพร่ำเพ้อก็อ่านไปเรื่อยๆแหละ 555+)
ทำงานมาครบ 5 ปีแล้ว รู้สึกแบบเดียวกับรุ่นน้องมหาลัยที่เริ่มงานวันแรกวันเดียวกัน (แต่คนละปี) โพสสเตตัสว่า “เหมือนว่าไม่ได้เก่งขึ้นเลย แต่ด้านชา”
(อยากจิบอกว่า Quote น้องมา แต่ไม่รู้ว่าน้องอยากได้เครดิตรึเปล่า พี่มีแต่เดบิต แต่พี่ก็ไม่ให้อยู่ดี เอ๊ะยังไง??)
ใช่เลยยยยยยย ไอ้ที่ทำๆอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้เก่งขึ้น แต่มึนมากขึ้นกว่าตอนจบใหม่ๆเยอะ
ตอนเด็กๆวิชาที่เรียนแล้วสนุกที่สุดและทำได้ดีที่สุดก็คือ “ข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบัน” จำได้เลยว่าครูที่สอนวิชานี้โหดมาก ชื่อเสียงเลื่องลือ และนิสัยเสียๆของเราคือชอบหลับในห้องเรียน (จริงๆไม่ได้ชอบหรอก มันควบคุมไม่ได้ ตอนเราเรียนวิชาจิตวิทยา เราคิดว่าเราอาจจะเป็นโรค Narcolepsy) แล้วดันหลับในคาบครูคนนี้พอดี ครูเลยเรียกให้เราตอบคำถาม แต่ดันฟลุคตอบได้ (ที่บ้านขายข้าวแกง ก็จะรับหนังสือพิมพ์ เราอ่านทุกวันจนข้อศอกดำจากหมึกหนังสือพิมพ์ แล้วโชคดี ครูถามเรื่องที่เพิ่งอ่านมาพอดี) เลยรู้สึกว่าสายตาที่ครูมองเราเปลี่ยนไป พอเข้าใจก็เรียนวิชานี้สนุกขึ้นเยอะ อ่านข่าวมา แล้วก็เอามาวิเคราะห์ อะไรแบบนี้
พอมาทำงาน เจอหัวหน้าที่สอนงานเก่ง เค้าไม่ยอมเฉลยสิ่งที่เราไม่รู้ให้ง่ายๆ ให้เราไปค้นหาเอา เคยมีศัพท์คำเดียว เรานั่งหาครึ่งวัน หรือแปลเรื่องเดียว เราต้องค้นคว้าสามวันเพื่อให้สามารถแปลได้ก็มี พี่เค้าบอกเราว่า “พี่จะเฉลยเลยก็ได้ แต่อยากให้ลองหาเอง มันท้าทายกว่า น่าสนุกกว่านะ”
ตอนนั้นรู้สึกทุกข์ทรมานกับความโง่ ความไม่รู้ของตัวเองมาก แต่พี่เค้าให้กำลังใจว่า “ตอนเรียนภาษาแรกๆมันจะไปได้เร็ว แต่สักพักมันจะเริ่มนิ่ง พอมันนิ่ง เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ไปข้างหน้า ก็จะท้อใจเป็นธรรมดา ตอนนี้เหมือนเราเผชิญหน้ากับกำแพงอยู่ ตอนที่ยังข้ามไม่ได้เราก็จะรู้สึกว่ากำแพงนั้นสูง แต่ถ้าข้ามได้แล้วมองย้อนกลับไป มันก็แค่สิ่งที่เราเคยผ่านมาแล้ว แล้วหลังจากนั้นเราก็จะพัฒนาได้เร็ว” (จริงๆพี่เค้าวาดกราฟให้ดูด้วย คนที่อธิบายด้วยกราฟหรือแผนภาพให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนี่มันเท่จริงๆนะ เราพยายามจะเป็นแบบนั้นอยู่ ยังอีกไกลเลย)
ตอนแรกก็ไม่เข้าใจที่เค้าบอกหรอก แต่ตอนนี้เรารู้สึกสนุกกับงาน สนุกกับการหาข้อมูลเพื่อมาตอบในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้
ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นล่ามได้ แต่ก็ทำมันมา 5 ปีแล้วล่ะ แล้วมันแปลกตรงที่ว่า พอเป็นล่ามเพียวๆ เรากลับสนุกกับงานมากกว่าทำอย่างอื่นควบไปด้วย (ไม่ได้เป็นเพราะงานหรอก เป็นเพราะเรานี่แหละเรื่องมากเอง) ตอนนี้ทำงานเป็นล่ามด้วยความรู้สึกสนุกจริงๆนะ ก็มีบางวันที่รู้สึกว่าทำได้ไม่ดี แต่โดยรวมๆแล้วเราชอบ เรามีความสุขกับงานที่ทำ
ข้อดีอีกอย่างของการเป็นล่ามก็คือ มีโอกาสได้ใกล้ชิดผู้บริหาร
การแปลให้ผู้บริหารนั้นเป็นงานที่ยากมาก เราร้องไห้ไปหลายทีแล้วเพราะตามเค้าไม่ทัน แล้วเราเกลียดมากกับการที่ตามไม่ทันแล้วโดนทิ้งไว้กลางทาง (เคยโดนมาแล้ว เจ็บและจุก นั่งซึมจนไม่ไหวจนเดินไปร้องไห้ในห้องน้ำ) ไม่อยากตกอยู่ในสภาวะแบบนั้นอีก ก็เลยพยายามหาข้อมูลเอาไว้ก่อนเสมอ
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเป็นวันทำงานวันแรกหลังหยุดยาว พอดีพี่คนที่แปลประชุมผู้บริหารเค้าลาเช้า เราก็เลยได้เข้าแทน (พี่เค้ามาขอให้เข้าแทนไว้ล่วงหน้าแล้วแหละ แต่เราเล่นตัวก่อนเพื่อไถเอาขนมจากเค้า ทำไมเลว 55+)
โชคดีมากๆที่ได้เข้าไปแปล เพราะได้รู้ข้อมูลเจ๋งๆมาจากการแปลประชุม
อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่าเราชอบเรียนวิชาข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบันมาก แต่ห่างหายไปนานแล้ว
เพิ่งเริ่มกลับมาอ่านข่าวอีกทีก็ปลายปีที่แล้ว แต่ก็อ่านน้อยมากๆ ตามพวกแอพข่าวภาษาญี่ปุ่นแล้วก็อ่านข่าวต่างประเทศ
เราเป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือมาก แต่แค่เริ่มอ่านตอนเช้าที่รอรถรับส่ง มันช่วยให้เราสอบวัดระดับผ่านได้จริงๆนะ  หลังจากที่สอบไม่ผ่านมาหลายปี (จริงๆก็ทำอย่างอื่นด้วยแหละ)
เคยอ่านเจอในหนังสือว่า “action ก่อให้เกิด reaction เสมอ เพราะพลังงานไม่เคยหายไปจากโลกนี้”
ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างในชีวิตตัวเอง ลองเปลี่ยนพฤติกรรมดู เราลองกับตัวเองแล้วพบว่าผลมันน่าสนใจมาก
ทีนี้พออ่านข่าวแล้วไม่รู้ศัพท์ หรือเวลาแปลอะไรไม่ได้แล้วต้องหาข้อมูลเพิ่ม มันทำให้เราได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับตัวย่อพวก GMS (Greater Mekong Sub-region) หรือ EC (Economic Corridor ระเบียงเศรษฐกิจ 経済回廊 けいざいかいろう) ซึ่งคำศัพท์พวกนี้มันไปจุดประกายความชอบวิชาข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบันของเราที่จางหายไปขึ้นมา
แล้วการประชุมที่ไปเข้ามา เค้าก็พูดเรื่องรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ
คือเราชอบวิชาแนวๆ กฎหมาย สังคม ประวัติศาสตร์อยู่แล้ว เวลาค้นคว้าเรื่องพวกนี้มันเลยสนุก
แล้วพอไปหาข้อมูลบทความใน JETRO ที่เขียนเกี่ยวกับอาเซียน เราก็รู้สึกว่า “เห้ย ทำไมเราหาข้อมูลเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ง่ายกว่าภาษาไทย” พอคิดว่าบนโลกนี้มีคนญี่ปุ่นที่จะรู้เรื่องในอาเซียนดีกว่าเราซึ่งเป็นคนไทยแท้ๆ มันทำให้เราช็อคมาก เลยตั้งใจว่าจะพยายามหาความรู้เอาไว้
ประกอบกับเอกสารที่เราต้องแปลกับประชุมที่เราต้องแปลก็พูดเรื่อง BoI การได้แปลอะไรที่ไม่คุ้นเคยมันช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เรามากขึ้นจริงๆ มันทำให้เรารู้เหมือนที่โซเครตีสรู้และเป็นคติประจำใจเวลาสอบเสมอว่า
“ข้าพเจ้ารู้อยู่อย่างเดียวคือข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย”
เอกสารที่เราต้องแปลเป็นการแชร์ข้อมูลบทความจาก BoI ซึ่งในนั้นระบุชื่อผู้บริหารคนไทย เขียนเป็นคาตากานะ เราอ่านไม่ออกจริงๆ ก็เลยต้องไปเปิด Organization BoI เพื่อหาชื่อเค้า (ทำขนาดนั้นเลย?)
สุดท้ายก็หาไม่เจอ คือเจอคนที่คิดว่าน่าจะใช่ แต่มันไม่ตรงกับคาตากานะซะทีเดียวเลยไม่กล้าแปล
ก็เลยต้องหาต่อไปถึงบทความที่เค้าอ้างถึง เผื่อจะเจอชื่อผู้บริหารคนนั้น ก็เจอบทความแหละ แต่ชื่อเขียนไม่ตรงกัน เลยอ้างอิงแค่ตำแหน่งในบทความไป
ซึ่งก็คือบทความนี้

สรุปรายละเอียดตามที่เราเข้าใจมาได้ดังนี้ (เราพยายามระลึกชาติด้วยการใส่ภาษาญี่ปุ่นที่เจอลงไป แต่สมองปลาทอง จำได้บ้างไม่ได้บ้าง จำถูกบ้างผิดบ้าง เดี๋ยวมา edit ใหม่ ถ้าช่วยแนะนำก็จักเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ)

BOI ได้ให้สิทธิประโยชน์กับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่

  1. รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (Hybrid Electric Vehicle – HEV)
  2. รถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid Electric Vehicle – PHEV)
  3. รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle -BEV)

ชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

แบตเตอรี่ バッテリ

Traction Motor トラクションモータ・主電動機

ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ バッテリ管理システム Battery Management System(BMS)

ระบบควบคุมการขับขี่ 運転制御システム Driving Control Unit(DCU)

On-Board Charger, สายชาร์จแบตเตอรี่พร้อมเต้ารับ-เต้าเสียบ ワイヤチャージャー

DC/DC Converter DC/DCコンバータ

Inverter インバーター

Portable Electric Vehicle Charger

Electrical Circuit Breaker 電気回路ブレーガー

ระบบอัดประจุไฟฟ้าอัจฉริยะ (EV Smart Charging System)

กิจการผลิตคานหน้า/คานหลังสำหรับรถโดยสารไฟฟ้า

ตอนแปลประชุมเจอคำศัพท์ที่น่าสนใจด้วย

恩典 おんてん สิทธิประโยชน์

優遇措置 ゆうぐうそち ใน dict แปล 優遇 ว่า การต้อนรับเป็นอย่างดี การเอาใจเป็นพิเศษ โดยรวมๆคิดว่าน่าจะเป็น มาตรการสิทธิประโยชน์

法人税の免除 การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

機械の輸入関税の免除 การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร

ทำงานมาห้าปีแล้วนะ ต่อจากนี้ก็จะพยายามอ่านข่าวและหาข้อมูลมาอัพเดตเรื่อยๆ เพื่อมุ่งสู่การเป็นนักเขียน พยายามจะอัพเดตให้ได้เดือนละ 1 บทความ เป็นอย่างน้อยค่ะ

[ภาษาญี่ปุ่น] ศัพท์เคมี แปลกี่ทีก็จำไม่ได้

กราบสวัสดีรอบวงค่ะ

จริงๆวันนี้เราทำโอทีเพิ่งกลับบ้าน กินข้าวอาบน้ำ และว่าจะนอนแล้ว

ไม่คิดจะอัพบล็อกเพราะเพิ่งจะอัพไป    target คือพยายามอัพเดตให้ได้เดือนละครั้ง (อ้าว!? มี target ด้วยเหรอ นึกว่าอัพไปเรื่อย)

แต่ระหว่างไถทวิตเพลินๆก่อนอาบน้ำ เราไปเห็นบางอย่างมา แล้ว “สิ่งนั้น” ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เรามาอัพบล็อกในวันนี้ค่ะ เดี๋ยวจะเฉลยตอนท้ายนะคะว่า “สิ่งนั้น” คืออะไร

ตอนเราเป็นล่ามจบใหม่ๆ เราคิดว่าสิ่งที่แปลยากที่สุดก็คือไฟฟ้า (โถ…เด็กน้อย)

แต่ทำงานไปเรื่อยเราก็พบว่าสิ่งที่เราเคยเชื่อมันผิด ไฟฟ้าที่ว่ายากยังต้องสยบ เมื่อพบกับ “ศัพท์เคมี”

เราเลยอยากแชร์ศัพท์เคมีที่เราเจอบ่อยๆ หรือเจอไม่บ่อยแต่เจอทีไรก็ตายทุกที ยิ่งเจอพร้อมกับคนญี่ปุ่นที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษนะ อื้อหือ เขียนสูตรเคมีเต็มกระดานไวท์บอร์ดก็แล้วยังคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย

元素 げんそ ธาตุ(เคมี) chemical element

元素周期表 げんそしゅうきひょう ตารางธาตุ periodic table

水素 すいそ ไฮโดรเจน Hydrogen(H)

炭素 たんそ คาร์บอน Carbon(C)

窒素 ちっそ ไนโตรเจน Nitrogen(N)

酸素 さんそ ออกซิเจน Oxygen(O)

ナトリウム โซเดียม Sodium (Na)

ケイ素 けいそ ซิลิกอน Silicon(Si)

リン ฟอสฟอรัส Phosphorus(P)

硫黄 いおう กำมะถัน Sulfur(S)

塩素 えんそ Chloride(Cl)

カリウム Potassium(K)

チタン Titanium(Ti)

マンガン Manganese(Mn)

鉄 てつ เหล็ก Iron(Fe)

ニッケル Nickel(Ni)

銅 どう ทองแดง Copper(Cu)

亜鉛 あえん สังกะสี Zinc(Zn)

鈴 すず ดีบุก Tin(Sn)

タングステン Tungsten(W)

水銀 すいぎん ปรอท Mercury(Hg)

鉛 なまり ตะกั่ว Lead(Pb)

黄銅 こうどう ทองเหลือง Brass (บางทีก็ทับศัพท์ว่า Brass)

半田 はんだ ตะกั่วบัดกรี Solder

半田付け はんだつけ การบัดกรี soldering

ロウ付け ろうづけ brazing

浸炭 しんたん Carburization

脱炭 だったん Decarburization

液体窒素 えきたいちっそ ไนโตรเจนเหลว Liquid Nitrogen

窒化 ちっか Nitriding

ガス軟窒化処理 がすなんちっかしょり Gas Soft Nitriding (GSN)

不純物 ふじゅんぶつ สารเจือปน สานไม่บริสุทธิ์ impurities

酸性 さんせい มีคุณสมบัติเป็นกรด

アルカリ性 あるかりせい มีคุณสมบัติเป็นด่าง

硫酸 りゅうさん กรดซัลฟิวริก กรดกำมะถัน

リン酸 りんさん กรดฟอสฟอริก

塩酸 えんさん กรดไฮโดรคลอริก กรดเกลือ

炭化水素 たんかすいそ ไฮโดรคาร์บอน

濃度 のうど ความเข้มข้น

化合物 かごうぶつ สารประกอบทางเคมี chemical compound

化学薬品 かがくやくひん สารเคมี chemicals

分子 ぶんし โมเลกุล molecule

反応 はんのう ทำปฏิกริยา

結合 けつごう พันธะเคมี chemical bond

加水分解 かすいぶんかい hydrolysis

親水性 しんすいせい มีคุณสมบัติชอบน้ำ hydrophilic

疎水性 そすいせい มีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ hydrophobic

介在物 かざいぶつ สารเจือปน สิ่งไม่บริสุทธิ์ที่เจือปนในโลหะ inclusion

Reference ตารางธาตุ ภาษาญี่ปุ่น pdf สีสวยงามปรินท์ไปแปะฝาบ้านได้

 

อื้อหือ… วันนี้ลิสต์ศัพท์เยอะมาก ดูมีสาระผิดปกติ แปลกไปจากที่เคยเป็น

ที่ต้องทำขนาดนี้เพราะเรามีเรื่องอยากจะขอร้องค่ะ ถ้าเห็นว่าเอนทรี่นี้มีประโยชน์ ช่วยอะไรเราสักอย่างได้มั้ยคะ

คือว่ามีน้องคนหนึ่ง (เราก็ไม่รู้จักเค้าหรอก) แต่เค้ากำลังสอนภาษาญี่ปุ่นเพื่อหาเงินรักษาคุณพ่อค่ะ

ไม่เรียนไม่เป็นไร แต่ฝากแชร์หน่อยได้มั้ยคะ ไม่ต้องแชร์บล็อกเราก็ได้ แต่อยากให้ช่วยแชร์ทวิตน้องเค้าหน่อยค่ะ

ขอให้คุณพ่อของน้องหายไวๆนะคะ

https://twitter.com/mnkoreas

c3baqqgvcaevb8n

 

 

เซโรงัง แปลว่าอะไร + ว่าด้วยเรื่องงูๆ

ปกติเด็กรุ่นเราถ้าพูดถึงคำว่า “เซโรงัง” ก็ต้องนึกถึงเพลงนี้เลย

เซโรงังตั้งแต่เช้า เซ็งจังซวยอย่างเว่อร์
คิดแล้วมันสะเหล่อ แสบกว่าทิงเจอร์
โพนยางคำก็ปิดแล้ว กินได้ก็แต่แห้ว
คีปลุคทำเป็นอิ่ม บอดี้สลิม

แต่วันนี้เพิ่งรู้ว่า “เซโรงัง” 正露丸 คือยาแก้ท้องเสีย เป็นแบรนด์ของยาญี่ปุ่น

เรากำลังคุยกับพี่ล่ามคนหนึ่งเรื่องศัพท์ประหลาดๆที่เราเจอมาวันนี้ พี่ GM ก็เดินมาหาของกิน

พี่จีดซื้อเลยเอาคุกกี้โตโตโร่ที่พี่ล่ามคนนี้ทำให้
พี่ GM: ผมไม่กล้ากิน
พี่ล่าม: กินได้ๆ
เรา: 5555+ กินได้ค่ะ ทรายกินแล้ว
พี่ GM: มันสวยเกินไป ผมไม่กล้ากิน (คุกกี้รูปโตโตโร่ น่ารักมาก)
ลุง advisor คนญี่ปุ่นเราเดินมาพอดี พี่ GM เลยหักคุกกี้แบ่งครึ่งให้ แล้วก็หัวเราะ
พี่ GM: ไอ้นั่นอ่ะ ยาแก้ท้องเสียอ่ะ ที่เป็นเม็ดๆ 555+
พี่ล่าม: เซโรงัง
เรา: มันเป็นเพลงนี่คะ ของพี่เป้ วงเสลอ
พี่ล่าม: ไม่รู้อ่ะ แต่มันมียาแก้ท้องเสีย ยี่ห้อเซโรงังจริงๆ

ก็เลยลองไปเสิร์ชมา ได้ความรู้มาว่า

กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์คือหลักฐานความอุ่นใจ! “เซโรงัง”

สรรพคุณ・ใช้ได้ผลกับ:ถ่ายเหลว ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ท้องอืด
วิธีใช้・ปริมาณ (ผู้ใหญ่):ครั้งละ 3 เม็ด วันละ 3 ครั้ง
ข้อควรระวังในการใช้ยา:หลังอาหาร (หากเป็นไปได้รับประทานภายใน 30 นาทีพร้อมน้ำอุ่น)
ราคาอ้างอิง:ถุงขนาดพกพา 30 เม็ด 800 เยน


“เซโรงัง” ที่ชาวญี่ปุ่นทุกคนคุ้นเคย เป็นยาขับลมที่มีประสิทธิภาพ น่าจะมีหลายคนพึ่งพาในตอนท้องไม่ดี
เซโรงังมีประวัติเก่าแก่ มีต้นตำหรับจากวู้ดครีซอต ยาที่โมริ โอไกใช้ในกองทัพเมื่อคราวสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ส่วนผสมนั้นมีสรรพคุณทำให้ระบบการย่อยทำงานดีขึ้น กลั่นน้ำมันโอ้คและสนเป็นวัตถุดิบ เนื่องจากเป็นธรรมชาติ 100% จึงใช้ได้อย่างสบายใจตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา

เซโรงังก่อตั้งมาถึง 110 ปี มีวู้ดครีซอตเป็นส่วนผสมมาตลอด คงพูดได้ว่ากลิ่นเอทานอลที่มาจากส่วนผสมนี้เป็นสิ่งประกาศตัวตนของเซโรงัง นอกจากวู้ดครีซอตแล้วยังมีส่วนผสมของยาจีนอีก 4 ชนิด ช่วยจัดการการทำงานของลำไส้อย่างอ่อนโยน มีไว้เป็นยาประจำบ้านถึงปวดท้องก็อุ่นใจได้

source: นำไปด้วยตอนเดินทาง! เป็นของฝาก! 3 ตัวเลือกยามาตรฐานของญี่ปุ่น

http://www.seirogan.co.jp/products/seirogan/

เราก็นึกว่าเป็นวลีเท่ๆเฉยๆของพี่ๆวงเสลอ เพิ่งรู้ว่ามันคือยาแก้ท้องเสีย

= ของแถม = คำศัพท์ที่เจอในการทำงานวันนี้

錦蛇 ニシキヘビ งูเหลือม

コブラ งูเห่า

ミズオオトカゲ ตัวเงินตัวทอง

血清 けっせい เซรุ่ม

毒 どく พิษ

熊蜂 くまばち แตน

雀蜂 すずめばち ต่อ

ช่วงนี้หน้าฝน เราคงได้เห็นข่าวงูฉกของรักของคุณผู้ชายไป ที่โรงงานอาจจะมีงูเข้ามาหลบมาหาอาหาร

อาจจะต้องมีการทำแผนฉุกเฉิน(緊急事態対応計画)เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์พนักงานถูกงูกัด

= Q&A =

Q: ในบรรดาสัตว์มีพิษทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้นนี้ พิษของสัตว์ชนิดไหนเป็นอันตรายกับหัวใจมากที่สุด

.

.

.

A: ต่อ…ให้ฉันจะรักเธอมากเท่าไหร่ แต่รู้ว่าเธอคงจะไม่สนใจ แต่ยังฝันไกล และยังคงหวังเอาไว้ข้างในจิตใจว่าสักวันเธอจะมีฉัน (แหม… มาซะเป็นเพลง)

มีสาระบ้างไร้สาระบ้าง ส่วนใหญ่จะไร้สาระค่ะ

สวัสดีวันจันทร์ค่ะ… ขอให้มีความสุขตลอดทั้งอาทิตย์นะคะ

เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

ทดลองตั้งชื่อหัวข้อเลียนแบบเพจ click bait ล่อให้คนมาคลิก ซึ่งถูกแก้ทางโดยเพจ จบข่าว ที่สรุปความได้สั้น กระชับ ได้ใจความจนสงสัยว่าทำไมตอนเรียนหนังสืออาจารย์ไม่สอนให้เราย่อความแบบนี้บ้าง

เข้าเรื่องๆ

เห็นเงินเดือนล่ามภาษาญี่ปุ่นแล้วตกใจ ทำไมเงินเดือนสูงขนาดนั้นคะ

คนที่เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นๆหลายๆคนอาจจะเคยเห็นกระทู้นี้ อาจจะเคยแชร์กระทู้นี้บ้าง

และหลายๆคนเมื่ออ่านแล้ว คงคิดว่า “เราไปเป็นล่ามมั่งดีกว่า”

เห็นมีผู้อ่านของเราท่านหนึ่งบอกว่าอยากเป็นล่าม คิดว่าคนที่อยากจะเป็นล่ามคงมีข้อดีของการเป็นล่ามหลายๆข้ออยู่ในใจ เราเลยขอเขียนมุมมองที่ต่างออกไปก็แล้วกัน แต่ไม่ขอชี้นำอะไร สิทธิ์ในการตัดสินใจยังเป็นของคุณเช่นเคย

ย้อนหลังไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เราอายุ 15 และเปลี่ยนจากเรียนสายวิทย์มาเรียนสายศิลป์ วันนั้นแม่เราถูกถามว่าทำไมถึงกล้าให้ลูกเปลี่ยน ทำไมไม่ให้เรียนสายวิทย์จะได้เป็นหมอ

กระทั่งตอนที่เราเรียนมหาลัย แม่เราก็ยังคิดว่าเราเรียนจบมาต้องตกงานแน่ๆ แม่คิดไม่ออกว่าเราจะทำงานอะไร

แต่แม่เริ่มตกใจ เมื่อรีครูทโทรหาเราเป็นสิบๆสายต่อวัน พร้อมทั้งเสนอให้ไปสัมภาษณ์งานมากมาย และยิ่งตกใจขึ้นมาอีกเมื่อเราได้เงินเดือนสูงว่าเด็กจบใหม่ในสายอื่นหลายๆสาย และหางานได้ง่ายมากๆ

ทุกวันนี้แม่ตกใจมากกับเงินเดือนเราที่ไล่ๆเงินเดือนแม่ที่เป็นครูมากว่า 20 ปี

เพื่อนแม่หรือญาติๆต่างพากันประหลาดใจ พอมีคนถามแล้วแม่ตอบไปว่าลูกเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ทุกคนก็ดูประหลาดใจกึ่งๆชื่นชม (ซึ่งอีนี่ไม่ได้รู้สึกดี เพราะเป็นเด็กมืดมน คือตอนเด็กๆก็ไม่เคยมีใครสนใจ มาสนใจตอนโตเพราะสนใจตัวเลขเงินเดือนมันก็ไม่ชินป่ะ)

ท่ามกลางความตื่นตัวของผู้ใหญ่กับอาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่น เราที่ทำอาชีพนี้อยู่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันไม่มั่นคงเอาซะเลย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.ดูๆแล้วเงินเดือนอาจจะสูง แต่เมื่อทำไปสักพัก สายงานอื่นก็ตามทันและแซงได้แน่นอน แถมยังมีอนาคตมากกว่าในระยะยาวอีกด้วย

2.พออายุมากขึ้นจะเริ่มหางานยาก เพราะเป็นอาชีพเก่าไปใหม่มา*(หมายถึงล่ามประจำบริษัทนะ) และตอนนี้อาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่นนดูน่าสนใจ เด็กจบใหม่เล็งอาชีพนี้กันไม่น้อย ในที่สุดเงินเดือนของล่ามก็จะกลับเข้าสู่ดีมานด์ที่แท้จริง

เก่าไปใหม่มาไม่ได้หมายความว่าล่ามเก่าๆจะไม่มีงานทำ แต่ล่ามที่เก่งๆหลายๆคนก็ผันตัวไปทำอย่างอื่น คนที่ยังเป็นล่ามอยู่ก็ยังมีงาน แต่พอมีประสบการณ์มากๆขึ้นๆ เก่งขึ้นๆ ก็มักจะแสวงหาอะไรที่ท้าทายกว่า อิสระกว่า และเงินดีกว่า เช่น ไปเป็นฟรีแลนซ์ (ยังไม่เคยเป็นฟรีแลนซ์ เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดีเกี่ยวกับเรื่องนี้)

อีกเหตุผลหนึ่งที่อายุมากขึ้นแล้วจะหางานยาก ก็เพราะอายุมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เก่งขึ้น ย่อมอยากได้เงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ต้นทุนที่บริษัทสามารถจ่ายได้นั้นมันมีเพดานจำกัดอยู่

3.การพัฒนาซอฟท์แวร์ช่วยแปลภาษา กูเกิ้ลคายเสลด เอ้ย ทรานสเลทที่เราหัวเราะกันขำๆนั้น บางคนเค้าใช้ทำงานกันจริงๆนะ ถึงมันจะน่าตลกและอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ในประโยคที่ไม่ซับซ้อนมาก มันก็พอใช้ได้ แถมแปลเป็นคำก็แม่นยำประมาณหนึ่งด้วย การแปล EN<->JP ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ EN<->TH หรือ JP<->TH อาจจะยังไม่ดีเท่าไหร่ และภาษาไทยก็เป็นภาษาที่ยาก แต่ช่องว่างตรงนั้นจะถูกทดแทนด้วยการใช้ภาษาอังกฤษดังที่จะกล่าวในข้อต่อไป

ตอนนี้พนักงานในออฟฟิศระดับ staff/engineer หลายๆคนก็ใช้ Google Translate แปลอีเมลล์ภาษาญี่ปุ่น เอาแค่พออ่านเข้าใจ ไม่ต้องถูกต้อง 100% แค่พอรู้เรื่องก็พอ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการลดบทบาทหน้าที่ของล่ามลงไป

4.ภาษาอังกฤษ จะกลายเป็นคุณสมบัติที่ MUST ของคนทำงานบริษัท แม้แต่คนขับรถก็ยังหาคนที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้บ้าง บทบาทของล่ามจะค่อยๆถูกลดลงไปเรื่อยๆ และคนญีปุ่นรุ่นเก่าที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ก็จะค่อยๆเกษียณโดยมีคนรุ่นใหม่มาทดแทน เด็กรุ่นใหม่ๆของญี่ปุ่นพูดอังกฤษได้ดีขึ้นเยอะ และโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในญี่ปุ่นก็ได้รับความนิยมมาก ในอนาคตคนญี่ปุ่นอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ล่ามก็ได้

5.การแข่งขันระหว่างล่ามด้วยกันเองสูงขึ้น

เกิดความตื่นตัวในการเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นล่ามเมื่อเห็นเงินเดือนล่าม (ซึ่งเป็นเงินเดือนทั่วไปจริงรึเปล่าหรือแค่เฉพาะบริษัทนั้นๆที่ต้องการคุณสมบัติสูงๆ) ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมากขึ้น เมื่อบริษัทมีตัวเลือกเยอะขึ้น ราคาที่จ่ายได้ก็อาจจะปรับลดลงไปหากไม่ใช่งานเฉพาะทางจริงๆ แถมเด็กจบใหม่ๆก็เก่งๆกันทั้งนั้น ได้ N1 กันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเยอะแยะไป

6.ความนิยมของการเรียนภาษาญี่ปุ่นในประเทศไทย

ไม่เฉพาะแค่คนที่คิดจะเป็นล่ามเท่านั้นที่เรียนภาษาญี่ปุ่น แต่ในมหาลัยก็มีภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเลือก และคนทำงานแล้วก็จ่ายเงินลงเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่นมากมาย เมื่อคนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น บริษัทก็จะมีตัวเลือกในการจ่ายเงินรวมไปในคนๆเดียวโดยไม่ต้องจ้างล่าม แถมยังเข้าใจเนื้อหางานได้ดีกว่าล่ามและยังลดขั้นตอนการทำงานได้อีกต่างหาก

7. ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของไทย น้ำท่วม และปัญหาค่าแรง (และอื่นๆอีกมากมาย)

ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนสำหรับต่างชาติเนื่องจากมี BOI เป็นสิทธิพิเศษทางภาษีแต่จะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศอื่นเค้าก็มีเหมือนเรา แถมค่าแรงยังถูกกว่า หรือจะเกิดอะไรขึ้นหากอยู่ดีๆรัฐบาลไทยยกเลิกสิทธิประโยชน์ตรงนี้ไปเพราะต้องการเก็บภาษีเป็นรายได้ไปบริหารประเทศ

ไม่รู้รู้สึกกันรึเปล่าว่าช่วงหลังๆมานี้รัฐบาลไม่มีเงิน แต่เราไม่โทษรัฐบาลชุดนี้หรือชุดใดชุดหนึ่งหรอก เอาตรงๆเลยนะ ช่วยกันซ้ำทั้งหมดนั่นแหละ อย่าไปโทษคนๆเดียวเลย ถ้าคนๆเดียวทำอะไรประเทศๆหนึ่งได้มากมายขนาดนั้น ประเทศนั้นก็โคตรกาก โคตรเปราะบางอ่ะ

กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนหน้านี้มีข่าวรัฐบาลจะเก็บภาษีที่อยู่อาศัย แต่ก็มีคนมาคัดค้านอย่างรุนแรงทำให้โครงการนี้ต้องพับไป แต่มันก็เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีเงิน และต้องการเงินอย่างมาก ไม่งั้นคงไม่โยนหินถามทางกับภาษีที่อยู่อาศัยซึ่งกระทบคนส่วนมากหรอก

และตอนนี้รัฐบาลทหารของไทยก็ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติประเมินว่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นความเสี่ยงที่จำเป็นต้องพิจารณาหากคิดจะมาลงทุนในประเทศไทย (แต่การเลือกตั้งก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้นะ)

ปัญหาน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้น ทำเอาโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นหลายๆเจ้าเจ็บหนักกันไป บางบริษัทถึงขั้นถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย แล้วปัญหาเรื่องน้ำตอนนี้มีทางแก้มั้ย ไม่มีจ้า แล้วแต่ฝนแต่ฟ้าเลย ปีนี้พระโคกินน้ำจ้า ฝนแล้งก็แห่นางแมวขอฝนกันไป ฝนตกมากไปก็ปักตะไคร้ซะสิ บ้านเราเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ จ้าาาา สวัสดีย์…….มาเป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันต่อไปนะ

ค่าแรงที่ไทยถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน แรงงานประเทศเพื่อนบ้านจึงมักหลั่งไหลเข้ามาหางานทำในไทย และสำหรับงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง ไม่จำเป็นต้องมีฝีมือมาก นายจ้างทั่วฟ้าเมืองไทยพิสูจน์กันมาหลายปีแล้วว่าเพื่อนบ้านเรานี้ ขยัน ประหยัด อดทน ปัญหาน้อยกว่าแรงงานไทยมากนัก (แต่ก็มีปัญหานะ) แล้วคิดดูว่าถ้าต่างชาติสนใจเพื่อนบ้านเรามากกว่าเรา เพราะเราค่าแรงแพงกว่าเค้า แถมไม่ได้เก่งกว่าเค้าสักเท่าไหร่ แถมชอบงอแงจะเอาโน่นเอานี่เยอะแยะ ลองจินตนาการว่านักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านดูสิ จะมีคนตกงานอีกเท่าไหร่ นี่ยังไม่นับการลงทุนทางเทคโนโลยีที่ใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนเลยนะ ญีปุ่่นย้ายฐานการผลิตเมื่อไหร่ ล่ามกระทบแน่นอน

ด้วยเหตุผลหลักๆที่กล่าวมานี้ เราเลยรู้สึกว่า อาชีพล่าม ไม่ใช่อาชีพที่น่าทำอีกต่อไปแล้ว แต่มันก็ยังมีเหตุผลดีๆอื่นๆอีกที่อาชีพล่ามก็ยังน่าสนใจไปอีกสักระยะหนึ่ง

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามทฤษฎีการเลือกสรรโดยธรรมชาติของชาร์ล ดาร์วิน ผู้ที่แข็งแรงกว่าคือผู้ที่อยู่รอด

ถ้าอยากจะอยู่รอดในสังคมที่มีการแข่งขึ้นสูง เราต้องเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวให้ได้