อ้าวเฮ้ยยยย…ล่ามไม่ใช่เครื่องแปลภาษานี่นา!

เห็นภาพจากเฟซบุคของ พี่เอ็ม แห่งเพจ ล่ามอิสระ แล้วโดนใจมากๆ ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์ไปเลยทีเดียว

พี่เอ็มบอกว่า “ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร”

ถั่วต้มมมมม เอ้ยยยย ถูกต้องเลยค่ะ!!

ข้าน้อยยังด้อยประสบการณ์นัก ยังคิดอะไรเฉียบคมลึกซึ้งเท่านี้ไม่ได้ แต่พี่ท่านนี่เป็นอาจารย์ของจริง คารวะหนึ่งจอก

เราจะยกตัวอย่างสถานการณ์สนุกๆที่ได้พบเจอมาในวันนี้ให้ดูนะคะ

Situation 1

วันนี้เราได้รับโอกาสให้ไปแปลจ๊อบที่ไม่ใช่แผนกตัวเอง เป็นการแปลให้กับลูกค้าที่เข้ามาตรวจสอบหน้างาน

ซึ่ง ลูกค้าที่มาก็มีเอ็นจิเนียคนไทยที่เก่ง พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งมาก ลุคเค้าเหมือนพี่นักเรียนทุนมงที่เป็น Factory Manager คนที่เป็นอาจารย์สอนหลายๆอย่างให้กับเรา

วันนี้ก็ทำหน้าที่ไปตามปกติ มันก็จะมีจังหวะที่ GM คนญี่ปุ่นจากบริษัทลูกค้าพูดยาวๆ ยาวมากกกกกก คุยกับเอ็นจิเนียท่านนี้ ด้วยเสียงกระซิบกระซาบกับอีกด้านของห้องประชุม

เราฟังภาษาญี่ปุ่นที่เค้าคุยกันเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่า 中央 ちゅうおう ที่คุยกันหมายถึงอะไร รู้ว่าแปลว่าตรงกลาง, center แต่แปลไม่ได้ (ก็พี่เล่นคุยกันเองแถมงุบงิบกันสองคนอ่ะ ตามไม่ทันอ่ะ ไม่รู้แบคกราวน์ด้วย เดาไม่ถูก ไม่กล้าเดา เค้ากลัวเดาผิด)

พอคุยกันจบก็เงยหน้ามา คนไทยก็ถามว่า คุยอะไรกัน ลูกค้าที่เป็นเอ็นจิเนียก็พยักหน้าให้เราแปล

เราเลยถามกลับว่า “เมื่อสักครู่นี้ที่พูดถึง 中央 หมายถึงอะไรคะ”

พี่เค้าเลยเล่าให้ฟังเลยว่าหมายถึงตำแหน่งแปะเทป ต้น กลาง ปลาย ตำแหน่งกลางจะยกเลิกได้รึเปล่า อยากจะให้พิจารณา (ค่าาา ตอนพี่คุยกันพี่ไม่ได้พูดแบบนี้น่ะสิ แล้วจะเอาที่ไหนมาเข้าใจน้อ ได้แต่คิดในใจ แต่ก็ขอบคุณเค้าในใจที่ช่วยอธิบายให้)

เวลาที่ในห้องประชุมมีคนไทยที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ แน่นอนว่าถ้าเค้าไม่ต้องใช้ล่ามเค้าก็อยากจะตอบเลย จึงไม่มีใครหยุดให้แปล ก็คุยกันเอง แต่คนที่ฟังไม่ออกก็อยากจะรู้เรื่องด้วย บางทีเราตามเรื่องไม่ทัน แต่ก็ต้องสรุปเรื่องให้ได้

อย่างสถานการณ์แบบนี้ คนฟังไม่ได้อยากรู้ว่า “พูดว่าอะไรบ้าง” จึงไม่จำเป็นต้องแปลให้ครบทุกคำ

แต่สิ่งที่คนฟังอยากรู้คือ “คุยเรื่องอะไรกัน” แต่ต้องแปลให้ เข้าใจความ

ดังนั้น สิ่งที่ล่ามพอจะทำได้คือ ฟัง และจับประเด็นให้ได้ หากจับประเด็นไม่ได้ให้ถาม เพื่อทวนความเข้าใจ

เวลาจดไม่ต้องจดทุกคำพูด แต่จด Keyword ให้เราสามารถเอามาแปลแล้วได้ใจความที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ

เราก็ทำแบบนี้แหละ ตรงไหนตกหล่นไป ลูกค้าเค้าก็เสริมให้

ล่ามบางคนอาจจะกลัวสถานการณ์ที่มีคนพูดภาษาญี่ปุ่นได้และรู้แบคกราวน์มากกว่าเรา ตอนแรกที่ยังไม่เคยเจอเราก็กลัวสถานการณ์แบบนี้

แต่จากประสบการณ์การทำงานของเรา ส่วนใหญ่คนที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้จนถึงพูดเก่ง เค้าช่วยเรามากกว่าจะจับผิดนะ เราได้รับการช่วยเหลืออยู่เสมอในสถานการณ์ที่เราเบลอๆ หรือไม่เข้าใจ หรืองงเองเพราะมีคนหลายคนพูดพร้อมกัน จากที่เราเจอมา เราว่าคนที่เก่งจนถึงระดับนี้เค้าไม่มาเสียเวลาจับผิดล่ามหรอก คนที่ชอบจับผิดล่าม ก็มีอยู่สองกรณี

1.ล่ามแปลผิดจริงๆ (เพราะอะไรก็ไม่รู้แหละ)

2.ไม่เก่งภาษาจริงๆแต่อยากโชว์พาว

Situation 2

หรือ user พูดญี่ปุ่นได้เป็นคำๆ แล้วพูดว่า ようか 八日 ก็วันที่ 8 ใช่มั้ยคะ โยกะเต็มสองรูหูเลย

พอล่ามแปลไปว่าวันที่ 8

ก็โดนแย้งว่า “ไม่ใช่ วันที่ 4” (พี่ๆ นั่นมัน よっか 四日 เอาเถอะ นี่ไม่ใช่ชั่วโมงเรียนภาษา และเราก็ไม่ได้เป็นครู ก็เงียบๆไป)

สถานการณ์แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องปล่อยผ่านไป อย่าเก็บเอาทุกเรื่องมาใส่ใจเลย เล็กๆน้อยๆน่า คิดมากเดี๋ยวหัวล้านนะ

Situation 3

พี่เอ็นจิเนียบริษัทเราเอง เป็นคนพูดแล้วงงๆอยู่แล้ว ประมาณว่า ไปไหนมา สามวาสองศอก ตอบไม่ตรงคำถามตลอด

พี่คนไทย “หลังจากของเค้าโดนสอยไปสองตัว เค้าก็เป็นกังวล กลัวจะโดนตัดทั้งหมด”

ล่ามแปล “หลังจากมีการยกเลิกการผลิตไป 2 part no. ทาง supplier ก็มีความเป็นกังวลว่า part no. อื่นจะถูกยกเลิกตามไปด้วยรึเปล่า”

(แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบเป็นภาษาคนได้เพราะเรื่องนี้รู้แบคกราวน์)

สถานการณ์แบบนี้บางคนอาจจะหงุดหงิด พูดอะไรของเอ็งฟะ สอยเสยอะไร คิดบ้างมั้ยว่าเราจะแปลคำว่า”สอย”เป็นภาษาญี่ปุ่นยังไงดี

แต่เวลาเราเจอคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เรานึกขอบคุณเค้านะ ที่ทำให้เรายังมีงานทำ มีเงินเดือนใช้ และเครื่องจักรไม่สามารถแทนที่เราได้ เพราะแพทเทิร์นการพูดของเค้าซับซ้อนเกินกว่าจะมีซอฟท์แวร์ตัวไหนไล่ตามได้ทัน

คือถ้าพูดแบบนี้ บริษัททำซอฟท์แวร์คงต้องอัพเดตเฟิร์มแวร์ให้รองรับตลอดเวลา ซึ่งไม่รู้ว่าจะคุ้มกับต้นทุนในการพัฒนารึเปล่า (ฮา)

จากตัวอย่าง 3 สถานการณ์ข้างต้น สนับสนุนคำกล่าวของพี่เอ็มที่ว่า “ล่ามไม่ใช่เครื่องจักรแปลภาษา ล่ามเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะด้านการสื่อสาร”ได้เป็นอย่างดี

แต่ไม่ใช่ user ทุกคนจะเข้าใจการใช้งานล่าม และล่ามก็ถือเป็นคน ไม่สามารถจะเขียน manual อธิบายการใช้งานได้

แล้วจะทำอย่างไรดี?

พี่ล่ามเราท่านหนึ่งเคยบอกเราในสถานการณ์ที่เราเครียดกับการฟังผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในบริษัทไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นคนญีปุ่่นที่พูดงุบงิบในคอและพูดไม่จบประโยค เราไม่เข้าใจจริงๆว่าพูดแบบนี้เค้าต้องการอะไร และคนอื่นก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

พอไปงอแงนิดหน่อยกับรุ่นพี่ล่าม (จริงๆรุ่นป้าแล้ว อิอิ เวลาเรียกป้าคือคำนำหน้าแสดงความเคารพนะคะ) ป้า เอ้ย พี่ก็สอนเราว่า “ไม่ใช่แค่เราที่ต้องปรับตัว เค้าก็ต้องปรับตัวในการทำงานกับเราด้วยเหมือนกัน แล้วเค้าเป็นผู้ใหญ่กว่า เค้าอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากกว่าเราอีกนะ” สาธุ กราบป้างามๆ จริงของป้า เอ้ย พี่ๆๆๆ

จากคำสอนของป้า มันทำให้เราเข้าใจได้ว่า คนไม่ใช่เครื่องจักร มันก็ต้องพยายามปรับตัวเข้าหากันให้ทำงานได้ เคล็ดลับของความสำเร็จในหลายๆที่ก็มาจากการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ดีนี่แหละ

ถึงแม้เราจะมีอาชีพเป็นล่ามอยู่ตอนนี้ เข้าใจความยากลำบากของอาชีพนี้เป็นอย่างดี แต่เวลาทำงานเราพยายามจะโลกสวย พูดภาษาสวยๆคือ พยายามรักษามุมมองที่เป็นบวกต่อการทำงานเข้าไว้ คือพยายามทำความเข้าใจว่า user ต้องการสื่ออะไร หรือ พูดแบบไหนคนฟังถึงจะเข้าใจง่าย และความหมายไม่ผิดเพี้ยนไป

ไม่ว่าสารที่ส่งมาจะเยอะ ยาว มีแต่น้ำ จับใจความไม่ได้ยังไง แต่สิ่งที่ผู้รับสารต้องการฟังคือสารที่สื่อสารได้รู้เรื่องและเข้าใจง่าย

เราพยายามให้ output ในการแปลของเราออกมาเป็นแบบนั้น เพราะ user คือลูกค้าของเรา

เวลาอยู่บริษัทไหนๆ ก็สอนเรื่องการตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าทั้งนั้น พูดกันเรื่องคุณภาพที่ดีทำให้ลูกค้าพอใจกันทั้งนั้น เราเลยเอามาประยุกต์ใช้ในการทำงานของตัวเอง

ขณะที่โรงงานหรือบริษัทมีการไคเซ็น ปรับปรุงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เราเลยคิดว่าเราควรจะปรับปรุงตัวเองอยู่เสมอเพื่อตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน

เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักรที่ใช้แล้วเสื่อมสภาพ ต้องทิ้ง กลายเป็นขยะเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเป็นวัสดุสิ้นเปลืองแล้วใช้แล้วหมดไป แต่ทรัพยากรมนุษย์นั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งมีการพัฒนาเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อมีคุณค่ามาก ก็เพิ่มมูลค่าได้มากเช่นกัน

ถ้าคุณค่าต่ำกว่ามูลค่า ก็ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา หรือเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มทุน

แต่ถ้าคุณค่ามากกว่ามูลค่า ก็เป็นสินค้าที่คุ้มค่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ใครๆก็อยากใช้งาน

จริงๆเราก็ไม่ได้โลกสวยหรือมีไอเดียดีๆ มีวันที่สวยงาม ชีวิตฉันวิ่งท่ามกลางทุ่งลาเวนเดอร์แบบนี้ทุกวันหรอก วันแย่ๆก็มี แต่เวลาคิดอะไรดีๆออกก็อยากจะจดบันทึกเอาไว้

เพราะความรู้สึกแย่ๆมันเกิดขึ้นเองได้ง่ายๆอยู่แล้ว โดยเฉพาะวันที่เรารู้สึกแย่ๆ แต่ความทรงจำดีมันเกิดขึ้นได้ยากกว่า บางครั้งเราต้องนึกให้ออกเพื่อเก็บเอามาเป็นพลังงานในวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นใจ

เรานึกถึงเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคสามน่ะ เวลาเจอผู้คุมวิญญาณ คาถาที่จะช่วยขับไล่ผู้คุมวิญญาณได้คือ คาถาผู้พิทักษ์ “เอกซ์เปกโต พาโตรนุม” ในการเสกคาถานี้ได้ จะต้องใช้ความทรงจำที่คความสุขมากๆแล้วมีพลังมากพอ จึงเป็นคาถาชั้นสูงและเสกได้ยากมาก

ในขณะที่ผู้คุมวิญญาณ พวกมันจะดูดกลืนความสุขไปจากคนผู้นั้น จุมพิตจากผู้คุมวิญญาณจะดูดกลืนความสุขทุกอย่างในชีวิตไปจนคนๆนั้นจมอยู่ในความทรงจำแย่ๆ

ความคิดในแง่ลบ = ผู้คุมวิญญาณ

ความคิดในแง่บวก = ผู้พิทักษ์

เราเลยอยากสะสมความทรงจำที่มีความสุขเอาไว้มากๆ ให้ตัวเองสามารถลุกขึ้นมาทำงานต่อไปได้ในทุกๆวัน

Advertisements

One thought on “อ้าวเฮ้ยยยย…ล่ามไม่ใช่เครื่องแปลภาษานี่นา!

  1. ขอบคุณสำหรับเรื่องราวและแง่คิดดีๆที่เขียนขึ้นมาให้อ่านนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s