เคล็ดลับสู่การเป็นสินค้าที่ขายได้ = อย่าอายที่จะเป็นตัวประหลาด

สวัสดีค่ะ ผลสอบวัดระดับรอบกลางปีเพิ่งออกไปเมื่อวานนี้ แต่เราจะไม่พูดถึงมันหรอกนะคะ

สิ่งที่เราอยากจะพูดเกี่ยวกับสอบวัดระดับ เราจะเก็บไว้เขียนวันที่เราสอบผ่านค่ะ (แต่วันนี้ยัง 555+)

แล้วปกติเขียนเรื่องล่าม ทำไมวันนี้ถึงตั้งชื่อเรื่องเกี่ยวกับการขายของ

เราก็ยังวนเวียนเขียนเรื่องล่ามๆเหมือนเดิมแหละค่ะ เพราะไม่มีความรู้ทางด้านการตลาด แต่สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้ เวลาอ่านเรื่องของคนที่ประสบความสำเร็จก็คือ “ทุกคนมีความเป็นเอกลักษณ์”

ช่วงนี้งานที่บริษัท เราจะได้แปลการพรีเซนท์เพื่อเลื่อนตำแหน่งของพนักงาน โดยจะเป็นการ coaching จากผู้บริหาร ทำให้เราได้ไอเดียอะไรดีๆมาเยอะมาก

เราชอบที่ผู้บริหารคนไทยแนะนำว่า “เวลากินข้าวเหนียวมะม่วง เราจะรู้ว่าข้าวเหนียวนุ่มหอม มะม่วงหวานอร่อย แต่ถ้ากินรวมมิตร เราก็จะจำไม่ได้ว่ามันมีอะไรโดดเด่น”

ซึ่งพอไปนำเสนอในเวทีที่เป็นผู้บริหารคนญี่ปุ่น คอมเม้นท์ก็เหมือนกัน “เห็นคุณอธิบายมาเยอะแยะมากเลย แต่สุดท้ายแล้วผมไม่เข้าใจว่าคุณต้องการจะบอกอะไร”

ในความเป็นจริงแล้วเราอาจจะทำมาเยอะมาก อยากจะบอกสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด แต่จากการได้เป็นผู้แปลทำให้เราได้ฟังมา เราคิดว่ายิงให้ตรงประเด็นดีกว่า

เมื่อวานคุณลุงที่เป็นหัวหน้าเรา สอนคำศัพท์ว่า 単刀直入 たんとうちょくにゅう

[名・形動]《一人で刀を持って敵に切り込む意から》直接に要点を突くこと。遠回しでなく、すぐに本題に入ること。また、そのさま。「―な言い方」

遠回しでなく前置きなしに、いきなり本題に入り要点をつくさま。一本の刀を持ち、ただ一人で敵陣に切り込む意から。

ลุงพูดในความหมายของ “การตอบให้ตรงคำถาม” ซึ่งมันเป็นความยากสำหรับล่ามมาก เวลาเจอคนตอบไม่ตรงคำถาม ไปไหนมา สามวาสองศอก

แน่นอนว่าล่ามทุกคน อยากจะแปลให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว

ย้อนกลับไปที่เรื่องของ ความเป็นเอกลักษณ์ต่อ

ช่วงนี้เรากำลังพยายามคิดๆๆ หาเส้นทางของตัวเองอยู่ เพราะมันมาถึงช่วงอายุที่เป็นจุดเปลี่ยนพอดี (ขอสงวนสิทธิ์ไม่บอกว่าอายุเท่าไหร่ อิอิ)

พี่ล่ามที่เป็น mentor เราตอนนี้อยากให้เราไปสายคุณภาพ อยากเห็นเราไปได้ไกลๆ แต่เราเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบทางนี้จริงๆรึเปล่า

กับอีกเรื่องที่พี่เค้าบอกเราก็คือเวลาแปลเอกสาร “ภาษาไทยสวยมาก”

ตอนเด็กๆวิชาที่เราทำได้ดีที่สุด ก็ภาษาไทยนี่แหละ

ตอนแปลประชุมตอนเช้ากับพนักงานที่อยู่หน้างาน เวลาลุงพูดภาษาญี่ปุ่นมา เราก็พยายามจะแปลออกไปให้เป็นภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติและเข้าใจง่าย คุณลุงคนญี่ปุ่นเราพูดภาษาไทยเก่งมาก ฟังออกหมดเลย ลุงก็ฟังเราแปล แล้วก็หันมาชมเราว่า “พูดภาษาไทยเก่งมากหนา”

“ก็คนไทยนี่คะ”

วันนี้พี่ล่ามที่ทำงานที่เป็น perfectionism ก็เดินมาหาเราแล้วบอกว่า “ช่วยพี่แปลประโยคนึงดิ พี่พยายามคิดแล้วแต่มันยังไม่ได้ พี่อีกคนเลยให้มาถามเราดู เป็นว่าเป็นคนมีจินตนาการ น่าจะถนัดอะไรแบบนี้”

เรา “555+ หมายถึงงานมโนเหรอคะ ด้ายยยย เดี๋ยวแปลแล้วส่งเมลล์ไปให้นะคะ”

ประโยคภาษาไทยที่ว่านั้นเขียนว่า “หากจะมองจากเบื้องบนลงมาที่มหานครโตเกียว ก็คงจะมองเห็นแสงไฟที่สาดแสงอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งอย่างไม่รู้จักจบสิ้น”

เคยอ่านหนังสือสอนแปล EN<>TH มา หนังสือบอกว่าการแปลนั้นจะต้องถ่ายทอดได้ทั้งความหมายและรสของภาษาด้วย ปกติเราแปลรายงานปัญหาคุณภาพ มันก็ไม่ต้องใช้จินตนาการอะไรหรอก แต่ถ้าเจอแบบนี้ ก็ถึงเวาที่ต้องขุดเอาจินตนาการขึ้นมาใช้

เราก็นึกถึงซีรี่ย์ เรื่อง Hanzawa Naoki เฉือนคมนายธนาคารที่กำลังดูอยู่ตอนนี้ นึกถึงฉากที่ Hanzawa พาภรรยาไปดูแสงไฟในเมืองที่มองจากที่สูง

แล้วเราก็คิดประโยคออกมาได้ ประโยคเต็มๆจำไม่ได้หรอก เราใช้แต่ไวยากรณ์อนุบาล แต่เราใช้คำว่า “どこ見ても消えてもなく、輝いている照明” ซึ่งพี่ล่ามก็ชอบคำนี้ของเรา ก็คุยๆหัวเราะกันว่าเราควรจะไปเอาดีทางด้านเล่นลิเกมากกว่า 555+

ไม่ว่าจะทำธุรกิจส่วนตัว หรือจะเป็นพนักงาน เราก็ต้องขาย”ของ”กันทั้งนั้น ท่ามกลางสินค้าที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด จะทำยังไง ให้เราเป็นสินค้าที่ขายได้อยู่เสมอ

แน่นอนว่าทำธุรกิจ มันคือการขายสินค้า หรือบริการ

ส่วนการเป็นพนักงาน มันคือการขาย “ตัวเอง”

อย่างแรกเลยที่เราต้องขายก็คือตอนที่ไปสัมภาษณ์งาน คำถามที่มักพบบ่อยๆคือ “ช่วยบอกข้อดี-ข้อเสียของคุณหน่อยได้มั้ย”

สำหรับการนึกถึงข้อเสีย เราอาจจะนึกได้ไม่ยากเย็นอะไร แต่มันจะยากตรงที่จะเอามาตอบยังให้พลิกจากข้อเสียไปเป็นข้อดีได้ และไม่ดูตอแหลเกินไปจนกระดากปากเวลาจะพูด (555+ วันนี้มีแต่คำไม่น่ารักเลย ช่างเถอะ บล็อกของเราเอง)

ส่วนข้อดี หลายๆคนใช้เวลานึกเป็นปีๆก็ยึงนึกถึงอันที่มัน “ใช่” ไม่ออก

ถ้าจะถามเรา เราคงบอกได้ว่า คิดให้ดีๆ คิดให้เยอะๆ แล้วเลือกมาข้อเดียวที่เด่นจริงๆ อย่างที่ลุงบอกแหละ “単刀直入” แทงให้ตายด้วยดาบเดียว ยิงให้ตรงเป้า เอาให้เข้าประเด็น

ถ้าจะอธิบายเพิ่มว่าอะไรคือ “จุดเด่น” สำหรับเราก็คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ไม่ว่าใครก็เลียนแบบไม่ได้”

แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ขาย เราก็มักพบธุรกิจที่เจ๊งตามๆกันบ่อยๆก็คือพอเวลาอะไรฮิตขึ้นมาก็แห่ไปขายอย่างเดียวกันจนเกร่อไปหมด แล้วสุดท้ายก็มีแต่คนขายไม่มีคนซื้อ

ตอนเด็กๆเราคิดมาตลอดว่าการทำเหมือนคนอื่นมันน่าเบื่อ เราทำสิ่งที่เราอยากจะทำ ทำให้บางทีเราเป็นตัวประหลาดในหมู่เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งในสายตาของครู เราเกลียดการเรียนในโรงเรียนที่ให้ทุกคนทำเหมือนๆกัน มันไม่น่าสนุกสำหรับเรา เราเลยถูกมองว่า “ขวางโลก” อยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ต้องเจอกับความเจ็บปวดจากการที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่เราไม่เคยเสียใจที่เราเป็นแบบนั้น

ขอยืนยันจากประสบการณ์ของตัวเองเลยว่าความแตกต่างไม่ใช่สิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำ เพราะถ้าทุกคนบนโลกนี้เป็นเหมือนกันหมด มันก็ไม่สนุกสิ

เมื่อหาความแตกต่าง หรือจุดขายของตัวเองได้แล้ว ก็ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเลียนแบบได้ มันหมายความว่า เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะคนอื่นเค้าก็ไม่หยุดเหมือนกัน จึงต้องหมั่นขัดเกลาตัวเองอยู่เสมอ

ถ้าเปรียบหัวใจของนักทำซูชิคือมีด ต่อให้เป็นมีดที่ลับขึ้นมาจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและดีแค่ไหน แต่ใช้ไปเรื่อยๆถ้าไม่หมั่นลับให้แหลมคมมันก็ทื่อ และส่งผลให้ปลาดีๆเสียคุณภาพ (นี่ไง เราอ่านการ์ตูนมากไป เราสายมโน เราควรไปเล่นลิเกมากกว่าเป็นล่าม)

บางทีเราก็รู้สึกว่าตัวเองเรื่องมาก มานั่งคิดอะไรที่คนอื่นไม่สนใจ หรือไม่คิด มันคงดูเป็นเรื่องไร้สาระและเสียเวลา แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไปถึงอดีตของตัวเอง เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ เราก็เลยทำมันต่อไป ยกตัวอย่างก็เรื่องที่เราเขียนนี่แหละ

เวลาที่เขียนอะไรแล้วมีคนชอบ เป็นประโยชน์กับเค้าบ้าง ทำให้เค้ารู้สึกดี มีแรงสู้ต่อไป เราก็ดีใจแล้ว

ของแถมสำหรับคนที่อยากได้ศัพท์โหดๆเกี่ยวกับการเงินและธนาคาร จากเรื่อง Hanzawa Naoki สนุกมากๆ แต่เราดูแบบไม่มีซับ ไม่เข้าใจเลย 555+ ก็ดูมันทั้งๆที่ไม่เข้าใจนี่แหละ

http://www.tbs.co.jp/hanzawa_naoki/glossary

Advertisements

3 thoughts on “เคล็ดลับสู่การเป็นสินค้าที่ขายได้ = อย่าอายที่จะเป็นตัวประหลาด

  1. แวะเข้ามาส่อง อัพพอดีเลย
    เราเองก็เป็นล่ามเหมือนกันค่ะเเต่ภาษาไทยของเราห่างไกลคำว่าสวยเยอะมาก 555
    เราชอบภาษาไทยของคุณ มันสวยดี ยิ่งประโยคนี้
    “แทงให้ตายด้วยดาบเดียว ยิงให้ตรงเป้า เอาให้เข้าประเด็น”
    คือใช่มากเลยค่ะ

    จะบอกว่าวันนี้เราเองก็เพิ่งคิดเรื่องหาจุดขายของตัวเองอยู่พอดี(บังเอิญสุดๆ)
    ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองไม่เป็นเเค่ล่่ามทั่วๆไป

    ตอนเราพยายามหาจุดที่เราคิดว่าเราทำได้ดีเพื่อเอามาทดเเทนในส่วนที่เรายังขาด(อย่างเรื่องภาษาไทยของเราเป็นต้น) และพยายามเปลี่ยนมันให้เป็นจุดขายของเราให้ได้
    แต่ก็ยัง試行錯誤อยู่เลยค่ะ555

    เป็นกำลังใจให้ซำเหมค่ะ

  2. สวัสดีค่ะ
    เราติดตามบทความของคุณมานานมากๆ รอดตายเพราะคำศัพท์ที่คุณแชร์หลายครั้งเหมือนกัน
    พออ่านถึงบทนี้เราอยากทราบชื่อหนังสือสอนแปล ENTH ที่คุณอ่านจังเลยค่ะ
    อยากลองอ่านบ้าง เรามีปัญหาเรื่องการแปลมากๆเลยค่ะ

  3. ขอบคุณที่ชอบนะคะ ถ้ามันเป็นประโยชน์เราก็ดีใจค่ะ

    เราจำมาจากหนังสือชื่อ “การแปลเบื้องต้น” ของทิพา เทพอัครพงษ์ ของสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่ะ
    เราอ่านไม่จบเลยแนะนำอะไรมากไม่ค่อยได้ค่ะ แต่ถ้าจากที่มีคนเคยสอนเรามา เค้าสอนเราว่า

    “รอบแรกให้อ่าน ดูภาพรวมก่อน รอบที่สองอ่านแล้วคิด ว่าเค้าพยายามจะบอกอะไร ถ้าอ่านแล้วเปิดศัพท์ทีละคำๆโดยที่ไม่เข้าใจ แปลออกมามันจะไม่รู้เรื่อง ถ้ายังแปลออกมาแล้วตัวเองยังไม่เข้าใจ ให้อ่านซ้ำอีก”

    เมื่อก่อนเวลาเราแปล ด้วยนิสัยสะเพร่าเราเลยไม่ค่อยตรวจ แต่ในปีนั้นของการทำงาน เราโชคดีที่หัวหน้าเรารู้ภาษาญีปุ่่นถึงขั้นดีมาก เค้าคอยเอาปากกาแดงเขียนแก้งานแปลให้เราทีละชิ้นๆ บอกเราว่า “ภาษาคือการเลียนแบบ ลงนึกถึงเด็กๆเพิ่งเกิด ยังพูดภาษาไทยไม่ได้ เค้าหัดพูดยังไง ก้ต้องเลียนแบบจากพ่อแม่ก่อนใช่มั้ย”

    เราก็เลียนแบบประโยคที่พี่เค้าแก้ให้เรามาเรื่อยๆ ทำซ้ำๆ

    จนวันหนึ่งเค้ามาบอกว่า “พี่อ่านที่แปลมาแล้ว ไม่ผิดนะ แต่ลองอ่านที่พี่แก้ให้ พี่อยากให้เราเรียนรู้ศัพท์ ISO”
    เราเลยได้รู้ว่า มันไม่ใช่แค่แปลเฉยๆอ่ะ มันมีอีกขั้นของการแปลอยู่

    ตอนนี้เราก็พยายามไต่บันไดนั้นอยู่เหมือนกันค่ะ สู้ๆนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s