คุณลุงเคยบอกฉันว่า “ห้ามหาว! ห้ามนั่งเท้าคาง!”

สวัสดีวันวาเลนไทน์ค่ะ

ตอนเด็กๆเราเคยคิดอยากปลูกกุหลาบสีขาว พอถึงวันวาเลนไทน์ก็อยากเอาให้แฟนทั้งต้นเลย โรแมนติกโคตรๆ
ชอบอ่านนิยายมากไป เลยเพ้อฝันอะไรแบบเด็กๆ

ความเป็นจริงตอนนี้คือปลูกมันเอาไว้หลังบ้านค่ะ อีกสักพักก็จะขุดมากินได้แล้ว วางแผนจะปลูกข้าวโพด ผักไฮโดรโปนิก กะเพรา พริก กุหล่งกุหลาบอะไรมันกินไม่ได้ค่ะ!

ตามกระแส #โสดแล้วพาล สักเล็กน้อย

เข้าเรื่องเลยดีกว่าไปเจอมาจากเพจ https://www.facebook.com/JapanSalaryman

ชอบอ่านเพราะสนุกดีค่ะ แนะนำให้น้องและญาติอ่านด้วย ขอ quote มาเลยนะคะ

“ไปอ่านเจอมา ในเว็บสอนมารยาทการทำงาน หรือทำธุรกิจของญี่ปุ่น

– “การวางตัวในที่ทำงาน” –
เนื่องจากที่ทำงาน เป็นสถานที่ที่เอาไว้ทำงานเท่านั้น
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการทำงาน หรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการทำลายบรรยากาศการทำงาน ถือเป็นการรบกวนคนอื่น และไม่ใช่วิสัยของคนในสังคม
.
การเท้าคาง การหาว การนำเท้าขึ้นมาวางบนบนเก้าอี้ การเขย่าขา
เป็นการกระทำที่อาจทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่สบายใจ
รวมถึงการพูดพึมพำกับตัวเองก็มีความเป็นไปได้ที่จะรบกวนผู้อื่น
.
(อืม..ตอนทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่นผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าทำตัวผิดวิสัย
ในที่ทำงาน คนรอบข้างจะมีโอกาสมองเราหรือประเมินเราไม่ดีได้เลย)
ตอนนั้นมีเครียดบ้างแต่ก็รู้สึกว่าได้ฝึกหลายๆ อย่างเหมือนกันนะครับ
รู้อย่างนึงตอนทำงานที่ญี่ปุ่นผมรู้สึกว่าตัวผมเอง “นิ่ง” ขึ้นเยอะ

ไม่กล้ากระโตกกระตากมาก
เดี๋ยวเค้าเหมาว่าคนไทยเป็นแบบนี้ = =

เพื่อนๆ คิดว่ายังไงบ้างล่ะครับ?
JapanSalaryman
(ผู้เขียนหนังสือ JapanSalaryman: เป็นได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน)”

ว่าด้วยเรื่องห้ามหาว ห้ามนั่งเท้าคาง

จำได้แม่นเลยเพราะตอนทำงานที่แรกนี่เราทะเลาะกับคุณลุงเรื่องนี้ คือลุงห้ามเราหาว ห้ามเรานั่งเท้าคาง ห้ามแบบจริงจังมาก คือดุเลย เหมือนเราไปทำอะไรผิดมา

ตอนนั้นก็เด็ก ไม่เข้าใจว่าจะอะไรกับเรานักหนา แค่นั่งเท้าคาง หรือว่าหาว มันเดือดร้อนใครเหรอ

ลุงก็อธิบายให้ฟังว่ามันทำให้เราดูเป็นคนขี้เกียจ
เราก็บอกว่าเราคิดว่ามันไม่เกี่ยว นอกจากลุงเข้าใจเอาเองว่าคนหาวหรือนั่งเท้าคางดูขี้เกียจแล้วมันมีผลเสียอะไรที่เป็นรูปธรรมมั้ย กุไตเทคินิๆๆแบบที่คนญีปุ่่นชอบพูดอ่ะ ไหนอธิบายให้ฟังหน่อย (คือไม่ได้เถียง แต่สงสัย แล้วก็อยากถามต่อด้วยว่าในการทำงานอยากให้เราปรับปรุงอะไรมั้ย เราหาวเรานั่งเท้าคางแล้วมันกระทบกับการทำงานตรงไหน)

แล้วเราก็ชอบแอบโกรธลุงที่ใช้เราตอนพักเบรค พาเราออกไปข้างนอก ไม่ได้กินข้าวบ้างก็มี คือไม่เข้าใจว่าทำไมชอบใช้เวลาเบรค นี่มันเวลาเบรคนะ ลุงไม่กินแต่เราต้องกินนะ เราปวดท้อง

หรือไม่ลุงก็จู้จี้กับเรา ให้เราวางเอกสารบนโต๊ะให้อยู่ในแนวสี่เหลี่ยมเสมอหลังเลิกงาน

ผ่านไปเกือบสี่ปีเราถึงได้รู้ว่า

– ที่ห้ามนั่งหาว ห้ามนั่งเท้าคาง มันเป็นมารยาทในการทำงานของคนญี่ปุ่น แต่ข้อนี้เราไม่เห็นด้วยนะ ใครมันจะบ้าทำตัว しっかりしてる ตลอดเวลา เอาเป็นว่าเรารู้จักกาลเทศะนะ จะไม่นั่งหาว นั่งเท้าคางในที่ประชุม แล้วก็จะไม่ทำบุคลิก”สบาย”เกินไปในที่ทำงาน

ที่เข้าใจเพราะเคยนั่งตรงข้ามกับคนพูดกับตัวเอง+ร้องเพลงพึมพำคนเดียว มันทำลายสมาธิคนอื่นจริงๆ อยู่ในระดับที่เรียกว่า “รบกวน” เลยล่ะ หรือเจอคนที่คุยเก่งๆ พูดตลอดเวลา มันทำให้เราไม่มีสมาธิแปลงานเลย
พอมองย้อนไปก็เลยคิดว่า การหาวกับการเท้าคางอาจจะทำให้คนญี่ปุ่นที่เคยได้รับการปลูกฝังมาว่า”มันไม่เหมาะจะทำที่ทำงาน” ไม่พอใจได้คือแค่เห็นก็อาจจะเป็นมลภาวะทางสายตา เพราะเค้าถูกสอนมาว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะจะทำที่ทำงานล่ะมั้ง

หรือบางครั้งเราอาจจะเจอคนญี่ปุ่นที่ไม่ทราบว่าสำหรับคนไทย เท้าถือเป็นของไม่สุภาพ แล้วก็ไม่มีใครบอกเค้า คือเรานั่งอยู่ เค้าก็เอาเท้าขึ้นมาวาง แล้วก็นั่งโต๊ะข้างๆเรา มันก็ใกล้ หรือบางทีเอาเท้าไปวางบนโต๊ะส่วนกลางแล้วก็นอนตอนช่วงพักกลางวัน คือโต๊ะนั้นบางทีก็ใช้กินข้าวด้วยกัน เราเห็นแล้วก็ไม่สบายใจ

 

พฤติกรรมอะไรที่เราไม่ชอบ เราก็ตั้งใจว่าจะไม่ทำกับคนอื่นเช่นกัน เลยพยายามทำตัวให้เหมาะสมในที่ทำงาน เอาจริงๆเรื่องหาวเรื่องธรรมชาติ ห้ามกันยาก เราห้ามตัวเองไม่ให้หาวไม่ได้เลย ก็พยายามหาวแบบห้ามตัวเอง ปิดปากเสมอ นั่งเท้าคางนี่ถ้ารู้ตัวก็จะหยุดทันทีเลย ใบหน้าของคุณลุงลอยขึ้นมาเลย ก็ขอบคุณลุงนะคะ ที่ทำให้เราอยากจะมีพฤติกรรมดีๆในที่ทำงาน

– เรื่องใช้งานตอนพักเบรค เราก็เข้าใจแล้วว่าเราเป็นล่าม คนญี่ปุ่นทำเราก็ต้องทำ บางทีด้วยช่วงเวลาที่วางแผนไว้ใน schedule มันบังคับ ต้องรีบทำให้จบ อันนี้เข้าใจ เดี๋ยวนี้ทำได้ไม่มีปัญหาอะไร เราเข้าใจ เวลางาน งานต้องมาก่อน ถึงจะเป็นเวลาเบรค หรือช่วงพักก่อนโอทีที่เราจะไม่ได้เงิน ก็ทำเพราะมันคืองาน นอกจากปัญหาสุขภาพเรื่องโรคกระเพาะนิดหน่อย คือหิวแล้วถ้าไม่กิน มันจะปวดท้องไปนานเลย แต่ก็ต้องทนอ่ะนะ เมื่อก่อนตอนโมโหหิวเคยคิดจะลุกเดินหนีเลย แต่พอโตมาก็เข้าใจแล้วว่าถ้าทำอย่างงั้นคงจะดูเป็นล่ามที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ก็เลยใช้คำว่า “ใหญ่แล้ว อดเอา” แล้วก็พยายามรักษาสีหน้าและท่าทางให้เป็นปกติที่สุด แต่บางครั้งถ้ามันยาวนานไป เราก็อาจจะแอบเหลือบดูนาฬิกาอย่างสุภาพๆ 555+ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าเราไปเจอคนแบบไหน

เคยเจอคนญี่ปุ่นที่ประชุมแล้วก็กำลังตำหนิคนไทยเลยแหละ พูดภาษาง่ายๆก็คือสวด สวดยับเลย สวดยาวมาก จนเลยเวลาพักเที่ยงไปสิบห้านาที แล้วก็บอกให้ลูกน้องคนไทยสองคนออกไปกินข้าว แต่หัวหน้าคนไทยยังอยู่ ล่ามก็ต้องอยู่ แล้วก็สวดต่อจนสามสิบนาที เราหิวจนหน้ามืดอ่ะ ก็พยายามควบคุมตัวเอง แต่มันหิวมากจนออกมาบนหน้า เราเลยโดนคนญี่ปุ่นคนนั้นพูดแบบกระแทกๆเสียงใส่ว่า “ออกไป ไป” โห…เจ็บมาจนวันนี้ ทำไมต้องว่าเราแรงขนาดนั้น เราแค่หิวข้าวเอง

แต่ถ้าเจอคนดีๆ เค้าจะเบรคให้ตรงเวลาอยู่แล้วถ้าไม่ใช่งานด่วนอะไร ยังไงก็ใจเขาใจเราเนอะ ยิ่งหิวประสิทธิภาพในการแปลก็ลดลง 555+

– ที่คุณลุงบอกให้จัดโต๊ะให้เรียบร้อยทุกครั้งหลังเลิกงานแม้ว่าเราจะรีบไปขึ้นรถรับส่งเพราะลุงให้เราแปลเกินเวลา พอโตมาเราก็รู้ว่าการเก็บของให้เรียบร้อย เรียงเอกสารให้เป็นระเบียบหลังเลิกงาน เป็นพื้นฐานของ 5ส ที่ดี

ทุกวันนี้ที่ทำงาน user ก็มีชมๆบ้างว่าเรียบร้อยดี คนญี่ปุ่นเขียนแก้เอกสารหวัดๆ เราก็จดภาษาไทยข้างๆ แต่จดให้อ่านง่ายเพราะอยากให้คนที่ใช้งานทำงานต่อได้สะดวก (ไม่ผลิตของเสีย ไม่ส่งของเสียไป next process – พยายามเอาแนวคิดในการผลิตมาประยุกต์กับการทำงาน office ถ้าเราอยากให้ genba ทำ เราก็ต้องทำให้เห็นก่อน)

รู้สึกขอบคุณลุงมากจริงๆที่สร้างพื้นฐานที่ดีให้กับเรา ตอนปลายปีได้เจอลุงอีกที ถึงความคิดเราจะไม่ตรงกัน แต่หลายๆอย่างลุงถูก เราเลยได้เรียนรู้เยอะเลย

เรายังจำสปีชตอนเช้าที่แปลให้คุณลุงได้ ที่บอกให้ตั้งใจออกกำลังกายในตอนเช้า เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมและแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ

บางคนอาจจะคิดว่ามันน่าเบื่อ แต่เราชอบช่วงเวลาที่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมพร้อมสำหรับการทำงาน มันเป็นการเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมกับการเริ่มต้นทำงานจริงๆ

ในการอบรมเซฟตี้ก็บอกว่าช่วงเวลาของการออกกำลังกายตอนเช้าเป็นเวลาที่เราจะได้สังเกตเพื่อนร่วมงาน ว่าวันนี้เขามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า สภาพร่างกายพร้อมสำหรับการทำงานหรือไม่ เพื่อช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น

อีกอย่างคือมันแสดงความตั้งใจในการทำงานได้นะ ระหว่างหัวหน้างานที่ตั้งใจออกกำลังกายตอนทำงานพร้อมกับทุกคน กับหัวหน้าที่นั่งที่โต๊ะทำท่าเหมือนยุ่งกับการทำงานขณะที่ทุกๆคนออกกำลังกาย เราคิดว่าหัวหน้าคนแรกน่าเข้าไปพูดคุยหรือปรึกษาเวลามีปัญญาด้วยมากกว่า คนที่ทำตัวเหมือนยุ่งตลอดเวลาจะดูมีกำแพงบางอย่างทำให้เราไม่กล้าเข้าไปพูดคุยด้วยเพราะกลัวว่าจะรบกวนเค้า

เราไม่เคยเป็นหัวหน้าใครหรอก แต่คิดว่าถ้าเมื่อไหร่เราได้เป็นหัวหน้า เราจะตั้งใจออกกำลังกายตอนเช้าพร้อมๆกับทุกคน แต่ก็ไม่ต้องรอจนถึงวันนั้นหรอก สร้างนิสัยไว้ตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า

เราได้เรียนรู้จากคุณลุง จากพี่ๆเพื่อนๆที่ทำงานเยอะมาก เลยว่าจะหยิบเอามาเขียนอีกเพราะว่าไม่อยากจะปล่อยให้มันหายไปเฉยๆ ขอบคุณทุกคนจริงๆที่มีส่วนช่วยผลักดันให้เราอยากเป็นล่ามที่ดี

Advertisements

4 thoughts on “คุณลุงเคยบอกฉันว่า “ห้ามหาว! ห้ามนั่งเท้าคาง!”

  1. เราเป็นอีกคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายตอนเช้าเลย! รู้สึกกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งยังไงไม่รู้ เพราะที่บริษัทกำหนดให้ออกกำลังกายกลางสนาม แดดก็ร้อน ยิ่งช่วงเมษา.ยิ่งหนัก เคยมีพนักงานเป็นลมเพราะแดดร้อนด้วย เลยรู้สึกแย่กับการออกกำลังกาย

    • หวาย~ ถ้ากลางแดดเราก็ไม่ชอบค่ะ อย่างนั้นก็เกินไปค่ะ

      ของเราออกกำลังกายในออฟฟิศ ไม่ก็ในโรงงาน ไม่เคยเจอในสนามค่ะ

  2. เคยได้ยินมาว่า มีบางบริษัทของญี่ปุ่นที่จะให้ออกกำลังกายตอนเช้าที่บริษัท 0,0

    • แทบจะทุกบริษัทเลยค่ะ บางที่มีเพลงเป็นของตัวเองด้วยนะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s