Power of words: พลังแห่งการใช้ถ้อยคำ

“จับสองผัวเมีย ลักลอบตัดไม้”

“สุดเวทนา! ศาลสั่งจำคุก สองตายายเก็บเห็ด”

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ที่มีรายการข่าวช่องหนึ่งทำข่าวโดยเลือกใช้คำที่ดึงดราม่า

ข้อความสองข้อความนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่การเลือกใช้คำ ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ฟังแตกต่างกัน

และอารมณ์ที่ว่านั้นได้ขยายผลไปเป็นวงกว้างในสังคมไทย

 

ข้อเท็จจริงคือ คนที่ถูกจับอายุ 48 และ 51 ปี

และไม่ได้ถูกจับข้อหาเก็บเห็ดในป่าสงวน แต่เป็นข้อหาบุกรุกป่าสงวน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเลือกใช้คำในข่าวเพื่อดึงดราม่า ทำให้เกิดการเปรียบเทียบในสังคมว่า “ทำไมลูกคนรวยขับรถชนคนตายแค่รอลงอาญา หรือคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น”

 

คนเรามักจะเชื่อสิ่งแรกที่เราได้ยินได้ฟังมาเสมอ

เราเคยแปลอีเว้นต์ที่ TOP Management สอนผู้บริหารคนไทยนำเสนอว่า “เวลาจะอธิบายอะไร ให้คิดว่าคุณอธิบายได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น อย่างเช่นถ้าถูกภรรยาจับได้ว่านอกใจ จะโกหกก็ได้ แต่ต้องเลือกเหตุผลใหเหตุผลหนึ่งเท่านั้น เช่น ขอโทษครับ เพราะผมเหงามากจริงๆจนทนไม่ไหว เลยเผลอนอกใจไป แต่ถ้าครั้งแรกคุณอธิบายไปว่า เพราะผมเหงา แต่พอพูดอีกครั้งคุณบอกว่า เพราะผู้หญิงคนนั้นน่ารักมากจนอดใจไม่ไหว ถ้าพูดไม่ตรงกัน ภรรยาคุณก็จะคิดว่าที่พูดมาทั้งหมดโกหกทั้งเพ”

เรากรี๊ด TOP Management คนญี่ปุ่นคนนี้มาก รู้สึกเป็นคนความคิดดีอ่ะ เจ๋งมาก เวลาแปลให้แล้วรู้สึกได้ความรู้ดีมาก

เค้าสอนเรื่องการใช้สีให้มีความหมาย ไม่ใช่ใช่สะเปะสะปะ ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ๆ พิถีพิถันในการเลือกใช้คำให้กระชับ สื่อสารได้ดี มีความหมาย ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคำไปเรื่อยๆแต่พูดเรื่องเดียวกันวกไปวนมา

ที่สำคัญ… เป็นคนที่ทำ presentation สวยมากกกกก

สวยขนาดที่ว่าพี่ GM คนไทยแผนกเราที่เก่งเรื่องการเขียนแผนภาพอธิบายให้เข้าใจง่ายๆบอกเราว่า “ภายใน 2 ปีผมจะทำ present ให้ได้แบบ TOP คนนี้” พี่แกละเอียดถึงขั้นที่ว่าจำว่า TOP คนนี้ใช้ภาษาญี่ปุ่นฟอนต์อะไร ภาษาอังกฤษใช้ฟอนต์อะไร

เราทำงานกับคนที่พิถีพิถันขนาดนี้ ก็เลยซึมซับมาบ้าง สไตล์ของพี่ GM คนนี้คือจะทำเอกสารภาษาอังกฤษ แล้วให้เราแปล Keyword เป็นภาษาญี่ปุ่นกำกับ เพื่อเวลาเค้าอธิบาย คนญี่ปุ่นที่เป็นคนฟังจะได้ดู Keyword ในเอกสารได้เลย

ตอนแรกเราก็แค่แปลๆไปไม่เข้าใจความหมายที่เค้าต้องการจะสื่อ แต่พอทำงานกับเค้าเรื่อยๆ พอเริ่มคุ้นเคยกับงาน เราก็เริ่ม “คิด” มากขึ้นเวลาจะเลือกคำที่เป็น Keyword มาแปล รวมถึงใส่ใจในการเลือกใช้คำภาษาญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย เริ่มใช้ Dictionary JP-JP

พอทำแบบนี้ซ้ำๆ จนครบปี พี่  GM ก็พูดกับเราว่า “ผมว่า(ชื่อเรา)ทำงานที่นี่ดีมากเลยนะ ได้เรียนเรื่องการเลือกใช้คำเหมือนกับที่ผู้บริหารเรียนเลย ดีมากๆเลยนะ”

เราก็ตอบไปว่า “จริงค่ะพี่ จริงมากๆเลย เทียบกับปีที่แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเลยค่ะ คิดว่าดีขึ้นเยอะเลยค่ะ”

ช่วงนี้ที่บริษัทเข้าสู่ช่วงสอบจอหงวนอีกแล้ว เวลาหนึ่งปีนี่ผ่านไปเร็วจัง

(สอบจอหงวนเป็นชื่อเล่นที่เราเรียกการสอบเลื่อนตำแหน่งของคนที่จะเป็นผู้บริหาร ที่ต้องเข้ารับการ Coaching จากผู้บริหารคนญี่ปุ่นโดยตรง)

ปีนี้พี่ GM เราสอบเป็นท่านอ๋องในราชสำนัก ยากกว่าสอบจอหงวนหลายร้อยเท่า เห็นบ่นว่าเครียด นอนไม่หลับ คิดไม่ออกอยู่

เมื่อเช้าได้อีเมลล์จากพี่ GM เป็นงานสุดโหดคือให้แปล powerpoint จำนวน 30 หน้า จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ ขอภายในวันนี้

ถ้าเห็นแค่นี้ ก็อาจจะคิดว่า “จะบ้าเหรอ! ใครจะไปทำได้ ”

แต่เพราะเมลล์ที่พี่เค้าเขียนมาว่า “เอกสารนี้สำคัญสำหรับผมมาก ช่วยแปลให้หน่อยนะครับ ขอโทษครับที่ร้องขออย่างเร่งด่วน”

คือน่ารัก! ดีกว่าคนที่เมลล์มาสั่งแค่ “แปล” “แปลหน่อย” “แปลด่วน” เยอะเลย

เราเข้าใจสถานการณ์พี่ GM ด้วยแหละ ว่าทำไมถึงต้องขอให้แปลด่วน เข้าใจความจำเป็นของเค้า

เช้ามาตอนเดินไป Genba กับลุงก็รีบบอกลุงเลย “วันนี้มีเรื่องนึงอยากขอร้องค่ะ มีเอกสารด่วนต้องแปลให้พี่ GM 30 หน้า จาก JP>EN ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็น ช่วยอย่าเรียกนะคะ ขนาดทำโอทียังคิดว่าแปลไม่ทันเลยค่ะ (ยิ้มแหะๆ)”

ลุงก็เข้าใจด้วยดี

ก็เร่งแปลให้พี่ GM คนอื่นมากเรียกก็บอกว่า “ด่วนมั้ยคะ สำคัญมั้ยคะ พอดีทำงานให้พี่ GM อยู่ ถ้าทำอันนี้ไม่ทันจะบอกพี่ GM ว่าเพราะพี่นะคะ” ขู่แบบตลกๆแหละ ทุกคนก็ “อุ่ยย~” เพราะว่ากลัวพี่ GM กัน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆเราก็แปลให้นะ

แต่ถ้าเรื่องง่ายๆ คุยสั้นๆ ลุงก็พูดไทยเก่ง พี่ก็ช่วยเหลือตัวเองไปก่อนนะ 555+

ช่วงบ่ายจริงๆเรามีประชุมยาว แต่เราขอให้ไปหาล่ามคนอื่นแทนเรา 1 meeting เพราะไม่งั้นทำไม่ทันจริงๆ (พยายามจะเป็นล่ามที่มีมุมมองแบบ management อย่างน้อยก็ manage งานแปลตัวเอง จัดลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ถึก บึกบึนตะบี้ตะบันแปลแต่ user ไม่อ่านแบบเมื่อก่อน)

ก็มีแปลประชุมรายงาย KPI ไป 1.30 ชั่วโมง แล้วก็รีบมาปั่นงานแปลต่อ

19:20(เวลาเลิกโอที) เสร็จที่ 27/30 หน้า (มีภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ไม่ต้องแปลประมาณ 5 หน้า) นี่คือเร่งเครื่องเต็มสปีดแล้วจริงๆ ระหว่างทำก็ส่งหน้าแรกๆที่เป็น point ให้เค้าอ่านก่อน รายงาน progress เป็นระยะ

พอเลิกโอทีเราก็ต้องกลับรถรับส่ง เลยไปต่อรองกับพี่ GM ว่าเหลือ 3 หน้า ขอเป็นพรุ่งนี้นะคะ พี่เค้าก็โอเค

วันนี้รู้สึกเหมือนวิ่งมาสุดกำลัง งานมันยากนะ ยากจนคิดว่ายังไงตัวเองก็ทำไม่ได้ แต่พอทำได้เกือบเสร็จก็คิดว่า “เราว่าเราก็ perfect ในระดับนึงอ่ะ 5555+”  (ทำหน้าเหมือนโฟร์แป๊บ แต่ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังไม่เหมือน)

แต่จากเอกสารที่แปลมาในวันนี้ มันสอนให้เรารู้ว่าอย่าพอใจกับสภาพปัจจุบัน และให้ถ่อมตัวอยู่เสมอ รวมถึงเมลล์ของพี่ GM ด้วย ตำแหน่งพี่เค้าใหญ่โตขนาดนั้น แต่พี่เค้าก็ร้องขอให้เราแปลแบบสุภาพมากๆ

คือเราเครียดกับความยากของงานแน่ๆ เปิดไฟล์มาเห็นเนื้อหากับจำนวนหน้าในใจนี่ร้องโวยวาย

“ムリだ!”

แต่เพราะข้อความในอีเมลล์ของพี่ GM ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ มีค่ามากกว่าแค่เครื่องจักรแปลภาษา รู้สึกเห็นคุณค่าในงานของตัวเองเพิ่มมากขึ้น พอคิดแบบนี้แล้วก็อยากทำงานขึ้นมาเลย

 

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เราจริงจังกับความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน

ก็เลยมีงานอดิเรกคือการสะสมคำพูดเท่ๆ เอาไว้เป็นวัตถุดิบในการเขียนของตัวเอง (ก็เอาแนวคิดมาจากหนังสือ ขโมยให้ได้อย่างศิลปินนั่นแหละ) รวมถึงเรามาใช้ Motivate ตัวเองด้วย

เอกสารที่เราแปลวันนี้มีอะไรคุ้มค่าน่าขโมยเยอะแยะเลย

แล้วเราก็อยากเป็นโรบินฮู้ดด้วย เลยขโมยมาแบ่งปัน (ไม่เป็นไรหรอก มันเรื่องทั่วๆไป ไม่ใช่ confidential)

แปลกากๆโดยเราเอง ทั้งอังกฤษและไทย ถ้ามีใครแปลได้เจ๋งๆช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วยก็จักขอบคุณยิ่ง

 

– 「問題」こそ現場力のガソリン

เราแปลไปว่า Problem is the fuel to drive your shop floor ability

แล้วก็เก็บมาประยุกต์ใช้ บอกตัวเองว่า”ปัญหาคือเชื้อเพลิงที่ช่วยขับเคลื่อนให้เรามีความสามารถมากขึ้น”

 

– 自分に役に立つと認識しなければ、人から教えられても能力の発揮はできない

If you think you are useless, you can’t show your ability even other tells you are worth

ถ้าไม่ตระหนักว่าตัวเองมีประโยชน์ ต่อให้คนอื่นจะช่วยบอกให้แค่ไหนก็แสดงความสามารถออกมาไม่ได้

 

– STRETCH : Self Training and Education Toward Challenge (อันนี้เสิร์ชเจอจาก HRD ของเว็บโตโยต้าญี่ปุ่น) STRETCH ไม่ครบทุกตัวหรอก แต่เราว่ามันเท่ๆ คูลๆดี

 

– การคิดหาข้อแก้ตัวเป็นเรื่องเสียเวลา

– Skill คือการฝึกฝน ทำซ้ำๆ ทำซ้ำๆ จนร่างกายจดจำได้

– ให้คิดว่าสภาพปัจจุบันคือสิ่งที่แย่ที่สุด แล้วหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

– ไม่ต้องคิดหาเหตุผลว่าทำไมถึงทำไม่ได้ แต่ให้คิดว่า ต้องทำยังไงถึงจะทำได้

 

อะไรแบบนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เราชอบเป็นล่าม

การได้เจอคนเจ๋งๆที่น่าเรียนรู้ เจอข้อความหรือแนวคิดเด็ดๆที่เอามาเป็นวัตถุดิบในการเขียนของเราได้

เราชอบงานของตัวเองตอนนี้นะ รู้สึกแฮปปี้ มีความสุขที่ได้ทำ ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่ายุ่งและเหนื่อยมากๆก็ตาม

ถึงเหนื่อยแต่ก็สนุกดีนะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s