วิธีผ่าน JLPT N1 ฉบับคนไม่ขยัน

มองย้อนกลับไปตอนปลายปี 2013 เราสอบ N1 ครั้งแรก

การสอบวัดระดับ N1 ครั้งแรก

ตอนนั้นเราไม่เห็นวี่แววเลยว่าตัวเองจะผ่าน แต่เราก็สอบมาทุกปีนะ เพราะสมัยเรียนอาจารย์ชอบไซโคให้สอบทุกปี ก็เลยรู้สึกว่า อย่างน้อยถึงแม้จะสอบไม่ผ่าน เข้าไปนั่งสอบก็ยังดี

ใช้เวลา 3 ปี กับการสอบไปหลายครั้ง

จริงๆถ้าคนขยันและตั้งใจ ปีเดียวก็ผ่านแล้วนะ แต่เราไม่ใช่แบบนั้นไง เราเลยใช้เวลานาน

คิดว่าหลายๆคนเคยอ่านบทความ “เริ่มยังไงให้ไปได้ลื่น สู่ N1 ในรูปแบบการเรียนด้วยตัวเอง” ของคุณ FYZ เจ้าของบล็อก loverclan.blogspot.com

แต่ปัจจุบันเค้าปิดไม่เปิดให้เข้าชมไปแล้ว

เราชอบบทความของเค้ามาก อ่านแล้วรู้สึกฮึดสู้สอบมาเรื่อยๆ ถึงแม้เราจะไม่ได้ขยันขนาดนั้นก็ตาม

จนในที่สุดวันนี้ก็มาถึง…

jlptresult

วินาทีที่เห็นคำว่าผ่าน เราเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน คือมันดีใจจนพูดไม่ออกเลย เพราะการสอบให้ผ่านมันเป็น target ของเรามาหลายปี เป็นคำๆเดียวที่เรารอมานานมาก

ในที่สุดเราก็เคลียร์ target ที่ตั้งเอาไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้สำเร็จ

Target เมื่อ Oct 2015

ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องพยายามให้ผ่าน N1 หรือได้ TOEIC 900up หรอก แต่พอเห็นพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่งเค้าทำได้ แถมยังทำงานเก่ง ฉลาด เราเลยยึดพี่เค้าเป็นเป้าหมาย

ตอนนั้นที่ตั้งเป้าหมายแบบนั้น เรารู้สึกว่ามันไกลมาก เราพูดว่า “อยากรู้ว่าความรู้สึกของคนที่ไปถึงระดับนั้นแล้วจะรู้สึกแบบไหน คงเหมือนได้บรรลุอะไรสักอย่าง”

แต่พอวันนี้เกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ เรากลับรู้สึกว่ามันแค่ก้าวแรกเท่านั้นเอง ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก

พอลองมองย้อนกลับดูถึงสิ่งที่ตัวเองได้ทำมา เราก็รู้สึกว่ามันมีประโยชน์นะ เลยอยากจะแชร์เพื่อให้กำลังใจคนที่ยังเดินขึ้นบันไดวัดระดับในตอนนี้ จริงๆเราก็ไม่ได้คิดว่าเราเก่งมากพอจะไปแนะนำอะไรใครได้หรอก แต่เราเข้าใจความทุกข์ทรมานของคนที่สอบหลายครั้งก็ไม่ผ่าน เลยอยากแนะนำที่เทคนิคที่ตัวเองทำมาแล้วได้ผล

1.เราไปอ่านหนังสือเรื่อง “จงถ่ายเอกสารหน้าสารบัญ แล้วคุณจะเรียนเก่งขึ้น

เราทำตามที่หนังสือเล่มนี้แนะนำอยู่ 2-3 ข้อเท่านั้น

★ให้ถ่ายเอกสารหน้าสารบัญของหนังสือ เราเลยไปถ่ายเอกสารหน้าสารบัญของหนังสือ 新完全マスター:読解 มาจริงๆ  แล้วเราก็เจอคำว่า “常識の落とし穴 กับดัก common sense” พอเห็นคำนี้เรา”อ๋อ”เลยว่าทำไมเทคนิคการทำข้อสอบแบบเลือก 4 คำตอบที่เคยใช้ได้ผลกับข้อสอบภาษาอังกฤษรวมทั้ง TOEIC ด้วยถึงไม่เคยได้ผลกับ JLPT เพราะเราเป็นคนเชื่อมั่นใน common sense ของตัวเองเสมอ ไปทำข้อสอบกี่ปีๆก็เลยโดนหลอกทุกที

★ทำข้อสอบเยอะๆ เพราะหนังสือบอกว่า โจทย์ในโลกนี้มีอยู่ 2 ประเภท คือ

1. โจทย์ที่เคยเจอมาแล้ว

2. โจทย์ที่ยังไม่เคยเจอ

การฝึกทำข้อสอบบ่อยๆจะช่วยเพิ่มพื้นที่ของโจทย์ที่เคยเจอมาแล้ว ส่วนโจทย์ที่ไม่เคยเจอก็เหมือนสนามรบที่เราต้องเตรียมพร้อม

(ฟังดูเว่อร์ๆ แต่หนังสือมันเขียนประมาณนี้จริงๆ เรายังทำได้ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก)

★เขียนบันทึกสอบผ่าน

เราเขียนบันทึกสอบผ่าน(ตอนที่ยังสอบไม่ผ่าน)ไว้ว่า…

やった! ผลสอบ N1 ออกแล้ว หลังจากบริจาคเงินมาหลายปี ในที่สุดก็สอบผ่านสักที ดีใจจังเลย ขอบคุณตัวเองมากๆที่ไม่ยอมแพ้และเรียนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ถึงจะขี้เกียจไปบ้างก็เถอะ 555+ เซนเซย์, จิกะจังเราทำตามสัญญาได้แล้วนะ ถึงจะใช้เวลาหลายปีมากๆก็เถอะ

ต้องขอบคุณเซนเซย์มากๆที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากเก่งภาษาญี่ปุ่น เซนเซย์ช่วยสนับสนุนและให้กำลังใจมาตลอดเลย จากนักเรียนที่เอาแต่นั่งหลับในชั่วโมง วันนี้เติบโตขึ้นอีกขั้นแล้วนะ เป้าหมายต่อไปคือต้องเก่งขึ้นอีก เราจะไม่หยุดพัฒนาตัวเองหรอกนะ เวลาตั้งเป้าหมายไว้แล้วทำได้จริงนี่มันฟินจริงๆ

ที่เขียนไว้ตอนสอบไม่ผ่านนี่เขียนซะดูดีเชียว พอเอาเข้าจริงๆ เราเขียนแค่

“やっとできた!   ในที่สุดก็ได้มาสักที คำนี้ที่รอคอย”

 

2. หาแรงบันดาลใจ

เรารู้ตัวเองว่าเป็นพวกที่ “ถ้าเป็นเรื่องของตัวเอง ก็จะไม่พยายาม” ก็เลยพยายามสร้างเงื่อนไขให้ตัวเองด้วยการไปสัญญากับเซนเซย์และเพื่อนคนญี่ปุ่นว่าจะสอบให้ผ่าน

การบอกคนอื่นถึงเป้าหมายของเรามันเป็นการทำพันธสัญญาอย่างหนึ่ง

คนที่เราบอกก็จะช่วยให้กำลังใจ และผลักดันให้เราสอบผ่านได้จริงๆ

ตอนเราเมลล์ไปบอกเซนเซย์ว่าเราสอบผ่าน อ่านเมลล์ที่เซนเซย์ตอบกลับมาแล้วเราน้ำตาไหลเลย

เซนเซย์บอกว่า “ครั้งหน้าที่เจอกัน เลี้ยงขอบคุณด้วยนะ”

จะเสียเงิน อยากร้อง (T^T)

ใช่ซะที่ไหนเล่า !!

เซนเซย์บอกว่าอาชีพครูมันก็มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่เวลาเห็นลูกศิษย์เติบโตขึ้น ได้ดีใจร่วมไปกับนักเรียนแล้วมันรู้สึกดีใจมากจริงๆ ก็เลยคิดว่านี่เป็นงานที่ดีจริงๆ

 

3. Mentor ที่ดีจะช่วยชี้แนะแนวทางให้เรา

เป็นโชคดีของเราที่ได้รู้จักพี่ล่ามคนนึง ที่ช่วยสอนเรา คอยเล่าโน่นเล่านี้ให้ฟังเป็นภาษาญี่ปุ่น (แบบเวลาเล่าอะไรที่เกี่ยวกับญี่ปุ่น พี่แกจะยกคำพูดมาเป็นญี่ปุ่นเลย ไม่แปลให้   นี่ก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง)

เวลาไปกินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่มีหนังสือพิมพ์ นิตยสารภาษาญี่ปุ่นแจกฟรี พี่เค้าก็หยิบมาแล้วก็ถามเราว่าไม่หยิบเหรอ นี่ก็รู้ตัวไงว่าหยิบมาแล้วก็ไม่อ่าน แต่พอเค้าทักก็เลยหยิบ (หยิบมาก็ไม่ค่อยอ่านหรอก 555+)

ก่อนวันสอบก็เอาหนังสือมากาง นั่งอ่านนั่งติวให้เราด้วย เอาจริงๆถ้าไม่ได้พี่เค้าติวให้ ก็คิดว่าอาจจะไม่ผ่าน

 

พอผลออกมาก็ดีใจนะ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานหน่อย แต่ก็ผ่านได้แล้วล่ะ

ต่อจากนี้ก็คงต้องหา target ใหม่เพื่อให้ตัวเองยังคงมีแรงบันดาลใจต่อไป

ถึงแม้ว่าจะผ่าน JLPT N1 แล้วแต่ภาษาเรายังอ่อนด้อยอยู่เลย

มีเพื่อนบอกว่า ได้ N1 แล้วจะไปขอขึ้นเงินเดือนกับบริษัทมั้ย บอกตรงๆว่าไม่กล้า กลัวเค้าไล่ออกแล้วบอกว่าปัจจุบันที่ทำอยู่นี่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ดีนะ 555+

กลายเป็นว่าผ่านแล้วดันอายด้วยซ้ำ คือกลัวเค้าด่าตามหลังว่าผ่านแล้วแต่แปลได้แค่นี้เรอะ!?

โหยยยยย ก็เนื้อหาที่แปลมันออกสอบซะที่ไหนกัน ทำงานจริงๆ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ มาเต็ม แค่จำศัพท์ที่ใช้ในการทำงานสมองก็ผุหมดแล้วจ้า

จบมันซะดื้อๆแบบนี้นี่แหละ

สำหรับใครที่ยังสอบไม่ผ่านก็สู้ๆนะคะ สอบไปเรื่อยๆเดี๋ยวมันก็ผ่านเองแหละ แต่ถ้าเสียดายค่าสอบก็อ่านหนังสือนะ

มันไม่มีทางอื่น ไม่มีวิธีอื่นจริงๆ จากใจคนที่พยายามหาทางลัดมาตลอดจนพบว่า การต่อสู้นี้ต้องสู้ด้วยวิธีตรงๆเท่านั้น

อ่านหนังสือเถอะ “ถ้าอ่าน ก็ผ่านแหละ”

Next Target

  1. IELTS 6.0
  2. ผ่อนบ้านให้หมด
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s