เมื่อฉันโดนเรียกไปปรับทัศนคติ…

เมื่อวานกับวันนี้เป็นวันที่มีจำนวนคนเข้าชมบล็อกเราสูงกว่าปกติมากๆ

ต้องขอบคุณจริงๆที่ช่วยเอาไปแชร์ใน twitter, facebook เราแอบส่องอยู่ กลัวเค้ารีทวิตไปด่า 555+

และที่เป็นปลื้มมากก็คือ เราชอบวง BNK48 เวลาดูรายการ BNK48 Show เราจะเจอไอดอลภาษาญี่ปุ่นของเราในนั้น ท่าด้าาาา… พี่บก. เรโกะนั่นเอง

จะบอกว่า “นอกจากโอชิน้องมิวสิค ดูๆไปก็จะโอชิพี่เรโกะนี่แหละค่ะ”

เราแอบปลื้มพี่เค้าอยู่เงียบๆ แล้วพอไปแอบส่องทวิตที่มีคนเอาบล็อกเราไปแชร์ ก็เห็นพี่บก. เรโกะมากดไลค์ อ่านหรือไม่อ่านไม่รู้แหละ พี่เค้าอาจจะมือลั่น แต่นี่ปลื้มอกปลื้มใจใหญ่เลย 555+

คือพี่เค้าสวยไง เก่งภาษาญี่ปุ่นด้วย ทำงานเป็นมืออาชีพมากๆด้วย อยากเป็นให้ได้แบบนั้น หรือได้สักครึ่งนึงก็ยังดี

แล้วก็ดีใจค่ะที่ได้เห็นคอมเม้นท์ของเพื่อนร่วมอาชีพ มีคนบอกว่าอ่านบล็อกเราแล้วรู้สึกดีขึ้นรู้สึกมีเพื่อนร่วมทุกข์ 5555

แค่นั้นก็ดีใจแล้วค่ะ นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ ในวันที่รู้สึกแย่มากๆ แค่อยากให้ใครสักคนเข้าใจยังดี แต่พอโตแล้ว ทำงาน มันไม่สามารถเรียกร้องให้ใครมาเข้าใจเราได้ มีแค่ต้องปรับอารมณ์ตัวเองให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์  พอพยายามมากไป บางทีก็รู้สึกเศร้า

หลายๆครั้งเราก็ได้คอมเม้นท์จากในบล็อกนี่แหละค่ะช่วยเอาไว้

งานเขียนคือสิ่งที่เรารัก การมีคนมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่สุดแล้ว

 

กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า อาทิตย์ที่แล้วเราโดนเมเนเจอร์เรียกไปปรับทัศนคติมา

เล่า background ก่อนแล้วกัน คืออาทิตย์ที่แล้ว บริษัทเรามีอีเว้นต์ใหญ่ที่สุดของปีนี้ตอนวันพฤหัสที่ผ่านมา

แล้วโปรเจคมันใหญ่มาก ทุกคนก็พยายามทำงานแข่งกับเวลาอย่างเต็มที่ เราเองก็กดดันที่ต้องแปลโปรเจคใหญ่ขนาดนี้ แต่เอกสารยังไม่ชัดเจน

เวลาซ้อมทาง Top Management ก็กดดัน คือวันก่อนวันจริงเราไปแปลทั้งที่หน้างานและในห้องประชุม ตั้งแต่ 8:00-11:45 คือโดนตะโกนใส่หูเยอะมากๆ เค้ากดดันคนทำงานเพราะอยากให้งานออกมาดี แน่นอนว่าล่ามรับอารมณ์นั้นไปเต็มๆ

เราไม่โกรธเค้านะ เราเข้าใจว่าบทบาทหน้าที่ของเค้า มันเป็นสไตล์การบริหารของเค้า เราก็พยายามตอบสนองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปีที่แล้วตอนเค้ามาประจำที่ไทยใหม่ๆ เราโดนด่าว่า “ล่ามแปลผิดสินะ” “นี่ก็ล่ามแปลผิดอีกแล้วใช่มั้ย” จนเราร้องไห้อ่ะ

ไม่นับที่โดนกดดันว่า “พรุ่งนี้ใครแปล เธอใช่มั้ย ให้แปลให้ดี คือคนไทยตอบยังไงผมไม่รู้อ่ะ แต่เนื้อหาที่ต้องตอบมันต้องตอบแบบนี้”

คือตอนนั้นก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้บริหารคนนี้พูด ในใจก็ค้าน ก็เค้าไม่ได้พูดอ่ะ จะให้แปลโกหกเหรอ แล้วแปลไปทั้งๆที่คนพูดไม่ได้พูด ถ้ามีคนแย้งขึ้นมาว่าไม่ได้พูดแบบนี้ทำไมล่ามแปลแบบนี้นี่เราจบเห่เลยนะ

แต่พี่ล่ามก็สอนว่า “ที่เค้าพูดแบบนี้ เค้าไม่ได้มีเจตนาจะกดดันเราหรอก เค้าเองก็กดดัน อยากให้งานมันออกมาดี เค้าเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานที่ไทย เราเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเค้า มันก็ต้องปรับกันทั้งสองฝ่าย”

เราเจ็บแล้วจำ เรียนรู้จากประสบการณ์ ผ่านมา 1 ปี เราว่าเราก็คงเอาตัวรอดได้ดีขึ้น

เกือบสี่ชั่วโมงที่เราแปลแบบกึ่งๆโดจิ รันยาวววว แถมอารมณ์มาเต็ม เราทำหน้าที่ของล่ามได้แบบที่เค้าไม่หันมาด่าล่ามอ่ะ เค้าก็ด่าในงานไป

แล้วเค้าก็คงเหนื่อยที่ต้องแสดงอารมณ์โกรธ มีจังหวะนึงเค้าก็คอมเม้นท์ว่า “คุณจะทำแบบนี้ก็ได้ ที่เหลือก็อยู่ที่ (ชื่อเรา) แล้วล่ะ ที่จะแปลออกมาให้ดี” – – – โอ้โห รีเพลย์ กดดันแบบเดิม เหมือนปีที่แล้วเปี๊ยบเลย ปีที่แล้วเราเครียด แต่ปีนี้เราหัวเราะออกมา ทำท่าเหมือนจะเอาหัวโขกโต๊ะแทน Orz โอ้มายก๊อดดด เข้าใจว่าอยากให้ทำอะไร แต่ไม่รู้วิธีการว่าจะทำยังให้ดี

พอเราออกมาจากห้องประชุม กินข้าว ประชุมต่อตอนบ่าย พอมีเวลาก็อยากเตรียมสคริปเอง เพราะรอสคริปจาก user คงไม่ทันแน่ๆ (วันจริงก็ตัง้ใจจะพูดตามที่ user พูดแหละ แต่พยายามเตรียมสคริปไว้จะได้ลดความตื่นเต้นน่ะ)

แต่ก็นะ เป็นล่ามไง จะทำงานก็โดนเรียกๆ เราก็เครียดกลัวจะไม่ทัน ก็ยอมรับว่าอารมณ์ไม่นิ่งเลย คือไม่ได้โกรธหรือเหวี่ยง แต่จะร้องไห้มากกว่า คือ สมองมันแบลงค์อ่ะ แปลยาวขนาดนั้น แถมเครียดขนาดนั้น มันรับอะไรไม่ไหวแล้ว – – user อีกคนก็พูดๆไป เราก็นิ่ง แล้วก็พูดเสียงเครือๆแบบจะร้องไห้ “พี่คะ ขอโทษนะคะ ขออีกรอบได้มั้ยคะ คือเหมือนสมองจะรับไม่ไหวแล้ว ตามเรื่องไม่ทันเลยค่ะ”

ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่เราตามเอกสาร แล้วพอตามแล้วเราก็โดน user เหวี่ยง หรือตอนประชุมวันจริงที่เตรียมไมค์ไม่พร้อม เรานั่งประจำที่แล้วเราแจกหูฟังเองไม่ได้เราก็บอกผู้รับผิดชอบ แล้วก็โดนเค้าเหวี่ยงใส่

คืองานมันเครียดอ่ะ เข้าใจว่าอารมณ์ใครๆก็มี เราก็พยายามนิ่งแล้ว แต่ถ้าเจอ user ที่ไม่ไหวจริงๆ ก็รู้สึกแย่นะ ก็มีสวนนิดหน่อย แต่พูดเรียบๆมากกว่า

สุดท้ายเราก็โดนเมเนเจอร์เรียกไปปรับทัศนคติ ว่าอารมณ์เรายังไม่นิ่งพอ ต้องควบคุมอารมณ์ให้ดีกว่านี้ งานเรามันงานบริการ บลาๆๆ

เมื่อก่อนหนักกว่านี้อีก จะประชุม 9 โมงแล้ว ตี 1 ยังนั่งทำเอกสารกันอยู่เลย ล่ามไม่เคยได้เอกสารก่อน ครั้งนี็โชคดีนะที่มันออกมาดี พี่เค้าก็ขอบคุณเราแหละ ที่งานมันออกมาดี ก็พูดมาเยอะอยู่ แต่ส่วนมากก็ซ้ำๆ เตือนเราเรื่องอารมณ์

บอกตรงๆเราไม่เห็นด้วยกับคำพูดเค้า แต่เรายอมรับที่ตัวเองผิด คือรับความกดดันได้ไม่มากพออย่างที่เค้าคาดหวัง ก็เข้าใจ และขอบคุณที่เค้าเรียกไปคุย ไปบอก

เค้าถาม Feedback เรา เราก็ตอบกลับไปว่า”ปกติแล้วเบื้องต้นเราก็ควรปฏิบัติงานตามมาตรฐานก่อน ถ้าล่ามได้เอกสารก่อนการประชุม มันก็เป็นสิ่งที่ดีใช่มั้ยคะ คือไม่ได้ซีเรียสว่าต้องได้แบบนี้ทุกการประชุม แต่อีเว้นต์นี้ที่เพิ่งผ่านไปมันเป็นโปรเจคใหญ่มาก ก็ต้องมีสคริปที่ค่อนข้างพร้อมอยู่แล้ว ก็ขอบคุณที่สุดท้ายแล้วพี่ก็มาซ้อมสคริปกับเรา ผลมันก็ออกมาดี จบงานแล้วเราก็จบ ไม่ได้ติดใจอะไร”

สุดท้ายแล้วเค้าก็คงประเมินว่าเราควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีพออยู่ดี – – – ก็แล้วแต่ แต่เราก็แจ้งปัญหาในการทำงานไป ว่าเราไม่ได้รับความร่วมมืออะไรจากลูกน้องเค้าบ้าง และอยากให้เค้าช่วยอะไรเรา

 

พอโดนเรียกไปปรับทัศนคติก็ Motivation ตกอีกแล้ว

คือมานั่งคิดเลยนะ ว่า User คาดหวังอะไรจากล่าม?

ล่ามคาดหวังอะไรจาก User?

แล้วทั้งสองฝ่ายตอบสนองความต้องการของกันและกันได้แค่ไหน, Gap คืออะไร?, ถ้าขจัด Gap นั้นได้ จะทำให้แฮปปี้ด้วยกันทั้งสองฝ่ายได้มั้ย (ซีเรียสเบอร์นี้เลย คือเราแปล QA เราเลยกลายเป็นคนยึดติดกับพวกระบบบริหารคุณภาพอ่ะ)

เรามาดีขึ้นหน่อยตรงที่เช้าวันถัดมา ลุงคนญี่ปุ่นที่เป็นหัวหน้าเราโดนตรง เอาแฮมเบอร์เกอร์ที่หยิบมาจากอาหารเช้าของเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์มาให้เรา คือลุงดีมากกกก หลายๆคัร้งที่รู้สึกจะไม่ไหว แต่ไปตอ่ได้เพราะได้หัวหน้าดีจริงๆนะ โดยส่วนใหญ่ในแผนกที่เราทำงานอยู่ User ก็ดี ถึงงานจะเยอะ แต่ถ้าเรื่องคนโอเคมันก็พอไหวอ่ะ – – เราพอใจกับงานปัจจุบันนะ ตอนที่เมเนเจอร์ปรับทัศนคติเรา ถึงทัศนคติเราจะไม่เปลี่ยนตามที่เค้าอยากให้เป็น แต่เราก็บอกไปว่าเราแฮปปี้กับงานอยู่

 

เรามาเปลี่ยนทัศนคติตอนคุยกับพี่ล่ามที่บริษัท พี่เค้าก็อายุมากแล้ว (โดนตบ!) มีประสบการณ์ทำงานมายาวนาน พี่เค้าก็สอนเราว่า “พี่เคยได้ยินมาจากที่ไหนก็ไม่รู้แหละ ว่า น้ำบริสุทธิ์เกินไป ปลาก็อยู่ไม่ได้นะ”

แปลว่า หัดยืดหยุ่นให้มากเข้าไว้ เพราะคนเรามันไม่เหมือนกันน่ะ อันนี้แม่เราก็สอนบ่อยๆ เราไม่รู้จักจำเอง คือโปรเจคนี้มันซีเรียสจริงๆ เราถูกกดดันมา เราก็กดดันตัวเอง เอาไปกดดันคนอื่นต่อด้วย เพราะอยากให้งานมันออกมาดี

“น้ำบริสุทธิ์เกินไป ปลาก็อยู่ไม่ได้นะ” แค่คำพูดนี้ประโยคเดียว เรายกมือไหว้ป้า เอ๊ย พี่เค้า แล้วบอกเค้าว่า “เข้าใจแล้วค่ะ”

เหมือนปลดล็อกความรู้สึกในใจตัวเองอ่ะ คือเราค่อนข้างได้ทำงานกับคนที่เนี้ยบ เราจะถูกสอนแบบกดดันมาตลอด แล้วก็ชินกับวิธีการแบบนั้น แต่บนโลกนี้มันก็มีอีกหลายร้อยหลายพันวิธี

เราคงต้องไปอ่านหนังสือเรื่อง “หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ” อย่างจริงจังแล้วล่ะ เพื่อเติบโตขึ้นและมีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น

เขียนไปก็ดูเป็นคนอ่อนไหวง่าย จิตใจไม่เข้มแข็งเอาซะเลย แต่ที่เขียนไว้เพราะอยากเตือนตัวเอง อยากจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม อยากเอาชนะตัวเองคนเมื่อวานให้ได้

ก็ดีที่มีโอกาสได้แปลโปรเจคนี้ คิดว่าหลังจากนี้ไปน่าจะรับมือกับความกดดันได้ดีกว่าเดิมมั้ง

ภาวนาขอให้ทุกวันเป็นวันดีๆ ใครๆก็อยากทำงานแบบมีความสุขทั้งนั้นแหละ

นี่เราก็พยายามยิ้มๆ นะ คือพอรู้ตัวว่าเครียดไปก็จะพยายามยิ้ม ยิ้มให้ตัวเองในกระจกก็มี (ใกล้จะบ้าแล้วล่ะ)

คือทำทุกทางจริงๆให้ตัวเองมีความสุขและไปต่อได้น่ะ

 

ずっと見てる夢は 私がもう一人いて

やりたいこと 好きなように 自由にできる夢

人生は紙飛行機 願い乗せて、飛んで行くよ

Advertisements

5 thoughts on “เมื่อฉันโดนเรียกไปปรับทัศนคติ…

  1. แวะมากอดให้กำลังใจค่ะ
    ไม่มีใครเข้าใจล่ามได้ดีเท่าล่ามด้วยกันเอง
    เป็นกำลังใจให้ซำเหมอค่ะ

  2. เข้าใจความรู้สึกเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกชื่นชมมากๆ ทักษะทางภาษาเอย การควบคุมอารมณ์เอย ไหนจะต้องใช้ไหวพริบแก้สถานการณ์ไม่ให้มาคุเกินไป ทั้งหมดทั้งปวง… เป็นเรื่องที่ล่ามต้องเจอ
    เป็นกำลังใจให้ค่ะ

    • ขอบคุณมากเลยค่ะ เวลาทำงานเหนื่อยๆก็ได้คอมเม้นท์จากคนอ่านนี่แหละที่ช่วยเยียวยาจิตใจ T^T

  3. แมวปิ้ง

    ผมชอบมากครับ ประชุมที่ให้ล่ามตอบเองโดยไม่ต้องสนใจว่าคนไทยจะตอบว่าอะไร (ประชดนะ)

    • ชอบมากๆเหมือนค่ะ (ในความหมายเดียวกันด้วยค่ะ) ตอนโดนสั่งแบบนี้ครั้งแรกคือช็อค เครียดมาก กดดันจนจะร้องไห้ แต่เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นหัวใจมันด้านชา~ กลายเป็นแถๆไถๆไป กลับมาบ้านก็พยายามจะลืมมัน ไม่เก็บเอามาคิดอะไรมาก

      ปล. เมื่อก่อนอ่านคอมเมนท์พี่แมวปิ้งในโตไวไวบ่อยๆ พี่แนะนำอะไรดีๆไว้เยอะดีค่ะ เราเองก็ได้เรียนรู้ด้วย ขอบคุณมากๆเลยนะคะ
      เห็นพี่มาเม้นท์บล็อกแล้วรู้สึกดีใจมากเลยค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s