หัวหมา กับ หางราชสีห์

ตอนประมาณม.ปลายเคยได้ยินครูพูดเรื่อง “หัวหมา กับ หางราชสีห์” หัวหมาหมายถึงเป็นคนเก่งที่สุดในหมู่คนที่ไม่ได้เก่งมาก ส่วนหางราชสีห์ ก็คือเป็นพวกหางแถวในหมู่คนเก่ง ก็เลือกเอาแล้วกันว่าอยากจะเป็นอะไร

ตอนนั้นยังเด็ก ไม่ได้เห็นด้วยกับครูร้อยเปอร์เซนต์หรอก แต่ก็เออออตามไป เมื่อครูอยากพูด เราก็จะเป็นผู้ฟังที่ดีให้ (อิเด็กเลว)

แต่วันนี้ไม่เด็กแล้ว คิดว่าได้เวลาที่จะเอาความคิดในหัวตัวเองออกมาเคาะๆสนิมออกเสียบ้าง

ตั้งแต่ออกตัวว่าเป็นนักเขียน เพื่อนก็หมั่นส่งจ็อบงานเขียนมาให้ แต่ต้องเขียนให้ได้เท่านั้นเท่านี้ ต้องเขียนให้ออก ส่งงานตรงตามกำหนด เห็นแล้วสยองเลย เข้าใจว่าโลกธุรกิจมันก็ต้องอย่างงั้นแหละนะ เก็บไว้เป็นงานอดิเรกตามเดิม

กลับเข้าเรื่อง หัวหมา กับ หางราชสีห์ต่อ แค่การเลือกใช้คำก็แฝงความเหยียดหยามแล้ว ทำไมถึงใช้หัวหมา ทำไมไม่ให้หัวสุนัข แลัวทำไมถึงใช้หางราชสีห์ ทำไมไม่เรียกหางสิงโต ระดับภาษาแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ

ตอนเราเด็กๆ ถ้าให้เลือกจากสองอย่างนี้ เราคงอยากเป็นหัวหมา แต่เราไม่เคยคิดเลยนะ ว่ามหาลัยไหนเป็นหมา มหาลัยไหนเป็นราชสีห์ บริษัทไหนเป็นหมา เป็นแมว เราเลือกมหาลัย ที่ทำงาน จากความรู้สึกเสมอ

เราเลือกไปเรียนมหาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ (มีไม่กี่ที่หรอก ไม่ได้อายที่จะบอกด้วยว่าจบที่ไหนมา แต่หลีกเลี่ยงประเด็นดราม่าดีกว่า) เราก็ไม่ได้คิดว่าที่นั่นเป็นหมานะ เหตุผลที่เลือกเพราะตอนป.4แม่ไม่ยอมพาไปเที่ยวจังหวัดนั้น ทั้งๆที่เราอยากไปก็เลยโกรธ (เหตุผลฟายได้อีกมั้ย?) อีกเหตุผลก็คือ มันเป็นชื่อมหาลัยแรกที่เราเปิดไปดูในหนังสือเรียนประมาณป.1-2

ในหนังสือมี 4 มหาลัย จุฬา มธ. เกษตร(หรือศิลปากร) แล้วก็มช.อยู่ท้ายสุด ไม่รู้เฮี้ยนอะไร อ่านหนังสือจากหน้าหลังก่อน ก็เลยจำได้ติดตา

ตอนอยู่ม.ปลายก็อยู่โรงเรียนทางภาคอีสาน แน่นอนว่าคนไปเรียนมช. เป้นชนกลุ่มน้อย

ช่วงแนะแนวก็จะมีพี่ๆมาบูมมหาลัยให้ฟัง (ทำไปเพื่ออะไร ห้องประชุมร้อนก็ร้อน เหงื่อ น้ำลงน้ำลายคงจะกระเด็นใส่กันน่าดู อี๋แหวะๆๆๆ)

แต่ไม่มีพี่จากมช. ด้วยความที่เป็นเด็กอยากดัง เลยคิดว่าจะเข้ามช.ให้ได้ แล้วจะกลับมาพูดแนะแนวที๋โรงเรียน จะได้เป็นไม่กี่คนบนเวที เด่นดี 555+

เอาเข้าจริงช่วงแนะแนวก็ไม่ได้กลับเพราะติดสอบ+ไกลด้วย ก็เลยมึ้ง (แปลว่าปิ๊งขึ้นมา) ว่า “อ๋อออออออ… รู้แล้วทำไมถึงไม่มีพี่คนไหนกลับมาที๋โรงเรียนเลย”

กลับเข้าเรื่องๆ คือตอนเด็กๆอยากเป็นหัวหมา เพราะว่าคิดว่าอยู่ในสังคมหมาๆ ฟังดูเรียบง่ายสบายๆกว่าสังคมราชสีห์ที่ต้องมาเก๊กท่าว่า “ข้าเป็นเจ้าป่านะ” “ข้าก็เจ้าป่า”

ที่ทำงานที่ผ่านมาก็บริษัทเล็กๆมาตลอด ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดเพราะประสบการณ์ยังน้อย แต่ก็รู้สึกว่าส่วนใหญ่เวลามีปัญหาอะไร เราแก้ไขด้วยตัวเองได้ แล้วคนก็น้อย การจะเข้าไปถามอะไรใครมันง่าย ก็เลยค่อนข้างมั่นใจเวลาล่ามว่า “ชั้นแปลได้นะ ไม่เคยแปลไม่ได้ ไม่ใช่เก่งนะ แต่คือแปลไม่ได้ก็ถาม ถามๆๆๆจนกว่าจะได้” ตอนทำงานที่นึงมีพี่คนนึงเก่งภาษาญี่ปุ่นมากด้วย ไม่ได้พี่เค้าก็ช่วยแปลให้ เลยหลงลืมความจริงไป

พอย้ายที่ทำงานใหม่ เป็นครั้งแรกที่ทำงานบริษัทใหญ่ เริ่มเข้าใจแล้วว่าเป็นล่ามมันกดดันยังไง การต้องพูดอะไรออกไปทั้งๆที่ตัวเองไม่รู้เบื้องหลังไม่รู้อะไรเลยมันแย่และเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดได้ง่ายมากๆ ผิดไปนี่ซวยเลย เคยแปลผิดแล้ว GM จับได้ นั่งสลดไปครึ่งชั่วโมง เฟลต่ออีก 3 วัน นายญี่ปุ่นถามว่าเป็นอะไร บอกว่า 反省(はんせい)しています。 แปลว่ากำลังพิจารณาตัวเองอยู่ วัฒนธรรมการขอโทษด้วยดารแสดงความรู้สึกขอโทษอย่างสุดซึ้งและพิจารณาสิ่งที่ตัวเองทำพลาดไป ถ้าจะให้มองแบบ stereotype เราว่ามันไม่ค่อยมีในคนไทย

ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่ดีนะ จริงๆเราว่าการที่คนไทยมองว่า “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่” “ไม่เป็นไรเอาใหม่” มันก็ดีตรงที่ไม่เครียดเกินไป แต่ถ้าเรามองข้ามความผิดพลาดมากเกินไป มันก็จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตัวเอง

เผลอนอกเรื่องอีกแล้ว ทุกทีเลย คือมีอะไรที่อยากเล่าเต็มไปหมดเลยอ่ะ ถ้าอยากเป็นนักเขียนที่ดีควรจะแยกเป็นประเด็นๆ เลือกมาเล่าเป็นเรื่องๆไป ไม่ใช่เขียนปนกันมั่วไปหมดแบบนี้ แต่มันอดไม่ได้น่ะ

ก็นั่นแหละพอมาทำบริษัทใหญ่ เจอคนเก่งๆมากมาย ถามว่ากดดันมั้ย ก็ไม่ค่อยนะ กลายเป็นว่าอยากจะเก่งอย่างเค้า แต่ถามว่ามีความกดดันเรื่องอื่นมั้ย แน่นอนว่ามี เช่น แปลไม่ทัน ฟังคนนี้พูดไม่รู้เรื่อง แล้วเค้าก็ไม่พูดซ้ำให้ แต่พูดกับเราว่า “แปลเป็นภาษาไทยได้มั้ย พูดไม่ได้เหรอ พูดไม่ได้สินะ” หรือไม่ก็คุยๆกันเองยาวๆ รัวๆ ไม่เว้นช่องให้แปลแล้วก็หันมาบอกล่ามว่า “แปลสิ” พอเรารู้แกวจดตอนเค้าคุยแล้วแปลอยู่ เค้าก็คุยกันแทรกขึ้นมาอีก สนุกเลย หูซ้ายฟังคนไทยคุยกันเอง หูขวาฟังคนญี่ปุ่นคุยกันเอง ตีกันมั่วในหัวกูเนี่ย ฮ่วยยย

อยากจิร้องเพลงดาวอังคารของพี่ว่านใส่เลย ไอ้ท่อนที่ว่า “แถมยังเป็นคนที่ไม่ยอมรับฟัง นัดประชุมเพื่ออะไร”

พอได้มาอยู่ในสังคมที่คิดว่า เออ ก็ราชสีห์ประมาณนึงนะ เรากลับไม่รู้สึกเฟลว่าเราเป็นหางอ่ะ แต่รู้สึกอยากจะเป็นหัวให้ได้ในสักวันมากกว่า หรือถ้าไม่เป็นหัว อวัยวะอื่นๆ ก็มีประโยชน์เหมือนกัน อีกอย่าง สิงโตก็สัตว์ตระกูลแมว เราชอบแมวมากกว่าหมา ตอนนี้เลยชักจะชอบหางราชสีห์ขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งๆที่ตอนเด็กๆเราแอนตี้มาก

ไม่ได้บอกว่าหมาไม่ดี สิงโตดี หรือสิงโตไม่ดี หมาดีกว่าหรอก สิ่งที่อยากจะบอกคือ พอคนเราโตขึ้น มุมมองความคิดเราเปลี่ยนไป อะไรที่คิดว่าจะไม่ชอบ ก็อาจจะชอบขึ้นมาก็ได้ ถ้ามีโอกาสลอง ก็ลองเลยดีกว่าจะเสียเวลามานั่งย้ำคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เอ…ฉันจะชอบมั้ยน้าาา”

ถ้าไม่ใช่เรื่องซีเรียสแล้วเกิดลังเล ก็เลือก A หรือ B ไปสักทาง ถ้าไม่ดี ก็เปลี่ยนได้ คิดแบบนี้สบายใจกว่า

ปล. ยังยืนยันว่าชอบสัตว์ตระกูลแมวมากกว่าสัตว์ตระกูลหมา ทำไมตอนนั้นครูไม่ถามว่าจะเลือกเป็นหัวสิงโตหรือหูแมวนะ ชอบลูบหัวลูบหัวแมว คงจะเลือกแมวอย่างไม่ลังเลเลยล่ะ ทั้งอุ้งเท้าสีชมพูนุ่มๆ ตัวนุ่มๆ จมูกน่ารัก (จั่วหัวมาซะซีเรียส ทำไมสุดท้ายมาจบลงที่คนบ้าแมวหว่า?)

//เข้ามาอ่านแล้วอย่าลืมเม้นนนนนนน เป็นกำลังใจให้เค้าด้วยน้าาาาา (>_<)
ทดลองแอ๊บแบ๊วน่ารักมุมิแบบไรท์เตอร์ในเด็กดี แต่มันไม่เวิร์คอ่ะ เลิกๆ
บายๆๆ ฝนตกรักษาสุขภาพด้วย…

Advertisements

2 thoughts on “หัวหมา กับ หางราชสีห์

  1. ตามมาๆ อ่าค่ะ ติดตามอยู่ เขียนบ่อยๆนะคะ

  2. เค้ามาอ่านแล้วนะ ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s