เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

ทดลองตั้งชื่อหัวข้อเลียนแบบเพจ click bait ล่อให้คนมาคลิก ซึ่งถูกแก้ทางโดยเพจ จบข่าว ที่สรุปความได้สั้น กระชับ ได้ใจความจนสงสัยว่าทำไมตอนเรียนหนังสืออาจารย์ไม่สอนให้เราย่อความแบบนี้บ้าง

เข้าเรื่องๆ

เห็นเงินเดือนล่ามภาษาญี่ปุ่นแล้วตกใจ ทำไมเงินเดือนสูงขนาดนั้นคะ

คนที่เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นๆหลายๆคนอาจจะเคยเห็นกระทู้นี้ อาจจะเคยแชร์กระทู้นี้บ้าง

และหลายๆคนเมื่ออ่านแล้ว คงคิดว่า “เราไปเป็นล่ามมั่งดีกว่า”

เห็นมีผู้อ่านของเราท่านหนึ่งบอกว่าอยากเป็นล่าม คิดว่าคนที่อยากจะเป็นล่ามคงมีข้อดีของการเป็นล่ามหลายๆข้ออยู่ในใจ เราเลยขอเขียนมุมมองที่ต่างออกไปก็แล้วกัน แต่ไม่ขอชี้นำอะไร สิทธิ์ในการตัดสินใจยังเป็นของคุณเช่นเคย

ย้อนหลังไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เราอายุ 15 และเปลี่ยนจากเรียนสายวิทย์มาเรียนสายศิลป์ วันนั้นแม่เราถูกถามว่าทำไมถึงกล้าให้ลูกเปลี่ยน ทำไมไม่ให้เรียนสายวิทย์จะได้เป็นหมอ

กระทั่งตอนที่เราเรียนมหาลัย แม่เราก็ยังคิดว่าเราเรียนจบมาต้องตกงานแน่ๆ แม่คิดไม่ออกว่าเราจะทำงานอะไร

แต่แม่เริ่มตกใจ เมื่อรีครูทโทรหาเราเป็นสิบๆสายต่อวัน พร้อมทั้งเสนอให้ไปสัมภาษณ์งานมากมาย และยิ่งตกใจขึ้นมาอีกเมื่อเราได้เงินเดือนสูงว่าเด็กจบใหม่ในสายอื่นหลายๆสาย และหางานได้ง่ายมากๆ

ทุกวันนี้แม่ตกใจมากกับเงินเดือนเราที่ไล่ๆเงินเดือนแม่ที่เป็นครูมากว่า 20 ปี

เพื่อนแม่หรือญาติๆต่างพากันประหลาดใจ พอมีคนถามแล้วแม่ตอบไปว่าลูกเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ทุกคนก็ดูประหลาดใจกึ่งๆชื่นชม (ซึ่งอีนี่ไม่ได้รู้สึกดี เพราะเป็นเด็กมืดมน คือตอนเด็กๆก็ไม่เคยมีใครสนใจ มาสนใจตอนโตเพราะสนใจตัวเลขเงินเดือนมันก็ไม่ชินป่ะ)

ท่ามกลางความตื่นตัวของผู้ใหญ่กับอาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่น เราที่ทำอาชีพนี้อยู่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันไม่มั่นคงเอาซะเลย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.ดูๆแล้วเงินเดือนอาจจะสูง แต่เมื่อทำไปสักพัก สายงานอื่นก็ตามทันและแซงได้แน่นอน แถมยังมีอนาคตมากกว่าในระยะยาวอีกด้วย

2.พออายุมากขึ้นจะเริ่มหางานยาก เพราะเป็นอาชีพเก่าไปใหม่มา*(หมายถึงล่ามประจำบริษัทนะ) และตอนนี้อาชีพล่ามภาษาญี่ปุ่นนดูน่าสนใจ เด็กจบใหม่เล็งอาชีพนี้กันไม่น้อย ในที่สุดเงินเดือนของล่ามก็จะกลับเข้าสู่ดีมานด์ที่แท้จริง

เก่าไปใหม่มาไม่ได้หมายความว่าล่ามเก่าๆจะไม่มีงานทำ แต่ล่ามที่เก่งๆหลายๆคนก็ผันตัวไปทำอย่างอื่น คนที่ยังเป็นล่ามอยู่ก็ยังมีงาน แต่พอมีประสบการณ์มากๆขึ้นๆ เก่งขึ้นๆ ก็มักจะแสวงหาอะไรที่ท้าทายกว่า อิสระกว่า และเงินดีกว่า เช่น ไปเป็นฟรีแลนซ์ (ยังไม่เคยเป็นฟรีแลนซ์ เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดีเกี่ยวกับเรื่องนี้)

อีกเหตุผลหนึ่งที่อายุมากขึ้นแล้วจะหางานยาก ก็เพราะอายุมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เก่งขึ้น ย่อมอยากได้เงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ต้นทุนที่บริษัทสามารถจ่ายได้นั้นมันมีเพดานจำกัดอยู่

3.การพัฒนาซอฟท์แวร์ช่วยแปลภาษา กูเกิ้ลคายเสลด เอ้ย ทรานสเลทที่เราหัวเราะกันขำๆนั้น บางคนเค้าใช้ทำงานกันจริงๆนะ ถึงมันจะน่าตลกและอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ในประโยคที่ไม่ซับซ้อนมาก มันก็พอใช้ได้ แถมแปลเป็นคำก็แม่นยำประมาณหนึ่งด้วย การแปล EN<->JP ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ EN<->TH หรือ JP<->TH อาจจะยังไม่ดีเท่าไหร่ และภาษาไทยก็เป็นภาษาที่ยาก แต่ช่องว่างตรงนั้นจะถูกทดแทนด้วยการใช้ภาษาอังกฤษดังที่จะกล่าวในข้อต่อไป

ตอนนี้พนักงานในออฟฟิศระดับ staff/engineer หลายๆคนก็ใช้ Google Translate แปลอีเมลล์ภาษาญี่ปุ่น เอาแค่พออ่านเข้าใจ ไม่ต้องถูกต้อง 100% แค่พอรู้เรื่องก็พอ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการลดบทบาทหน้าที่ของล่ามลงไป

4.ภาษาอังกฤษ จะกลายเป็นคุณสมบัติที่ MUST ของคนทำงานบริษัท แม้แต่คนขับรถก็ยังหาคนที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้บ้าง บทบาทของล่ามจะค่อยๆถูกลดลงไปเรื่อยๆ และคนญีปุ่นรุ่นเก่าที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ก็จะค่อยๆเกษียณโดยมีคนรุ่นใหม่มาทดแทน เด็กรุ่นใหม่ๆของญี่ปุ่นพูดอังกฤษได้ดีขึ้นเยอะ และโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในญี่ปุ่นก็ได้รับความนิยมมาก ในอนาคตคนญี่ปุ่นอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ล่ามก็ได้

5.การแข่งขันระหว่างล่ามด้วยกันเองสูงขึ้น

เกิดความตื่นตัวในการเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นล่ามเมื่อเห็นเงินเดือนล่าม (ซึ่งเป็นเงินเดือนทั่วไปจริงรึเปล่าหรือแค่เฉพาะบริษัทนั้นๆที่ต้องการคุณสมบัติสูงๆ) ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมากขึ้น เมื่อบริษัทมีตัวเลือกเยอะขึ้น ราคาที่จ่ายได้ก็อาจจะปรับลดลงไปหากไม่ใช่งานเฉพาะทางจริงๆ แถมเด็กจบใหม่ๆก็เก่งๆกันทั้งนั้น ได้ N1 กันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเยอะแยะไป

6.ความนิยมของการเรียนภาษาญี่ปุ่นในประเทศไทย

ไม่เฉพาะแค่คนที่คิดจะเป็นล่ามเท่านั้นที่เรียนภาษาญี่ปุ่น แต่ในมหาลัยก็มีภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเลือก และคนทำงานแล้วก็จ่ายเงินลงเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่นมากมาย เมื่อคนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น บริษัทก็จะมีตัวเลือกในการจ่ายเงินรวมไปในคนๆเดียวโดยไม่ต้องจ้างล่าม แถมยังเข้าใจเนื้อหางานได้ดีกว่าล่ามและยังลดขั้นตอนการทำงานได้อีกต่างหาก

7. ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของไทย น้ำท่วม และปัญหาค่าแรง (และอื่นๆอีกมากมาย)

ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนสำหรับต่างชาติเนื่องจากมี BOI เป็นสิทธิพิเศษทางภาษีแต่จะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศอื่นเค้าก็มีเหมือนเรา แถมค่าแรงยังถูกกว่า หรือจะเกิดอะไรขึ้นหากอยู่ดีๆรัฐบาลไทยยกเลิกสิทธิประโยชน์ตรงนี้ไปเพราะต้องการเก็บภาษีเป็นรายได้ไปบริหารประเทศ

ไม่รู้รู้สึกกันรึเปล่าว่าช่วงหลังๆมานี้รัฐบาลไม่มีเงิน แต่เราไม่โทษรัฐบาลชุดนี้หรือชุดใดชุดหนึ่งหรอก เอาตรงๆเลยนะ ช่วยกันซ้ำทั้งหมดนั่นแหละ อย่าไปโทษคนๆเดียวเลย ถ้าคนๆเดียวทำอะไรประเทศๆหนึ่งได้มากมายขนาดนั้น ประเทศนั้นก็โคตรกาก โคตรเปราะบางอ่ะ

กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนหน้านี้มีข่าวรัฐบาลจะเก็บภาษีที่อยู่อาศัย แต่ก็มีคนมาคัดค้านอย่างรุนแรงทำให้โครงการนี้ต้องพับไป แต่มันก็เป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีเงิน และต้องการเงินอย่างมาก ไม่งั้นคงไม่โยนหินถามทางกับภาษีที่อยู่อาศัยซึ่งกระทบคนส่วนมากหรอก

และตอนนี้รัฐบาลทหารของไทยก็ทำให้นักลงทุนชาวต่างชาติประเมินว่าความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นความเสี่ยงที่จำเป็นต้องพิจารณาหากคิดจะมาลงทุนในประเทศไทย (แต่การเลือกตั้งก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้นะ)

ปัญหาน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้น ทำเอาโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นหลายๆเจ้าเจ็บหนักกันไป บางบริษัทถึงขั้นถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย แล้วปัญหาเรื่องน้ำตอนนี้มีทางแก้มั้ย ไม่มีจ้า แล้วแต่ฝนแต่ฟ้าเลย ปีนี้พระโคกินน้ำจ้า ฝนแล้งก็แห่นางแมวขอฝนกันไป ฝนตกมากไปก็ปักตะไคร้ซะสิ บ้านเราเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ จ้าาาา สวัสดีย์…….มาเป็นประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันต่อไปนะ

ค่าแรงที่ไทยถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน แรงงานประเทศเพื่อนบ้านจึงมักหลั่งไหลเข้ามาหางานทำในไทย และสำหรับงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง ไม่จำเป็นต้องมีฝีมือมาก นายจ้างทั่วฟ้าเมืองไทยพิสูจน์กันมาหลายปีแล้วว่าเพื่อนบ้านเรานี้ ขยัน ประหยัด อดทน ปัญหาน้อยกว่าแรงงานไทยมากนัก (แต่ก็มีปัญหานะ) แล้วคิดดูว่าถ้าต่างชาติสนใจเพื่อนบ้านเรามากกว่าเรา เพราะเราค่าแรงแพงกว่าเค้า แถมไม่ได้เก่งกว่าเค้าสักเท่าไหร่ แถมชอบงอแงจะเอาโน่นเอานี่เยอะแยะ ลองจินตนาการว่านักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านดูสิ จะมีคนตกงานอีกเท่าไหร่ นี่ยังไม่นับการลงทุนทางเทคโนโลยีที่ใช้เครื่องจักรทำงานแทนคนเลยนะ ญีปุ่่นย้ายฐานการผลิตเมื่อไหร่ ล่ามกระทบแน่นอน

ด้วยเหตุผลหลักๆที่กล่าวมานี้ เราเลยรู้สึกว่า อาชีพล่าม ไม่ใช่อาชีพที่น่าทำอีกต่อไปแล้ว แต่มันก็ยังมีเหตุผลดีๆอื่นๆอีกที่อาชีพล่ามก็ยังน่าสนใจไปอีกสักระยะหนึ่ง

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามทฤษฎีการเลือกสรรโดยธรรมชาติของชาร์ล ดาร์วิน ผู้ที่แข็งแรงกว่าคือผู้ที่อยู่รอด

ถ้าอยากจะอยู่รอดในสังคมที่มีการแข่งขึ้นสูง เราต้องเตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวให้ได้

Advertisements

12 thoughts on “เป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น ดีมั้ย? รู้แล้วต้องอึ้งกับ 7 เหตุผลที่คุณไม่ควรเป็นล่าม!

  1. มีคำถามครับ
    เหตุผลข้อ1 สายงานอื่นจะเงินเดือนแซงได้ในอนาคต เป็นไปได้ไงครับ ก็ในเมื่อบริษัทส่วนใหญ่มีการปรับเงินเดือนทุกปี รวมถึงล่ามก็โดนปรับเท่าๆกับ พนักงานคนอื่นๆ
    เหตุผลข้อ2 พออายุมากหางายยาก แล้วอาชีพอื่นพออายุมากขึ้นจะหางานง่ายหรอครับ
    เหตุผลข้อ3 ซอฟท์แวร์ช่วยแปลภาษา บางกรณีมันก็ใช้ได้ แต่ถ้าในกรณีฉุกเฉิน หรือในประชุมใหญ่ๆ มันสามารถใช้ได้จริงหรอครับ

    • ก่อนอื่นขอออกตัวเอาไว้ก่อนเลยนะคะ ว่าบทความนี้เราเขียนนานแล้ว ตอนนี้เราก็มีมุมมองที่เปลี่ยนไปบ้าง เรายังทำอาชีพล่ามอยู่ค่ะ
      เจตนาที่เราเขียน ไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า “อย่าเป็นล่ามเลย ไม่ดีหรอก” แต่ตอนนั้นเราเขียนเพราะเราอยากจะมอง และ คาดการณ์สถานการณ์ หรือ บริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ว่าจะมีผลกระทบอะไรที่จะเกิดขึ้นได้บ้าง

      ขอตอบคำถามตามนี้นะคะ
      ตอบข้อ 1 แน่นอนว่าการปรับเงินเดือนประจำปี สำหรับพนักงานทุกคนมันมีอยู่แล้ว แต่ถามว่าปีหนึ่งๆ ปรับขึ้นเยอะมั้ย อันนี้ก็แล้วแต่บริษัท แต่คิดว่าคงไม่เยอะมาก เท่าเปลี่ยนงาน

      แต่นอกเหนือจากปรับเงินเดือนประจำปีแล้ว ยังมีค่าตำแหน่งด้วย (เราไม่ได้ทำงาน HR ดังนั้นเราตอบได้เฉพาะเท่าที่เรารู้นะคะ)

      สายงานอื่นเวลาทำไปเรื่อยๆ มีประสบการณ์มากขึ้น ก็จะเติบโตในสายงาน ได้เป็นหัวหน้า มีลูกน้อง ได้เลื่อนตำแหน่ง รับผิดชอบงานมากขึ้น เงินเดือนก็เพิ่มตาม แต่ในสายอาชีพล่าม มันก็ไม่ค่อยมีอะไรแบบนั้นเท่าไหร่ หน้างานมันก็ค่อนข้างจะเดิมๆ (ยกเว้นแต่ว่าเปลี่ยนบริษัท หรือ ผันตัวไปเป็นฟรีแลนซ์)

      อีกอย่างด้วยความที่เป็นสาย support เวลาถูกประเมินผลงานก็อาจจะไม่ได้ดูโดดเด่นมากนัก อีกอย่างล่ามมักจะถูกมองว่าเงินเดือนเยอะอยู่แล้ว เงินเดือนเลยขึ้นช้า (อันนี้เราคิดเอาเอง มโนเองล้วนๆเลยค่ะ ผิดถูกอย่างไรช่วยชี้แนะด้วยนะคะ ข้อมูลเชิงลึกจริงๆคงต้องไปถามคนที่เค้าทำงานสาย HR น่าจะตอบได้ดีกว่าเราค่ะ)

      ข้อ 2 คิดว่าสัมพันธ์กับข้อ 1 แต่ก็จริงที่อาชีพอื่นยิ่งอายุมาก ยิ่งหางานยาก แต่เรามองว่าล่าม(ประจำ) จะหายากมากกว่าสายงานอื่น เหตุผลก็ตามข้อแรกค่ะ ขอบเขตงานค่อนข้างจำเจ (เว้นแต่จะเปลี่ยนบริษัทหรือเป็นฟรีแลนซ์)
      เหตุผลข้อ 3 ถ้าอ่านที่เราเขียนข้อนี้เราไม่ได้พูดถึงการใช้ซอฟท์แวร์ช่วยแปลในการประชุมเลยค่ะ เราเขียนว่าล่ามจะถูกลดบทบาทลงไป เพราะบางทีเค้าแค่อ่านๆเดาๆเอาพอเข้าใจก็มี แต่ในการประชุมใหญ่ๆ ก็ต้องใช้ล่ามอยู่ดี

      เราอาจจะสื่อสารได้ไม่ดีพอ คือเราต้องการจะสื่อว่า บทบาทของล่ามจะเปลี่ยนไป คือต้องเก่งขึ้น ต้องแปลได้ในระดับที่ยากมากขึ้น ไม่ใช่การแปลที่เพื่อการสื่อสารทั่วๆไป ต้องเป็นมืออาชีพทางด้านภาษา

      เราขอบคุณคำถามของคุณมากเลยนะคะ บางทีเราก็เขียนไว้นานแล้ว พออ่านคำถามของคุณเราเลยได้ย้อนกลับมามองสิ่งที่ตัวเองเคยคิดเมื่อก่อนเทียบกับตอนนี้ แล้วก็คิดอะไรได้มากขึ้น ขอบคุณจริงๆนะคะ

  2. ถ้าคุณมโนเองส่วนมากคุณไม่น่าเขียนนะคะ
    เงินเดือนวิศวเริ่มต้น18000บาท ถ้าคนมีประสบการณ์ก็22000บาท ระดับหัวๆก็3หมื่นบาท ระดับรองเมเนเจอร์ก็ 4หมื่น-5หมื่นบาท ระดับผู้จัดการก็5-7หมื่นบาท
    แต่การไต่ระดับของแต่ละคนกว่าจะได้5หมื่นก็ปาไป6-10ปีแล้ว จะเอามาเทียบกับล่าม N2ประสบการณ์แปล3ปี เงินเดือน55000บาท ค่าอื่นๆต่างหาก จะเทียบกันยังไงคะ แล้วยิ่งN1 เงินเดือนที่รับต่ำๆก็65000-1แสนบาท มันต่างกันเยอะเลยนะคะ ทำยังไงก็ไล่ตามกันไม่ทัน??

    • ขอบคุณนะคะที่ช่วยเอาข้อมูลเงินเดือนมาบอกให้ทราบ เราได้รับความรู้เพิ่มขึ้นเลยค่ะ

      เห็นด้วยค่ะว่ามันเทียบกันไม่ได้
      ขนาดสอบ N1 ผ่าน ระหว่างคนที่ผ่านแบบคาบเส้น กับคนสอบได้คะแนนเต็ม มันก็ต่างกันแล้ว

      เมเนเจอร์คนที่มานั่งทำงานไปวันๆ กับเมเนเจอร์คนที่ทำผลกำไรให้บริษัทเป็นสิบล้าน ก็ต่างกัน

      ถ้าจะเทียบจริงๆ มันมีตัวแปรอื่นๆอีกมากมายที่ต้องศึกษา ถ้าเทียบล่ามคนที่เก่งเทพ ค่าตัวแพง แปลเรียลไทม์ได้ทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ กับเมเนเจอร์ธรรมดาที่ไม่มีผลงานโดดเด่นอะไร ยังไงล่ามก็ดูได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า

      ถ้าเทียบเมเนเจอร์ที่ทำผลประโยชน์ให้บริษัทได้มาก บริษัทยินดีจะจ้างในค่าตัวที่แพง กับล่ามธรรมดาๆที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากใบวัดระดับ เราก็ว่าเมเนเจอร์คนนั้นน่าจะได้เงินเดือนมากกว่าล่ามเยอะ

      เพียงแต่ตอนนั้นที่เขียนบทความนี้ เราคิดว่าในสายอาชีพอื่น สมมุติว่าเปลี่ยนงาน ตำแหน่งและสิ่งที่เคยทำมา มันเอาไปเรียกเงินเดือนได้ แต่ล่าม นอกจากบอกว่าแปลแล้ว อย่างอื่นมันอธิบายเพื่อเรียกค่าตัวได้ยาก (ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้นะ แต่มันไม่ชัดเท่าสายงานอื่นๆ)

      เราชอบความคิดเห็นแบบนี้ของคุณนะคะ มันทำให้เราได้เห็นมุมมองที่ต่างออกไป และได้ย้อนกลับมาคิดอะไรเพิ่มเติมขึ้นอีก ซึ่งมันสนุกสำหรับเรามากๆเลยค่ะ

      แถมท้ายอีกหน่อยค่ะ เราเขียนบล็อกส่วนตัว เราเลยอยากเขียนความคิดเห็นส่วนตัว เลยไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงคิดว่าเราไม่ควรเขียนสิ่งที่เรามโนขึ้นมาเอง

      เราไม่ได้เขียนบทความวิชาการ จึงไม่จำเป็นต้องอ้างอิงข้อมูลทางสถิติใดๆ

      ดังนั้นเรารู้ดีอยู่แล้วว่าระดับความน่าเชื่อถือของสิ่งที่เราเขียนมันต่ำมาก เพราะมันเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ในบทความเราก็เขียนบอกเอาไว้ชัดเจนนะคะ ว่าเป็นความคิดเห็นของเราเท่านั้น

      ขอบคุณค่ะ

  3. อืมมม ไม่รู้ว่าเจ้าของบล็อกยังเข้ามาเช็คบ้างรึเปล่า แต่สอบถามนิดนึงคับ จริงๆผมก็อายุเยอะแล้ว(กำลังจะ30) แต่มีความสนใจอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น จริงๆสนใจตั้งแต่เด็กแล้วแต่ปล่อยทิ้งไว้นาน เลยอยากรู้ว่าการที่จะทำงานแปลหรือเป็นล่ามอย่างน้อยต้องสอบให้ได้ระดับ N เท่าไหร่หรอคับ แล้วการที่จะทำงานด้านนี้จำเป็นแค่ไหนกับการที่ต้องไปเรียนภาษาต่อที่ญี่ปุ่น เพราะเห็นค่าใช้จ่ายคนอื่นๆแล้วหนาวทั้งตัวและกระเป๋าตังค์ และการเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้่วนอกจากเป็นล่ามสามารถรับงานอะไรได้บ้างคับ อยากรู้ไว้เผื่อเป็นทางเลือก ขอบคุณฮะ 🙂

    • ถ้าอยากเรียนเพราะสนใจ เราเชียร์ให้เรียนเลยนะ เพราะรู้ภาษาไว้ ยังไงก็ดีอยู่แล้วล่ะ

      การจะทำงานแปลหรือเป็นล่ามนั้น เห็นบริษัทที่เค้ารับกัน ก็จะรับประมาณ N3 ขึ้นไป

      แต่โดยส่วนตัวเราว่าถ้าจะให่ตัวเองเป็นล่ามได้แบบไม่ลำบากมาก ไม่เจ็บตัวในช่วงต้นๆของการทำงานมาก สัก N2 กำลังดี

      อันนี้วัดเฉพาะภาษานะคะ ไม่รวมประสบการณ์ เพราะต่อให้ได้ N1 ทำงานจริงๆยากกว่านั้นก็มีค่ะ อยู่ดีๆโดนจับไปแปลเรื่องที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน จินตนาการไม่ออกเลยก็ลำบากอยู่ค่ะ
      ประสบการณ์จะช่วยเวลาแปลมากๆเลยค่ะ

      จำเป็นมั้ยต้องไปเรียนภาษาต่อที่ญี่ปุ่น
      เอาจริงๆไม่จำเป็น เพราะเพื่อนเราผ่าน N1 ตั้งแต่สมัยเรียนโดยที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นตั้งหลายคน มันขึ้นอยู่กับความขยัน ความใส่ใจ
      แต่การเรียนภาษาก็เหมือนการเรียนอื่นๆค่ะ ต้องใส่ใจ และให้เวลา ถ้าเราขยันมาก เราก็ใช้เวลาน้อยหน่อย

      การเรียนภาษาญี่ปุ่นนอกจากเป็นล่ามแล้วทำอะไรได้บ้าง
      เราเป็นล่าม รับแปลเอกสาร เคยแปลนิยาย สอนภาษาญี่ปุ่นด้วย เขียนบทความ(ภาษาไทยนี่แหละ แต่ต้องหาข้อมูลจาก source ภาษาญี่ปุ่น)

      ถ้าหน้าตาดี บุคลิกดีด้วย ก็อาจจะมีงานพิธีกร 2 ภาษา 3 ภาษา

      หรือถ้าเป็นเคสคุณ มีประสบการณ์การทำงานอยู่แล้ว ถ้าได้ภาษามาบวกเพิ่ม ไปทำงานบริษัทญี่ปุ่นก็มีโอกาสได้เงินเดือนเพิ่มมากกว่าเมื่อเทียบกับคนไม่ได้ภาษาค่ะ

      จริงๆหลายๆบริษัทที่มีโครงสร้างเงินเดือนไม่สูงนัก เค้าก็เริ่มไม่จ้างล่ามนะคะ อาศัยส่ง engineer ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเอา (ทำสัญญานะ)

      ถึงชื่อหัวข้อเราจะพูดถึงแนวโน้มของความลำบากในการเป็นล่ามในอนาคต แต่ปัจจุบันเราก็เป็นล่ามค่ะ และแฮปปี้กับการเป็นล่ามด้วย เพราะถ้าไม่รักในอาชีพนี้ เราคงไม่เขียนถึงบ่อยๆ

      ถ้าตัดสินใจจะเรียนภาษาญี่ปุ่นก็สู้ๆนะคะ
      เราสอนนักเรียนอยู่บ้าง เข้าใจความลำบากของคนที่มาเริ่มเรียนตอนทำงานแล้วอยู่ค่ะ ว่าไหนจะงานยุ่ง ไม่มีเวลาอ่านหนังสือสอบ (เรียนภาษาญี่ปุ่นจริงๆต้องสอบเยอะมากๆ) ยังไงถ้าเสียเงินเรียนแล้วก็ขอให้ขยันๆเข้าไว้นะคะ ^^

  4. 55​อาชีพ​ที่คนในออกเยอะแยะ… คนนอกอยากเข้าจริ๊งจริง​ค่ะ….
    เป็นล่ามภาษา​ญี่ปุ่นเหมือนกันค่ะ… เข้าใจเจ้าของกระทู้​ค่ะ… และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆค่ะส่วนหนึ่ง…. ทั้งนี้ทั้งนั้น… อาชีพล่ามหรืออาชีพไหนๆ​การที่เราจะเกาะเก้าอี้ตัวนั้นๆได้นาน… มันมาจากความรักในอาชีพ​ด้วยค่ะ…. ถ้าไม่รักในอาชีพนี้… เงินเดือนก็​คงจะโดนเบียดแซงได้ง่ายค่ะเพราะไม่ใส่ใจเพิ่มความรู้ให้ตนเอง^^แต่ถ้าใส่ใจ​เพิ่มความรู้ให้ตัวเองตลอดเวลา… เงินเดือนล่าม… ก็แซงได้ยากนะคะ….เป็นล่ามมา15ปีแล้วค่ะ…. ความรับผิดชอบ… จรรยาบรรณ…. ความใส่ใจ…. สำคัญ​มากค่ะ…ทร่จะทำให้เรายังอยู่ในสายอาชีพนี้ได้อย่างไม่อายใคร… สู้ๆนะคะ…. อย่ามาทำล่ามแค่เพราะจัวเลขเงินเดือนนะคะ…. ไม่มีบริษัทไหนยอมจ่ายเงินไปให้ใครฟรีๆหรอกนะคะ….. เค้าเอาคืนจากคุณคุ้มแน่ๆ….. ^^

    • พอเห็นคอมเม้นท์พี่แล้วรู้เลยค่ะ ว่ามันจริงที่มีคนบอกไว้ว่า “มีแต่ล่ามด้วยกันเท่านั้นแหละ ที่จะเข้าใจกัน”

      พี่เข้าใจเจตนาที่เราเขียนได้ตรงมากๆเลยค่ะ เราไม่ได้ต้องการจะบอกว่า เป็นล่ามไม่ดี เพราะถ้าไม่ดี เราเลิกเป็นแล้วล่ะ
      แต่ปัจจุบันเราก็ยังเป็นอยู่ และมีความสุขกับการเป็นล่ามด้วย

      เห็นด้วยอย่างมากเลยค่ะ ว่าความรับผิดชอบ จรรยาบรรณ ความใส่ใจ สำคัญมากจริงๆ ต้องใช้ความสามารถรอบด้าน ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลาถึงจะเอาตัวรอดได้

      มันเครียดและกดดันมาก แต่พอทำได้ก็ภูมิใจ มันก็เลยสนุกๆบนความทุกข์ทรมานนิดหน่อยค่ะ

      ปัจจุบันเราเขียนบล็อก แล้วก็สอนภาษาให้คนทำงานโรงงานนิดหน่อย ที่เขียนบล็อกเพราะอยากให้คนอื่นเข้าใจล่ามบ้าง นิดหน่อยก็ยังดี เวลาสอนนักเรียนถ้ามีช่วงคุยกัน เราก็อธิบายความจำเป็นที่ล่ามต้องเตรียมตัวให้นักเรียนฟัง หรือแนะนำให้ตัดประโยคสั้นๆ เข้าใจง่าย เผื่อล่ามจะได้สื่อสารได้ดีขึ้นค่ะ

      ขอบคุณพี่มากนะคะที่มาแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง เราคงต้องเรียนรู้อีกเยอะมากๆเลยค่ะ
      มุมมองพี่ดีมากๆค่ะ อ่านแล้วมีกำลังใจอยากพัฒนาตัวเองต่อไปเลยค่ะ ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s