ยกระดับจาก Repeater สู่ Interpreter

มีคำสอนหนึ่งจากพี่ Factory Manager ที่เก่งภาษาญี่ปุ่นมากๆเคยสอนเราเอาไว้ เราจำได้ขึ้นใจและยึดถือเอาไว้ในใจเสมอ พี่เขาสอนเราว่า “ถ้าผู้พูดพูดแค่ 80% แต่ต้องการสื่อสารให้ได้ 100% ล่ามต้องรู้ให้มากกว่านั้น ต้องรู้ให้ได้ 120% เพื่อสื่อสารออกไปให้ได้ 100% ตามที่ผู้พูดต้องการสื่อ”

ตอนฟังครั้งแรกเราไม่เชื่อว่าจะมีคนทำได้ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตสอนให้เราเรียนรู้ว่าที่พี่เขาพูดมันจริง

ตอนนี้ล่าม 120% เลยเป็นเป้าหมายที่เราอยากจะเป็นให้ได้

เราอาจจะเป็นได้ไม่ถึง 120% หรอก แต่อย่างน้อยเราพยายามที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผู้พูดพูด

ตอนเรียนจบใหม่ๆมาเป็นล่าม เราเป็นได้แค่ Repeater คือพูดอะไร ก็แปลออกไปอย่างนั้นไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดในสมองของตัวเองเท่าไหร่ คือจะว่าไม่คิดเลย ก็ไม่ใช่ มันก็คือการคิดแหละถึงจะแปลออกไปได้ แต่เป็นการคิดแค่ในเชิงภาษาเท่านั้น ไม่ได้มีการคิดในเชิงเนื้อหา เพราะเรายังไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ เรียกว่า 直訳 แบบสุดโต่ง

พอมีประสบการณ์มากขึ้น บวกกับได้รับการสอนจากพี่ผู้จัดการบ้าง รุ่นพี่ล่ามบ้าง ผู้บริหารบ้าง โดนด่าก็มี มันให้เราเกิดการเรียนรู้ พี่ล่ามสอนเราว่า “เข้าใจก่อนแล้วค่อยแปล”

และเราเคยโดนผู้บริหารคนญี่ปุ่นตำหนิว่า “ที่เธอแปลออกมาเธอเข้าใจรึเปล่า”

เราตอบว่า “เข้าใจค่ะ แต่เนื่องจากไม่มีช่องว่างให้แปลจึงจำเป็นต้องรีบแปลออกมาเพราะกลัวว่ามันจะไม่ทัน”

คำตอบที่เราได้รับในวันนั้นคือ “เธอก็จดซะสิ!”

โห…เจ็บ บอกเลยวันนั้นแทบร้องไห้ คือวันนั้นมันเป็น internal audit แล้ว ทั้งคนออดิททั้งคนรับการออดิทเป็นคนไทยทั้งคู่ พูดน้ำไหลไฟดับเลย พูดพร้อมกันหลายคนด้วย เป็นคนพูดเร็วทั้งสองฝ่ายด้วย เราก็พยายามจะแปลตามให้ทัน แต่พอแปลตรงตัวประกอบกับรีบแปลให้เร็วเพราะกลัวจะไม่ทันเนื่องจากเวลามีจำกัด ทำให้ output ที่ได้มันไม่ดี ก็โดนตำหนิไป

พอเจ็บบ่อยๆหัวใจก็ค่อยๆด้านชา (?) สติปัญญาก็เริ่มจะเกิด จากวันนั้น ไม่ว่าผู้พูดจะพูดยาวแค่ไหน เราจะพยายามจด พยายามทำความเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆก็จะถาม ถ้าถามไม่ได้ก็จะพยายามเข้าใจให้ได้ในเวลาอันสั้นเพื่อแปลออกไปให้ได้ ถ้าแปลออกไปแล้วเราเข้าใจผิดทำให้แปลผิดไปก็ขอโทษ แล้วก็แก้ใหม่ให้ถูกต้อง

ตอนจบใหม่ๆ process การทำงานของเราคือ

ฟังภาษาต้นทาง-คิดเป็นภาษาปลายทาง-พูดออกไปเป็นภาษาปลายทาง

แต่ตอนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง process คือ

ฟังภาษาต้นทาง-ทำความเข้าใจกับเนื้อหา-คิดเป็นภาษาปลายทาง-แปลออกไปเป็นภาษาปลายทาง

ปกติการทำงานทั่วๆไป รวมถึงหลักการของ process approach เวลา ออดิท TS16949 ก็จะเป็น

input > [process] > output

input ที่ดี ผ่าน process ที่ดี ทำให้เกิด output ที่ดี

ในทางกลับกัน ถ้า input ไม่ดี ผ่าน process ที่ มายังไงก็ไปอย่างงั้น ดักจับ input NG ไม่ได้ แก้ไขปรับปรุงอะไรไม่ได้ output ที่ออกไปก็ NG

แต่ที่ทำงานปัจจุบัน เคยได้ยินแนวคิดของผู้บริหารคนไทยแล้วรู้สึกประทับใจมาก เขาบอกว่า แนวทางการทำงานของแผนกเขาคือ ไม่สนใจว่า input จะเป็นอย่างไร แต่ output ที่ออกจากเราไปต้องรับประกันได้ว่ามันดี คงจะเป็นอะไรที่มันคล้ายๆกับล่าม120% ที่พี่ Factory Manager เคยสอนเอาไว้

input อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่เป็นไร สิ่งที่เราควบคุมได้คือ process ของเรา ทำให้มันดี เพื่อให้ได้ output ที่ดี เพราะเวลาที่คนอื่นประเมินการทำงานของเรา เขาก็จะดูจาก output ของเรา

อย่างเมื่อวานนี้เราเจอคำว่า “วาล์วอัจริยะ” ตอนได้ยินครั้งแรกยอมรับว่าสตั๊นท์ไปเหมือนกัน ในใจก็คิดว่า “โธ่!พี่เอนจิเนียคะ ทำไมใช้ศัพท์สูงจัง เราปีนกระไดขึ้นไปแปลไม่ไหว”และก็ไม่บ้าพอที่จะแปลออกไปว่า 超-頭がいいバルブ หรือ 天才バルブ เดี๋ยวคนฟังจะฮาเกินไป

นึกถึงเรื่องเล่าของเพื่อนสาวเลย คือนางเป็นล่ามเหมือนกันนี่แหละ วันหนึ่งนางเกิดอุบัติเหตุ ถูกรถสูบส้วมมาชนท้าย เลยทำให้ไปทำงานสาย

พอไปถึงที่ทำงานก็ต้องอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นให้คนญี่ปุ่นฟัง นางก็แปลออกไปว่า 「うんこを吸う車にぶつかられた」

เท่านั้นแหละ ฮากระจายกันทั้งห้องประชุม ลองคิดภาพตามดูสิ “ถูกรถดูดขี้ชนท้ายค่ะ” 5555+

เราเลยรีบไปหาเลยว่าไอ้รถสูบส้วมนี้เค้าเรียกว่าอะไร วันหน้าวันหลังเผื่อเกิดอุบัติเหตุบ้างจะได้บอกเค้าไปว่าถูก バキュームカー ชนเอา

กลับมาที่เรื่องวาล์วอัจฉริยะกันต่อ พอประชุมเสร็จออกมามีเวลาว่างก็รีบหาข้อมูลทันที

VVT ย่อมาจาก Variable Valve Timing วาล์วแปรผัน 可変バルブ機構(かへんバルブきこう)

VVT-i ย่อมาจาก Variable Valve Timing – intelligent system 可変バルブタイミング・リフト機構

ลองดูคลิปอธิบายเรื่องวาล์วแปรผันด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ เข้าใจง่ายมากๆ ขอบคุณผู้จัดทำมา ณ ที่นี้ด้วย

พอวันแปลรอบจริงวันนี้ พี่เขาก็พูดคำว่า “วาล์วอัจฉริยะ” แต่เรารู้แล้วว่าพี่เขาหมายถึงอะไรก็เลยไม่สตั๊นท์แล้ว เพราะทำความเข้าใจกับเรื่องเจ้าวาล์วอัจฉริยะนี้มาแล้วนิดหน่อย (แต่ก็ไปสตั๊นที่อื่นแทน 555+)

จริงๆก็ทับศัพท์ VVT-i ไปเลยก็ได้แหละ แต่ที่เค้าพูดก็คือ “VVT-i คือระบบวาล์วอัจฉริยะ” จะมาแปลว่า VVT-i ก็คือ VVT-i ก็ดูไม่เท่เท่าไหร่น่ะ

คำพูดแค่ประโยคเดียว ล่ามคิดไปเป็นสิบเป็นร้อยจริงๆ

เราอาจจะยังไม่ถึงขั้น 120% และคงยังไม่ถึงง่ายๆ แต่ขอให้เพิ่มขึ้นสักทีละ 1% ก็ยังดี เผื่อมันจะเติมเต็มจนสื่อสารออกไปได้ 100% ในสักวัน

ตอนประชุมเสร็จก็แกล้งแซวพี่เขาไปนิดหนึ่งว่า “พี่คะ วาล์วน่ะอัจฉริยะ แต่ที่โง่น่ะ เราเองค่ะ” (^^”)

จาก repeater ตัวน้อยๆ (อันที่จริงก็ไม่น้อยนะ) ในวันนั้น ก็ได้ฝึกฝนวิชาจนเริ่มกลายเป็น interpreter ในวันนี้ กล้าพูดได้เลยว่าเวลาที่แปลได้มันภูมิใจอยู่ในใจ วันไหนแปลไม่ได้ก็แอบเศร้าอยู่คนเดียว โถ…ชีวิต

พอเศร้าบ่อยๆ เจ็บปวดบ่อยๆก็จะได้เรียนรู้ มุ่งสู่การเป็นล่ามสาย Strong!

Source:

https://ja.wikipedia.org/wiki/VVT-i

https://ja.wikipedia.org/wiki/可変バルブ機構

Autospin Channel, MT School สาระน่ารู้ วาล์วแปรผัน

และขอขอบคุณพี่ Factory Manager ผู้มีพระคุณกับเรา คำสอนของพี่เขายังใช้ได้ดีเสมอ, ขอบคุณพี่ GM คนเก่งด้วยสำหรับแนวคิดดีๆที่เราจำเอามาใช้ในการทำงานได้

[ของแถม การ์ตูนท้ายเล่ม]

วาดๆการ์ตูนไว้บ้าง มีคนชอบเลยเอามาลงไว้ในนี้ด้วย เผื่อวันหลังกลับมาดูเองจะได้นึกถึงความทรงจำดีๆ(?)

13015365_1229330443758191_2587518928313806753_n

13007327_1230739796950589_1779968951444742263_n

Advertisements

2 thoughts on “ยกระดับจาก Repeater สู่ Interpreter

  1. ชอบค่ะ (‘u’)/
    เขียนสนุกได้ความรู้ด้วย
    เป็นกำลังใจให้ค่ะ

  2. ขอบคุณมากค่ะอ่านแล้วได้ความรู้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s