บันทึกนึกขึ้นได้: ว่าด้วยเรื่อง passion ในการทำงาน

ยาวมากกกกก แต่รู้สึกอยากเขียนอะไรเท่ๆ(?)นิดนึง ไม่ได้ทำเอาเท่หรอก แต่อยากบันทึก
คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่าจนต้องมาบันทึกเอาไว้

มีแต่คนบอกว่าเราไม่เหมาะที่จะเป็นล่ามเท่าไหร่ คือดูไม่ค่อยใช่ทางของเรา ด้วยนิสัยที่มีความคิดเป็นของตัวเอง มีวิธีการเฉพาะตัวที่มันไม่ค่อยเหมือนใคร พูดง่ายๆคือเราแปลกประหลาดมาตั้งแต่เด็กๆ

แต่เวลาเราทำงานเป็นล่าม เราไม่แปลโดยใส่ความคิดเห็นตัวเองนะ ล่ามก็คือล่าม คืองานบริการ คืองานถ่ายทอดความหมายเป็นอีกภาษา

เราแบ่งการทำงานล่ามออกเป็น 2 แบบ
1.เนื้อหาสามารถทำความเข้าใจได้ เราจะแปลโดยทำความเข้าใจก่อนแล้วพูดออกมาเป็นอีกภาษาที่เข้าใจได้โดยที่ความหมายไม่เปลี่ยนและครบถ้วน-> interpreter การล่ามในอุดมคติ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีทั้งวันที่ทำได้ดี และวันที่ทำได้ไม่ดี

2.เนื้อหาไม่สามารถทำความเข้าใจได้ อาจจะเป็นเพราะไม่รู้ background หรือไม่มีเวลาพอจะประมวลผล เราเลยนำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ そのまま直訳 -> repeater แปลงเป็นอีกภาษาโดยที่ไม่เข้าใจเนื้อหา หรือเข้าใจได้น้อยมากๆ ตอนแรกๆที่เราทำงานเราก็แปลแบบนี้แหละ แล้วก็ไม่มีอะไรในหัวเลย จนมีคนมาสอน สะสมประสบการณ์จนสามารถไปสู่ขั้นที่ใช้วิธีที่ 1 ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นะ

ทีนี้ที่บริษัทมันจะมีการสอบเลื่อนขั้นที่พนักงานที่จะปรับตำแหน่งจะได้รับ การบ้านคือไปเลือกหัวข้อมาว่าคุณจะทำอะไรที่เป็นการ challenge เพื่อบริษัทมา 1 เรื่อง แล้วก็ต้องมา present ให้ผู้บริหารฟัง ผู้บริหารก็จะคอมเม้นท์ ซึ่งต้องทำหลายๆครั้ง ถือว่าเป็นการ coaching ไปในตัว

อารมณ์ประมาณเราทำตัวจบ ตอนเรียนมหาลัยมั้ง แต่เราว่าอันนี้ยากกว่าเยอะ คือมีเวลา present แค่สั้นๆ แต่เนื้อหาต้องกระชับ ประเด็นต้องชัด และเรื่องต้องน่าสนใจพอ ไม่งั้นก็สอบตก ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

แล้วเวลาที่แปลคอมเม้นท์ผู้บริหารเราสนุกมาก เหมือนเราได้เรียนไปด้วย เลยคิดว่าเป็นล่ามก็สนุกดีนะ ชอบตรงนี้ การได้รับฟังคำแนะนำของคนเจ๋งๆนี่มันมีประโยชน์มาก ทั้งการแปล policy และสอบเลื่อนตำแหน่ง เราจะได้เห็น 経緯 いきさつ ที่มาที่ไป,เรื่องราว(คำนี้ออกในข้อสอบJLPTด้วยนะ) กว่าจะมาเป็น policy หรือ หัวข้อในการสอบเลื่อนตำแหน่ง มันสอดคล้องกับคติในการใช้ชีวิตของเราพอดี

เราเชื่อมาตลอดชีวิตว่า “การที่คนเราจะทำอะไรสักอย่าง มันต้องมีที่มา”

ทีนี้มีพี่คนหนึ่งเค้าต้องพรีเซ้นท์ ตอนแรกเค้าก็แบบมาถามเราแบบงงๆ ว่าเค้าต้องบรีฟเราก่อนมั้ย ด้วยความที่เราซื่อ ไม่ได้ตั้งใจจะกวนตีน เราก็ตอบไปตรงๆตามที่คิดว่า “ก็แล้วแต่พี่อ่ะค่ะ ยังไงก็ได้” (เพราะเราแปลไปแล้วรอบหนึ่งที่เค้า present ให้ GMแผนก เลยรู้เนื้อหากับไอเดียแล้ว เหลือแค่ที่เค้าไปแก้มาว่ามีอะไรเพิ่ม) เพิ่งมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปมันฟังดูกวนตีน 555+ (นี่ก็เป็นข้อเสียของเราเหมือนกัน มีคนที่หวังดีเค้าเตือนมาอยู่ พยายามปรับปรุงอยู่)

หลังจากนั้นก็รู้ว่าพี่แกเครียด ก็ให้กำลังใจไป ถามไถ่ พยายามยิ้มๆ อัธยาศัยดี ขัดกับนิสัยที่แท้จริงมาก เพราะจริงๆเราดาร์คมาก

มีพี่คนหนึ่งพรีเซ้นท์ก่อน แล้วผลมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พี่GMเลยช่วยอธิบายให้EVPฟังเป็นภาษาญี่ปุ่นเองเลย เพราะเวลาไม่พอ ส่วนเราก็ไม่มีเวลาพอจะแปลในห้อง ก็จดๆได้ A4 2 หน้ามาอธิบายนอกรอบ
เราก็บอกเค้าตรงๆว่า อย่าเชื่อเรามาก เราเป็นแค่ล่ามนะ เราแค่ถ่ายทอดสิ่งที่เราฟังได้ แต่พี่ต้องไปฟังหัวหน้าพี่สอนพี่เอง อันนั้นจะตรงที่สุด แต่พี่คนนั้นเค้าก็ดูชอบสิ่งที่เราถ่ายทอดนะ เค้าบอกว่าก็ตรงกันอยู่ มาฟังแบบนี้ก็ดี

แล้วพี่คนแรกก็เดินมาฟัง พี่อีกคนของแผนกข้างๆก็มาฟัง คือตกใจ มาทำไมเยอะแยะ ตื่นเต้นจ้าาาา
พี่คนที่จะพรีเซ้นท์พอได้ฟังเราเล่าสิ่งที่จับใจความได้ให้พี่อีกคนฟัง ก็เลยขอบรีฟเราก่อน บอกเราว่า “อยู่ที่(ชื่อเรา)แล้วล่ะ ถ้าพี่พูดไม่รู้เรื่องก็ช่วยตบๆเข้าประเด็นให้หน่อยนะ” โอเค จริงๆล่ามไม่ควรยื่นมือเข้าไปยุ่ง แต่อันนี้มันเป็นการสอบ ที่ภาพพจน์เค้าต้องดูดี เราอยากช่วยอยู่แล้วจัดไป

พอเข้าห้องสอบ พี่ GM ก็บอกเราว่า “ไอ้(ชื่อเรา) เก่งอยู่แล้ว ด้ายยย” คือพี่เค้าเก่งญี่ปุ่นมาก ฟังเราแปลแล้วแก้ให้ที่เราผิดบ่อยๆ อายจังงง แล้วเวลาที่ต้องโดจิ บางทีเราก็ใช้จินตนาการไง คำว่าเก่งที่เค้าบอกไม่ได้หมายถึงเก่งภาษาญี่ปุ่นหรอก น่าจะหมายถึง มโนเก่งมากกว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” 555+ ตอนเด็กๆเราเคยแต่งนิยายมา พอได้ๆ

พี่แกก็พรีเซ้นท์ไป ตื่นเต้น พูดติดๆขัดๆบ้าง แต่เราก็ตบๆเข้าประเด็นให้ตามที่เค้าขอ พี่ GM แอบยื่น pointer ให้เราใช้ชี้ คือตอนนั้นอิน ลุ้นตามไปด้วย สวมวิญญาณพี่แกเลย บางอันเค้าพูดไม่หมด แต่รู้ว่าหมายถึงอะไรก็เสริมให้ แต่พยายามให้ความหมายไม่เปลี่ยน

ออกมาจากห้องก็รู้สึกว่า เออ ผลมันออกมาดีนะ ดูจากการที่ลุงคนญี่ปุ่นเราบอกว่า ผู้บริหารคอมเม้นท์เข้าใจง่าย และคิดว่าคนฟังก็น่าจะเข้าใจเป็นอย่างดี

และพี่ GM ที่ฟังภาษาญี่ปุ่นออกแต่ก็ฟังที่เราแปลด้วย ก็บอกว่าผมเข้าใจประเด็นแล้ว ครั้งหน้าผมทำให้ผ่านได้ แต่คนที่สอบจะจำที่ผมสอนได้รึเปล่าก็ขึ้นอยู่กับเค้า

เป้าหมายในการล่ามแต่ละครั้ง ก็เพื่อความเข้าใจอันดีของทั้งสองฝ่าย พอทำได้มันก็ดีใจนะ
สิ่งที่ผู้บริหาร coaching ก็มีประโยชน์มาก มันเป็นมุมมองที่ฟังแล้วเราทึ่งอ่ะ เห้ย เจ๋งอ่ะ

ตัวอย่างคอมเม้นท์ที่เราจดๆ จำๆมา

  • เวลาทำอะไร ให้มองที่ผลลัพธ์สุดท้าย ว่าอยากได้อะไร และการได้มาซึ่งสิ่งนั้น ต้องมีอะไรบ้าง
    คุณจะให้เค้าทำ ให้คนอื่นทำ แต่อันนี้มันการ promote ของคุณ แล้วคุณทำอะไรบ้าง ผมอยากฟังตรงนั้นมากกว่า
  • นี่การ present เพื่อ promote เลื่อนตำแหน่ง background พูดคร่าวๆก็พอ ไม่ใช่ business report ไม่ต้องรายงานว่าทำอะไรมาบ้าง ผมอยากฟังวิธีคิดของคุณมากกว่า
  • จะทำโปรเจคโรงงานที่ต่างประเทศ ในฐานะที่เราเป็น mother plant ผมอยากให้ทุกคน action โดยมีความรู้สึกเป็นแม่ ไม่ว่าที่นั่นจะผลิตอะไรมา เค้าคือบริษัทลูกของเรา หน้าที่หลักของ inspection คือการป้องกันของเสียไม่ให้หลุดรอด เพื่อ support โรงงานที่ต่างประเทศจนถึงที่สุด ผมอยากให้มีแผนการดำเนินการที่ชัดเจน ทีละ step ก็ได้
  • management ไม่ใช่แค่วางแผนแล้วให้คนอื่นทำ แต่เราต้องควบคุมในแต่ละรายละเอียดด้วย เวลาถามคนอื่นว่าทำได้มั้ย เค้าก็ต้องตอบว่าทำได้อยู่แล้ว แต่ management คือการเข้าไปควบคุมดูแลให้เค้าทำได้จริงๆ ต้องมีการ follow

อาจจะเขียนกระจัดกระจายนิดนึง แต่หวังว่าวันหนึ่งความคิดเราจะตกผลึกมากพอที่จะคิดอะไรแบบนี้ออกมาเองได้

ก็แปลกดีที่เราซึ่งขาดคุณสมบัติในการเป็นล่าม ภาษาไม่ค่อยดี หูก็ไม่ดีฟังผิดบ่อยๆ แต่กลับรู้สึกว่าทำงานเป็นล่ามแล้วมี passion กว่าตอนที่ทำงานอื่นควบไปด้วย

ปล.แถมเรื่องดีๆอีกเรื่อง

วันนี้พี่แผนก ISO ต้องขอเอกสารผลการออดิท remote location โดยต้องให้คนญี่ปุ่นขอจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นให้

支援事業所: サイトを支援する、生産プロセスのない事業所

คนญี่ปุ่นคนนี้ไม่เข้าใจคำว่า remote location พูดภาษาญี่ปุ่นก็ไม่เข้าใจ พี่คนไทยเลยอธิบายข้อกำหนดให้ฟัง แล้วคือเราเข้าใจ แปลได้ เพราะอยู่กับข้อกำหนดนี้มาเมื่อปีก่อน

ก่อนหน้านี้เคยเจอคนไทยพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พูดว่า มันไม่ออโตไร๋อ่ะค่ะ ว้อททท ออโตไร๋อะไรวะ!? อ๋อ ไม่เข้าใจเลย ทับศัพท์ไป คนญี่ปุ่นที่ฟังก็เหวี่ยง ไม่ได้เหวี่ยงเราหรอก เหวี่ยงเจ๊แกที่พูดไม่รู้เรื่องแหละว่า “ช่วยพูดอะไรมันฟังแล้วเข้าใจได้หน่อยได้มั้ย” เราก็ถามเจ๊ “ออโตไร๋อะไรคะพี่” นางตอบว่า “ก็ออโตไร๋อ่ะ ไม่รู้จักเหรอ” ค่ะ ขอบใจ ช่วยได้มากกกก นางพูดซ้ำสามรอบ เราไม่เข้าใจ คนญี่ปุ่นก็ไม่เข้าใจ

หลังจากนั้นเลยไปนั่งศึกษาข้อกำหนด ก็เลยรู้ว่านางพูดถึง authorization 権限  けんげん

เราเคยอ่านเจอว่า “if you can’t explain it simply you don’t understand it well enough”

มันมีจริงๆนะ บางคนที่ชอบทับศัพท์ ทั้งๆที่ไม่เข้าใจความหมาย บางทีเวลาแปลเราก็ทับศัพท์ แต่พยายามให้อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจของคนฟัง ถ้าไม่ได้ก็จะถามคนพูดว่าหมายความว่าอะไร แต่ถ้าไม่ได้คำตอบ หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้ถาม ก็จะไปหาข้อมูลเพิ่มทีหลัง ภาษามันเป็นทั้งศาสตณ์ และ ศิลป์ ในใบปริญญาก็เขียนว่า ศิลปศาสตร์บัณฑิต ก็เลยคิดว่าควรจะทำความเข้าใจกับงานให้มากๆ เพื่อที่จะเลือกใช้ทั้งศาสตร์ และ ศิลป์ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ เรียนภาษามาภาพมันอาจจะไม่ชัดมากว่าจะไปทำงานอะไร แต่เราว่าของแบบนี้มันอยู่ที่คนว่าจะเลือกเอาสิ่งที่ได้เรียนมามาประยุกต์ใช้ยังไงมากกว่า

เม้าท์ต่ออีกหน่อย เจ๊คนนี้คือคนที่พูดกับเราตอนเราเริ่มงานได้สามวันว่า อ่านข้อกำหนดกับ guidebook ภาษาญี่ปุ่นหนาๆสองเล่มจบรึยัง นั่นงานหลักเลยนะ!

โอ้โห! ตอนนั้น TS ย่อมาจากอะไรยังไม่รู้จักเลยค่ะ เจ็บปวดกับคำพูดของเค้า(และการกระทำด้วย) มีเวลาเลยนั่งศึกษาข้อกำหนดสามภาษา ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น จำไม่ได้หรอก แต่เวลาคุยกันเรื่องนี้ เราจะเชื่อมโยงได้เร็วขึ้น
หากไม่มีอิเจ๊วันนั้น ฉันก็คงไม่มีวันนี้ 555+ ต้องขอบคุณอิเจ๊สินะ ขอบคุณค่ะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s